หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548

Smiley แบบญี่ปุ่น

(^_^) ยิ้ม ( ธรรมดา )

(^ ^) niko niko ฮิฮิฮิ.. ( อมยิ้ม )

(*^ _^*) nikott ปิ๊งๆ ยิ้มมีประกาย

\(^0^) / wa~i! ยกมือขึ้นแล้วร้อง “ว้าว”

(_<) ita! เจ็บ... (จัง,ใจ)

\(OoO)/ gyaaa! อะจ๊ากกกก!!!

p(^ ^)q ganbare! พยายามเข้า !! ไฟ้ท์โตะ

(T_T) naki gao น้ำตาไหลพรากๆ

(-_-)ZZZ neteru คร่อกก...

(._.?) hate ? ห๊ะ... อะไรรนะ ( มะเข้าใจอ่ะ พูดใหม่,
อธิบายใหม่ดิ๊ )

(^_^)V pi~su ! สู้ตายค่ะ (ชนะแล้ว)

((n n;)P maitta ง่าาา แหะๆ ยอมแพ้แร้วว.. (ด้านซ้ายจับหัว
ด้านขวายกธงขาว )

(p_-) mushi-megane มาให้ส่องขยายดูซิ ปิดบัง'ไร

(^^)// hakushu~! เย้... ปรบมือหน่อย

(^-^)b ne! เยี่ยม'ป่าว..เห็นด้วยไม๊ ?

(-_-) mutt.. เงียบ... ( รู้ป่าว..ไม่พอใจนะ แต่ไม่แสดงออก )

(^/\^ ) onegai! ขอร้องหล่ะ

(@_@) me ga mawaru อ๋อยย มึนน

(^_^;) ... แหะ... มันยังไงกันนี่ ( ประหลาดใจจนไม่พูดออก )

(._. )( ._.) kyorokyoro อยู่ไหนน๊า..? ( เหลียวซ้ายแลขวา )

ที่มา : Forward Mail

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2548

เธอชื่อ"อลิเซีย แนช" เมียอัจฉริยะ (ก็) ต้องอดทน ?

โดย : ปราย พันแสง

หากพูดกันถึงความร้ายกาจของผู้หญิงชื่อ "อลิเซีย" ภรรยาของ จอห์น ฟอร์บส์ แนช จูเนียร์ เราจะพบว่า ในภาพยนตร์เรื่อง The Beautiful Mind ก็มิได้พยายามปิดบังอำพรางความร้ายกาจของเธอแต่อย่างใด

จากหนังสือ The Beautiful Mind ของ ซิลเวียร์ นาซาร์ อันเป็นต้นแบบของภาพยนตร์ ได้กล่าวถึงอลิเซียเมื่อครั้งเป็นนักศึกษาในชั้นเรียนที่สถาบัน M.I.T ยามนั้นไว้ว่า เธอเป็นสาวแรกรุ่นงามโดดเด่น เป็นดวงดาวของสถาบัน อลิเซียแต่งตัวดีแบบผู้หญิงเต็มตัว เธอชอบไปเรียนด้วยชุดกระโปรงบาน และสวมรองเท้าส้นสูงปรี๊ด อลิเซียมีสติปัญญาไหวพริบปราดเปรื่อง เข้าสังคมเก่ง มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งของอลิเซีย ที่สถาบัน M.I.T พูดถึงเธอตอนนั้นว่า "มีท่าทางท่าทีงามสง่าแบบผู้ดีชั้นสูง เหมือนเป็นเจ้าหญิงแห่งเอลซัลวาดอร์" นั่นมิได้เป็นคำยกยอปอปั้นกันเกินจริงแต่อย่างใด ด้วยว่าอลิเซียสืบเชื้อสายมาจากผู้ดีชั้นสูงของเอลซัลวาดอร์ ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่สวยงาม ใกล้ศูนย์กลางของซานซัลวาดอร์ เมืองหลวงของเอลซัลวาดอร์ สมาชิกของตระกูลนี้มีความรู้มีการศึกษาดีเยี่ยม ครอบครัวของอลิเซียพูดกันด้วยภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษดีพอๆ กับภาษาสเปน

ในปี 1944 บิดาของอลิเซียซึ่งเป็นนายแพทย์ ได้อพยพย้ายเข้ามาอยู่ในสหรัฐ โดยแรกเลยนั้น เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เมืองบิล็อกซี่ มิสซิสซิปปี้ ก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ในนิวยอร์ก ด้วยการรับรองอย่างถูกต้องเป็นทางการของเอกอัครราชทูตของเอลซัลวาดอร์ ที่นิวยอร์ก อลิเซียถูกส่งตัวเข้าเรียนในโรงเรียนสตรีคาทอลิก ซึ่งรับเข้าเรียนเฉพาะลูกหลานของพวกผู้ดีมีตระกูลในสมัยนั้น ด้วยเหตุว่า บิดาของอลิเซียมองเห็นสติปัญญาเฉลียวฉลาดของบุตรสาวอย่างชัดเจน จึงพยายามผลักดันให้เธอได้รับการศึกษาดีที่สุด จากสถาบันดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ความฝันสูงสุดของบิดาก็คือ อยากให้อลิเซีย เป็นมาดามแมรี่ คูรี่ คนต่อไป โดยครั้งหนึ่ง บิดาของเธอเขียนจดหมายถึงอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนว่า ทางโรงเรียนจะช่วยสนับสนุนความใฝ่ฝันของอลิเซียที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นิวเคลียร์ได้หรือไม่

นอกจากมีรูปโฉมงามสะดุดตาแล้ว อลิเซียยังเรียนเก่งมาก ในปี 1955 เธอเป็นผู้หญิงหนึ่งใน 16 คนเท่านั้น ที่สามารถเข้าเรียนต่อในสถาบัน M.I.T อันเกริกเกียรตินั้นได้ ความสวยงามเพียบพร้อม สติปัญญาและบุคลิเฉพาะตัวพิเศษ ทำให้อลิเซียกลายเป็นดาวดวงเด่นของสถาบันไปโดยปริยาย

บุคลิกเฉพาะตัวพิเศษของเธอ เราสามารถสัมผัสได้จากซีเควนซ์หนึ่งของหนัง The Beautiful Mind ซึ่งจำลองสถานการณ์จริงของ จอห์น แนช กับอลิเซีย ตอนพบกันครั้งแรกในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ (Advanced Calculus for Engineers class) ในสถาบัน M.I.T ในหนัง เราจะเห็นว่าวันนั้นเป็นวันที่ร้อนอบอ้าว จอห์น แนช เข้าไปสอนด้วยอารมณ์บูดบึ้ง ข้างๆ ตึกเรียนมีพวกคนงานกำลังเดินเครื่องจักรขุดเจาะอะไรบางอย่าง ส่งเสียงรบกวนเป็นอย่างมาก แนชออกคำสั่งให้นักศึกษาปิดหน้าต่างให้สนิท เพื่อลดเสียงรบกวนเหล่านั้น นักศึกษาบางคนอุธรณ์ว่า ขอให้เปิดหน้าต่างทิ้งไว้สักบานเถิด เพราะในห้องร้อนมาก แต่แนชไม่สนใจคำอุทธรณ์นั้น และพูดอย่างมะนาวไม่มีน้ำตามนิสัย ทำนองว่าถ้าอยากเรียนกับเขาก็ต้องทนร้อนเอาเอง ช่วยไม่ได้ อลิเซียเป็นหนึ่งในนักศึกษาเหล่านั้น เธอเป็นคนเดียวที่ลุกออกไปเปิดหน้าต่าง แล้วตะโกนลงไปขอร้องพวกคนงานข้างล่างด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า ขอให้หยุดทำงานกันสักครู่ได้ไหม ปรากฏว่าคนงานเหล่านั้นยอมหยุดทำงานตามคำขออย่างไม่เกี่ยงงอน ในวินาทีแห่งความประทับใจนั้น อลิเซียกลายเป็น "วีรสตรี" ของเพื่อนร่วมชั้น แถมยังดึงดูดความสนใจของท่านศาสตราจารย์หนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวอย่างแนชได้ด้วย หลังจากนั้น เมื่อเธอเอ่ยปากขอ "เดต" ก่อน แนชจึงเอออวยไปกับเธอได้ไม่ยากนัก

