หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2549

บรั่นดี(Brandy)

จากงานเลี้ยงรับรองใน พระราชวัง ไปจนถึงงานออกเดตของคู่หนุ่มสาว คงไม่มีเหล้า ใด ๆ อีกแล้วที่จะเหมาะสมกับบรรยากาศยิ่งไปกว่าบรั่นดี คอนญักสีชา อาร์มาญักสีเข้ม หรือแม้แต่ออส์ เดอ วี สีใส ซึ่งล้วนแต่เป็นเหล้าในตระกูลบรั่นดีที่สามารถให้ความพอใจกับผู้ดื่ม ทุกระดับชั้น และงานเลี้ยงในทุกโอกาสด้วย คำว่าบรั่นดี นั้นมีรากศัพท์ที่เก่าแก่พอ ๆ กับประวัติศาสตร์ของการกลั่นเหล้าเลยทีเดียว

โดยที่ภาษาของประเทศด้านเหนือของยุโรปจะเรียกคำว่า เหล้า ด้วยสำเนียงที่คล้าย ๆ คำว่าบรั่นดี ภาษาอังกฤษึงจับมากระเดียดเรียกน้ำเมาโดยทั่วไปว่า บรั่นดี โดยจะมีความหมายเฉพาะเจาะจงถึงเหล้าที่ทำจากผลไม้ แต่อย่างเรา ๆ คำว่าบรั่นดีจะหมายถึงเหล้าที่กลั่นจากองุ่นเท่านั้น และถ้าพูดถึงบรั่นดีเมื่อใด ทุกคนย่อมจะนึกถึงคอนญักของฝรั่งเศสขึ้นมาทันที เนื่องจากคอนญักเป็นบรั่นดีที่ดีที่สุด เพียงแค่ดมความหอมหวนละเมียดละไมก็ชวนให้เพื้อฝันจนหลงไหลไปได้เหมือนกัน
แต่บรั่นดีที่จะใช้ชื่อคอนญักได้นั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ได้กันมาง่าย ๆ เพราะจะต้องเป็นบรั่นดีที่ผลิตจากองุ่น ซึ่งปลูกในเมืองคอนญัค ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และเขตรอบ ๆ เมืองเท่านั้น ว่ากันว่าดินที่นั่นเหมาะสำหรับการปลูกองุ่นอย่างมาก เนื่องจากจะมีส่วนที่เป็นหินปูนร่วมทำให้องุ่นที่ปลูกมีความเป็นกรดมากกว่าปกติ และมีคุณสมบัติที่ดีที่สุดสำหรับการทำบรั่นดี

นอกจากที่เมืองคอนญักจะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญแล้ว ก็ยังจะพอมีที่อื่น อีกบ้าง โดยห่างจากเมืองคอนญักลงไปทางใต้ประมาณ 150 ไมล์จะเป็นที่ตั้งของเมืองอาร์มาญัก ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเนินเขา อากาศค่อนข้างร้อน และเป็นดินทราย เหมาะสำหรับการปลูกองุ่นพันธ์ FOLLE BLANCHE ซึ่งจะทำให้ได้บรั่นดีสีเข้มที่เรียกเฉพาะเจาะจงว่า อาร์มาญัก ซึ่งจะเป็นบรั่นดีที่ผ่านการกลั่นเพียงครั้งเดียว แต่ในขณะเดียวกันคอนญักนั้นจะผ่านการกลั่นถึงสองครั้ง และเมื่อกลั่นเสร็จแล้วจะต้องนำเข้าหมักในถังไม้โอ๊คมองเลซุงทันที ซึ่งถังไม้โอ๊ค ชนิดนี้จะมีลักษณะสีเข้ม และมียางค่อนข้างมาก จึงทำให้อาร์มาญัก ที่ผ่านการหมักแล้วมีเอกลักษณ์ในสีและรสชาติที่ไม่เหมือนใคร

