หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ครั้งหนึ่งที่ยากจะลืมเลือนในฮัมปิ

โดย : เอื้อพันธ์ ชำนาญเอื้อ @กรุงเทพธุรกิจ


ลืมไม่ลงจริงๆ ค่ะ กับเส้นทางสุดทรหดจาก 'มายซอร์' มา 'ฮอสเปก' เป้าหมายจริงๆ อยู่ที่ราชอาณาจักรโบราณในเมือง ฮัมปิ

รถออกช้ากว่ากำหนดและสับสนหมายเลขที่นั่ง ก็คุณพี่ที่รับจองตั๋ว ออกเลขให้เหมือนกัน 2 คน จนคุณพี่ประจำรถต้องมาจัดแจงให้ใหม่ ระยะทาง 350 กิโลเมตรค่ะจากมายซอร์ไปฮอสเปก แต่ถนนเสีย เป็นหลุมเป็นบ่อเกือบตลอดทางค่ะ ใช้เวลา 8 ชั่วโมง แต่ในความรู้สึกเหมือนชั่วกัลป์ อีกเส้นทางหนึ่งคือนั่งรถไฟไปลงบังคาลอร์และนั่งรถย้อนมาอีกที ใช้เวลานานขึ้น แต่น่าจะสบายกว่าค่ะ


ถึงฮอสเปกเช้าตรู่ งัวเงียลงจากรถ อากาศหนาวกำลังสบายค่ะ ฉันจำกระเป๋าตัวเองแทบไม่ได้ ฝุ่นจับแดงทั้งใบ

จากสถานีรถโดยสาร ฉันเรียกสามล้อไปส่งที่สถานีรถไฟเพื่อจัดแจงจองตั๋วเผื่อเที่ยวกลับ เป็นไปตามคาดว่า...ตั๋วเต็มหมด เพราะจะตรงกับช่วงฉลองคริสต์มาส เจรจาต่อรองจนได้ตั๋วนอนชั้นสามในอีก 3 วัน ฉันรีบตกลงโดยไม่มีเงื่อนไข

ระหว่างรอที่สถานีรถไฟ เจอกับ แก๊งเด็กรถไฟ ฉันเรียกทโมน 5-6 คนนี้ว่าแก๊งเด็กรถไฟ เพราะจับกลุ่มเล่นกันอยู่แถวนั้น อายุ 10-15 คนไหนแก่สุดก็เป็นหัวโจก จากที่ตรงเข้ามารุมขอปากกา เปลี่ยนมาขอเงิน ฉันไม่มีเงินให้หรอก แต่มีส้มเหลืออยู่ 1 ลูก เลยปอกแบ่งกันกินคนละกลีบ สักพักหันมาชวนฉันตีคริกเกต กลายเป็นพวกเดียวกันไปแล้ว เด็กพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ และอีกส่วนไม่ไปโรงเรียน พอถามถึงตรงนี้ วิ่งหนีฉันไปเลย

เสร็จสรรพเรื่องตั๋วรถไฟเที่ยวกลับ ฉันจ้างรถสามล้อมุ่งหน้าเข้าเมืองฮัมปิ มีโอกาสชมเมืองฮอสเปกสองข้างทาง บอกได้ว่า ฮอสเปกเป็นเพียงทางผ่านและเป็นจุดต่อรถของนักเดินทางที่ล้วนมุ่งหน้าไปยังฮัมปิ สภาพบ้านเมืองบ่งบอกถึงความฝืดเคืองของเศรษฐกิจ มีกระโจมของคนเร่ร่อนให้เห็นเป็นระยะ เมืองหลับใหลอย่างฮอสเปกจะตื่นอีกทีเมื่อมีเทศกาลงานบุญตามวันทางศาสนา รถวิ่งมาได้หนึ่งชั่วโมงพอดี ผ่านด่านจ่ายเงินเข้าเมืองฮัมปิ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นค่าบรรณาการในสมัยก่อน

ฉันเลือกที่พักชนิดติดขอบกำแพงเมืองโบราณ นักเดินทางทุกคนได้รับการร้องขอให้ไปลงทะเบียนแสดงตัวที่ สถานีตำรวจ ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยหากเกิดกรณีชาวต่างชาติหายตัวไป ด้วยความที่ฮัมปิเป็น เมืองโบราณ มีอาณาบริเวณร้างกว้างใหญ่ไพศาล หลายแห่งเปลี่ยว ปลอดคน จึงอาจเป็นโอกาสของคนร้ายดักปล้นทรัพย์สิน ก็ต้องป้องกันไว้ก่อนค่ะ แต่โดยรวมฮัมปิเป็นสถานที่ปลอดภัยนะคะ เป็นอีกแห่งสำหรับผู้รักและหลงใหลในซากศิลปะของโบราณสถาน ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง


