หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550

7 วิธีรับมือปัญหาชวนทะเลาะ

1. รับฟังและไม่ขัดจังหวะ เชื่อเถอะว่าไม่มีใครชอบที่จะถูกขัดจังหวะในขณะที่เขาพูดหรอก ลองเปลี่ยนบทบาทเป็นฝ่ายนั่งฟังเขาพูดตั้งแต่ต้นจนจบ ๆ ดูสิ นอกจากเขาจะรู้สึกที่ดีที่คุณรับฟังแล้วยังจะช่วยลดอารมณ์ร้อนในตัวเขาให้ เย็นลงได้อีกด้วยนะ

2. ทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด นอกจากการรับฟังแล้วสิ่งที่คุณควรทำต่อมา คือ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด แม้ว่ามันจะดูไม่มีเหตุผลก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเขารู้สึกว่าคุณเข้าใจเขา การทะเลาะก็ย่อมจะจบลงเร็วกว่าที่คุณคิดไว้แน่นอน

3.เก็บถ้อยคำอันร้ายกาจไว้ บ่อยครั้งในยามโมโหเรามักจะลืมตัวหลุดถ้อยคำที่ไม่ทันคิดออกไป แล้วก็ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง อย่าปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับคุณเชียว เพราะเมื่อพูดไปแล้วมันก็เป็นการยากที่จะเรียกคำนั้น กลับคืนมา ทำใจเย็นๆ และเตือนสติตัวเองทุกครั้งก่อนที่จะปล่อยถ้อยคำรุนแรงออกไป เรื่องที่ว่าแย่ จะได้ไม่ดูแย่ไปกว่านี้ไงล่ะคะ

4. ลืมอดีตซะบ้าง อดีตก็คืออดีต ปล่อยมันทิ้งไปซะ เพราะหากว่าคุณยังจมอยู่กับเรื่องราวความผิดพลาดในคร ั้งก่อนๆ แล้วหยิบมาโต้แย้งในยามที่ทะเลาะกัน นอกจากจะทำให้คุณไม่สามารถแก้ปัญหาของคุณกับเขาได้แล้วยังจะทำให้การทะเลาะ บานปลายขึ้นไปอีก ให้นึกซะว่าไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด ให้โอกาสเขาได้ปรับปรุงตัว และทำลืมๆ ที่จะพูดถึงมันย่อมจะดีกว่านะ

5. เรียนรู้ที่จะประนีประนอม ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีการประนีประนอมแทนการพยายามที่จะ เอาชนะกันดู แล้วคุณจะพบว่าความขัดแย้งนั้นลดน้อยลงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้ายังมีบางสิ่งที่ยังไง ยังไงคุณก็ไม่เห็นด้วย ก็ให้ลองใช้วิธีพบกันครึ่งทาง คงไม่ทำให้คุณเสียศักดิ์ศรีเท่าไรหรอก

6. รับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่าย การโต้เถียงกันส่วนใหญ่มักเป็นการโต้เถียงที่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นด้วยกับ ความคิดของตน ซึ่งก็คงเป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะมีความคิดเห็นเหมือน กับคุณซะทุกเรื่องไป แม้ว่าคุณจะพยายามแล้วพยายามอีกที่จะอธิบายให้เขาคล้อยตามไปกับคุณ

ในทางกลับกันถ้าคุณลองเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรับเอาความคิดเห็นของเขามาทำ ความเข้าใจ นอกจากคุณจะได้แสดงให้เขาเห็นถึงการรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นของคุณแล้ว ยังจะทำให้ลดปัญหาที่จะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้อี ีกต่างหาก

7. นึกถึงความสัมพันธ์อันดีเข้าไว้ บางครั้งอารมณ์ในยามทะเลาะกันมักทำให้คุณลืมเลือนความสัมพันธ์ของอีกฝ่าย ทิ้งไปชั่วขณะ โดยมุ่งแต่จะสรรหาถ้อยคำดุเด็ดเผ็ดร้อนมาโต้ตอบกันแทน

