หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โปรตุเกส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โปรตุเกส แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

อุ่นใจสบายจิต ในเมืองลิสบอน

มีหลายเหตุผลที่เชิญชวนให้นักเดินทางต้องไปเยือน ลิสบอน

ลิสบอน (Lisbon) เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส ที่พอสรุปได้ ก็คือ การเป็นเมืองประวัติศาสตร์ของโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจทางศิลปวัฒนธรรม ความงดงามของธรรมชาติและสถาปัตยกรรม ปราสาทเก่าแก่ เหมาะแก่การเดินเล่นและถ่ายภาพยิ่งนัก


เมื่อเทียบกันกับเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรปแล้ว ที่นี่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก อากาศก็เย็นสบายตลอดปี แม้ในฤดูหนาวก็ไม่หนาวเย็นเกินไป มีที่พักรีสอร์ท ใกล้หาดทรายอันสวยงาม สถานที่จิบกาแฟก็มีบรรยากาศดี อาหารขึ้นชื่อ และของหวานถูกปากคนไทย เพราะเป็นต้นตำรับขนมหวานของไทยหลายชนิด



แม้ว่าลิสบอนจะ มีขนาดเล็กเมื่อเทียบเมืองหลวงของประเทศอื่นในยุโรป แต่ก็เป็นไปในแบบกะทัดรัด เล็กแต่โรแมนติก มีชีวิตชีวา ในยามค่ำคืนก็มีสีสันสดใส มีความหลากหลายของสภาพแวดล้อม เป็นเมืองท่าสู่เมืองอื่นๆ ในยุโรป มีความปลอดภัยสูงและผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยว


กรุงลิสบอนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศ ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของคาบสมุทรไอบีเรีย เป็นเพราะลิสบอนตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป และติดกับมหาสมุทร จึงทำให้ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม ทำให้ลิสบอนอบอุ่นกว่าเมืองอื่นในยุโรป


พื้นที่ในนครลิสบอนเรียก ชื่อแตกต่างกันไป เช่น Baixo เป็นย่านใจกลางเมือง ย่าน Alfama เป็นถิ่นพักอาศัยเก่า, ย่าน Bairro Alto พื้นที่ส่วนที่อยู่บนเนินที่สูงที่สุดใกล้ใจกลางเมือง การเดินทางในเมืองส่วนใหญ่นิยมใช้บริการขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถรางฟ้า รถไฟใต้ดิน ลิฟต์เนื่องจากพื้นที่บางแห่งเป็นเนินสูงมาก



สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจได้แก่ Museu de Marinha (พิพิธภัณฑ์การเดินเรือ), อนุสาวรีย์นักบุกเบิก (Discoveries Monument), Torre de Belem (หอคอย Belem), มหาวิหาร Jeronimos เป็นทั้งวิหารและที่พักของนักบวช ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโกมาแล้ว ส่วนปราสาท Sao Jorge ตั้งอยู่บนเนินเป็นจุดชมวิวทำให้มองเห็นเมืองในมุมกว้าง ทั้งย่าน Alfama ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงลิสบอน และ Plaza do Comercial เป็นต้น


ตัวเมืองลิสบอนไม่ค่อยปรากฏบ้านเรือน ส่วนใหญ่มักเลือกไปตั้งนอกเมือง แต่ก็มีผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งเป็นอาคารพักอาศัย อพาร์ตเมนต์ต่างๆ


ใจกลางลิสบอนแห่งนี้มีเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างแปลกๆ ระหว่างสามชีวิต ในผลงานภาพยนตร์ ของผู้กำกับชาวโปรตุกีสนั่นเอง


Odete (2005) เล่าเรื่องของ โอเดต (อานา คริสติน่า โอลิเวียร่า) พนักงานห้างสรรพสินค้าในลิสบอนฝันจะมีลูกกับคนรักซึ่งทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ในห้างเดียวกัน แต่เขาไม่เห็นด้วยและทิ้งเธอไป ในเวลาใกล้เคียงกัน รุย (นูโน กิล) พนักงานบาร์หนุ่มอยู่อย่างสิ้นหวังหลังการตายของ เปโดร (โจอัว คาร์ริเอร่าร์) คนรักจากอุบัติเหตุรถยนต์