ราชอาณาจักรโบราณ วิชัยนครา ซึ่งมี 'ฮัมปิ' เป็นเมืองหลวงในอดีตนั้น เป็นจุดหมายของฉันในครั้งนี้ ที่แห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาณาจักรฮินดูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ของอินเดีย โดยมีเจ้าชาย 2 องค์พี่น้องเป็นผู้ก่อตั้ง ในศตวรรษที่ 13 หลังจากเสด็จออกล่าสัตว์และทอดพระเนตรกระต่ายป่าตัวหนึ่งกระโจนเข้าใส่สุนัข ล่าเนื้อของพระองค์ ปราชญ์ทางจิตวิญญาณแปลความว่า เป็นนิมิตอันเป็นมงคลให้ก่อร่างสร้างเมืองขึ้น ณ ที่นั้น ราชอาณาจักรวิชัยนครา อันหมายถึงนครแห่งชัยชนะจึงก่อกำเนิดขึ้น และรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ ด้วยไพร่ฟ้าประชาชนในปกครองถึง 500,000 คน ควบคุมการค้าเครื่องเทศและฝ้ายในภูมิภาค และยังเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศของคนในยุคต่อๆ มา


วิชัยนครารุ่งเรืองถึงขีดสุดในศตวรรษที่ 16 และความเจริญรุ่งเรืองนี้เองที่ล่อตาล่อใจบรรดาเจ้าผู้ปกครองชาวมุสลิมทั้ง ใกล้ไกล ได้รวมตัวกันบุกเข้ามาปล้นทำลายจนอาณาจักรล่มสลาย เหลือให้เห็นเพียงเค้าโครงของความรุ่งเรืองในอดีต

เส้นทางการสำรวจความยิ่งใหญ่ของวิชัยนคราทำได้หลายวิธีค่ะ เดิน เช่าจักรยาน เช่ามอเตอร์ไซค์ หรือจ้างรถสามล้อ แล้วแต่กำลังกายแต่ละบุคคลเลยค่ะ สำหรับฉันเลือกเดิน และนั่งสามล้อ เหมาชั่วโมงไปเลยค่ะสะดวกกว่า ถ้าจะดูให้ครบถ้วนทั้งในเขตราชวังเก่า และวัดต่างๆ ใช้เวลา 2 วันได้ค่ะ เริ่มจากเช้าตรู่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น จ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชม 250 รูปีส์ แต่จ่ายเป็นดอลลาร์ได้ค่ะ 4 ดอลลาร์ ถูกกว่าจ่ายเป็นรูปีส์หลายสิบบาท ฉันแวะคุยกับยามด้านหน้าวังได้เงินเดือนเกือบ 5,000 บาทนะคะ ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เป็นรายได้ที่ดีมากเมื่อเทียบกับงานอื่นๆ ของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวเป็นหลัก และฤดูท่องเที่ยวของฮัมปิ ที่มีไม่กี่เดือนในแต่ละปี

ฉันเริ่มตระเวนจากเขตพระราชวังเก่าที่หลงเหลือฐานหินพระตำหนักของพระ ราชา ซึ่งอยู่สูงกว่าฐานตำหนักของพระราชินี มีป้อมปราการเฝ้าระวังภัยอยู่ไม่ไกลในทุกมุมจากฐานตำหนักราชินี ป้อมปราการเหล่านี้ ใช่ว่ามีไว้สำหรับยามเมืองอย่างเดียว แต่บางป้อมยังเป็นถังเก็บกักน้ำสำหรับใช้ในเขตพระราชฐานด้วย เดินต่อไปหน่อยเป็นหอประชุมสภา 2 ชั้นที่เรียกว่า โลตัส มาฮาล เป็นโดมพีระมิดรูปดอกบัว 9 แฉกในศิลปะแบบอาหรับ รอยหยักโค้งบวกกับประติมากรรมชั้นยอดที่สลักเสลาในแผ่นหินแกรนิตสีชมพู ชวนให้นั่งดูไม่รู้เบื่อ