ลองเปลี่ยนเป็นนำความสัมพันธ์อันดีที่เคยมีระหว่างเขากับคุณมานึกถึง เป็นอันดับแรกในยามที่ทะเลาะกันดูสิคะ ถึงจะดูเหมือนคุณต้องเป็นฝ่ายยอมเขา แต่มันก็จะดูมีค่ากว่าการต้องมานั่งทำร้ายจิตใจของกันและกันนะ

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2550

การบินไทยยันพร้อมบินต่อ เส้นทางตรงนิวยอร์ก-แอลเอ

การบินไทย ‘ไม่ปิดรูต’ นิวยอร์ค-แอลเอ ยันตลาดเริ่มดี-ขาดทุนน้อยลง มั่นใจลูกค้ากลุ่มนี้เป็นระดับพรีเมียม หวังดันสุวรรณภูมิเป็นฮับ เอเชียสู่อเมริกา

แหล่งข่าว ระดับสูงจากการบินไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายบริษัทฯ (EMM) ได้พิจารณาทบทวนแผนการบินตรง (Non-Stop) ในเส้นทางนิวยอร์คและแอลเอแล้ว มีมติไม่ยกเลิก การบินในเส้นทางดังกล่าว และยังคงใช้เครื่องบินแอร์บัส A340-500 สาเหตุเพราะยอดผู้โดยสาร ของ 2 เส้นทางนี้มีจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้การขาดทุนน้อยลง และลูกค้าในเส้นทางนี้ เป็นกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ซึ่งจะส่งผลดีสำหรับการรักษาตลาดซึ่งจะมีศักยภาพในระยะยาว พร้อมแผนเป็นฮับ ระหว่างเอเชียสู่อเมริกา ด้วยการเพิ่มเที่ยวบินตรงสู่นิวยอร์คและแอลเอทุกวัน เริ่ม พ.ค. 50 นี้

แหล่งข่าวกล่าวถึงเหตุผลที่ไม่ยกเลิกเที่ยวบินดังกล่าวว่า เนื่องมาจากจำนวนผู้โดยสาร (Cabin Factor) ของทั้ง 2 เส้นทาง มีตัวเลขเพิ่มขึ้น กล่าวคือ ในช่วงเดือนเมษายน-พฤศจิกายน 2549 ที่ผ่านมา จำนวนผู้โดยสารบนเส้นทาง กรุงเทพ-นิวยอร์ค เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 83 ต่อเดือน สามารถทำรายได้เฉลี่ยเพิ่มสูงเป็นกว่า 240 ล้านบาทต่อเดือน ในขณะที่จำนวนผู้โดยสารเส้นทาง กรุงเทพ-แอลเอ สามารถรักษา Cabin Factor โดยเฉลี่ยในระดับร้อยละ 79 ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงมาก และทำรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่า 183 ล้านบาทต่อเดือน ทิศทางดังกล่าวทำให้ตัวเลขการขาดทุนของ 2 เส้นทางลดลง จากเดิม และส่งผลให้แนวโน้มการทำกำไรจาก 2 เส้นทางนี้มีมากขึ้นอย่างแน่นอน


สำหรับปัญหาการใช้เครื่องบิน A340-500 ที่ต้องเติมเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมาก ในการบินระยะยาว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบินไทย ต้องประสบปัญหาขาดทุนจากการบินเส้นทาง กรุงเทพ-นิวยอร์ค ในช่วงปีแรกนั้น การบินไทย ได้วางแผนการเตรียมซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาราคาน้ำมันได้ในระดับหนึ่ง ตลอดจนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก มีแนวโน้มลดลง ทำให้การบินไทยยังสามารถใช้เครื่อง A340-500 บินในเส้นทาง กรุงเทพ-นิวยอร์ค และ กรุงเทพ-แอลเอ ได้ต่อไป