ปัจจุบันมีคอนญักและอาร์มาญักให้เลือกซื้อหาไปดื่มกันมากมาย และถ้าเป็นพวกคอที่ชอบบรั่นดีประเภทนี้จริง ๆ จะสังเกตเห็นว่ามีสัญญลักษณ์ต่าง ๆ ที่นอกเหนือไปจากชื่อ ญี่ห้อ เช่นจะใช้สัญญลักษณ์ 3 ดาว สำหรับเหล้าที่มีราคาถูกที่สุด ที่บริษัทแต่ละแห่งผลิตมา ส่วนประเภทที่มีคุณภาพดีขึ้นไป จะใช้ตัวอักษรแทนความหมายดังนี้ F=FINE ,V=VERY ,O=OLD, S= SPECIAL ,P=PALE,X=EXTRA ดังนั้นถ้าเป็นคอนญัก XO ก็จะหมายถึง EXTRA OLD และการจะตั้งเป็น XO หรือ VSOP ได้นั้นเช่น VSOP จะต้องเป็นบรั่นดีที่ผ่านการบ่มไม่ต่ำกว่า 4 ปีครึ่ง และนโปเลียนจะต้องบ่มมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี เป็นต้น

นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบรั่นดียังได้ให้ความเห็นว่าบรั่นดีจะเยี่ยมที่สุดเมื่อบ่มได้ประมาณ 20 ปี แต่ก็จะบ่มได้นานที่สุดไม่เกิน 70 ปี เพราะจะทำให้เหล้าเกิดการเน่าและเสียไปในที่สุด สำหรับบรั่นดีที่บรรจุขวดแล้วจะหยุดปฏิกิริยาการบ่ม(AGE) เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่คิดว่าเอาขวด VSOP มาเก็บไว้สัก 15 ปี จะทำให้รสชาติยอดเยี่ยมคงไม่ถูกต้องนัก เพราะนั่นเป็นการเข้าใจผิดที่มหันต์

แม้ว่าบรั่นดีจะเป็นเหล้าที่ทำมาจากองุ่นตามที่เรามักจะเข้าใจกัน แต่จริง ๆ แล้วบรั่นดียังสามารถทำมาจากผลไม้อื่น ๆ ได้อีก ซึ่งจะมีรสชาติที่ใกล้เคียงพอ ๆ กัน เช่น "คาลวาโดส ซึ่งทำมาจากแอปเปิ้ลแถวนอร์มังดี ในฝรั่งเศส ส่วนบรั่นดีอื่น ๆ ที่พอใช้ได้เช่น เชอร์รี่ บรั่นดีของสเปน และบรั่นดีจากโปรตุเกสที่น่ากล่าวถึงอีกประเภทหนึ่งคือ บรั่นดีที่ทำจากผลไม้อื่นซึ่งจะหมักในถังดิน หรือถังแก้วหรือถังไม้ที่เคลือบไว้ด้วยขี้ผึ้ง ซึ่งทำให้บรั่นดีที่ได้ออกมามีสีขาวใสบริสุทธิ์โดยบรั่นดีผลไม้เหล่านี้จะมีชื่อเรียกกันรวม ๆ ว่า ออส์เดอวี จะเป็นบรั่นดีที่ไม่มีรสหวาน เพราะเวลาหมักจะต้องรอจนน้ำตาลเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์จนหมด และที่แตกต่างไปจาคอนญักทั่ว ๆ ไปคือสามารถบ่มต่อในขวดแก้วได้ ถ้าายิ่งเก็บไว้รสจะยิ่งกลมกล่อม

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2549

แชมเปญ (Champagne)

แชมเปญ เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อีกประการหนึ่งที่นิยมดื่มกันมาก ตำนานความเป็นมา เกิดขึ้นในที่เก็บไวน์ของโบสถ์ Haut Willers ซึ่งในวันหนึ่งอยู่ดี ๆ ขวดไวน์ที่เก็บเอาไว้เกิดระเบิดขึ้นมา โดยที่ไม่เคยมีใครเฉลียวใจแม้แต่น้อย คงเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สำหรับาทหลวง ดอม เปอริยอง แล้ว มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย ทั้งนี้ เพราะเขาเป็นคนปรุงไวน์เหล่านั้นมากับมือจึงรู้ดีว่าได้เกิดอะไรขึ้นกับไวน์ ขวดแล้วขวดเล่าที่เกิดระเบิดขึ้น เพราะแทนที่จะหมักไวน์ครั้งที่สองลงในถังไม ้เปอริยอง กลับพลิกแพลงบรรจุลงในขวด เพื่อจะรอดูผลอะไรสักอย่าง ซึ่งผ ลนั้นก็คือก๊าซคาร์บอนิคอะซิที่เกิดปฎิกิริยาขึ้นจากการหมักครั้งที่สอง ก่อให้เกิดแรงผลักอันเป็นฟองออกมา