นักท่องเที่ยวหน้าตาแปลกๆ อย่างฉันอาจไปดึงดูดนักเรียนหนูๆ ตัวน้อยเข้าให้ กลุ่มครูและนักเรียนจากหลายโรงเรียนร่วมร้อยคน ผลัดกันเข้ามาทักในรูปแบบเดียวกันว่า มาจากไหน ชื่ออะไร และพ่อชื่ออะไร แน้!!...บอกไม่ได้หรอกค่ะ ปิดท้ายด้วยการขอจับมือและถ่ายรูป เป็นอย่างนี้ตลอดระหว่างที่อยู่ในฮัมปิ นักเรียนเยอะค่ะที่นี่ เพราะใช้เป็นพื้นที่ให้นักเรียนลงศึกษาประวัติศาสตร์ บางกลุ่มใช่ว่าเฉพาะนักเรียนนะคะ คุณครูด้วยค่ะ ที่มาถามชื่อพ่อ...อืมม

เขตพระราชวังเก่านี้ องค์การยูเนสโกประกาศให้เป็น มรดกโลก จึงมีเงินมาอุดหนุนและบูรณะซ่อมแซม เดินทะลุกำแพงออกไปเป็นคอกขนาดใหญ่สำหรับช้างหลวงค่ะ ลานกว้างด้านหน้าสำหรับงานมหรสพ การแสดงของทหาร และสัตว์ และศิลปะการต่อสู้ รวมทั้ง มวยปล้ำค่ะ เป็นที่นิยมมาก โดยมีราชา ราชินี และข้าราชการ นางในทั้งหลาย นั่งประจำที่ทางของตัว ทอดพระเนตร และชมการแสดง นึกแล้วเพลิดเพลินดีนะคะ


ไปถึงช่วงสายพอดี เห็นสาวๆ อินเดียใส่ส่าหรีสีสันสดใส หิ้วปิ่นโตกันคนละเถา เล็กบ้างใหญ่บ้าง ไปทำงานกันค่ะ สาวๆ เหล่านี้เป็นคนงานก่อสร้าง เข้ามาขุด ถางดิน ปรับภูมิทัศน์ แบกดินเทินใส่หัวกันคนละกระจาด ด้วยค่าแรงถูกแสนถูก จึงนิยมจ้างคนแทนการซื้อเครื่องทุ่นแรงมาใช้ และจะไม่ค่อยเห็นสาวๆ ตามร้านอาหารนะคะ เพราะนั่นเป็นงานของพี่ๆ ผู้ชาย

ฉันไปต่อยังที่ สรงน้ำพระราชินี ค่ะ อยากรู้ว่าท่านจะแสนสราญเพียงใดที่สรงน้ำอยู่นอกเขตพระราชฐานนะคะ นึกถึงสมัยโบราณเมื่อ 4-500 ปีก่อน ระยะทางไกลโขเลยค่ะ และทางเป็นหินทั้งนั้น ภูมิประเทศของฮัมปิเป็น ภูเขาหินแกรนิตให้เฉดสีทั้งเทา เหลืองอมน้ำตาล และสีชมพู รูปบูชาเทวา เทวี และเทวาลัยทั้งหลายจึงให้สีมลังเมลือง ยิ่งเมื่อต้องกับแสงแดดแล้ว สวยจนอาจลืมหายใจเลยค่ะ วิธีการที่เขาสกัดเอาหินแกรนิตใหญ่ยักษ์เหล่านี้มาแกะเป็นงานศิลปะชั้นยอด นี้ อึ้งทึ่งไปเลยเหมือนกัน โดยคนงานจะขึ้นรูปไว้ที่หิน และตอกลิ่มไม้เป็นแนวถี่ๆ ตามร่องหินเล็กๆ และหมั่นรดน้ำ ตามธรรมชาติเมื่อไม้เปียกจะขยายตัว และหินจะกะเทาะออก รอยกะเทาะนี้ยังมีให้เห็นตามหินผาสูงชันอยู่เลยค่ะ

ที่สรงน้ำพระราชินีเป็นเรือนหินชั้นเดียว มีระเบียงทางเดินล้อมรอบ สระสรงน้ำทรงสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง ลึก 1 เมตรกว่า ในอดีตตามโถงทางเดินมีภาพสีน้ำประดับ แต่ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยจนถึงทุกวันนี้ และตอนนี้ไม่มีน้ำให้เห็นหรอกนะคะ มีเพียงทางส่งน้ำ สมัยก่อนเขาอาบน้ำอบปรุง และสงวนไว้เป็นที่สำหรับเจ้านายฝ่ายชายและนางในของพระองค์เท่านั้น