นอกจากนี้ยังเล็งเห็นว่าลูกค้าที่บินเส้นทาง กรุงเทพ-นิวยอร์ค และ กรุงเทพ-แอลเอ เป็นลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ซึ่งมีศักยภาพในระยะยาวต่อการบินไทย จึงถือเป็นการลงทุนที่ดีที่ทำการตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้ อีกทั้งเส้นทางบินตรง (Non-stop) ระหว่างกรุงเทพและนิวยอร์คและแอลเอ ของการบินไทยนั้น เป็นเส้นทางที่เปิดขึ้นเพื่อเพิ่มเน็ทเวิร์ค (Network Coverage) ให้กับการบินไทย ตลอดจนสร้างความได้เปรียบและศักยภาพด้านการแข่งขันกับคู่แข่ง ซึ่งปัจจุบันนี้ ผู้โดยสารจะเลือกใช้บริการสายการบินใด มักจะเน้นความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการเดินทาง

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า การบินไทยตั้งเป้าหมายที่จะใช้สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เป็นศูนย์กลางระหว่างอเมริกา-ยุโรป และเอเชีย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้โดยสารจากทั้งฝั่งอเมริกาและเอเชีย ผ่านกรุงเทพฯ อีกทั้งยังมีแผนการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินตรงสู่นิวยอร์คและแอลเอ จากเดิมสัปดาห์ละ 5เที่ยวบิน เป็นบินตรงทุกวันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550 นี้เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้อัตราการเพิ่มของรายได้สูงขึ้น มีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้น สามารถตอบสนองและรองรับความต้องการของผู้โดยสารที่ต้องการเที่ยวบินตรง (Non-stop Flight) ได้ทุกวัน ในขณะที่ต้นทุนด้านเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวบินโดยเฉลี่ยจะลดลง จากการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้เครื่องบินที่ดีขึ้น

ทั้งนี้การบินไทยได้เริ่มเปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ –นิวยอร์ค อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2548 ด้วยเครื่องบิน แอร์บัส A340-500 จุผู้โดยสาร 215 ที่นั่ง แบ่งที่นั่งเป็น 3 คลาส คือ รอยัลซิลค์ มี 60 ที่นั่ง พรีเมียร์อีโคโนมี มี 42 ที่นั่งและ อีโคโนมี มี 113 ที่นั่ง

@ASTVผู้จัดการออนไลน์
27 มีนาคม 2550

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2549

บรั่นดี(Brandy)

จากงานเลี้ยงรับรองใน พระราชวัง ไปจนถึงงานออกเดตของคู่หนุ่มสาว คงไม่มีเหล้า ใด ๆ อีกแล้วที่จะเหมาะสมกับบรรยากาศยิ่งไปกว่าบรั่นดี คอนญักสีชา อาร์มาญักสีเข้ม หรือแม้แต่ออส์ เดอ วี สีใส ซึ่งล้วนแต่เป็นเหล้าในตระกูลบรั่นดีที่สามารถให้ความพอใจกับผู้ดื่ม ทุกระดับชั้น และงานเลี้ยงในทุกโอกาสด้วย คำว่าบรั่นดี นั้นมีรากศัพท์ที่เก่าแก่พอ ๆ กับประวัติศาสตร์ของการกลั่นเหล้าเลยทีเดียว

โดยที่ภาษาของประเทศด้านเหนือของยุโรปจะเรียกคำว่า เหล้า ด้วยสำเนียงที่คล้าย ๆ คำว่าบรั่นดี ภาษาอังกฤษึงจับมากระเดียดเรียกน้ำเมาโดยทั่วไปว่า บรั่นดี โดยจะมีความหมายเฉพาะเจาะจงถึงเหล้าที่ทำจากผลไม้ แต่อย่างเรา ๆ คำว่าบรั่นดีจะหมายถึงเหล้าที่กลั่นจากองุ่นเท่านั้น และถ้าพูดถึงบรั่นดีเมื่อใด ทุกคนย่อมจะนึกถึงคอนญักของฝรั่งเศสขึ้นมาทันที เนื่องจากคอนญักเป็นบรั่นดีที่ดีที่สุด เพียงแค่ดมความหอมหวนละเมียดละไมก็ชวนให้เพื้อฝันจนหลงไหลไปได้เหมือนกัน
แต่บรั่นดีที่จะใช้ชื่อคอนญักได้นั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ได้กันมาง่าย ๆ เพราะจะต้องเป็นบรั่นดีที่ผลิตจากองุ่น ซึ่งปลูกในเมืองคอนญัค ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และเขตรอบ ๆ เมืองเท่านั้น ว่ากันว่าดินที่นั่นเหมาะสำหรับการปลูกองุ่นอย่างมาก เนื่องจากจะมีส่วนที่เป็นหินปูนร่วมทำให้องุ่นที่ปลูกมีความเป็นกรดมากกว่าปกติ และมีคุณสมบัติที่ดีที่สุดสำหรับการทำบรั่นดี