อลิเซียให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ในภายหลังว่า เธอยังจำได้ดีถึงวันที่พบแนชเป็นครั้งแรกในชั้นเรียนนั้น "ตอนนั้นฉันเดินเข้าไปในห้องเรียน แล้วก็คิดว่าเขารูปหล่อมาก เขาเป็นหนุ่มน้อยขวัญใจของภาควิชาคณิตศาสตร์" ส่วน จอห์น แนช ก็พูดถึงอลิเซียในเหตุการณ์แรกพบนี้ว่า "เธอเป็นเป็นหนึ่งในผู้หญิงน้อยคนที่ทำให้ผมสะดุดใจ" หนังสามารถนำเสนอฉากนี้ออกมาได้อย่างหมดจดทีเดียว เพราะไม่เพียงเป็นการ "เปิดตัว" อลิเซียในฐานะ "ตัวละครสำคัญ" ต่อผู้ชมได้อย่างสวยงามมากเท่านั้น แต่เรื่องราวทั้งหลาย ยังอยู่บนพื้นฐานจริงด้วย

สำคัญที่สุดคือ ในฉากนี้ฉากเดียว หนังยังสามารถแสดงผู้ชมได้เห็นถึงบุคลิกนิสัยใจคอลึกๆ และวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของคนทั้งสองได้เป็นอย่างดี จากจุดต่างนี้เอง ที่มีผลอย่างมากกับความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ในลำดับต่อมาอีกหลายสิบปี เพราะความที่แนชเป็นผู้สนใจ "จำนวนเต็ม" มากกว่า "จำนวนคน" (ตามสำนวนของหนัง) ทำให้เขากลายเป็นคนแปลกแยกจากสังคม ขณะที่อลิเซียเป็นคนชอบสังสรรค์ ชอบพบปะผู้คนมากกว่า

จากภาพถ่ายเก่าๆ เราจะเห็นว่า แนชในวัยหนุ่มแน่นนั้น เป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาดีมาก ตอนเรียนหนังสือ ก็จะมีสาวๆ ให้ความสนใจเขามากหน้าหลายตาอยู่เหมือนกัน ในหนัง เราจะเห็นว่า เวลาแนชไปเที่ยวเตร่กับกลุ่มเพื่อนๆ นักศึกษาคณิตศาสตร์ด้วยกัน แนชมักจะตกเป็นเป้าสนใจของสาวๆ ก่อนเพื่อนคนอื่นเสมอ เสียแต่ว่า เมื่อแนชเอ่ยปากพูดขึ้นมาเท่านั้น สาวๆ ทั้งหลายก็วงแตกไปหมดทุกราย เพราะไม่มีสาวใดทนนิสัยจริงๆ เขาได้แม้แต่คนเดียว

จากจุดนี้ คงพอทำให้เข้าใจได้ว่า การคบหากับแนช อลิเซียต้องใช้ความเข้าใจกับแนชอย่างมาก การที่เธอสามารถยอมรับนิสัยใจคอที่ค่อนข้างร้ายกาจ (ที่ผู้หญิงคนอื่นทนไม่ได้) ของแนชได้ นั่นแสดงว่า เธอต้องเป็นผู้หญิงที่ใจกว้างมาก และต้องอดทนมากทีเดียว

เมื่อทั้งสองมาคบหากัน และตัดสินใจแต่งงานกันในปี 1957 อลิเซียจึงมีส่วนช่วยเหลือเกื้อกูลแนชอย่างมาก อลิเซียไม่เพียงทำหน้าที่แม่บ้าน คอยดูแลความเป็นอยู่ของแนชเท่านั้น แต่เธอยังต้องทำหน้าที่เหมือน "ทูต" คอยเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างมนุษย์ต่างดาว (อย่างแนช) กับชาวโลกอีกด้วย

หลังจาก จอห์น แนช มีอาการป่วยทางจิตด้วยโรค Schizophrenia อลิเซียซึ่งกำลังตั้งครรภ์ ก็พยายามหลบหน้าจากกลุ่มเพื่อนฝูงและมหาวิทยาลัย "อลิเซียพยายามที่จะปกป้องอาชีพและอัจฉริยภาพของแนชเอาไว้" เพื่อนคนหนึ่งของครอบครัวแนช เล่าย้อนถึงความหลังในช่วงนั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังตั้งท้อง และต้องดูแลสามีซึ่งกำลังป่วยไปพร้อมกันอย่างนี้ "ฉันพยายามมองโลกในแง่ดีให้มากที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้" อลิเซียให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งที่เธอต้องรับมือกับชีวิตในช่วงนั้น "และฉันต้องพยายามอย่างมาก ที่จะไม่รู้สึกสงสารตัวเอง"

ในสามปีหลังจากนั้น อลิเซียได้หย่าขาดจากแนช ด้วยความช่วยเหลือของมารดาเธอเอง อลิเซียต้องหางานทำและเลี้ยงลูกตามลำพัง กระทั่งในปี 1970 ครบหนึ่งทศวรรษของการหย่าร้าง อลิเซียได้รับตัวแนชเข้ามาอยู่ในบ้านของเธออีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่เธอบอกว่า เธอมิได้รับเขาเข้ามาอยู่ในฐานะสามี แต่รับเข้ามาในฐานะผู้พักอาศัยร่วมชายคาเดียวกัน "ถ้าอลิเซียไม่รับตัวเขามาอยู่ด้วย แนชก็คงต้องร่อนเร่อยู่ตามถนน" ซิลเวียร์ นาซาร์ เชื่ออย่างนั้น "ตอนนั้นแนชไม่มีเงิน ไม่มีรายได้อะไร เขาไม่มีบ้าน ฉันคิดว่าอลิเซียช่วยชีวิตเขาไว้"

ในช่วงปี 1980 เป็นต้นมา อาการป่วยทางจิตของแนชค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อย จนกระทั่งเขาได้รับรางวัลโนเบลในปี 1994 และในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2001 ที่ผ่านมา อลิเซีย กับ จอห์น แนช ได้เข้าพิธีแต่งงานกันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากหย่าร้างกันมานาน 38 ปี อลิเซียกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "เราสองต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การแต่งงานกันใหม่อีกครั้งน่าจะเป็นความคิดที่ดี เพราะหลังจากความยุ่งเหยิงทั้งหลายผ่านพ้นไปหมดแล้ว เราก็ได้กลับมาใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดของเราร่วมกันอีกครั้ง"