ฉันเลยไป วัดวิทลา ไปดูรถม้าพระที่นั่งหินของพระวิษณุค่ะ ระหว่างทางผ่านตลาดของชาววิชัยนครา ตลาดนี้ไม่ได้ขายผักผลไม้ แพะหรือไก่หรอกนะคะ เขาขาย เพชร และ ทอง กันค่ะ เหลือให้เห็นแต่โครงเสาหินยาวตลอดแนวหลายกิโลเมตร มีบางช่วงเป็นศาลาหินสี่เสา สำหรับให้ชาวบ้านแลกม้ากันในสมัยโบราณ ฉันโดนน้องๆ นักเรียนรุมอีกรอบค่ะที่วัดนี้ ถ่ายรูปคู่กันประหนึ่งเป็นดาราเลยค่ะ ท่าจะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวหน้าแปลกอย่างฉันแวะเวียนไปที่ฮัมปิจริงๆ

วัดวิทลา ถือว่า เป็นวัดมาสเตอร์พีชของวิชัยนครา และงานแกะสลักที่วัดนี้ เป็นที่ยอมรับกันว่า 'สุดยอด' ในสมัยวิชัยนคราเลยทีเดียวค่ะ วัดวิทลาสร้างขึ้นในภายหลังช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ในสมัยของ กฤษณะเทวราช รถม้าพระที่นั่งของพระวิษณุอยู่ด้านหน้าก่อนถึงทางเข้าแท่นบูชาใหญ่ เป็นจุดฮอตฮิตของนักท่องเที่ยวที่ต้องถ่ายรูปคู่กับรถพระนั่ง งานแกะสลักละเอียดและวิจิตรมาก มีแท่นบูชาครุฑขนาดเล็ก อยู่ด้านบนของรถพระที่นั่ง สร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์เฉยๆ นะคะ แม้จะเหมือนจริงมาก แต่ล้อหินนั้นวิ่งไม่ได้จริงหรอกนะคะ เพราะสำหรับเคารพบูชา เดินเลยขึ้นไปบนมณฑปทรงพีระมิด ให้ลองเคาะเสาที่หอดนตรีที่มีภาพแกะสลักนูนต่ำเป็นรูปนักดนตรี เคาะเบาๆ ที่เสา จะได้ยินเสียงดังก้องไปทั้งโถง คนเลยเคาะกันใหญ่ มีทั้งเคาะทั้งลูบเสาเป็นเงาวับเชียวค่ะ

แดดเริ่มคล้อย ฉันออกจากวัดวิทลา เจอเด็กวัยเริ่มจะรุ่นอีกกลุ่มใหญ่ เข้ามารุมทักทายและถ่ายรูป เป็นการเริ่มต้นมิตรภาพในอีกรูปแบบ จนมัคคุเทศก์ชาวอินเดียเข้ามาขอโทษขอโพยว่า เด็กพวกนี้รุ่มร่ามกับนักท่องเที่ยว ฉันรีบอธิบายว่า ไม่เป็นอะไรเลย เพราะฉันเองก็เจาะถ่ายรูปคนอินเดียซะเยอะเหมือนกัน บางทีอาจไปรุ่มร่ามโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

จากวัดวิทลา ฉันกลับเข้าเมืองเพื่อหาอะไรรองท้อง ก่อนใช้เวลาช่วงแดดร่มลมตกขึ้นเขา เหมคูตา สถานที่บูชาต่างๆ บนเขานี้เป็นตัวอย่างที่ดีเลิศของสถาปัตยกรรมในยุคก่อนและต้นรัชสมัยวิชัย นครา และอนุสาวรีย์ที่กระจายอยู่ได้สร้างขึ้นในแต่ละยุคตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เรื่อยมา ช่วงพระอาทิตย์ตกดินจะมีคนอินเดีย ซึ่งน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวมากกว่า นำกลองมาตีสร้างบรรยากาศ บนนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่แนะนำให้อ้อยอิ่งอยู่นานหลังพระอาทิตย์ตกดิน เพราะเป็นที่ลับสายตาคน

