หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สวิตเซอร์แลนด์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สวิตเซอร์แลนด์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2548

นั่งรถไฟสู่ฟากฟ้าที่"สวิตเซอร์แลนด์"แดนฝัน(จบ)

โดย : นันทสินี หมวดมณี
คอลัมน์ท่องเที่ยว @ผู้จัดการ


หุบเขาเฟียสกับทะเลสาบบัคอับบ์ที่ใสแจ๋วราวกระจก
"ฝัน"ของฉันเป็นจริงขึ้นมาเมื่อได้มาเที่ยวยังสวิตเซอร์แลนด์ เพราะนี่คือดินแดนที่ฉันใฝ่ฝันมานานแล้วว่าสักวันจะต้องมาเยือนให้ได้

สำหรับการมาเยือนสวิสในครั้งนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเอาเสียเลย เพราะฉันได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายยุงค์ฟราว (Jungfrau railway) ลัดเลาะไปตามขุนเขาที่มีทิวทัศน์งดงาม ไต่ไล่ไประดับเรื่อยๆฟากฟ้าจนถึงยัง 'ยุงค์ฟราวยอร์ค' (Jungfraujoch) สถานีรถไฟที่สูงที่สุดของยุโรป(3,454 เมตร) บนยอดเขา 'ยุงค์ฟราว' (Jungfrau) ที่ถูกเรียกขานว่า "หลังคายุโรป" ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่มรดกโลก "Jungfrau-Aletsch" ที่ องค์การUNESCOประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของเทือกเขาแอลป์ ในวันที่ วันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2001


บนสถานียุงค์ฟราวยอร์ค ที่ฉันนั่งรถไฟไต่ระดับขึ้นมาจากเมืองอินเทอร์ลาเก้นนั้น(เนื้อเรื่องในตอน ที่แล้ว) มีจุดที่น่าสนใจหลายจุด ไม่ว่าจะเป็น จุดชมวิวพาโนรามาทีสามารถมองเห็นวิวไปถึงแบล็ค ฟอเรสต์ (Black Forest) ในเยอรมนี และ Vogese ในฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังเป็นสถานีวิจัยงานประติมากรรมแกะสลักน้ำแข็งในถ้ำน้ำแข็ง Ice Palace ที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็ง 30 เมตร จุดชมวิวเหนือธารน้ำแข็งที่สามารถมองเห็นธารน้ำแข็งยาวกว่า 22 กิโลเมตร ลานกิจกรรมกลางแจ้ง Ice Plateau ที่เมื่อลงไปเดินก็จะได้สัมผัสกับความขาวโพลนของหิมะ

ส่วนใครที่ชอบความตื่นเต้นเล็กๆก็น่าที่จะลองนั่งลากเลื่อนโดยสุนัข ฮัสกี้ หรือเล่นพวกจานหิมะ สกี สโนบอร์ด รวมถึงไปลุ้นระทึกกับความเสียวสุดๆกับ Tyrolienne ที่เป็นการห้อยตัวไปกับสายเคเบิลผ่านธารน้ำแข็งกว่า 200 เมตร

Jungfrau railway ขบวนรถไฟสู่ฟากฟ้า



ฉันเพลิดเพลินอยู่บริเวณยุงค์ฟราวยอร์คอยู่พอสมควร จนเมื่อท้องเริ่มส่งเสียงประท้วงจึงได้สอดสายสายตามองหาร้านอาหารเพื่อที่จะ ฝากชีวิตและกระเพาะ และก็มาถูกใจกับร้านอาหารในห้องกรุกระจกใสที่สามารถมองเห็นวิวอันเวิ้งว้าง ของหุบเขากับปุยหิมะอันขาวโพลน นับเป็นบรรยากาศที่ชวนให้อิ่มกายสบายใจยิ่งนัก และด้วยบรรยากาศอันชวนฝันเช่นนี้มันทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหยิบโปสการ์ดที่ เตรียมมาบรรจงเขียนถึงคนรู้ใจที่อยู่ห่างไกล พร้อมกับหวังว่าผู้รับจะสามารถรู้สึกได้ถึงความคิดถึงที่ส่งมาพร้อมกับ แสตมป์ที่ประทับตรา Top of Europe ที่สุดแสนจะเก่ไก๋

ครั้นอิ่มหนำสำราญฉันออกไปดื่มด่ำกับบรรยากาศนอกสถานีอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะอำลาสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป เดินทางกลับลงมาสู่สถานีรถไฟไคล์เน่ ไชเดค (Kleine Scheidegg) ที่ตั้งอยู่เชิงผา Eiger North Wall