ถึงแม้ว่าเขาจะตะโกนกู่ก้องด้วยความดีอกดีใจ ในผลสำเร็จจากการเฝ้าสังเกตของเขาสักเพียงใด เขากลับปิดปากเงียบที่จะบอกถึงสูตรลับอันนี้ให้แก่ใคร

เพราะรสชาติของแชมเปญที่เปอริยองปรุงขึ้นมานั้นอ่อนละเมียดละไมมาก จึงร้อนถึงพระเจ้าเฟดเดอริก วิลเลี่ยมที่ 2 แห่งปรัสเซียผู้ใคร่อยากรู้กรรมวิธี จึงเรียกประชุมนักวิทยาศาสตร์ นักเคมีทั้งหลายมาช่วยกันค้นคิด เพราะถ้าให้ไปบีบคอ บังคับบาทหลวง เปอริยองบอกสูตรนั้นเป็นไปไม่ได้

หลังจากนั้นการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าจึงได้เริ่มเกิดขึ้นร สูตรลับเฉพาะของท่านบาทหลวงจึงกลายเป็นตำราที่ต้องเปิดเผยกันอีกต่อไป และก็ไม่มีอะไรมากไปหว่าการนำเอาไวน์แดงกับไวน์ขาวมาผสมกัน แต่จะเป็ฯอัตราส่วนเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคนที่จะทำอย่างไรให้ ได้แชมเปญที่ถูกใจออกมา

รสชาติของแชมเปญไม่ใช่อยู่ที่การหมักบ่มนานเท่าใด แต่อยู่ที่ปีเริ่มผลิตซึ่งเป็นผลจากสภาพ ดินฟ้าอากาศที่มีผลต่อการผลิตองุ่นซึ่งนำมาทำแชมเปญ

ถ้าปีไหนชาวไร่องุ่นเห็นว่าธรรมชาติเอื้ออำนวยให้ทุกอย่าง เขาก็จะเก็บเอาไว้ในปริมาณที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าอะไรไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร เขาก็จะหยุดพักไว้แล้วนำเอาวัตถุดิบที่มีไปทำอย่างอื่นแทน

การเลือกซื้อแชมเปญมาดื่ม ควรจะสังเกตคำบ่งบอกคุณภาพให้เข้าใจ เช่น
  • BRUT
  • EXTRA SEC
  • SEC
  • DEMI-SEC
  • DOUX
  • เป็นรสชาติละเมียดละไมมาก
  • ละเมียดละไมพอใช้ได้
  • หวานปานกลาง
  • ค่อนข้างหวาน
  • หวานมาก

เบียร์ (Beer)

เบียร เป็นเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลกที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วย ซึ่งจากประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า ชนชาติ บาบิโลเนีย เป็นผู้ค้นคิด และผลิตขึ้นในยุคคริสต์กาลประมาณ 6,000 ปี และในราว 4,000 ปี ก่อนคริสต์กาลจึงได้เริ่มใช้ข้าวบาร์เล่ย์เป็นวัตถุดิบ ต่อมาเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสต์กาล จึงได้ใช้พืชชนิดหนึ่งเรียกว่า "ฮ้อปส์" ผสมลงไปด้วยเพื่อรักษาคุณภาพของเบียร์ให้เก็บไว้ได้นาน พร้อมทั้งมีรสขมและกลิ่นหอมชวนให้ดื่มมากขึ้น

ในสมัยนั้นกษัตริย์ฟาโรห์ ยุคที่อียิปต์ กำลังรุ่งเรืองอยู่นั้น ถือว่าเบียร์เป็นเครื่องดื่มสำคัญควบคู่ไปกับอาหารประจำวัน บุคคลที่ต้องทำงานหนักในสมัยนั้นจะได้รับอาหารวันละ 4 มื้อ คือขนมปังกับเบียร์มื้อละ 2 เหยือก เด็ก ๆที่ไปโรงเรียน ผู้ปกครองจะจัดเบียร์ใส่ภาชนะให้ติดตัวไปดื่มแทนน้ำที่โรงเรียนด้วย