ในงานศพของเปโดร ความที่อยากมีลูกทำให้โอเดตสร้างเรื่องว่า เธอตั้งท้องจากเปโดรผู้ที่จากไปนั่นเอง ในช่วงชุลมุนนี้ทำให้โอเดตได้ค่อยๆ ก้าวเข้ามาในชีวิตของรุยในที่สุด


Odete ได้รับรางวัลใหญ่ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และเทศกาลภาพยนตร์ที่กรุงเบอร์ลิน แม้หนังจะเดินเรื่องราบเรียบแต่ผู้กำกับภาพยนตร์ซึ่งเปิดเผยว่า เป็นเกย์ ก็นำเรื่องใกล้ตัวมาถ่ายทอดได้อย่างสมจริง


แม้ลิสบอนจะ มีผู้คนหลากเชื้อชาติและผิวสีอาศัยอยู่ รูปลักษณ์ภายนอกอาจมองว่าน่าหวาดวิตกอยู่บ้าง แต่เนื้อแท้ของคนส่วนใหญ่มีความเป็นมิตร สถานที่มีความปลอดภัยสูง



นักท่องเที่ยวมีความอุ่นใจเมื่อได้มาเยือน

โดย : มานพ จันทรฯ
ท่องเที่ยว @กรุงเทพธุรกิจ

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

ซอกแซกเมืองเก่าในดินแดนฝอยทอง

เมืองเก่าก็เป็นเมือง เก่าอยู่วันยังค่ำ มีแต่ความเก่า ขลัง คลาสสิก โบราณ วางตัวอยู่อย่างนิ่งขรึม เมืองเก่าของลิสบอนก็เหมือนกัน ไล่ไปตั้งแต่ย่านไบชา-ชิอาโด ไบโร-อัลโต รอสซิโอ และอัลฟามา จิ๋วแต่แจ๋วและคุณภาพคับแก้ว

ก่อนจะออกท่องเมืองเก่า คลิกไปสำรวจเว็บไซต์อโกดา (www.agoda.co.th) อีกรอบ เพื่อเตรียมจองโรงแรมของเมืองปอร์โต เขาว่านักท่องเที่ยวแห่แหนไปเที่ยวที่นั่น ขืนไม่จองก่อนอาจไม่มีที่ซุกหัวนอนได้ แต่อโกดาก็ช่วยให้เรื่องยากกลายเป็นง่ายได้เสมอ


ทั่วทั้งเมืองเก่าอาจจะมีคาเฟ่ให้นั่งแฮงก์เอาท์หลายแห่ง แต่มีอยู่แห่งหนึ่งที่เนื้อหอมมาก เก้าอี้ไม่เคยว่าง ชื่อร้าน Caf? Brasileira ร้านนี้ไม่ได้แค่มีกาแฟรสชาติดีหรือทาร์ตอร่อยๆ แต่มีอีกอย่างที่เหนี่ยวให้คนเข้าร้านได้ทั้งวัน นั่นคือกวีชื่อดังของชาวโปรตุเกสที่ชื่อเฟอร์นานโด เปสเซา เพราะที่นี่คือแหล่งนัดพบของพวกนักเขียน และศิลปินทุกแขนง

เดินจากย่านไบชา-ชิอาโดไปตามตรอกแคบๆ เพื่อที่จะไปแถวจัตุรัสรอสซิโอ ก็จะพบว่ามีร้านรวงดักสาวนักช็อปซ่อนอยู่ตลอดทาง แต่ที่จัตุรัสรอสซิโอเองก็คึกคักสมกับอยู่ใจกลางเมืองเก่ารอสซิโอเป็นแค่ ชื่อเล่น ที่จริงจัตุรัสนี้มีชื่อจริงๆ ว่าจัตุรัสดอม เพโดรตามชื่อของกษัตริย์