ซิลเวียร์ นาซาร์ให้สัมภาษณ์ยกย่องอลิเซียไว้ว่า "ช่วงที่หย่าขาดกันไปแล้ว แนชมีอาการเพี้ยนหนัก อลิเซียไม่มีงานทำ เธอต้องใช้เงินสวัสดิการสังคมเลี้ยงชีพ ทั้งยังต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพัง แต่เธอก็ยังดูเป็นคนสวย ดูอ่อนกว่าวัย แล้วก็มีความหวังอยู่เสมอว่าจะกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ การที่เธอเธอตัดสินใจหย่าขาดจากแนช แต่ก็ไม่กล้าทอดทิ้งเขาไปจริงๆ หรอก เพราะหลังหย่า เธอยังคอยดูแลช่วยเหลือเขาอยู่ตลอด" "ฉันคิดว่าความเมตตาอารีของอลิเซียนี่เอง ที่ทำให้แนชมีชีวิตยืนยาวและกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้งในวันนี้" และอีกตอนหนึ่งในหนังสือ The Beautiful Mind นาซาร์เขียนความเห็นของเธอเอาไว้ชัดเจนว่า "มันคือความอัจฉริยะของ จอห์น แนช อีกอย่างหนึ่งที่เลือกแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้"

ที่มา : คอลัมน์ปราย พันแสง นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๑๓๒ ปีที่ ๒๒ ประจำวันที่ ๒๖ เมษายน - ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

เรื่องราวของแม่(ที่ลูกเพิ่งรู้)

แม่ก้าวเดินอย่างมั่นคงมาขึ้นรถ มั่นคงจนฉันใจหาย

"หนักมั๊ยแม่ อิ๋วถือกล่องให้แล้วกัน" ฉันเอื้อมมือไปฉวยกล่องเก่าๆ
นั้นจากมือแม่แต่ไม่สำเร็จ แม่เม้มปากอย่างเด็ดเดี่ยวและตามองถนนอย่างระมัดระวัง ส่วนมือประคองกล่องที่ว่าไว้อย่างมั่นคง วันสุดท้ายแล้วที่แม่จะอยู่ในความดูแลของฉัน เมื่อตอนคุยกันกับแม่ ความโล่งอกทำให้ฉันมีความสุขมาก สุขที่แม่เข้าใจความจำเป็นของลูกที่ตัดสินใจส่งแม่ไปอยู่ที่อื่นแน่นอน ตรงนั้น ตรงที่ใหม่ที่แม่จะไปอยู่ ทุกคนจะมีความสุข เพราะเป็นสถานที่สำหรับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน สถานที่ซึ่งรวมเอาคนที่มีความรู้สึก ความต้องการ ความคิดอ่าน และอะไรต่อมิอะไรหลาย ๆ อย่างที่เหมือนกันมาไว้ใต้ชายคาเดียวกัน มันเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง!ทฤษฎีของการแยกประเภทแยกโลกออกจากกันให้ชัดเจน เพื่อลดความขัดแย้งในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วสังคมล้วนเป็นเช่นนี้

"ไปก็ไปซี ว่าแต่แกจะกินอยู่ยังไงล่ะ" แม่ตอบง่ายๆ หลังจากฟังลูกสาวคนเล็กอย่างฉันพูดวกวนอยู่เป็นนานสองนาน ใจวาบลึกเหมือนกันกับคำพูดของแม่ที่ห่วงฉัน จะอยู่จะกินยังไงต่อไป "แม่อย่างห่วงเลย อิ๋วโตแล้ว" ฉันตอบแม่อย่างเด็ดเดี่ยวบ้าง นับแต่วันที่คุยกันแล้ว แม่ก็ยังดำเนินชีวิตปกติเพื่อรอวัน 'ย้ายบ้าน' แม่ไม่ได้ลุกขึ้นมาเก็บสมบัติของแม่อย่างที่ฉันคิดไว้ แม่ไม่ได้มีอาการซึมเศร้าเหงาหงอยอย่างที่พวกเราพี่ๆ น้องๆ กลัวกัน และแม่ไม่ได้พูดจาโต้แย้งกับฉัน เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เคยเป็นมา พวกพี่ๆ และบรรดาสะใภ้ กับเขยทั้งหลายเสียอีกที่รุมถล่มฉันอยู่หลายวัน

"แม่คนเดียว อยู่อีกไม่กี่ปี อิ๋วก็ไม่น่าจะต้องผลักไสแกไปอย่างนั้น" นี่พี่สาวคนโต

"คนแก่ก็ยังงี้แหละ บ่นบ้างว่าบ้าง จะอะไรกันนักหนา ชั่วดีก็แม่เรา จะส่งแกไปทำไมกัน แถมไอ้เนิร์สซิ่งโฮมที่ไปหามาก็ราคาแพงเป็น บ้า" ส่วนนี่ก็พี่เขยจอมตืด

"แม่คงเสียใจพิลึก แกลองไปคิดดูใหม่ดีๆ แล้วกันว่าจะส่งแม่ไปจริงเหรอ"

"แกก็หัดใจเย็นๆ ลงมั่งซี ลูกผัวก็ไม่มีแม่คนเดียวก็ดูไม่ได้ แล้วจะไปอยู่กะใครเขาได้"

เออ..เอาเข้าไปได้พวกดีแต่พูด พูดกันดีนัก แต่ไม่เห็นมีใครมาดูดำดูดีแม่ซักคน นอกจากฉัน!ก็ไอ้ที่ไม่มีลูกมีผัวทุกวันนี้ก็เพราะแม่นั่นแหละ วัน ๆ เวลาที่เหลือจากการทำงานต้องอุทิศให้แม่ไปจนหมดแล้ว จะไปพักร้อนยาวๆ ก็ไม่ได้ เพราะไม่มีใครยอมมาดูแม่ให้ พวกปากดีที่ว่าตำหนิฉันนั้นแหละตัวดีนักละ วันหยุดยาวทีไรต่างก็เผ่นกันไปพักร้อนยังกะผึ้งแตกรัง
"โอ๊ย! ไม่ได้หรอกฉันจองโรงแรมไว้แล้ว แกไว้ไปคราวหน้าซี เอาเถอะน่าแล้วจะซื้อของมาฝาก" ...อ๊วกจะแตก ใครอยากได้ของฝากพรรค์นั้น ขนมหม้อแกง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง ลูกหยี กล้วยฉาบ และของบ้าๆ บอๆ อีกเป็นพะเรอ แม่ก็ไม่กิน ฉันก็ไม่กิน เดือดร้อนต้องขนไปแจกต่ออีกต่างหาก

ทุเรศ! แล้วฉันจะไปพึ่งใครได้ ไม่มีคำว่าพักร้อน ไม่มีวันหยุดยาวอย่างใครๆ เขา ไม่มีงานเลี้ยงตอนค่ำ ไม่มีงานวันเกิดเพื่อน หรืองานสนุกอะไรทั้งนั้น สรุปแล้วฉันจะหาโอกาสที่ไหนไปมีแฟนล่ะ เลยกลายเป็น 'ลูกเหลือขอ' อยู่คนเดียวในบ้านนี่แหละ ลูกสาวสามคนในบ้านมีคนมา 'ขอ' ไปหมด ยกเว้นคนสุดท้องอย่างฉัน