สถานีรถไฟไคล์เน่ ไชเดค ถือเป็นสถานีสำคัญ เพราะที่นี่เป็นจุดเปลี่ยนจากรถไฟปกติเป็นรถไฟล้อเฟือง นอกจากนี้รอบๆสถานีก็ยังมีร้านอาหาร เกสต์เฮาส์ ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงามที่หากใครไปถูกช่วงถูกจังหวะก็จะได้ชมการฝึก เหยี่ยวในบริเวณนั้นอีกด้วย

ขากลับจากสถานีไคล์เน่ ไชเดค ฉันเลือกกลับในเส้นทางใหม่ โดยเลือกนั่งรถไฟสู่อีกเส้นทางเพื่อชมทิวทัศน์อันน่าสนใจรอบข้าง ก่อนที่รถไฟขบวนนั้นจะวกกลับไปยังเมืองกรินเดิ้ลวาล (Grindelwald)ดังเช่นขามา

นักท่องเที่ยวออกมาสัมผัสหิมะขาวโพลน
และอากาศอันพิสุทธิ์บนยอดเขายุงค์ฟราว(บริเวณยุงค์ฟราวยอร์ค)


ที่เมืองกรินเดิ้ลวาล หากใครที่มีเวลาเหลือ และเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ไม่กลัวความสูง น่าจะลองใช้บริการนั่งกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขาเฟียส (First) เพื่อชมทิวทัศน์อันงดงาม ก่อนที่จะไปถึงยังยอดเขาเฟียสที่ข้างบนน่ายลไปด้วย ทิวทัศน์ของขุนเขาและหน้าผาสูงชันอันงดงาม ท่ามกลางสายลมบริสุทธิ์และกลิ่นหอมของทุ่งหญ้าสีเขียวสด

นอกจากนี้จากจุดสูงสุดที่ยอดเขาเฟียสยังมีเส้นทางเดินเท้ายอดนิยม ซึ่งเป็นทางเดินเท้าแบบสบายๆประมาณหนึ่งชั่วโมงไปยังจุดชมวิวที่นอกจะได้ เห็นทิวทัศน์อันเวิ้งว้างงดงามของหุบเขาเฟียสแล้ว ที่นี่ยังมี "ทะเลสาบบัคอับบ์" (Bachalpsee) อันสวยงามที่มีน้ำใสแจ๋วราวกระจกรอให้คนถ่ายรูปสวยๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก และเอาไว้อวดคนไม่เคยมาให้แปลกใจว่าบนภูเขาสูงชันขนาดนี้ยังมีโอเอซิสคือ ทะเลสาบบัคอับบ์อยู่อีกด้วย

จากเมืองกรินเดิ้ลวาลฉันกลับมายังเมืองอินเทอร์ลาเก้น (Interlaken) อีกครั้ง ซึ่งเมืองนี้ถือเป็นทางผ่านสำคัญของการเดินทางทุกเส้นทางสู่เทือกเขายุงค์ฟราว

นั่งกระเช้าชมทิวทัศน์ขึ้นสู่ยอดเขาเฟียส
หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจที่เมืองกรินเดิ้ลวาล

เมืองอินเทอร์ลาเก้นเป็นเมืองเล็กและสงบ ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบThun และทะเลสาบ Brienz ซึ่งหากใครไปเดินที่สวนสาธารณะกลางใจเมืองก็มองเห็นทิวทัศน์ของภูเขาไอ เกอร์(Eiger) , เมิ้นส(Mönch) และ ยุงค์ฟราว (Jungfrau) ได้อย่างถนัดตา

หรือใครจะชวนกันไปนั่งรถม้ากินลมชมวิวรอบเมืองก็นับว่าได้บรรยากาศดี ไม่น้อย ส่วนใครที่ชอบช้อปที่เมืองอินเทอร์ลาเก้นมีร้านสินค้าแบรนด์ดังทั้งแฟชั่น และนาฬิกาสุดหรูให้เลือกช้อปสำหรับคนกระเป๋าหนัก เพราะสินค้าส่วนใหญ่หากคิดเป็นเงินไทยก็ราคามากโขเอาการอยู่ งานนี้ฉันจึงขอเลือกเดินชมเป็นอาหารตาพอ

สำหรับอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจในเมืองอินเทอร์ลาเก้น ก็คือจุดชมวิวมุมสูงของสามขุนเขา ที่บนนั้นจะได้สัมผัสกับทิวทัศน์อันงดงามของขุนเขา 3 ลูก พร้อมด้วยทะเลสาบสีเขียวที่ล้อมด้วยป่าสนสูงชะลูด ซึ่งดูแล้วงดงามราวภาพฝัน