ตรงกันข้ามจัตุรัสเป็นโรงละครแห่งชาติ ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก สมัยก่อนที่นี่เคยใช้เป็นศูนย์บัญชาการสอบสวนผู้กระทำผิดทางศาสนา เดินเยื้องไปนิดเป็นสถานีรถไฟรอสซิโอที่สวยงามผิดสถานีรถไฟ ใกล้ๆ กันยังมีจัตุรัสฟิกูเกราซึ่งมีอนุสาวรีย์ของกษัตริย์จอห์นที่หนึ่ง นั่งบนหลังม้าในท่วงท่าอาจหาญ

กำลังจะเดินไปย่านอัลฟามา เห็นคนต่อคิวยาวเลยแวะเข้าไปดู ที่แท้เขารอคิวขึ้นลิฟต์ซานตา จัสตา เพื่อขึ้นไปชมวิวเมืองเก่าลิสบอนกัน จะว่าไปลิฟต์เหล็กนี้หน้าตาละม้ายคล้ายหอไอเฟล สืบเสาะไปมาก็พบว่าคนที่ออกแบบเนี่ยเขาเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของกุสตาฟ ไอเฟล คนออกแบบหอไอเฟลนั่นเอง

ก่อนจะถึงย่านอัลฟามา ผ่านถนนสายช็อปปิ้งอีกแห่งหนึ่งของเมืองเก่า กว่าจะถึงย่านอัลฟามาเลยเดินสำรวจแฟชั่นและอาหารการกินของเขาซะเพลินไปเลย แต่จนแล้วจนรอดก็มาถึงย่านอัลฟามาจนได้ เป็นย่านที่ไม่ได้มีแสงสี หรือมีคาเฟ่ที่คึกคักรอทุกคนอยู่ แต่ที่นี่มุมเงียบสงบและเก่าแก่ของลิสบอน ว่ากันว่าถ้าอยากเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลิสบอนแบบดั้งเดิม ให้มาเดินเตร็ดเตร่แถวนี้รับรองไม่ผิดหวัง

แต่ไม่ว่าจะซอกแซกไปตรงไหนของเมืองเก่าทาร์ตไข่ก็จะตามไปด้วยทุกที่ จำได้ว่าตอนที่ไปบราซิลเห็นทาร์ตไข่หน้าตาเหมือนที่เจอที่โปรตุเกสนี่แหละ แต่ไม่ได้ชิม มีโอกาสชิมก็ที่มาเก๊า แต่เขาบอกว่านอกจากที่บราซิล และมาเก๊า ถ้าไปแถวประเทศแองโกลาและโมซัมบิกก็มีทาร์ตหน้าตาแบบนี้ขายอยู่เหมือนกัน เพราะล้วนแต่เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวดองกับโปรตุเกสทั้งสิ้น

ไม่น่าเชื่อ ไปสืบประวัติทาร์ตไข่มา เขาบอกว่าทาร์ตไข่ตัดสายสะดือครั้งแรกบนโลกในวิหารเจอโรนิโม ตอนนั้นโปรตุเกสเพิ่งร้างราจากภาวะสงคราม ยังยากจนข้นแค้นอยู่ บรรดาแม่ชีก็เลยอบขนมทาร์ตไข่ขึ้นเพื่อหารายได้ จนต่อมามีพ่อค้านำสูตรไปทำและเปิดร้านอยู่แถวเบเลม จนทาร์ตไข่หน้าเกรียมๆ กลายเป็นของกินประจำโปรตุเกสที่มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลก

เรื่องขนมนมเนยของโปรตุเกสเนี่ย เรียกว่าเป็นภาระให้ต้องตามรอยกันเลยล่ะ เพราะเป็นอันรู้กันว่าโปรตุเกสเป็นผู้เข้ามาถ่ายทอดวิทยายุทธ์การทำขนมหวาน ให้บ้านเรา เลยมีขนมไทยอย่างพวก ทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองเอาไว้ให้เราได้บริโภคกันอย่างทุกวันนี้ แล้วความพยายามในการตามล่าหาฝอยทองบนแผ่นดินโปรตุเกสก็สิ้นสุดลงในห้างแถวไบ ชา-ชิอาโดนี่เอง

จากย่านเมืองเก่าอยากชมวิวลิสบอนในมุมสูง สตาฟฟ์ที่เรือนพักชี้แนะให้ไปที่ปราสาทเซนต์จอร์จ เลยเดินเลาะเลี้ยวแถวย่านเมืองเก่าไปเรื่อย โผล่มาอีกที อ้าวไม่ใช่ปราสาท แต่เป็นโบสถ์ประจำเมืองลิสบอนที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 โบสถ์ที่นี่เขาเรียกว่า เซ่ (Se) อาจจะไม่ใหญ่โตอลังการเหมือนโบสถ์แห่งอื่นๆ ในยุโรป แต่ก็ถือว่าเป็นศาสนสถานที่ชาวเมืองแวะเวียนกันมาแทบทุกวัน

จากโบสถ์ประจำเมืองเดินไต่ถนนแคบๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ถึงปราสาทเซนต์จอร์จจนได้ ที่จริงก่อนจะขึ้นมาถึงบนนี้ ต้องบอกว่า ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมืองก็จะมองเห็นปราสาทแห่งนี้ได้อย่างไม่ยาก เพราะตัวปราสาทสร้างอยู่บนเนินเขาสูง เป็นธรรมชาติของเมืองสมัยก่อน ต้องสร้างปราสาทราชวังไว้บนที่สูงเอาไว้ก่อน เวลาศัตรูบุกมาจะได้สังเกตเห็นได้ก่อน

สมอยาก ขึ้นมาบนนี้นอกจากจะเห็นบ้านเมืองของชาวลิสบอนได้อย่างทั่วถึงแล้ว ยังมีลมเย็นจากมหาสมุทรแอตแลนติกพัดโชยมาต้อนรับขับสู้ด้วย บนป้อมปราการแห่งนี้ช่างมากมายไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งโรมัน มุสลิม และคริสเตียนพากันหมุนเวียนสับเปลี่ยนเข้ามาครอบครอง ปัจจุบันป้อมนี้อาจจะเป็นพื้นที่โล่งๆ ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้ แต่มาถึงลิสบอนทั้งที ก็ขึ้นมาเถอะเพราะนี่คือหนึ่งในจุดชมวิวระดับห้าดาวของเมือง

จะซอกแซกไปตรงไหนของลิสบอนก็ช่าง แต่อย่าลืมหาทาร์ตไข่ลำเลียงลงกระเพาะละกัน ถ้าพลาด เดี๋ยวจะไม่ถึงลิสบอน







โดย : กาญจนา หงษ์ทอง
เที่ยวนี้ขอเล่า @คมชัดลึก

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“ลิสบอน”ละมุนละไม


วิหารเจอโรนิโมอันโดดเด่นเป็นสง่า

ขนาด เทียวไปเที่ยวมายุโรปนับครั้งไม่ถ้วน แต่เชื่อมั้ยว่า พาตัวเองไปไม่ถึงโปรตุเกสซะที ไปยุโรปเที่ยวล่าสุดเลยตั้งใจว่าเป็นตายร้ายดียังไงต้องดั้นด้นไปให้ถึง โปรตุเกสให้ได้ หลังจากสายการบินโอมานแอร์ (0-26351222) พาไปหย่อนลงที่ปารีส เลยซื้อตั๋วโลว์คอสต์แอร์ไลน์ในยุโรป ดิ้นรนนั่งเรือบินต่อไปหาโปรตุเกสจนได้