ใครจะมาซาบซึ้งกับความเป็น 'ลูกเหลือขอ' ได้ดีเท่าฉัน ใช่ว่าฉันจะสวยน้อยกว่าพี่อ้อย พี่แอ๊วและพี่อ๋อม และใช่ว่าความรู้จะด้อยกว่าพี่คนอื่น ๆ เพียงแต่แม่พวกนั้นมันเกิดก่อน เลยได้โอกาสตัดช่องน้อยแต่งงานกันไปหมดแล้ว ฉันเลยกลายเป็นคนสุดท้ายที่พลาดเก้าอี้ดนตรีไปซะฉิบ ตกที่นั่ง ต้องมานั่งเลี้ยงแม่ ทนฟังแม่บ่นและคอยเถียงกับแม่ในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเสื้อตัวใหม่ ผมทรงใหม่ อาหารเย็นของแม่แต่ละวัน และวันที่แม่ต้องไปไหว้เจ้าตามวัดต่าง ๆก็ไม่รู้เป็นไง ให้ตายเถอะ มันเหมือนแกล้ง แม่จำเพราะต้องไปไหว้พระไหว้เจ้า
เอาวันที่ฉันอยากออกไปช็อปปิ้ง หรือมีนัด กับใครต่อใครซะทุกทีซีน่า "แม่ไปวันอื่นไม่ได้เหรอ วันนี้อิ๋วจะไปดูหนังกับเพื่อน"
แต่แม่ไม่เคยแยแสท่าทางกระฟัดกระเฟียดและเสียงสะบัดของฉันเลย "วันนี้เป็นวันดี วันเทวดาลงมาจากสวรรค์ วันอื่นไปไม่ได้" หรือไม่ก็ "วันนี้วันพระใหญ่ ปีนึงมีไม่กี่วันเอง ไม่ไปไหว้ได้ไง"

โอ๊ย! จะบ้าว่ะ อยากขว้างแก้วขว้างจานให้มันสาแก่ใจนัก ไอ้เรื่องไหว้พระไหว้เจ้าของแม่นี่ยังถือเป็นวาระจรนะ นอกเหนือจากพวกเจ้าประจำคือไปหาหมอทุกเดือนและซื้อยา ส่วนที่เป็นกรณีฉุกเฉินพิเศษก็ชักบ่อยจนกลายเป็นเจ้าประจำกันไป คือ เดี๋ยวหวัดเล่นงาน เดี๋ยวท้องเสีย วันดีคืนดีก็หกล้มหกลุก ให้อารมณ์เสียระหว่างทำงาน ก็จะไม่อารมณ์เสียได้ไง ฉันเป็นพนักงานคนเดียวในบริษัทที่ต้องขาดงานหรือมีอันต้องมีเหตุให้เผ่นกลับบ้านด่วนจี๋กลางคันบ่อยที่สุด จนแค่เดินเข้าไปหาเจ้านายโดยไม่ต้องอ้าปากพูด นายก็โบกมือไล่อนุญาตแล้ว (ดีที่ได้นายดีและเข้าใจ) ฉันเริ่มรู้ชะตากรรมตัวเองดีว่าคงไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องเลื่อนตำแหน่ง หรือเงินเดือนขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างคนอื่นๆหรอก จนกว่าแม่จะตาย! แล้วเมื่อไหร่ล่ะแม่ถึงจะตาย ฉันอาจจะตายก่อนแม่ก็ได้ใคร จะรู้!!

แม่ขึ้นรถเรียบร้อยพร้อมเอากล่องของแม่วางบนตักโดยไม่ยอมให้ฉันเอาไปวางไว้เบาะหลัง พอพ้นซอยเท่านั้นแหละ รถติดเป็นแพเต็มถนน ฟ้าที่ดำทะมึนตั้งกะเช้าก็สำแดงอาการทันที กลายเป็นฝนตกลงมาห่าใหญ่ โดยไม่ต้องมีอารัมภบท มันดูน่าเบื่อเหลือเกินสำหรับอาการฝนตกรถติด

"แม่หนาวมั๊ย จะได้หรี่แอร์" แต่แเม่สั่นหน้า
ตั้งแต่ออกจากบ้านแม่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย แม่เอาของมาน้อยจัง" ในเมื่อแม่ไม่พูด ฉันเลยต้องพูด ไม่งั้นคงเครียดเป็นบ้ากับประโยคนี้ของฉันแม่เริ่มพูดขึ้นมาได้ "ที่เอามานี่ก็ทั้งชีวิตแล้ว อย่างอื่นไม่รู้จะเอาไปทำไม มันไม่จำเป็น เสื้อสองชุด รองเท้าแตะคู่ก็พอเอาไปมากเดี๋ยวโดนขโมยน่ะซี"

ฉันลอบถอนใจ ยังดีที่แม่คุยขึ้นมาบ้าง แม้จะเป็นการพูดแบบมองโลกในแง่ลบไปหน่อยก็ตาม แม่ก็ยังงี้แหละ กลัวของหาย กลัวคนมาขโมยของของตัว บางทีโวยวายแทบตาย ปรากฎว่า ของที่ว่าหายนั้นอยู่ในลิ้นชักของตัวเองแท้ๆ

รถบนถนนขยับได้ทีละนิดสลับกับอาการหยุดนิ่งอยู่กับที่ทีละนานๆ ฝนบนฟ้าก็เทลงมายังกะเทวดากำสรวล ฉันมองดูกล่องบนตักแม่ที่แม่ใช้ใส่ของไปบ้านใหม่ มันเป็นกล่องกระดาษสีน้ำตาลเก่าแก่ด้วยกาลเวลา กล่องแบบนี้เดี๋ยวนี้เขาคงเลิกผลิตแล้ว และผงซักฟอกยี่ห้อนั้นก็เลิกผลิตไปนานหลายปีแล้ว ยิ่งดูจากวันเดือนปีที่ผลิตตรงข้างกล่องยิ่งเห็นว่ามันเก่าเชียว ลังผงซักฟอกของแม่จะว่าไปจริงๆ ขนาดกำลังพอดี เพราะพอวางบนตักแล้วขนาดพอดีกับตักแม่เลย มีรอยปะตามวิธีการของแม่อยู่หลายแห่ง

รวมทั้งเชือกฟางสีชมพูหม่นที่แม่ใช้รัดรอบกล่องหลายทบเพื่อเสริมความแข็งแรง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแม่ไม่เปลี่ยนกล่องใหม่ ทั้งที่เราก็มีกล่อง แบบนี้หลายใบอยู่ วันนี้แม่ประคองกล่องของแม่อย่างเบามือมันดูน่าขัน ยังกะพวกบ้านนอกเวลาจะกลับบ้าน วันก่อนฉันเอากระเป๋าใบเก่งของฉันให้แม่ แต่แม่ไม่เอา "ไม่เอา ย้ายไม่ได้ ย้ายแล้วเดี๋ยวมันสับสนกันหมด เอาไว้ในกล่องน่ะดีแล้ว"

ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นแม่ลากเจ้ากล่องใบนี้เข้าๆ ออกๆ อยู่หลายหน
แต่ไม่มีใครเคยถามแม่ซักทีว่ามีอะไรในนั้น พวกเรามักเรียกว่า 'กล่องของแม่' ก็เท่านั้นและเป็นอันรู้กันว่าห้ามย้าย ห้ามรื้อกล่องของแม่เป็นอันขาดไหนๆ แม่จะไม่อยู่แล้ว ฉันเลยถามขึ้นว่า"มีอะไรในกล่องมั่งล่ะ" แม่มีอาการกระตือ รือร้นเชียว เวลาพูดถึงกล่องของแม่รีบดึงเชือกฟางสีชมพูที่ผูกบนกล่องออกมาอย่างเบามือ แล้วเริ่มหยิบของในนั้นออกมาให้ดู

"มีแต่ข้าวของเกี่ยวกับพวกแกทั้งนั้นแหละ บน ๆ นี่ก็รูปพวกหลานทั้งหลาย ล่างๆ ก็จะเป็นรูปพวกแก" แม่หยิบสมุดอัลบั้มใส่รูปขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วเปิดดูทีละหน้า พร้อมกันยิ้มกว้าง