ต่อมาพวกกรีกและโรมันได้เรียนรู้วิธีทำเบียร์ต่อจากพวกอียิปต์โบราณ และในประเทศจีนสมัยเมื่อเกือบ 3,000 ปี ก่อนคริสต์กาลก็ปรากฎว่ามีเครื่องดื่มชนิดหนึ่งคล้ายกับเบียร์เป็นที่นิยม ของเขาอยู่แล้ว และนอกจากนี้อินเดียนแดงเจ้าของถิ่นฐานดั้งเดิมในอเมริกาก็มีหลักฐาน ว่าได้มีเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ผสมจากข้าวโพด ซึ่งความจริงแล้วก็คือเบียร์ชนิดหนึ่ง ที่มีมาก่อนชาวยุโรปจะค้นพบทวีปแห่งนี้เสียอีก

วิวัฒนาการของเบียร์มีติดต่อสืบเนื่องกันมาจนกระทั่งในสมัยกลางของประวัติศาสตร์ยุโรป การทำเบียร์ส่วนใหญ่อยู่ในมือของบาทหลวง โดยบาทหลวงในยุคนั้นนอกจากจะทำหน้าที่นักบวชแล้ว ยังทำการค้าอีกด้วย ซึ่งมีดรงต้มเบียร์จะมีอยู่เกือบทุกจังหวัด และในวัดหนึ่ง ๆ จะมีอย่างน้อยสุด 1 โรง
ครั้นต่อมาพวกบาทหลวงได้เลิกกิจการทำเบียร์ แต่การทำเบียร์มิได้เลิกราตามไปด้วย ตรงกันข้ามการทำเบียร์กลับเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชาชนหันมาผลิตและนิยมดื่มกันมากจนกระทั่งกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โต โดยเฉพาะชาวอังกฤษ เบียร์นับเป็นเครื่องดื่มสำคัญไม่ว่าจะเป็นงานตัดขนแกะหรืองานพิธีมงคลต่าง ๆ จะนำเบียร์มาเลี้ยงฉลองชัยกันด้วยทุกครั้ง

ในสมัยแรก ๆ จะมีรสชาติที่เข้มข้นกว่าเบียร์ที่มีในปัจจุบันนี้มาก อีกทั้งยังมีแอลกอฮอล์ที่สูงกว่าด้วย จึงนับได้ว่าหลายร้อยปีมาแล้ว เบียร์เป็นเครื่องดื่มควบคู่กับอาหารประจำวันของชาติยุโรปเลยทีเดียว โดยเฏพาะในสมัยโบราณน้ำที่ใช้ดื่มไม่สู้จะสะอาดนัก ประชาชนจึงนิยมดื่อมเบียร์ เพราะมีคาวมปลอดภัยมากกว่า หลังจากนั้นไม่นานการทำเบียร์จึงเริ่มแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

นอกจากนี้พวกฝรั่งนักล่าเมืองขึ้นก็ยังนิยมดื่มเบียร์กันจนเกิดความเชคยชิน ไม่ว่าครั้งไหน เมื่อไปถึงประเทศใดก็มักจะไปตั้งโรงต้มเบียร์ขึ้นที่นั่น อาทิ มร.วิลเลียม แพน ได้ตั้งโรงเบียร์ของเขาขึ้นที่เมืองเพนน์สบิรี รัฐเพนซิลวาเนีย เมื่อปี ค.ศ. 1683 ในสหรัฐอเมริกา

ในสหรัฐอเมริกาเจ้าของฟาร์มใหญ่ ๆ จะมีโรงเบียร์เล็ก ๆของตนเอง ซึ่งในช่วงที่ปฏิวัติอุตสาหกรรม นักเศรษศาสตร์ชื่ออาดัมส์และแพทริก สองคนนี้มีความสนใจในการทำอุตสาหกรรมเบียร์มากที่สุด นอกจากนี้อดีตประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐคือ ยอร์ช วอชิงตัน ท่านก็ยังมีสูตรการทำเบียร์เฉพราะของท่านเดง ซึ่งประชาชนในสมัยนั้นนิยมดื่มกันมาก จนทำให้เกิดการเลียนแบบตามมาอย่างมากมาย