นอกจากที่เมืองคอนญักจะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญแล้ว ก็ยังจะพอมีที่อื่น อีกบ้าง โดยห่างจากเมืองคอนญักลงไปทางใต้ประมาณ 150 ไมล์จะเป็นที่ตั้งของเมืองอาร์มาญัก ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเนินเขา อากาศค่อนข้างร้อน และเป็นดินทราย เหมาะสำหรับการปลูกองุ่นพันธ์ FOLLE BLANCHE ซึ่งจะทำให้ได้บรั่นดีสีเข้มที่เรียกเฉพาะเจาะจงว่า อาร์มาญัก ซึ่งจะเป็นบรั่นดีที่ผ่านการกลั่นเพียงครั้งเดียว แต่ในขณะเดียวกันคอนญักนั้นจะผ่านการกลั่นถึงสองครั้ง และเมื่อกลั่นเสร็จแล้วจะต้องนำเข้าหมักในถังไม้โอ๊คมองเลซุงทันที ซึ่งถังไม้โอ๊ค ชนิดนี้จะมีลักษณะสีเข้ม และมียางค่อนข้างมาก จึงทำให้อาร์มาญัก ที่ผ่านการหมักแล้วมีเอกลักษณ์ในสีและรสชาติที่ไม่เหมือนใคร

ปัจจุบันมีคอนญักและอาร์มาญักให้เลือกซื้อหาไปดื่มกันมากมาย และถ้าเป็นพวกคอที่ชอบบรั่นดีประเภทนี้จริง ๆ จะสังเกตเห็นว่ามีสัญญลักษณ์ต่าง ๆ ที่นอกเหนือไปจากชื่อ ญี่ห้อ เช่นจะใช้สัญญลักษณ์ 3 ดาว สำหรับเหล้าที่มีราคาถูกที่สุด ที่บริษัทแต่ละแห่งผลิตมา ส่วนประเภทที่มีคุณภาพดีขึ้นไป จะใช้ตัวอักษรแทนความหมายดังนี้ F=FINE ,V=VERY ,O=OLD, S= SPECIAL ,P=PALE,X=EXTRA ดังนั้นถ้าเป็นคอนญัก XO ก็จะหมายถึง EXTRA OLD และการจะตั้งเป็น XO หรือ VSOP ได้นั้นเช่น VSOP จะต้องเป็นบรั่นดีที่ผ่านการบ่มไม่ต่ำกว่า 4 ปีครึ่ง และนโปเลียนจะต้องบ่มมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี เป็นต้น

นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบรั่นดียังได้ให้ความเห็นว่าบรั่นดีจะเยี่ยมที่สุดเมื่อบ่มได้ประมาณ 20 ปี แต่ก็จะบ่มได้นานที่สุดไม่เกิน 70 ปี เพราะจะทำให้เหล้าเกิดการเน่าและเสียไปในที่สุด สำหรับบรั่นดีที่บรรจุขวดแล้วจะหยุดปฏิกิริยาการบ่ม(AGE) เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่คิดว่าเอาขวด VSOP มาเก็บไว้สัก 15 ปี จะทำให้รสชาติยอดเยี่ยมคงไม่ถูกต้องนัก เพราะนั่นเป็นการเข้าใจผิดที่มหันต์