ช็อกโกแลตของฝากชั้นดีที่ร้านชูส์ส

ก่อนอำลาสวิตเซอร์แลนด์ดินแดนในฝันสู่เมืองไทย ฉันไม่ลืมที่จะเลือกซื้อของฝากให้กับคนไกลในเมืองไทย ซึ่งของฝากอันขึ้นชื่อของสวิสนั้นก็คือ 'ช็อกโกแลต' ซึ่ง หากใครจะเลือกช็อกโกแลตทั่วไปเป็นของฝากก็ลองไปดูได้ในซุปเปอร์มาเก็ต แต่หากว่าจะเลือกซื้อช็อกโกแลตพรีเมี่ยมหรือช็อกโกแลตโฮมเมดแบบgourmet ให้คนพิเศษอย่างฉัน

ขอแนะนำว่าน่าลองไปยังร้านชูส์ส (Schuh) ที่ Höheweg 56 ซึ่งร้านนี้ไม่เพียงมีช็อกโกแลตชั้นดีให้เลือกซื้อ แต่ว่ายังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้หัดทำช็อกโกแลตอีกด้วย งานนี้ฉันจึงถือโอกาสทดลองทำช็อกโกแลตฝีมือตัวเองอย่างเพลิดเพลิน ก่อนที่จะเลือกซื้อช็อกโกแลตชั้นดีกลับไปฝากคนรู้ใจ ส่วนจะเป็นใครนั้น บอกไม่ได้จริงๆ...อิ อิ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ภาษาพูดหลายภาษาขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ ได้แก่ ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศล อิตาเลียน อังกฤษ แต่ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจึงไม่ใช้เงินยูโร แต่ว่าใช้เงินสกุลสวิสฟรังก์ (Swiss Francs)

สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศภูมิประเทศสวยงามและอากาศดี เดือนก.ค.-ส.ค. มีอุณหภูมิ 18 - 27 องศาเซลเซียส เดือนม.ค.-ก.พ. มีอุณหภูมิประมาณ ลบ1 - 5 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูในไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง ช่วงกลางวันมีอุณหภูมิประมาณ 8 - 15 องศา และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศในแต่ละวันมีอยู่ตลอดเวลา การไปเที่ยวสวิสจึงควรนำเสื้อกันหนาวหนาๆติดตัวไปด้วย

สำหรับการเดินทางจากเมืองไทยสู่สวิตเซอร์แลนด์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายการบินสวิส โทร.0-2504-2754-6

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548

นั่งรถไฟสู่ฟากฟ้าที่"สวิตเซอร์แลนด์"แดนฝัน (1)

โดย : นันทสินี หมวดมณี
คอลัมน์ท่องเที่ยว @ผู้จัดการ


ขบวนรถไฟค่อยๆแล่นไต่ขึ้นสู่หลังคายุโรป
"สวิตเซอร์แลนด์" คือดินแดนที่ฉันใฝ่ฝันมานานแสนนานแล้วว่า ถ้ามีโอกาสสักครั่งในชีวิตต้องเดินทางไปยังประเทศนี้ให้ได้

ครั้นเมื่อความเป็นจริงขึ้นมาฉันไม่รีรอที่จะเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า แล้วนั่งเครื่องบินของสวิสแอร์มุ่งสู่สวิสในทันที

จากกรุงเทพฯใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมงเครื่องบินก็ร่อนลงจอดยัง สนามบินซูริค จากจุดนี้ฉันเลือกต่อรถเพื่อจะไปขึ้นรถไฟที่เมืองอินเทอร์ลาเก้น (Interlaken) โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การตะลอนนั่งรถไฟสู่สถานีที่เรียกได้ว่า"สูงสุดของทวีปยุโรป"


เมื่อขึ้นรถไฟได้เสร็จสรรพ รถไฟขบวนไม่ด่วนนักก็แล่นเรื่อย ๆไต่ไปตามระดับไหล่เขา ซึ่งฉันอดตื่นตาตื่นใจกับทัศนียภาพสองข้างทางที่เห็นไม่ได้

บางช่วงที่รถไฟแล่นจะมีการแวะพักเพื่อให้ผู้โดยสารที่ร่วมทางมาด้วย กันได้ปรับร่างกายให้คุ้นเคย เพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายก่อนที่จะแล่นไปถึงยังเขา"ยุงค์ฟราว" (Jungfrau) หรือ"เขาแห่งสาวบริสุทธิ์"

ใช่แล้ว....รถไฟขบวนนี้แหละที่จะพาฉันโลดแล่นไปยังสถานีรถไฟสูงสุด ของทวีปยุโรป ที่หลายๆคนฝันว่าจากจุดนั้นเมื่อเอื้อมมือออกไปก็จะได้สัมผัสกับปุยเมฆขาว ละมุนละไมบนท้องฟ้า

ฉันก็ฝันเช่นนั้นเหมือนกัน...

จากทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ไคล์เน่ฯ
เมื่อมองขึ้นไปจะเห็นเทือกเขายุงค์ฟราวตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า


จากสถานีในเมืองอินเทอร์ลาเก้นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ขบวนรถไฟค่อยๆไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆยังหลังคายุโรป (Top of Europe) ซึ่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้ดูไม่ใคร่วุ่นวายนัก ผิดแผกไปจากช่วงฤดูหนาวที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางมาเที่ยวใน เส้นทางสายนี้กันอย่างคับคั่ง ในทริปนี้ฉันจึงเที่ยวได้อย่างสบายเพราะไม่ต้องเร่งรีบไปแย่งกิน แย่งเที่ยว และแย่งถ่ายรูปกับใคร

รถไฟยังคงแล่นไปอย่างเอื่อยๆในขบวนรถที่ปรับอากาศไว้ค่อนข้างอุ่น สบาย และต้องถือเป็นโชคดีของฉันที่ได้นั่งเบาะเดี่ยวนุ่มสบายริมหน้าต่างที่มีวิว สวยจับใจให้ชม โดยช่วงที่รถไฟขบวนยาวแล่นเลื้อยเลาะผ่านหมู่บ้าน ฉันเห็นต้นแอปเปิ้ลในสวนข้างบ้านหลายหลังกำลังออกลูกสีอมแดงดอกเต็มต้น ส่วนตามทุ่งหญ้าข้างทางก็ชวนมองไปด้วยบรรดาสัตว์ที่เดินและเล็มหญ้าหากิน อย่างเพลิดเพลิน นอกจากนี้บางช่วงของเส้นทางยังมีหมู่บ้านที่สร้างลาดเอียงไปตามองศาของภูเขา ที่สูงชันขึ้นเรื่อยๆ

ภาพต่างๆเหล่านี้ที่ผ่านสายตาช่างสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนในประเทศเขตร้อนอย่างฉันยิ่งนัก

ฟากฟ้าอยู่แค่เอื้อมที่ยุงค์ฟราวยอร์ค


จากสถานีเมืองอินเทอร์ลาเก้น รถไฟใช้เวลาวิ่งประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็มาจอดให้เราเปลี่ยนรถไฟอีกขบวนที่กรินเดิ้ลวาล (Grindelwald) ก่อนที่จะไปหยุดตรงสถานีต้นทางที่ไคล์เน่ ไชเดค (Kleine Scheidegg) เพื่อเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟล้อเฟืองเดินทางจากไคล์เน่ฯที่มีความสูง 2,061 เมตร

รถไฟขบวนใหม่ค่อยๆไต่ระดับความสูงขึ้นไปมากขึ้นเรื่อยๆในเส้นทางสู่ หลังคายุโรปยาว 12 กิโลเมตร จากไคล์เน่ฯ ไปจนถึง Eiger Glacier แล้วแล่นไต่ไปตามไหล่เขาอีกประมาณ 2 กิโลเมตร จากนั้นจึงๆค่อยมุดเข้าไปอุโมงค์บนเขาก่อนจะหยุดพักประมาณ 5 นาทีเพื่อให้ผู้โดยสารได้ปรับร่างกายอีกครั้งเพื่อให้ชินกับระดับความสูงที่ เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้จอดชมวิวอีก 2 จุดคือที่สถานีไอเกอร์วาน (Eigerwald) ซึ่งสูงราว 2,865 เมตร ณ บริเวณนี้หากวันไหนอากาศดีจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของ Grindelwald, Kleine Scheidegg, Interlaken และทะเลสาปทูน(Thun)ได้อย่างชัดเจน

จากนั้นรถไฟแล่นไปจอดอีกครั้งที่สถานีไอเมียร์ (Eimeer) ที่มีความสูง 3,160 เมตร สำหรับที่บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยธารน้ำแข็งและโขดหิน ก่อนที่รถไฟจะเชิดหน้าแล่นต่อไปยังสถานีที่ใกล้กับท้องฟ้ามากที่สุดนั่น ก์คือ ยุงค์ฟราวยอร์ค(Jungfraujoch) ซึ่งมีความสูงถึง 3,454 เมตร