ส่วนในภาคเหนือของยุโรป ได้มีผู้คิดค้นกรรมวิธีการผลิตเบียร์ที่เรียกว่า Brewing ขึ้น โดยใช้ข้าวบาเลย์ ซึ่งผ่านกรรมวิธีมาแล้วจนกลายเป็นมอลต์(Malt) มีการต้มและหมักผสมส่วนสัดกับฮ็อปต์ และวัตถุดิบอื่น ๆ จนกลายเป็นเบียร์ที่มีรสชาติคล้ายในปัจจุบัน และมีแอลกอฮอล์เจอปนอยู่ด้วยระหว่าง 3-5 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก

ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของยุโรป ถือกันว่าราชวงศ์และบรรดาครอบครัวชนชั้นสูงที่เป็นเจ้าของที่ดินจะต้องมีโรงต้มกลั่นเบียร์ของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชาติ เยอรมัน ได้ชื่อว่าเป็นชาติที่เชี่ยวชาญการผลิตเบียร์มากที่สุดในโลก ตลอดจนกรรมวิธีการผลิตเบียร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการผลิตเบียร์ บรรพบุรุษของชาวเยอรมันก็เป็นผู้ค้นคิดขึ้น และวิวัฒนาการกันเรื่อยมา ซึ่งนอกจากชาวเยอรมันได้ชื่อว่าเป็นชาติที่เชี่ยวชาญเรื่องการผลิตเบียร์แล้ว ในปัจจุบันเบียร์ของเยอรมันนีได้เป็นที่เชื่อถือกันว่า เป็นเบียร์ที่เลิศที่สุดในโลกด้วย อีกทั้งยังมีโรงงานผลิตเบียร์อยู่ถึง 2,500 แห่งด้วย

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548

ไวน์ (Wine)

หากจะกล่าวกันว่าที่ไหนมีองุ่นที่นั่นมีไวน์ย่อมจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจริงอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าจะให้บอกว่าของใครดีกว่ากันนั้นคงจะไม่มีอะไรเป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนได้ เพราะคนเราต่างจิต ต่างใจกัน ทำให้ชอบในหลาย ๆ สิ่งที่ไม่เหมือนกัน

ในเมื่อไวน์คือต้นกำเนิดของแชมเปญ ลักษณะความละมุนในรสหรือกลิ่นจึงขึ้นอยู่กับความปราณีของภูมิอากาศและภูมิประเทศ อีกทั้งรสนิยมของผู้คนในแต่ละประเทศว่าพวกเขาชอบไวน์ประเภทไหนกันบ้าง

ลักษณะโดยทั่วไปของไวน์นั้นมีสูตรพื้นฐานอยู่ที่น้ำองุ่นกลั่น ซึ่งมีส่วนผสมอยู่ในน้ำประมาณ 80 % น้ำตาลให้รสฟวานจากองุ่นอีก 15 % และนอกจากนี้ยังมีคาร์บอนไดออกไซด์อีก 5 % ทั้งหมดนี้คือส่วนผสมที่สำคัญของไวน์รสละมุนแก้วโปรดของใครหลาย ๆคน

ในส่วนของการแยกแยะไวน์เขาแบ่งกันออกไปอย่างเตลิดเปิดเปิง นับตั้งแต่ไวน์ประเภทที่มีฟองอยู่พอกล้อมแกล้มให้ว่าเป็นฟอง กับประเภทที่ไม่มีฟองให้ลิ้มลองเลยว่า ว่ากันว่าไอ้ประเภทที่ไม่มีฟองนี่แรงกว่าประเภทที่มีฟอง ฉะนั้นประเภทที่ไม่มีฟองจึงเหมาะแก่การดื่มให้หน้าแดงมากกว่า