ฉันเดินเรื่อยไปยัง แท่นบูชาพระพิฆเนศประทับนั่ง ขนาดใหญ่เกือบ 5 เมตร มีผู้นำขนมหวานมาบูชาไม่ขาด วัดกฤษณะ เป็นอีกที่ที่ไม่ควรพลาด เดินเลยไปดู นารายสิงห์ อีกหนึ่งอวตารของพระวิษณุ ตัวเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งสิงโต คนไทยเราอาจรู้จักในชื่อ 'ฤๅษีหน้าเสือ' เป็นภาคที่พระวิษณุฆ่าปิศาจ Hiranyakashipu ใกล้ๆ กันเป็นศิวลึงค์ขนาดใหญ่มากสูง 3 เมตรเห็นจะได้ อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในแท่นบูชาค่ะ

โบราณสถานบริเวณนี้อยู่ใกล้กับตัวเมืองค่ะ เดินเล่นได้สบาย หากขยันเดินไกลอีกนิด มีวัดใต้ดินค่ะ ขุดเจอตอนบูรณะพื้นที่ใกล้เคียง ตามหลักฐานเปรียบเทียบสถาปัตยกรรม เชื่อว่าเป็นวัดที่ใช้ในกิจการศาสนาของสมาชิกราชวงศ์

เดินต่ออีกนิดเป็นปราการเมือง อยู่ภายในเขตวัด หัสราม มีร่องรอยภาพแกะสลักแสดงให้เห็นความสัมพันธ์กับชาวยุโรป มีชาวมุสลิมจำนวนมากในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นอินเดียฮินดูที่เปลี่ยนความเชื่อ และผู้อพยพจากตะวันออกกลางและเอเชียกลางที่ผู้ปกครองวิชัยนคราว่าจ้างเข้ามา ค้าแรงงาน ไม่นับรวมทาสตุรกี ในระหว่างศตวรรษที่ 14-15 ที่ถูกกวาดต้อนจากเอเชียกลาง เข้ามาเป็นทั้งเจ้าพนักงาน เป็นยามรักษาการณ์ และเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ หรือผู้สร้างความบันเทิงให้กับสมาชิกราชวงศ์ ร่องรอยของชุมชนชาวมุสลิม สุเหร่า และสุสานยังมีให้เห็นอยู่เลยค่ะ ขณะที่มีการดูดกลืนวัฒนธรรมการแต่งกายบางส่วนอย่างเสื้อคลุม และหมวกทรงแหลมสูงที่พวกกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงนำมาใช้ด้วย ไม่รวมถึงสถาปัตยกรรมต่างๆ ได้อิทธิพลจากมุสลิม และอาหรับมาเต็มๆ อย่างที่เราเห็น

ฉันฝากท้องมื้อเย็นกับร้านอาหารโฮมเมดที่รอนานมาก เจ้าของร้านออกไปซื้อของสดเข้ามาทำทีละอย่าง เดินหลายเที่ยวมาก เดี๋ยวซื้อไข่เป็ด เดี๋ยวออกไปซื้อน้ำมัน ซื้อผัก

แต่ก็อร่อยคุ้ม... อย่างน้อยฉันกลับเข้าไปกินตลอด 3 วันที่อยู่ในฮัมปิ


หมายเหตุการเดินทาง: ฮัมปิ เป็นเมืองหลวงของวิชัยนครา มีรถโดยสารจากกัว และบังคาลอร์ ระยะทาง 325 กิโลเมตร หรือนั่งรถประจำทางจาก 'มาดูไร' 1 คืน มาลงที่เมืองฮอสเปก และนั่งประจำทางต่อไปยังฮัมปิ มีรถออกทุกชั่วโมง หรือ จ้างสามล้อประมาณ 100 บาท

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

มนต์เสน่ห์มายซอร์

โดย : เอื้อพันธ์ ชำนาญเอื้อ @กรุงเทพธุรกิจ


รถไฟเที่ยวกลางคืนมุ่งหน้าไปยัง มายซอร์ คืนนั้น ลบภาพความน่าสะพรึงกลัวที่พูดๆ กันเลยค่ะ เบาะที่นอนสะอาด สะดวกสบาย

มีปลั๊กไฟสำหรับชาร์จแบตเตอรี่และไวร์เลสสำหรับคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก เป็นรถนอนชั้น 1 แต่สำหรับนักเที่ยวแบ็คแพ็คอย่างฉัน มีไว้ชงมาม่ากินรองท้อง และชาร์จแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปก็สบายเกินพอแล้วค่ะ