"นี่ตาเอกตอนเกิดใหม่ๆ ตัวมันแดงเชียว หน้าเหมือนแม่มันยังกะแกะ พอโตแล้วซนเป็นบ้า ยายมันเลี้ยงซะเสียคน" นี่ก็เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแม่ คือมีช่องว่างเป็นต้องจิกลูกสะใภ้ และครอบครัว

แม่ยังหยิบโน่นหยิบนี่ออกมาอย่างช้า ๆ พวกรูปทั้งนั้นแหละ มีทั้งรูปลูกชาย ลูกสาว หลานยาย หลานย่า รูปวันแต่งงาน รูปรับปริญญา รูปเด็กเกิดใหม่ รูปที่พวกลูก ๆหลานๆ ไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน แม่เก็บไว้ยังกะของมีค่าแล้วก็มาถึง บรรดากระดาษรุ่งริ่ง กระดาษพวกนั้นบางและเก่าจนแทบจะกระจาย เมื่อโดนลมจากเครื่องปรับอากาศหน้ารถ

"อุ๊ย! อะไรน่ะ" ฉันรีบปัดหน้ากากเครื่องทำความเย็นให้พ้นหน้าตักแม่ ก่อนที่กระดาษคร่ำคร่าพวกนั้นจะร่วงปลิวไปตามแรงลม

"วันเกิดพวกแกกับพวกหลาน ๆ ไง ฉันเก็บไว้ทุกคนแหละ ไม่ยังงั้นเวลาไหว้พระจำไม่ได้ว่าเกิดกันเมื่อไหร่ เรามันครอบครัวใหญ่
จำไม่หมด
นี่..นี่..แผ่นนี้วันเกิดตาอึ่ง (คือพี่ชายฉัน)ตอนมีลูกคนแรกมันสับสนวุ่นวายไปหมด ทีแรกไม่รู้จะจดวันเกิดลูกยังไงดี แต่ยายน่ะซีรีบฉีกปฏิทินออกมายัดใส่มือ บอกว่า เอ้า!วันเกิดลูกเก็บไว้ซะ ตั้งกะนั้นมาพอใครเกิด ฉันก็ฉีกวันที่เก็บไว้ทุกที ฉันมันคนไม่รู้หนังสือ ไม่เหมือนพวกแกหรอก มีคอมพิวเตอร์มีอะไรกัน แต่ไม่เห็นมีใครจำวันเกิดแม่ได้ซักคน วันตายพ่อยังไม่รู้เลย ฉันต้องนั่งไหว้อยู่คนเดียวทุกปี"

น้ำเสียงของแม่ไม่มีอาการน้อยใจหรือเสียใจ อาจเพราะแม่กำลังชื่นชมของที่เก็บไว้ในกล่องอยู่ก็ได้

ปฏิทินที่แม่ว่านั้นเป็นกระดาษสีนวลบาง ๆ ใบใหญ่บ้างเล็กบ้าง ตามแต่ว่าปีไหนเขาจะผลิตปฏิทินออกมาขนาดไหน ตอนเด็ก ๆ อาเจ๊ร้านขายของชำแถวบ้านจะเอามาแจกให้ทุกปี พอเขาเลิกแจก แม่ต้องไปซื้อที่ตลาดเก่าเยาวราชนู่นแหละ ตอนหลังพี่อึ่งเป็นคนเอามาให้ทุกปี
เพราะที่บ้านเขามีคนเอามาให้ แต่เขาไม่แขวนเพราะเชย

มันเป็นปฏิทินทางจันทรคติที่แยกวันที่ออกเป็นวันละหนึ่งแผ่น ตัวเลขวันที่พิมพ์ตัวโตสีดำเด่นอยู่กลางหน้ากระดาษ ถ้าเป็นวันหยุดตัวเลขจะเป็นสีแดงแทน พวกเราทุกคนคุ้นกับปฏิทินของแม่ดี เพราะแม่สอนพวกเราทุกคนหัดอ่าน หนึ่ง สอง สาม จากปฏิทินพวกนี้แหละ
พี่อั๋นนั้นโดนแม่ตีมือมากที่สุด เพราะอ่านไปฉีกเล่นไป" อย่าฉีก
เดี๋ยวแม่ไหว้เจ้าไม่ถูก" แม่จะหวงปฏิทินมาก เพราะบนกระดาษแต่ละใบนั้น นอกจากวันที่ตัวมหิมาเห็นเด่นชัด โดยไม่ต้องใส่แว่นแล้ว ยังมีคำทำนายสั้นๆ อยู่ด้วย สำหรับคนเกิดในวันนั้น และมีฤกษ์ผานาทีกำกับไว้ว่าวันนั้นควรทำการมงคลหรือไม่ควรทำอะไร และที่สำคัญใบ้หวย...แม่น!

"ลูกแปดคนก็มีแต่แกนี่แหละที่เล่นเอาฉันไม่เป็นอันกินอันนอน"

"อ้าว! ทำไมล่ะ" เออนี่เป็นความรู้ใหม่ทีเดียวสำหรับฉัน

"ตอนแกเกิดในปฏิทินเขาเขียนไว้ว่า ชะตาไม่ดี เลี้ยงยาก ไอ้ฉันเลยร้องไห้ซะเป็นวรรคเป็นเวร >พ่อแกเค้าหาว่าบ้า เฮ้อ! จริงไม่จริงคนเป็นแม่ก็ต้องเชื่อไว้ก่อนน่ะแหละ ของมันอยู่ในท้องมาตั้งเก้าเดือน
ใครไม่รักไม่หวงก็บ้าแล้วผู้ชายจะมารู้อะไร เค้าไม่ได้มาอุ้มท้องแบบเรานี่" พูดถึงพ่อแล้วแม่อดค้อนลมค้อนแล้งไม่ได้ แล้วพูดต่อว่า
"พอออกจากโรงพยาบาลอยู่เดือนยังไม่ครบดี ฉันก็รีบไปไหว้เจ้าเลย
ย่าแกด่าซะไม่มีดี เค้าห่วงกลัวเราไม่สบายได้ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เลยเสียอกเสียใจยอกใหญ่ พอไปไหว้เจ้าเสี่ยงเซียมซีก็พูดเหมือนกัน เค้าว่าแกเลี้ยงยาก เพราะดวงมันมายังงั้น แต่จะมีความก้าวหน้าในชีวิต เฮ้อ!
ไอ้ฉันน่ะเลี้ยงแกมาชนิดไม่ยอมให้ใครอุ้มเลย กลัวพี่เอาไปทำแข้งขาหัก ไปโรงเรียนก็จุดธูปทุกเช้าให้แคล้วคลาด เวลาไปไหนๆ ก็ต้องบนพระทุกที่ให้แกไปดีมาดี กว่าจะโตมาได้ เฮ้อ!