ลิสบอนเป็นเมืองน่า เที่ยวจริงๆ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องวิวทิวทัศน์ เอาแค่เรื่องต้นทุนค่าทำความรู้จัก ก็เชิญชวนให้เที่ยวแล้ว ขนาดค่าแท็กซี่จากสนามบินเข้าใจกลางเมืองลิสบอน ยังจ่ายประมาณ 10 ยูโรเอง นี่ถ้าเป็นประเทศอื่นในยุโรป อย่างต่ำต้องจ่ายถึง 20 ยูโร หรือถ้าจะใช้บริการรถสาธารณะ ไม่ว่าจะขึ้นรถเมล์ รถราง และเมโทร ตั๋วเที่ยวเดียว ประมาณ 0.8 ยูโร หรือราวๆ 30 กว่าบาท เท่าที่เดินทางมาทั่วยุโรป ที่นี่จัดว่าค่าเดินทางอยู่ในเกณฑ์ย่อมเยาที่สุดก็ว่าได้


ไม่ใช่ค่าเดินทางอย่างเดียวที่ถูก ค่าที่พักก็ไม่แพงบาดจิตเหมือนในยุโรปบางเมือง เที่ยวนี้ก็เหมือนเคย ก่อนจะมาก็คลิกไปหาที่พักจากเว็บไซต์อโกดา (www.agoda.co.th) เพราะเขามีโปรโมชั่นมากมาย แถมรับประกันว่ามีห้องพักราคาถูกที่สุด แต่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมาที่นี่จะนิยมพักกันแถวย่านเมืองเก่ากัน

ก่อนจะออกไปเดินกรีดกรายในเมืองเก่า กระโดดตัวปลิวขึ้นรถรางเบอร์ 15 ไปหาวิหารเจอโรนิโมที่อยู่ห่างจากเมืองเก่าไปประมาณ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 15 นาที วิหารอันแสนวิจิตรและโอ่อ่าก็ทอดตัวอยู่ตรงหน้า

ด้านนอกว่าอลังการแล้ว ด้านในเห็นแล้วจะอึ้ง ที่นี่เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของกษัตริย์ จะเรียกว่าเป็นอารามหลวงคงไม่ผิด นอกจากความเข้มขลังที่เป็นคุณสมบัติประจำตัวของโบสถ์แล้ว ยังตกแต่งเอาไว้อย่างวิจิตรตระการตา เมื่อปี 1983 องค์การยูเนสโกเลยประทับตรามรดกโลกให้ แต่ดูเหมือนคนที่เข้ามาด้านในโบสถ์จะตามหามุมที่เป็นศพของวาสโกดากามา เห็นกระซิบกระซาบถามหากันเต็มไปหมด

ในระยะเดินประมาณครึ่งเหนื่อย อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบก็คอยท่าทุกคนอยู่ริมแม่น้ำ แท่งคอนกรีตหน้าตาคล้ายด้านหน้าของเรือ เป็นสิ่งก่อสร้างที่อายุประมาณ 50 ปีเท่านั้นเอง ชาวโปรตุเกสเขาให้ยกย่องสรรเสริญพวกนักเดินเรือในอดีตเอามากๆ เมื่อตอนที่เขาจัดงานรำลึกครบรอบ 500 ปีการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าเฮนรี่ เลยสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้น ซึ่งรูปปั้นที่หันหน้าออกสู่แม่น้ำทากัส หน้าสุดเป็นกษัตริย์เฮนรี่ อีก 20 กว่าคนข้างหลังมีทั้งนักเดินเรือ นักแผนที่ นักคณิตศาสตร์ ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ และหมอสอนศาสนา