ถึงมายซอร์เมื่อ เช้าตรู่อากาศดีเชียว แต่อืมม...ฝุ่นเยอะมาก ผ้าพันคอนี่ละค่ะสารพัดประโยชน์ใช้คาดจมูกกันฝุ่น โพกหัวเวลาร้อน และพันคอกันหนาวยามค่ำได้ ขอแนะนำให้ติดกระเป๋ามาสักผืนค่ะ

ได้ที่พักแล้วอาบน้ำอาบท่า กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด...ก็ฉันนั้น ฉันเริ่มต้นวันด้วย ทาลี อาหารที่คนอินเดียเรียก ว่า พื้นๆ นั่นล่ะค่ะ ต้องลอง ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เป็นข้าวที่มาพร้อมกับเครื่องเคียงเป็นซุบสารพัดชนิด เหมือนกินข้าวกับน้ำแกง แต่แกงแต่ละชนิดนั้นอุดมด้วยเครื่องเทศ วิตามินทั้งนั้นนะคะ เป็นการกินที่คนอินเดียบอก ว่า 'ตามหลักอายุรเวท' ที่ผักต้องต้มสุก ตบท้ายมื้อเช้าด้วยทับทิมลูกใหญ่สีแดง หวานจัด นำเข้าจากแคชเมียร์ เช่นเดียวกับผลไม้เมืองหนาวจากทางเหนือมีหาบขายกันเกลื่อน

ฉันใช้เวลาเกือบครึ่งวันนั้นใน ร้านหนังสือ สมกับที่อินเดียเป็น ประเทศยักษ์ใหญ่ด้านสิ่งพิมพ์ และแหล่งก๊อบปี้หนังสือ แต่ต้องพิจารณาดีๆ เพราะหนังสือดีหลายเล่มราคาถูกกว่าของจริง แต่หน้าหายไปหลายหน้า ได้ไปจะเสียอารมณ์เปล่าๆ ร้านหนังสือดีๆ มีกระจายอยู่แทบทุกเมือง แม้ส่วนใหญ่เป็นร้านเก่า เทียบไม่ได้กับในเมืองใหญ่อย่างบังคาลอร์ แต่อัดแน่นไปด้วยหนังสือดีๆ และหายาก ฉันได้หนังสือของนักเขียนอินเดียติดมือมาหลายเล่ม สำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับอายุรเวท และโยคะ ก็เป็นแหล่งค้นคว้า และแสวงหาที่ดีเลยล่ะค่ะ

ชื่อเสียงของเมืองมายซอร์ โดดเด่นคู่มากับโยคะค่ะ ด้วยว่ามีสถาบันโยคะที่มีชื่อเสียงหลายแห่งและหลายแขนง ที่ฮอตฮิตมากเป็น อัชแทงกาโยคะ ฉันลองเข้าไปเยี่ยมๆ มองๆ ที่สถาบันโยคะอัชแทงกา เห็นฝรั่งหลายคนปักหลักอยู่กันครึ่งค่อนปีเพื่อฝึกโยคะ แต่ใช่ว่าจะออกไปเป็นครูสอนโยคะกันง่ายๆ นะคะ จบออกไปแล้วยังต้องกลับมาทดสอบกันอยู่เป็นระยะ ซึ่งหมายถึงอีกเป็นปี ก่อนที่จะได้ใบรับรองเพื่อใช้ประกอบอาชีพได้ มีโอกาสได้เจอกับอาจารย์ใหญ่ ผู้ก่อตั้งสถาบันโยคะอัชแทงกา ท่าน Patthabhi Jois อายุ 90 แล้วค่ะ แต่ยังเดินหลังตรง ดูแลนักเรียนของท่านอย่างขันแข็ง เห็นท่านแล้วเป็นแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดีเชียวค่ะ