แม่ถอนใจอยู่หลายครั้งกว่าจะพูดจบได้ ความเงียบเกิดขึ้นพักใหญ่ นอกจากเสียงฝนและเสียงเครื่องปรับอากาศในรถแล้ว มันเงียบจนฉันรู้สึกเหมือนอยู่ที่ไหนซักแห่งในโลกที่ไม่ใช่บนถนนมีรถติดเป็นแพอย่างนี้

"แกจะเอาฉันย้ายไปอยู่ไอ้เนิร์สซิ่งโฮมของแก ฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอก คนแก่แล้วมีที่นอน มีข้าวกินสามมื้อก็พอ ห่วงก็แต่แกน่ะแหละ อีกไม่กี่ปีจะสามสิบห้าอยู่แล้ว ต้องระวังตัวให้ดี อย่าลืมไปทำบุญไหว้พระซะจะได้อายุมั่นขวัญยืน ถ้าฉันยังอยู่กะแกก็จะได้ไปจัดการให้แต่ต่อไปแกต้องทำเองแล้ว

ค่ำมืดดึกดื่นเข้าบ้านออกบ้านต้องระวังหน่อย"แม่พูดพร้อมกับที่ค่อย ๆ เรียงกระดาษและรูปทั้งหมดลงไปในกล่องของแม่อย่างเดิม "ไอ้กล่องนี่ไม่ได้เปลี่ยนเลยนะ ตั้งกะมีลูกคนแรก มีอะไร ฉันก็เรียงลงไปเรื่อยๆ หลายสิบปีแล้วแต่มันยังกะคอมพิวเตอร์ พวกแกเลยนะ แถมแม่นไม่มีอะไรเท่า พวกแกซะอีกหลง ๆ ลืม ๆ"

ฉันไม่เคยรู้เลยว่ากล่องของแม่จะบันทึกชีวิตของครอบครัวเราไว้ได้มากขนาดนี้ มิน่าแม่จะจำวันสำคัญของพวกเราได้แม่น อย่างไม่น่าเชื่อ จนพวกเราแอบเรียกแม่ว่า "สมองคอมพิวเตอร์" ที่แท้แม่มีทีเด็ดตรงกล่องนี่เองเห็นแม่ลากออกมาดูบ่อยๆ แล้วเก็บไว้อย่างดีทุกที

ฉันคงนั่งนิ่งไปนานถ้าแม่ไม่พูดขึ้นว่า "แกก็อย่าไปคิดอะไรมากเลย ฉันรู้ว่าพวกพี่ ๆ เค้าเอาภาระมาใส่แกมากเกี่ยวกับตัวฉัน แต่คนเดี๋ยวนี้มันก็ภาระแยะ ไหนจะส่งลูกไปโรงเรียน ไหนจะเอาลูกไปสอบ ไปวิ่งเต้นเรื่องนั้น เรื่องนี้ ผัวมันยังต้องไปตีกอล์ฟอีก แม่พวกสะใภ้ก็ต้องวิ่งกลับไปดูพ่อแม่เค้า อะไรๆ ฉันก็รู้ แต่ทำไงได้ล่ะ คนมันยังไม่ถึงคราวตาย มันก็ต้องอยู่ไปยังงี้แหละ ใช่ว่าอยากตายก็จะได้ตายซะที่ไหน แก่แล้วลำบาก ไปไหนต้องอาศัยคนอื่น ทำอะไรก็ต้องออกปากไหว้วานคนนั้นคนนี้ มันเหมือนต้องตากหน้าไปอ้อนวอนเค้า ไอ้ที่เคยคล่องๆ ก็กลายมาเป็นภาระ ความจริงไอ้ที่แกไม่มีผัวฉันก็ห่วงอยู่เหมือนกัน บางที ถ้าไม่มีภาระเรื่องแม่ แกอาจจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาซักที"


เงาดำในใจฉันเริ่มคลี่ขจายออกกลายเป็นเพียงหมอกบางๆ ฉันแหงนหน้าไปดูท้องฟ้านอกรถ ฝนเริ่มบางตา แสงสว่างสามารถส่องผ่านเมฆมาได้บ้าง "แกอย่าห่วงฉันเลย ห่วงตัวเองดีกว่า ไอ้ที่ฉันจะไปอยู่มันคงดี เพราะราคามันแพงจะมีคนแก่ซักกี่คนที่ได้ไปอยู่ที่แพง ๆ อย่างนั้น ห่วงตัวเองเถอะ ถ้าเจอคนดีพอใช้ได้ก็อย่าเลือกมากมาย รีบแต่งงาน รีบมีลูก แก่แล้วจะได้ไม่ลำบาก ดูอย่างชั้นซี อย่างน้อยถึงลูกไม่มีมา แล เวลาให้ก็ยังมีคนส่งเงินมาให้ใช้ ถ้าไม่มีลูกจะยิ่งลำบากมากกว่านี้"

ฉันไม่รู้จะพูดอะไร เงียบกันไปพักหนึ่ง ฉันบอกแม่ว่า "อิ๋วจะไปหาแม่บ่อยๆ"

"อย่าพูดยังงั้นเลย เดี๋ยวนี้การจราจรมันสาหัสเหลือเกิน เวลาก็ไม่ค่อยมี เรื่องต้องทำก็มีแยะไปหมด เอาเป็นว่าว่างก็มาแล้วกัน แต่ถึงพวกแกไม่มาฉันก็ไม่เดือดร้อนหรอก ชีวิตทั้งชีวิตของชั้นอยู่ในนี้หมดแล้ว อยากเห็นหน้าลูกก็ดูเอาในนี้ อยากเห็นหน้าหลานก็ดูเอาในนี้ ไม่ต้องมานั่งคอยให้เสียเวลา เปิดกล่องของแม่มาก็เห็นหน้าพวกแกได้ทันที"

แม่ขยับตัวเล็กน้อย เพื่อกอดกล่องให้กระชับขึ้น

รถบนถนนเริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ พร้อมกันฝนที่ขาดเม็ด อีกไม่กี่เมตรจะถึงสี่แยกแล้ว และมีป้ายให้กลับรถได้ ฉันพารถ เบียดเข้าเลนขวาเพื่อกลับรถ แม้รถคันอื่นจะบีบแตรด่ากันเสียงขรม แต่ฉันไม่สนใจ

ฉันกำลังนึกถึงตัวเองตอนแก่ และมีกล่องอย่างแม่สักใบ คงดีไม่น้อยที่จะได้อวดลูกๆ ของฉันถึง "กล่องของแม่"

รักแม่ ดูแลและตอบแทนแม่ของคุณ ให้มาก ๆ ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ

ทำซะก่อนที่จะรู้สึกเสียใจ ในชีวิตนี้คุณมีแม่เพียงคนเดียวนะ คนอื่นคุณหาได้ มีได้อีกเยอะ จริงมั๊ย!!!!

ที่มา : Forward Mail

A Beautiful Mind

.... A Beautiful Mind เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ จอห์น แนช (John Forbes Nash, Jr.) โดยเล่าเรื่องราวของเขาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 จนถึง 1994

ปี 1947 เป็นช่วงเวลาที่สงครามเย็นแผ่ขยายไปทั่วทุกแห่ง เพราะฉะนั้นคนที่มีความรู้ความสามารถเหนือคนอื่น โดยเฉพาะนักคณิตศาสตร์ จึงเป็นที่ต้องการของรัฐบาลแต่ละประเทศ เพราะมีงานที่มีความสำคัญมากมาย ทั้งการถอดรหัสลับ, สร้างปรมาณู ฯลฯ

มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาล ในแต่ละปีจึงได้สิทธิ์เสนอรายชื่อนักเรียนที่เป็นสุดยอดและมีผลงานเป็นที่ ยอมรับ ให้ไปทำงานที่วีลเลอร์แล็บได้

จอห์น แนช เองก็ไม่ต่างจากนักเรียนคนอื่น ๆ เขามุ่งมั่นที่จะไปทำงานที่วีลเลอร์แล็บเช่นกัน แต่เขาเชื่อว่าจะการที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ผลงานของเขาจะต้องแตกต่างจากคนอื่น และต้องเป็นผลงานที่เกิดจากความคิดริเริ่มใหม่ ๆ (original idea) ไม่ใช่ผลงานประยุกต์จากทฤษฎีหรือแนวความคิดของคนอื่น (Applied Idea) เขาจึงไม่ยอมเข้าห้องเรียน เพราะเชื่อว่าการเข้าห้องเรียนจะเป็นการปิดกั้นความคิดของเขา