ไม่ไกลกันเป็นหอเบเลม ก็ตั้งตระหง่านรอทุกคนอยู่ เมื่อก่อนหอนี้ตั้งอยู่กลางแม่น้ำ แต่หลังจากแผ่นดินไหวในเมื่อปี 1755 แม่น้ำทากัสก็เปลี่ยนกระแสการไหล และต่อมาเมื่อมีการก่อร่างสร้างเมือง มีสิ่งปลูกสร้างมากมายที่อยู่เลียบแม่น้ำ ก็เลยดูเหมือนหอตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งอย่างที่เห็น ใครอยากจะเข้าไปชมหอเบเลมใกล้ๆ หรือขึ้นไปบนหอก็ทำได้ เขามีสะพานเชื่อมจากฝั่งไปที่หอ ก็อาจจะจริงอย่างหลายคนว่าไว้ว่า ที่นี่มีสถาปัตยกรรมแบบผสมผสาน บางมุมก็เหมือนจะได้อิทธิพลของพวกแขกมัวร์ แต่บางมุมก็มีกลิ่นอายของศิลปะแบบเรเนสซองส์แทรกตัวอยู่

จากแถวเบเลมนั่งรถรางกลับไปเดินโต๋เต๋แถวย่านเมืองเก่า พูดถึงรถราง ทั่วทั้งลิสบอนมีรถรางหลายสาย แถมแต่ละคันนี่สีสันฉูดฉาดเหลือเกิน แต่สายที่เป็นขวัญใจนักท่องเที่ยวก็เห็นจะเป็นสาย 28 เพราะวิ่งผ่าใจกลางเมืองเก่าไปสุดทางที่อัลฟามา แต่ระวังกระเป๋าสตางค์หน่อย เขาว่าเป็นสายที่นักล้วงชุกชุมเชียว

จะว่าไปแล้ว ลิสบอนเนี่ยบอกได้เลยว่าวันเดียวเที่ยวไม่ทั่วแน่นอน เพราะมีสถานที่น่าสนใจมากมาย อย่างถนนอเวนิดา ดา ลิแบร์ดาเด ใครๆ ก็บอกว่าเป็นถนนสายเจิดจรัสประจำเมือง แบบนี้จะยอมพลาดได้ยังไง

เรียกว่าเป็นชุมทางของเจ้าถิ่นและนักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ แถมยังเป็นถนนยาวกว่า 1 กิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยความบันเทิงเริงใจ เพราะมีร้านรวงเอาไว้ให้ช็อปปิ้ง มีแบรนด์เนมชื่อดังเอาไว้ให้จับจ่าย และมีกิจกรรมมากหน้าหลายตาเอาไว้ให้ผู้มาเยือนได้สนุกสนาน

อเวนิดา ดา ลิแบร์ดาเด เป็นถนนสายใหม่ที่สร้างในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เป็นถนนที่เชื่อมจากเขตเมืองเก่าผ่าใจกลางเมืองไปสุดทางที่จัตุรัสมาร์เกส เดอ ปอมบาล ที่มีอนุสาวรีย์ของมาร์เกส เดอ ปอมบาล ยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนเสาสูง ทุกวันนี้กลายเป็นย่านศูนย์รวมธุรกิจของลิสบอน จากในอดีตศูนย์กลางธุรกิจจะเน้นไปตั้งเรียงรายแถวริมน้ำ แต่ยุคนี้อยู่ที่ถนนสายนี้นี่เอง

ก็จัดว่าเป็นถนนสายหนึ่งของลิสบอนที่น่าเดินเอ้อระเหยอยู่นานๆ จะว่าไป อเวนิดา ดา ลิแบร์ดาเด นี่ก็โด่งดังไม่แพ้ถนนชองป์เซลิเซ่แห่งปารีส และอุนเทอร์เดน ลินเดนแห่งเบอร์ลิน แต่มองอีกทีก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกับถนนราชดำเนินของบ้านเราเหมือนกัน

ลิสบอนเลยเข้าตำราเป็นเมืองละมุนละไมที่เดินย่ำนานแค่ไหนก็ไม่เคยนึกเบื่อ

ภายในวิหารเจอโรนิโม

อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ

บรรยากาศสบายๆ ของลิสบอน

หน้าโรงละครแถวรอสสิโอ

รถรางทำให้ลิสบอนคลาสสิก

โดย : กาญจนา หงษ์ทอง
เที่ยวนี้ของเล่า @คมชัดลึก