เย็นนั้นฉันลิ้มลองอาหารหาบเร่ริมทาง สารพัดอย่างที่พ่อค้าเข็นมาขายร่วมสิบคัน หอมควันฉุยแทบเลือกไม่ถูก ยืนกินปะปนไปกับชาวอินเดีย อร่อยได้บรรยากาศไปอีกแบบ แต่ส่วนมากจะเป็นของกินเล่น ที่ชอบเป็นพริกสดชุบแป้งผสมเครื่องเทศทอด กินร้อนๆ หอมกลิ่นพริกสดๆ และ บอนดาส เป็นขนมอบสอดไส้มันฝรั่งบด แน่นอนว่า ผสมเครื่องเทศจนชุ่ม หอมมันถูกใจคนชอบความหวานและมันแบบเข้มข้นตามแบบฉบับอินเดีย หรือจะลอง พาบาจิส์ เป็นขนมปังปิ้งจิ้มกับสารพัดเครื่องเทศที่ไปผัดในน้ำมันร้อน มีมะนาว และหัวหอม ให้กินแก้เลี่ยน...อร่อยค่ะ

พระราชวังมหาราชาแห่งมายซอร์
 วันที่สองในมายซอร์ ฉันเข้าวังค่ะ เป็น พระราชวังของมหาราชาแห่งมายซอร์ ยิ่งใหญ่อลังการสมกับเป็นของมหาราชา ต้องถอดรองเท้า และไม่เฉพาะห้ามถ่ายรูป แต่ต้องฝากกล้องไว้ด้านนอกเลยล่ะค่ะ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่เป็นแบบผสมผสานอินโด-ซาราซีนนิก คือมีกลิ่นอายของยุโรป ด้วยสถาปนิกเป็นช่างชาวอังกฤษ เทพองค์เล็กองค์น้อยจึงดูละม้ายคล้ายกามเทพของยุโรปอยู่ในที พระราชวังที่หลงเหลือถึงวันนี้เป็นพระราชวังหลังใหม่ที่สร้างเสร็จเมื่อ 95 ปีที่ผ่านมานี้เองค่ะ หลังเดิมถูกไฟไหม้ไปเมื่อปี พ.ศ.2440 ศิลปะการใช้สีฉูดฉาด จุดเด่นอยู่ที่การตกแต่งพื้นด้วยโมเสก และเล่นแสงเงาด้วยการสะท้อนแสงของกระจกสี รวมทั้งภาพเขียนสีประวัติศาสตร์บอกเล่าชีวิตของชาวมายซอร์ในอดีต และประตูไม้แกะสลักวิจิตรบรรจง พระราชวังของมหาราชาในแต่ละแคว้นจะมีวัดประจำพระองค์ เช่นเดียวกับมหาราชาแห่งมายซอร์ทรงดำริให้สร้าง วัดฮินดูชเวตา วราหัสวามี ขึ้นในเขตพระราชฐานด้วย

ตอนนี้พระราชวังตกเป็นสมบัติของรัฐรวมทั้งเรือนที่ทำการของกรมกองต่างๆ ของสำนักราชวัง ในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเป็นวิทยาลัย เป็นธนาคาร และที่ทำการของหน่วยงานอื่นๆ ส่วนลูกหลานของมหาราชามีข่าวว่า พยายามฟ้องร้องต่อศาลเรียกคืนทรัพย์สินที่ปัจจุบันได้ครอบครองแต่เพียงพระ ตำหนักส่วนพระองค์และทรัพย์ศฤงคารบางส่วน ที่บรรดาเครือญาติของพระองค์เห็นว่า เล็กน้อยเท่านั้น

พาหนะพระอิศวรบนยอดเขาชามุนดิ

จากวังของมหาราชา ฉันไปดักขึ้นรถประจำทางขึ้นเขาไป 1,000 กว่าเมตร ประมาณ 40 นาทีถึงยอดเขา ชามุนดิ เดินผ่านดงร้านขายของที่ระลึก เห็นชาวฮินดูเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อเข้าไปสักการะรูปสลักศิวลึงค์พระศิวะ บนเขาชามุนดิมีชุมชนเล็กๆ อยู่อย่างใกล้ชิดกับชุมชนขนาดย่อมของเหล่าวานร ที่เพียรแวะเวียนเข้าไปฉกเอากล้วยที่มีผู้นำมาบูชาเทวรูปต่างๆ มากิน และพวกมันนี่ล่ะค่ะเที่ยวปีนป่ายขึ้นเศียรของเทวา-เทวีทั้งหลายอย่างไม่เกรง บาปกลัวกรรม ฤๅมันจะถือว่า บรรพบุรุษเป็นทหารคู่ใจพระราม

ทาลี อาหารพื้นเมือง (บน) - แม่ค้ากระทงดอกไม้บูชาเทพ (ล่าง)