การดื่มไวน์นั้นในส่วนของประเทศแถบสเปน โปรตุเกส ชิชิลีและฮังการี กลุ่มประเทศเหล่านี้ล้วนแต่ชอบจิบไวน์หลังอาหาร มากกว่าการที่จะมานั่งจิบก่อนรับประทานอาหารหรือในระหว่างการรับประทานอาหาร

สำหรับ ประเทศกลุ่มมหาอำนาจอย่างอเมริกาจัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่และอลังการกลุ่ม หนึ่ง สามารถจัดลงได้อยู่ในทุกประเภททุกกรณี เนื่องจากอาณาจักรไวน์ในประเทศนี้กว้างขวางพอสมควร แต่การตั้งชื่อยังคิดติดอยู่กับประเทศทางยุโรป ซึ่งความจริงรสชาติของทางอเมริกาไม่แพ้ทางยุโรปเช่นกัน เพียงแต่คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่นิยมดื่มไวน์กันมากเท่าที่ควร และด้วยการที่ไปผูกติดอยู่กับแหล่งกำเนิดของไวน์ว่ามีความคลาสสิคในการดื่ม ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาดูใหม่เกินไปสำหรับตลาดไวน์

เราไม่ได้ -ไม่รักกัน

บางที.. อาจไม่จำเป็น..เสมอไป
ที่ความรัก..จะต้องจบลง
ด้วยการ..ได้เป็น..คนรัก
บนเตียงเล็กๆ.. ในบ้านอบอุ่น..หลังหนึ่ง
แดดยามเย็น..ทอบางบาง..ผ่านหน้าต่าง

หญิงชรา..อายุราวๆ 70 ปี
นอนซม..อยู่บนเตียง

เธอรู้ว่า...นี่เป็นช่วงเวลาสุดท้าย..ในชีวิตของเธอแล้ว
..แต่จะเป็นอะไรไปล่ะ ..เธอพอใจกับชีวิตทั้งหมด..ที่เธอได้ผ่านมา

เธอ..ได้แต่งงาน ..มีครอบครัว..ที่อบอุ่น
แม้จะไม่มีลูก..ก็ตาม

มีเพื่อนที่ดี ..ผ่านชีวิตการงานที่ดี
ถึงแม้วันนี้..สามีของเธอจะตายไป..ร่วม 10 ปี

แต่..ในวันสุดท้าย..ของชีวิต
เพื่อน-ที่เธอรักที่สุด..
ก็มานั่งเคียงข้างเธอ..อยู่ตรงนี้
มาส่งเธอ..เหมือนทุกครั้ง..ทุกคราว

“หมอบอกว่า..ฉันคงอยู่ได้ไม่เกินพรุ่งนี้เช้าหรอก”
เธอ..เอ่ยบอกกับเขา ...
เพื่อนชรา..ที่รู้จักกับเธอมา..แต่ครั้งยังเด็ก
“ฉันรู้”
ชายชรา..พยักหน้ารับ

“เธอมาส่งฉัน..เหมือนทุกทีสินะ”
หญิงชรา..มองหน้าชายชรา
“ใช่..ก็ฉันส่งเธอ..มาตลอดทั้งชีวิตนี่นา ..ขาดไปอย่าง..คงไม่ครบ”
ชายชราตอบ..ด้วยรอยยิ้มบางๆ


“ตอนเด็กๆ..บ้านเรา..อยู่ทางเดียวกัน..เรากลับบ้านด้วยกันทุกเย็น..
บ้านฉัน..อยู่เลยบ้านเธอไปมาก..” เธอ..รำลึกความหลัง
“แต่ฉัน..ก็ไปส่งเธอทุกวัน”
ชายชราบอก


“ใช่..เธอทำอยู่อย่างนั้น..ตลอดชั้นประถม..และมัธยม..ที่เราเรียนด้วย กัน
..จนเพื่อนๆล้อว่า..เราเป็นแฟนกัน” หญิงชราพูดขึ้น

“สุดท้าย..ก็ต้องเลิกล้อกันไป”
เพื่อนชราของเธอ..ต่อคำ

“ตั้งแต่..เธอคบกับแฟนคนแรกของเธอ..นั่นแหละ”
เธอเย้ายิ้มๆ


“แต่ฉันก็ไปส่งเธอทุกวัน..อยู่อย่างเดิม...
จนต้องเลิกกับแฟน..ไม่ใช่รึ”
ชายชรา..ทวนความหลัง