ยิ่งเวลาผ่านไปจอห์นก็ยิ่งกดดันมากขึ้น เพราะบรรดาเพื่อน ๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งของเขาล้วนแต่มีความก้าวหน้าในผลงานของตน แต่ตัวเขาเองกลับยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเลย

แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็ทำสำเร็จ เพราะได้แรงบันดาลใจจากสาวงามคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในบาร์ เธอสวยจนทำให้เพื่อน ๆ ของเขาอยากแย่งกันเข้าไปทำความรู้จัก

เหตุการณ์นั้นทำให้เขาสามารถคิดทฤษฎี “สมดุลไดนามิค” ขึ้นได้ โดยที่แนวคิดนี้สามารถหักล้างทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เดิมที่เชื่อถือกันมากว่า 150 ปี ความสำเร็จของเขาทำให้เขาถูกส่งไปทำงานที่วีลเลอร์แล็บ พร้อมทั้งสามารถเลือกผู้ร่วมงานได้อีกสองคน ซึ่งจอห์นก็ตัดสินใจเลือก โซล และ เบนเดอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขา

วันหนึ่งจอห์นได้รับการติดต่อจาก วิลเลี่ยม พาร์เชอร์ ให้มาร่วมทำงานลับสุดยอดชิ้นหนึ่ง จอห์นจะต้องเป็นสายลับให้รัฐบาล โดยมีหน้าที่คอยหารหัสที่ซ่อนไว้ตามหนังสือพิมพ์และนิตยสาร แล้วทำการถอดรหัสเหล่านั้นและแจ้งให้พาร์เชอร์ทราบ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น จอห์นได้มีโอกาสรู้จักกับ อลิเซีย ลูกศิษย์ในชั้นเรียนของเขา ทั้งคู่รักกันและได้แต่งงานกัน

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น เมื่องานสายลับของจอห์นเริ่มไม่ปลอดภัย มีศัตรูมาตามรังควาญจนจอห์นเริ่มตระหนกและหวาดระแวง เขาต้องการถอนตัวจากงานที่ทำ แต่พาร์เชอร์ไม่ยอม จอห์นจะตัดสินใจอย่างไร? ทางหนึ่งคือความปลอดภัยของประเทศชาติ ซึ่งต้องพึ่งความสามารถของเขา ในขณะที่อีกทางเป็นความปลอดภัยของตัวเขาและครอบครัว

จอห์นจะทำอย่างไร? เหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร? อยากให้คุณ ๆ ติดตามต่อจากโรงภาพยนตร์กันเองแล้วกัน เพราะถ้าเล่าเรื่องราวมากกว่านี้จะทำให้ดูหนังเรื่องนี้ไม่สนุก

ส่วนที่น่าจะได้ร้บคำชมที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้ น่าจะเป็นในส่วนของบทภาพยนตร์ ซึ่งค่อนข้างจะเขียนได้อย่างชาญฉลาดและมีชั้นเชิงทีเดียว ทั้งในส่วนของบทสนทนาและการนำเสนอเรื่องราวของหนัง รวมไปถึงการเขียนบท ที่เปิดโอกาสให้ดาราได้แสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่

มีประโยคสนทนาจากหนังหลาย ๆ ประโยคที่มีความหมาย และแสดงตัวตนของตัวละครได้อย่างแจ่มชัด เช่น ลักษณะที่ชาร์ลสอธิบายความเป็นจอห์นว่า “จอห์นเป็นคนที่น่าจะเข้ากับ จำนวนเต็ม ได้ดีกว่า จำนวนคน“ ซึ่งเท่ากับบอกบุคลิกนิสัยของจอห์นได้ว่า เขาเป็นคนที่ค่อนข้างมีปัญหาในเรื่องมนุษย์สัมพันธ์

ในฉากงานเลี้ยงที่เป็นการเปิดตัวความรักระหว่างจอห์นกับอลิเซียกลาย ๆ นั้น อลิเซียได้มอบผ้าเช็ดหน้าให้กับจอห์น ซึ่งจอห์นได้บอกว่า “เขาไม่เชื่อเรื่องการพกของนำโชค แต่เชื่อในเรื่องการพกของล้ำค่า” หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นยามที่เขาทุกข์หรือสุข เราก็จะเห็นผ้าเช็ดหน้าผืนนี้พกติดตัวจอห์นอยู่ตลอดเวลา ความโรแมนติกในตอนต้นเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นจนกลายเป็นความประทับใจ เมื่อผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก ๆ ได้กลายเป็นเส้นใยบาง ๆ ที่ยึดเหนี่ยวให้เขายืดหยัดต่อสู้กับปัญหาหนักหนาสาหัส ซึ่ง ณ เวลานั้นดูเสมือนว่าไม่มีใครในโลกสามารถช่วยเขาได้เลย และมันยังเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจในยามที่เขาประสบความสำเร็จในชีวิต เรียกได้ว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ของความรักลึกซึ้งที่อลิเซียกับจอห์นมีต่อกัน

ในส่วนของวิธีการนำเสนอ ถือว่าทำออกมาได้ดี อย่างฉากที่หนังพยายามอธิบายทฤษฎีที่จอห์นคิดค้นได้นั้น หนังเข้าใจใช้วิธีที่ทำให้เกิดเหตุการณ์จำลอง เพื่ออธิบายความนึกคิดของจอห์นในแบบที่น่าสนใจทีเดียว

สำหรับฉากสาวผมบลอนด์ในคลับ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กเรียนอย่างจอห์น ที่จะมีปัญหาในการวางตัวและจีบผู้หญิง ด้วยความเถรตรงของจอห์น ชนิดปากตรงกับใจเกินร้อยจนผู้หญิงส่วนใหญ่รับไม่ได้ ทำให้เขากลายเป็นอัจฉริยะผู้เชี่ยวชาญในการปลูกแห้วนั้น แต่เมื่อถึงคราวที่จอห์นสารภาพรักกับอลิเซีย ความเถรตรงในทำนองเดียวกันกลับทำให้อลิเซียยอมรับในความซื่อของจอห์นประเภท “ปากอย่างไร ใจอย่างนั้น” อย่างเต็มใจ

หรือฉากมอบปากกาทองที่ต้องการจะบอกว่า ใครก็ตามที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ทุกคนจะเอาปากกามามอบให้ ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูงนั้น ในตอนแรกหนังให้คนดูและจอห์นได้เห็นวิธีแสดงความชื่นชมวิธีนี้ และในตอนสุดท้ายจอห์นก็มีโอกาสได้รับการยอมรับและนับถือจากคนอื่น หลังจากที่เคยถูกมองเป็นเพียงคนประหลาดนั้น แต่โดยความรู้สึกส่วนตัวแล้ว กลับรู้สึกว่าฉากที่จอห์นได้รับการยอมรับนี้ เป็นการจัดฉากที่ดูจะเน้นและจงใจมากเกินไป

ส่วนที่ดูแล้วน่ารักและน่าประทับใจเห็นจะได้แก่ตอนที่จอห์นพาอลิเซียออก มาดูดาว คนเขียนบทเข้าใจหาลูกเล่นที่เสริมความเป็นอัจฉริยะของจอห์นได้อย่างมี เอกลักษณ์ นอกเหนือจากความโรแมนติกแล้ว เรายังจะได้เห็นความสามารถในทางดาราศาสตร์ที่น่าทึ่งของเขา จอห์นสามารถจดจำตำแหน่งดาวได้แทบหมดท้องฟ้า (หรือจะจำได้หมดซะก็ไม่รู้) แต่ที่แน่ ๆ เขาจำได้มากถึงขนาดหาหมู่ดาวที่ตรงกับรูปทรงทุกแบบที่อลิเซียเลือกได้ก็แล้ว กัน ซึ่งหากจะตีความฉากนี้ในอีกนัยหนึ่ง ก็อาจจะแปลได้ว่า “ไม่ว่าเธอจะต้องการอะไร แม้แต่ดาวบนฟ้า ฉันก็หามาให้เธอได้” อะไรประมาณนั้น