เครื่องสักการะของชาวฮินดูเป็นกล้วย มะพร้าว และดอกไม้ เสร็จพิธีบูชา เขาจะนำมะพร้าวมาทุบให้แตก โดยมีพลพรรคขอทานหรือพ่อค้าแถวนั้นคอยจ้องหยิบเศษมะพร้าวมากินเนื้อ ส่วนกล้วยก็...แฮ่มม..เสร็จทหารเอกพระรามตามระเบียบ แบ่งปันกันถ้วนหน้าดีค่ะ คนที่นี่เขายังนิยมซื้อกล้วย หรือแตงโมผ่าซีกแจกให้วัวกินด้วยนะคะ ถือเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง

เจดีย์แห่งชามุนดิ - รูปเคารพเทพประจำเมือง
 เขาชามุนดินี้นะคะ หากเป็นนักแสวงบุญที่เคร่ง เขาจะเดินขึ้นเขากันค่ะ 1,000 ขั้น และลงอีก 1,000 ขั้น ส่วนนักแสวงหาแต่ความสุขอย่างฉันขอแค่เดินลง 1,000 ขั้นก็พอแล้วค่ะ เดินชมวิวเห็นมายซอร์ใน มุมสูง สวยไปอีกแบบ ลงมาได้ครึ่งทางเจอกับรูปปั้น 'โคนนทิ' หรือพาหนะของพระศิวะ ตัวใหญ่สูงกว่า 5 เมตร หันหน้าไปทางยอดเขาชามุนดิ มีชาวฮินดูมาสักการะไม่ขาดค่ะ พร้อมกับนำอาหารมาถวายพระ ผู้ดูแลรูปปั้นโคนนทิในช่วงวันทางศาสนา

ตลาดมายซอร์ (บน) - หมากพลูอินเดีย (ล่าง)

เมืองมายซอร์นี้อบอวลด้วยกลิ่นธูปนะคะ สมกับเป็นเมืองของการผลิต ธูป มีหลายร้านที่เป็นธูปแบบโฮมเมด มีกลิ่นเฉพาะ และแบบที่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ทำส่งออกขายทั่วโลกกันเอิกเกริก


ของดีหลายประการที่พลาดไม่ได้ในมายซอร์อีกอย่างคือ ผ้าไหม ว่ากันว่ากว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผ้าไหมที่ขายกันทั่วอินเดียมาจากมายซอร์นี้ ละกัน ซื้อของที่นี่ก็ง่ายดีเพราะแยกกันเป็นถนนเป็นแหล่งไปเลยว่าที่ไหนขายอะไร ฉันติดใจความคลาสสิกของเครื่องทองเหลืองทองแดงของที่นี่มาก แม้ปัจจุบันผู้หญิงอินเดียหัน มาใช้ถังพลาสติกแทนคนโททองเหลืองกันหมดแล้วก็ตาม ก็ได้แต่ถอนใจด้วยความเสียดาย คนโบราณเชื่อว่า การดื่มน้ำที่เก็บกักไว้ในภาชนะที่เป็นทองแดง พลังจากสารประกอบทองแดงจะช่วยเพิ่มคุณค่าของน้ำ อีกอย่างค่ะคือ น้ำมันจันทน์หอมระเหย ที่มายซอร์ภูมิใจเป็นหนักหนาว่า เป็นแหล่งผลิตของแท้ และหาได้ที่มายซอร์เท่า นั้น ปกติน้ำมันหอมระเหยจะเบสด้วยน้ำมันงา อัลมอนด์ หรือไม่ก็น้ำมันมะพร้าว แต่ของเขาขายกันเป็นน้ำมันจันทน์บริสุทธิ์จากต้นจันทน์ ขวดขนาด 5 มิลลิลิตร เรียกว่า ไม่กี่หยดก็ได้นะคะ ราคา 700 บาท เหมาะสำหรับผู้พิสมัยกลิ่นไม้จันทน์จริงๆ

เพราะความหอมของไม้จันทน์ เป็นกลิ่นเฉพาะจริงๆ

หมายเหตุการเดินทาง : จากบังคาลอร์ หรือจากเชนไน มีทั้งรถไฟและรถโดยสารประจำทาง วันละ 3 เที่ยวตรงถึงมายซอร์ ตรวจสอบตารางการเดินทางที่แน่นอนที่สถานีขนส่ง ราคาอยู่ระหว่าง 50-150 บาท ขึ้นอยู่กับรถวีไอพี ธรรมดาแอร์ หรือธรรมดา