แม้ว่าบรั่นดีจะเป็นเหล้าที่ทำมาจากองุ่นตามที่เรามักจะเข้าใจกัน แต่จริง ๆ แล้วบรั่นดียังสามารถทำมาจากผลไม้อื่น ๆ ได้อีก ซึ่งจะมีรสชาติที่ใกล้เคียงพอ ๆ กัน เช่น "คาลวาโดส ซึ่งทำมาจากแอปเปิ้ลแถวนอร์มังดี ในฝรั่งเศส ส่วนบรั่นดีอื่น ๆ ที่พอใช้ได้เช่น เชอร์รี่ บรั่นดีของสเปน และบรั่นดีจากโปรตุเกสที่น่ากล่าวถึงอีกประเภทหนึ่งคือ บรั่นดีที่ทำจากผลไม้อื่นซึ่งจะหมักในถังดิน หรือถังแก้วหรือถังไม้ที่เคลือบไว้ด้วยขี้ผึ้ง ซึ่งทำให้บรั่นดีที่ได้ออกมามีสีขาวใสบริสุทธิ์โดยบรั่นดีผลไม้เหล่านี้จะมีชื่อเรียกกันรวม ๆ ว่า ออส์เดอวี จะเป็นบรั่นดีที่ไม่มีรสหวาน เพราะเวลาหมักจะต้องรอจนน้ำตาลเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์จนหมด และที่แตกต่างไปจาคอนญักทั่ว ๆ ไปคือสามารถบ่มต่อในขวดแก้วได้ ถ้าายิ่งเก็บไว้รสจะยิ่งกลมกล่อม

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2549

แชมเปญ (Champagne)

แชมเปญ เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อีกประการหนึ่งที่นิยมดื่มกันมาก ตำนานความเป็นมา เกิดขึ้นในที่เก็บไวน์ของโบสถ์ Haut Willers ซึ่งในวันหนึ่งอยู่ดี ๆ ขวดไวน์ที่เก็บเอาไว้เกิดระเบิดขึ้นมา โดยที่ไม่เคยมีใครเฉลียวใจแม้แต่น้อย คงเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สำหรับาทหลวง ดอม เปอริยอง แล้ว มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย ทั้งนี้ เพราะเขาเป็นคนปรุงไวน์เหล่านั้นมากับมือจึงรู้ดีว่าได้เกิดอะไรขึ้นกับไวน์ ขวดแล้วขวดเล่าที่เกิดระเบิดขึ้น เพราะแทนที่จะหมักไวน์ครั้งที่สองลงในถังไม ้เปอริยอง กลับพลิกแพลงบรรจุลงในขวด เพื่อจะรอดูผลอะไรสักอย่าง ซึ่งผ ลนั้นก็คือก๊าซคาร์บอนิคอะซิที่เกิดปฎิกิริยาขึ้นจากการหมักครั้งที่สอง ก่อให้เกิดแรงผลักอันเป็นฟองออกมา

ถึงแม้ว่าเขาจะตะโกนกู่ก้องด้วยความดีอกดีใจ ในผลสำเร็จจากการเฝ้าสังเกตของเขาสักเพียงใด เขากลับปิดปากเงียบที่จะบอกถึงสูตรลับอันนี้ให้แก่ใคร

เพราะรสชาติของแชมเปญที่เปอริยองปรุงขึ้นมานั้นอ่อนละเมียดละไมมาก จึงร้อนถึงพระเจ้าเฟดเดอริก วิลเลี่ยมที่ 2 แห่งปรัสเซียผู้ใคร่อยากรู้กรรมวิธี จึงเรียกประชุมนักวิทยาศาสตร์ นักเคมีทั้งหลายมาช่วยกันค้นคิด เพราะถ้าให้ไปบีบคอ บังคับบาทหลวง เปอริยองบอกสูตรนั้นเป็นไปไม่ได้

หลังจากนั้นการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าจึงได้เริ่มเกิดขึ้นร สูตรลับเฉพาะของท่านบาทหลวงจึงกลายเป็นตำราที่ต้องเปิดเผยกันอีกต่อไป และก็ไม่มีอะไรมากไปหว่าการนำเอาไวน์แดงกับไวน์ขาวมาผสมกัน แต่จะเป็ฯอัตราส่วนเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคนที่จะทำอย่างไรให้ ได้แชมเปญที่ถูกใจออกมา

รสชาติของแชมเปญไม่ใช่อยู่ที่การหมักบ่มนานเท่าใด แต่อยู่ที่ปีเริ่มผลิตซึ่งเป็นผลจากสภาพ ดินฟ้าอากาศที่มีผลต่อการผลิตองุ่นซึ่งนำมาทำแชมเปญ