ยุงค์ฟราวยอร์คได้ชื่อว่าเป็นสถานีหลังคายุโรป เพราะเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในทวีป โดยผู้บุกเบิกการสร้างสถานีรถไฟยุงค์ฟราวเป็นชาวสวิสชื่อ"อดอฟฟ์ กูยเยอร์-เซลเลอร์"(Adolf Guyer-Zeller : พ.ศ. 2439 – 2455)

อดอฟฟ์ กูยเยอร์ ชายคนนี้ถือว่ามีชื่อเสียงในเรื่องการสร้างรถไฟอยู่แล้วและว่ากันว่าเขาเป็น ผู้ที่มีไอเดียกระฉูดเป็นอย่างยิ่ง โดยก่อนที่จะสร้างสถานีรถไฟสูงเสียดฟ้า อดอฟฟ์กับลูกสาวได้ออกสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณเทือกเขายุงค์ฟราว (Jungfrau) และในระหว่างที่หยุดพัก จู่ๆเขาก็ได้พูดออกมาว่า "นึกออกแล้ว" ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แต่เมื่อกลับไปถึงโรงแรม อดอฟฟ์ก็ใช้เวลาทั้งคืนวาดแบบความคิดให้กลายออกมาเป็นโครงการรถไฟสู่ฟากฟ้า

บ้านเรือนตามไหล่เขาแถบกรินเดิ้ลวาล


แต่ว่าการที่จะสร้างเส้นทางรถไฟสู่ฟากฟ้าเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เพราะในช่วงเวลานั้นไม่มีเทคโนโลยีชั้นสูงใดๆช่วยทุนแรงในการก่อสร้างอย่าง เช่นปัจจุบัน ทำให้โครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 16 ปี

โดยในช่วงเริ่มต้นก่อสร้างในปี พ.ศ. 2439 ช่างก่อสร้างหลายร้อยคนต้องตั้งแคมป์พักแรมบนภูเขา และเปลี่ยนเวรกันทำงานตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้พวกเขายังต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับธรณีวิทยา สภาพคล่องทางการเงิน อุบัติเหตุในอุโมงค์ และปัญหาในกลุ่มคนงานด้วยกัน รวมถึงปัญหาเรื่องทุนในการก่อสร้างที่แม้ว่าจะตั้งไว้สูงถึง 15 ล้านฟรังค์แต่ว่าก็ไม่พอ

แต่ถึงอย่างไรปัญหาที่รุมเร้าก็ไม่ได้ทำให้โครงการต้องยุติลง เพราะสุดท้ายแล้วเส้นทางรถไฟสู่ฟากฟ้าและสถานีรถไฟหลังคายุโรปก็สร้างเสร็จ สมบูรณ์ และสามาถเปิดบริการเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2455 ซึ่งตรงกับวันชาติของสวิตเซอร์แลนด์พอดี

เรียกว่านายอดอฟฟ์ กูยเยอร์ สามารถสร้างผันของเขาให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ส่วนฉันการได้นั่งรถไฟจากพื้นดินไต่เรื่อยๆไปสู่ฟากฟ้าก็เสมือนว่ากำลังเดิน ทางอยู่ในความฝันยังไงยังงั้น แต่ว่าเมื่อลองหยิกตัวเองแล้วรู้สึกเจ็บก็ทำให้ฉันได้พบว่า การเดินทางสู่ฟากฟ้านี้นับเป็น"ฝันที่เป็นจริง" ซึ่งอยากที่ฉันจะลืมเลือนได้...(อ่านเรื่องราวอันน่าตื่นตาตื่นใจของหลังคายุโรปต่อในตอนหน้า)

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ภาษาพูดหลายภาษาขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส อิตาเลียน อังกฤษ เยอรมัน แต่ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจึงไม่ใช้เงินยูโร แต่ว่าใช้เงินสกุลสวิสฟรังก์ (Swiss Francs)

สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศภูมิประเทศสวยงามและอากาศดี เดือนก.ค.-ส.ค. มีอุณหภูมิ 18 - 27 องศาเซลเซียส เดือนม.ค.-ก.พ. มีอุณหภูมิประมาณ ลบ1 - 5 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูในไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง ช่วงกลางวันมีอุณหภูมิประมาณ 8 - 15 องศา และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศในแต่ละวันมีอยู่ตลอดเวลา การไปเที่ยวสวิสจึงควรนำเสื้อกันหนาวหนาๆติดตัวไปด้วย

สำหรับการเดินทางจากเมืองไทยสู่สวิตเซอร์แลนด์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายการบินสวิส โทร.0-2504-2754-6