เธอจำได้ว่า..เธอบอกเขาอยู่บ่อยๆ ว่า..ไม่ต้องเดินมาส่งเธอแล้ว..
เดี๋ยวแฟนเขาจะโกรธเอา.. แต่เขาก็ยังดึงดัน..ที่จะมาส่งเธอ


“โกรธก็โกรธไป ..ฉันรู้จักเธอ-มาก่อนตั้งนาน ..ยังไงเธอ..ก็ต้องมาก่อน”
นั่น..เป็นคำพูดที่เธอจำได้-ไม่ลืม ..แม้ว่า..มันจะผ่านมาเกือบ 60 ปีแล้ว..ก็ตาม..

เธอยังจำ..วันที่เขาต้องขึ้นรถไฟ..เพื่อไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้
วันนั้น..เธอไปส่งเขาที่สถานี ..ร้องไห้จะเป็นจะตาย
..เขาวุ่นกับการปลอบเธอ..จนไม่เป็นอันได้ร่ำลาพ่อแม่
พอเธอสงบลง..และขอตัวเข้าไปล้างหน้าล้างตา..ในห้องน้ำ ..
พ่อแม่ของเขา..ไปเช็คเที่ยวรถไฟ ...
พอเธอกลับมา..ก็พบเขานั่งร้องไห้คนเดียว..กับกองกระเป๋า...
เงยหน้าขึ้นบอกกับเธอ..ทั้งน้ำตา
“กลับบ้านเอง..เดินดีๆ นะ”
…และนั่น..ทำให้เธอต้องเสียน้ำตา..อีกรอบ


เธอจำได้ว่า..วันที่เขาปิดภาคเรียน..และกลับมาบ้าน..
เธอแนะนำเขา..ให้รู้จักกับแฟนหนุ่มของเธอ
ตอนแรก..ทั้งสอง..เหมือนจะเข้ากันได้ดี ..แต่หลังจากนั้น 2-3 วัน
..มีคนมาบอกว่า..แฟนเธอกับเพื่อนเธอ..ต่อยกัน
“มัน..นอกใจเธอ” เขาบอกเรียบๆ..
แต่..เธอไม่เชื่อ

วันนั้น..เธอเชื่อแฟนมากกว่า..ว่าเขาอิจฉาแฟนเธอ..จึงหาเรื่องชกต่อย
..เธอว่าเขา..ไปหลายคำ
อาทิตย์นึงให้หลัง..เธอจึงรู้ว่า..เขาเป็นคนถูก
..เมื่อเธอไปหาเขาที่บ้าน..ก็เจอแต่..พ่อของเขา
“มันกลับไป..แต่อาทิตย์ก่อนแล้ว ..เห็นว่ามีธุระด่วน ..ไม่รู้อะไร”



เธอส่งจดหมายไปขอโทษ
..เขาบอกไม่เป็นไร..เขาไม่เคยโกรธเธอ..แค่น้อยใจเล็กๆ
..ในจดหมายลงท้าย..ด้วยคำ-คำเก่า
"กลับบ้านเอง..เดินดีๆนะ"

เธอรู้ว่า..ในคำที่เหมือนสั้นๆ นั้น
..เขาพูดอะไรออกมา..มากมายขนาดไหน..


เธอจำได้..ถึงวันที่เธอ..บอกเขาว่า..
เธอจะแต่งงาน..
เขา..มองหน้าเธอ..
เธออ่านไม่ออกว่า..มันเป็นความรู้สึกอะไร
..ดีใจ?
..เสียใจ?
และเมื่อเธอถามเขาตรงๆ ..เขาก็ตอบว่า..
“..เราใจหาย..”


แต่ก่อนหน้านั้น.. ก็เขานี่แหละ..ที่เป็นคนช่วยเธอเลือก..
ช่วยเธอดูว่า..ผู้ชายคนนี้นิสัยดี ..และรักเธอจริง
“เรา-ผู้ชายด้วยกัน..เราดูออก”
ซี่งเขา..ก็ดูไม่ผิด ..สามีของเธอดี..เหมือนอย่างที่เขาบอก ..