ถ้าปีไหนชาวไร่องุ่นเห็นว่าธรรมชาติเอื้ออำนวยให้ทุกอย่าง เขาก็จะเก็บเอาไว้ในปริมาณที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าอะไรไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร เขาก็จะหยุดพักไว้แล้วนำเอาวัตถุดิบที่มีไปทำอย่างอื่นแทน

การเลือกซื้อแชมเปญมาดื่ม ควรจะสังเกตคำบ่งบอกคุณภาพให้เข้าใจ เช่น
  • BRUT
  • EXTRA SEC
  • SEC
  • DEMI-SEC
  • DOUX
  • เป็นรสชาติละเมียดละไมมาก
  • ละเมียดละไมพอใช้ได้
  • หวานปานกลาง
  • ค่อนข้างหวาน
  • หวานมาก

เบียร์ (Beer)

เบียร เป็นเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลกที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วย ซึ่งจากประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า ชนชาติ บาบิโลเนีย เป็นผู้ค้นคิด และผลิตขึ้นในยุคคริสต์กาลประมาณ 6,000 ปี และในราว 4,000 ปี ก่อนคริสต์กาลจึงได้เริ่มใช้ข้าวบาร์เล่ย์เป็นวัตถุดิบ ต่อมาเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสต์กาล จึงได้ใช้พืชชนิดหนึ่งเรียกว่า "ฮ้อปส์" ผสมลงไปด้วยเพื่อรักษาคุณภาพของเบียร์ให้เก็บไว้ได้นาน พร้อมทั้งมีรสขมและกลิ่นหอมชวนให้ดื่มมากขึ้น

ในสมัยนั้นกษัตริย์ฟาโรห์ ยุคที่อียิปต์ กำลังรุ่งเรืองอยู่นั้น ถือว่าเบียร์เป็นเครื่องดื่มสำคัญควบคู่ไปกับอาหารประจำวัน บุคคลที่ต้องทำงานหนักในสมัยนั้นจะได้รับอาหารวันละ 4 มื้อ คือขนมปังกับเบียร์มื้อละ 2 เหยือก เด็ก ๆที่ไปโรงเรียน ผู้ปกครองจะจัดเบียร์ใส่ภาชนะให้ติดตัวไปดื่มแทนน้ำที่โรงเรียนด้วย

ต่อมาพวกกรีกและโรมันได้เรียนรู้วิธีทำเบียร์ต่อจากพวกอียิปต์โบราณ และในประเทศจีนสมัยเมื่อเกือบ 3,000 ปี ก่อนคริสต์กาลก็ปรากฎว่ามีเครื่องดื่มชนิดหนึ่งคล้ายกับเบียร์เป็นที่นิยม ของเขาอยู่แล้ว และนอกจากนี้อินเดียนแดงเจ้าของถิ่นฐานดั้งเดิมในอเมริกาก็มีหลักฐาน ว่าได้มีเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ผสมจากข้าวโพด ซึ่งความจริงแล้วก็คือเบียร์ชนิดหนึ่ง ที่มีมาก่อนชาวยุโรปจะค้นพบทวีปแห่งนี้เสียอีก

วิวัฒนาการของเบียร์มีติดต่อสืบเนื่องกันมาจนกระทั่งในสมัยกลางของประวัติศาสตร์ยุโรป การทำเบียร์ส่วนใหญ่อยู่ในมือของบาทหลวง โดยบาทหลวงในยุคนั้นนอกจากจะทำหน้าที่นักบวชแล้ว ยังทำการค้าอีกด้วย ซึ่งมีดรงต้มเบียร์จะมีอยู่เกือบทุกจังหวัด และในวัดหนึ่ง ๆ จะมีอย่างน้อยสุด 1 โรง
ครั้นต่อมาพวกบาทหลวงได้เลิกกิจการทำเบียร์ แต่การทำเบียร์มิได้เลิกราตามไปด้วย ตรงกันข้ามการทำเบียร์กลับเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชาชนหันมาผลิตและนิยมดื่มกันมากจนกระทั่งกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โต โดยเฉพาะชาวอังกฤษ เบียร์นับเป็นเครื่องดื่มสำคัญไม่ว่าจะเป็นงานตัดขนแกะหรืองานพิธีมงคลต่าง ๆ จะนำเบียร์มาเลี้ยงฉลองชัยกันด้วยทุกครั้ง

ในสมัยแรก ๆ จะมีรสชาติที่เข้มข้นกว่าเบียร์ที่มีในปัจจุบันนี้มาก อีกทั้งยังมีแอลกอฮอล์ที่สูงกว่าด้วย จึงนับได้ว่าหลายร้อยปีมาแล้ว เบียร์เป็นเครื่องดื่มควบคู่กับอาหารประจำวันของชาติยุโรปเลยทีเดียว โดยเฏพาะในสมัยโบราณน้ำที่ใช้ดื่มไม่สู้จะสะอาดนัก ประชาชนจึงนิยมดื่อมเบียร์ เพราะมีคาวมปลอดภัยมากกว่า หลังจากนั้นไม่นานการทำเบียร์จึงเริ่มแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

นอกจากนี้พวกฝรั่งนักล่าเมืองขึ้นก็ยังนิยมดื่มเบียร์กันจนเกิดความเชคยชิน ไม่ว่าครั้งไหน เมื่อไปถึงประเทศใดก็มักจะไปตั้งโรงต้มเบียร์ขึ้นที่นั่น อาทิ มร.วิลเลียม แพน ได้ตั้งโรงเบียร์ของเขาขึ้นที่เมืองเพนน์สบิรี รัฐเพนซิลวาเนีย เมื่อปี ค.ศ. 1683 ในสหรัฐอเมริกา

ในสหรัฐอเมริกาเจ้าของฟาร์มใหญ่ ๆ จะมีโรงเบียร์เล็ก ๆของตนเอง ซึ่งในช่วงที่ปฏิวัติอุตสาหกรรม นักเศรษศาสตร์ชื่ออาดัมส์และแพทริก สองคนนี้มีความสนใจในการทำอุตสาหกรรมเบียร์มากที่สุด นอกจากนี้อดีตประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐคือ ยอร์ช วอชิงตัน ท่านก็ยังมีสูตรการทำเบียร์เฉพราะของท่านเดง ซึ่งประชาชนในสมัยนั้นนิยมดื่มกันมาก จนทำให้เกิดการเลียนแบบตามมาอย่างมากมาย

ส่วนในภาคเหนือของยุโรป ได้มีผู้คิดค้นกรรมวิธีการผลิตเบียร์ที่เรียกว่า Brewing ขึ้น โดยใช้ข้าวบาเลย์ ซึ่งผ่านกรรมวิธีมาแล้วจนกลายเป็นมอลต์(Malt) มีการต้มและหมักผสมส่วนสัดกับฮ็อปต์ และวัตถุดิบอื่น ๆ จนกลายเป็นเบียร์ที่มีรสชาติคล้ายในปัจจุบัน และมีแอลกอฮอล์เจอปนอยู่ด้วยระหว่าง 3-5 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก

ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของยุโรป ถือกันว่าราชวงศ์และบรรดาครอบครัวชนชั้นสูงที่เป็นเจ้าของที่ดินจะต้องมีโรงต้มกลั่นเบียร์ของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชาติ เยอรมัน ได้ชื่อว่าเป็นชาติที่เชี่ยวชาญการผลิตเบียร์มากที่สุดในโลก ตลอดจนกรรมวิธีการผลิตเบียร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการผลิตเบียร์ บรรพบุรุษของชาวเยอรมันก็เป็นผู้ค้นคิดขึ้น และวิวัฒนาการกันเรื่อยมา ซึ่งนอกจากชาวเยอรมันได้ชื่อว่าเป็นชาติที่เชี่ยวชาญเรื่องการผลิตเบียร์แล้ว ในปัจจุบันเบียร์ของเยอรมันนีได้เป็นที่เชื่อถือกันว่า เป็นเบียร์ที่เลิศที่สุดในโลกด้วย อีกทั้งยังมีโรงงานผลิตเบียร์อยู่ถึง 2,500 แห่งด้วย