วันแต่งงาน..เธอบอกเขาว่า..
“ความเป็นเพื่อนของเรา..ยังเหมือนเดิมนะ ..ไม่ต้องห่วง”
เขามองเธอนิ่งๆ..พยักหน้าน้อยๆ.. ไม่ตอบคำ


ถึงเวลารดน้ำสังข์ ..เขาอวยพรเธอมากมาย ..แต่พูดกับสามีเธอ..เพียงสั้นๆ
ว่า.. “ฝากด้วยนะ..”
เขาแต่งงาน..มีครอบครัวของเขา
เธอ..ก็มีครอบครัว..ของเธอ


มีบางช่วงของชีวิต..ที่ห่างกันไป
แต่ก็ไม่เคย..ลืมกัน
เธอ..ส่งการ์ดอวยพรวันเกิดให้เขา..ทุกๆปี
ตอนนี้..เขาน่าจะเก็บมันไว้ได้ 59 ใบแล้วล่ะ

เพราะเธอนับของเธอแล้ว..มันได้ 58 ใบ
น้อยกว่า..อยู่ใบนึง..
เพราะเธอ..เกิดทีหลังเขา 5 เดือน..


บางที ..เธอรู้สึกสนิทกับเขา..มากกว่า..คนรักของเธอเสียอีก
หลายเรื่อง..ที่เขารับรู้..แต่คนรักของเธอ..ไม่แม้แต่ระแคะระคาย..
และก็เช่นกัน..หลายความลับ..ที่เขาระบาย
..ที่เขาฝากไว้ที่เธอ..เธอก็รับ..และเก็บงำมันไว้..ด้วยความเต็มใจ..

“คิดอะไรอยู่?”
เขาเอ่ยขึ้นมา..ทำลายความเงียบ
“เรา..กำลังนึกแปลกใจ”
เธอเอ่ย..ด้วยท่าทีครุ่นคิด
“ทำไม..เราถึงไม่ได้เป็น..คนรักกัน?”

เขานิ่งไป..เหมือนกำลังคิดเช่นกัน
”เราสนิทกันมาก..มั้ง”
เขาว่า
“นั่น..ไม่น่าใช่เหตุผลนี่”
เธอว่า

“เธอ..ถามยากไปนะ”
เขาตอบ..หลังจากนิ่งคิดอีก..อยู่ครู่ใหญ่
“ไม่ยากหรอก ..ลองคิดเล่นๆ สิว่า..ทำไมเราถึงไม่รักกันนะ?”
แววตาเธอ..มีแววขี้เล่นซุกซน ..เหมือนเด็กหญิง..ครั้งกระโน้น


“อืมม..อันนี้..ค่อยง่ายขึ้นมาหน่อย”
เขาพูดขึ้น
เธอมองหน้าเขา.. แปลกใจเธอว่า..เธอไม่ได้เปลี่ยนคำถาม..นี่นะ..
“ฉันไม่รู้หรอกว่า..ทำไม-เราถึงไม่ได้เป็น..คนรักกัน”
เขามองหน้าเธอ..ด้วยสายตาอ่อนโยน

”แต่..ถ้าเธอถามว่า..ทำไม-เราถึงไม่รักกันน่ะ”
เขาเว้นช่วง
“ฉันก็จะตอบว่า -- ฉันว่า..เราไม่ได้-ไม่รักกัน..ซะหน่อย”
เธอหลับตาลง..
คำถามที่ถูกซ่อนไว้..หลายสิบปี..กลับตอบออกมาง่ายๆ..อย่างนี้เอง
“นั่นสินะ ..เราไม่ได้-ไม่รักกัน..ซะหน่อย”
เธอตอบ..ทั้งๆที่หลับตาลง


ตอนนี้..เธอพร้อมที่จะจากโลกใบนี้ไป..อย่างมีความสุขแล้ว
ในความรู้สึก..ที่เริ่มพร่าและเลือน...เธอสัมผัสได้ถึงมือของเขา..ที่ เอื้อมมากุมมือเธอไว้
“กลับบ้านเอง..เดินดีๆนะ..”



และนั่น..
คือ..คำสุดท้าย..ที่เธอได้ยิน…