ในส่วนของการแสดง หนังได้ รัสเซล โครว์ มารับบท จอห์น แนช ต้องยอมรับว่านี่เป็นบทที่ส่งให้เขาได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ทั้งสีหน้าอากัปกริยา, ท่าทาง และแววตา โดยเฉพาะในส่วนที่แสดงเป็นคนที่มีบุคลิกประหลาด ๆ เหมือนอย่างที่มีคนเคยพูดเอาไว้นั่นแหละครับว่า “อัจฉริยะกับความบ้า… มีเพียงเส้นบาง ๆ เท่านั้นที่คั่นอยู่“ บางครั้งจึงเป็นการยากที่จะชี้นิ้วบอกว่าคน ๆ นี้บ้า หรือว่าฉลาดเกินปกติ บ่อยครั้งที่อัจฉริยะถูกมองว่าเป็นคนบ้า ซึ่ง รัสเซล โครว์ ก็สามารถแสดงได้อย่างไม่มีที่ติ

เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี อดีตขวัญใจวัยรุ่นเมื่อ 10-15 ปีที่ผ่านมา เคยโด่งดังจากหนังเรื่อง Labyrinth (1986) เด็กหนุ่ม ๆ ในยุคนั้น น้อยคนจะไม่มีโปสเตอร์รูปของเธอติดอยู่ข้างฝาห้อง ที่ญี่ปุ่นเอง เธอก็โด่งดังถึงขนาดถูกดึงตัวไปเป็นพรีเซนเตอร์และออกอัลบั้มเพลงที่นั่น ปัจจุบัน กับวัย 31 ปีของเธอ ซึ่งดูแปลกตาไปบ้างจากรูปร่างที่เพรียวลง แต่ยังคงมีเค้าของความสวยอยู่ เพียงแต่ไม่ใช่ใสแบบเด็ก ๆ เหมือนเมื่อก่อน เรื่องนี้คอนเนลลีมาแสดงเป็นอลิเซีย ภรรยาของจอห์น ที่ชีวิตน่าจะมีความสุขสบายถ้าไม่ใช่เพราะมีเหตุการณ์มาพลิกผัน

A Beautiful Mind จัดเป็นหนังหนึ่งในไม่กี่เรื่องของเธอ ที่บทเอื้ออำนวยให้เธอได้แสดงความสามารถทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ทั้งความอบอุ่น, ความมั่นใจ, ความตระหนก รวมไปถึงการแสดงให้คนดูรับรู้ได้ว่า เธอพร้อมที่จะมอบความรักและพร้อมจะยืนเคียงข้างจอห์นตลอดเวลา ไม่ว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์ใด ๆ ก็ตาม

ดาราคนอื่นที่มาร่วมสมทบก็ถือว่าแสดงได้ดี ทั้ง เอ็ด แฮร์ริส ที่มารับบท พาร์เชอร์ หัวหน้าสปายของจอห์น หรือแม้แต่รุ่นใหญ่อย่าง คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ในบท หมอโรเซน จะมีก็แต่ พอล เบ็ททานี ที่มารับบท ชาร์ลส รูมเมทจอมเสเพลที่ดูแล้วคล้ายกับบท เจฟฟรีย์ กวีติดการพนันใน A Knight’s Tale

ในส่วนอื่น ๆ ก็ถือว่าทำได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพของ โรเจอร์ ดีกินส์, การตัดต่อของ ไมค์ ฮิล และ แดน แฮนลีย์ รวมไปถึงดนตรีประกอบจากฝีมือของ เจมส์ ฮอร์เนอร์

A Beautiful Mind เป็นผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของ รอน โฮเวิร์ด ซึ่งในผลงานก่อนหน้านี้ เขาได้จับมือกับ จิม แคร์รีย์ ใน How the Grinch Stole Christmas (2000) ส่วนผลงานเรื่องอื่นที่พอจะสร้างชื่อให้กับ รอน โฮเวิร์ด ก็ได้แก่ Ransom (1996) ผลงานที่ได้ เมล กิ๊บสัน มานำแสดง ตลอดจนการร่วมงานกับ ทอม แฮงค์ส ใน Apollo 13 (1995) และกับ ทอม ครู๊ซ ใน Far and Away (1992)

ล่าสุดจากการประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ A Beautiful Mind คว้ามาได้ 4 รางวัลใหญ่ ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ดราม่า), นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประเภทดราม่า (รัสเซล โครว์), นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี) และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (อากีว่า โกลด์สแมน)

A Beautiful Mind จัดเป็นหนังคุณภาพที่ดีและดูสนุกเรื่องหนึ่ง สามารถผสมผสานความบันเทิงและคุณภาพได้ค่อนข้างลงตัว หนังพูดถึงเรื่องของสุดยอดอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ ซึ่งตัวหนังทำออกมาได้ในระดับแค่อัจฉริยะเท่านั้น แต่ทว่าคุณภาพระดับนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะพา A Beautiful Mind เข้าไปเป็นหนึ่งในตัวเต็งบนเวทีออสการ์ประจำปีนี้

ที่มา : movieseer.com

การยื่นคำร้องขอทำหนังสือเดินทาง

ขั้นตอนที่ 1
รับบัตรคิว

ขั้นตอนที่ 2
ยื่น บัตรประจำตัวประชาชนที่มีเลข 13 หลักหากไม่มีเลข 13 หลัก ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านมาแสดง พร้อม เอกสารหลักฐานอื่น ๆ เพื่อตรวจสอบข้อมูล

ขั้นตอนที่ 3
- เก็บข้อมูลชีวภาพ(วัดส่วนสูง เก็บลายพิมพ์นิ้วมือนิ้วชี้ขวาและนิ้วชี้ซ้ายด้วยเครื่องสแกนข้างละ 2 ครั้ง และถ่ายรูป 2 ครั้ง)
- แจ้งความประสงค์ที่จะขอรับเล่มทางไปรษณีย์

ขั้นตอนที่ 4
ชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท และค่าส่งไปรษณีย์ (35 บาท) รับใบเสร็จรับเงิน และรับใบนัดรับเล่ม



สถานที่ในการยื่นคำร้องขอหนังสือเดินทาง
1. กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ
- ที่อยู่ 123 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
- โทรศัพท์ 0-2981-7171-99 โทรสาร 0-2981-7256

2. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่ว คราว บางนา
- ที่อยู่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลซิตี้บางนา อาคาร "บางนาฮอลล์"(ด้านข้างศูนย์ การค้า) ชั้น B1
- โทรศัพท์ 0-2383-8402-4 โทรสาร 0-2383-8398

3. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ปิ่นเกล้า
- ที่อยู่ อาคารธนาลงกรณ์ทาวเวอร์(ชั้นใต้ดิน) แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กทม. 10700
- โทรศัพท์ 0-2446-8111-2 โทรสาร 0-2446-8124

4. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่ว คราว จังหวัดขอนแก่น
- ที่อยู่ ศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น ถนนศูนย์ราชการ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000
- โทรศัพท์ 0-4324-2707, 0-4324-3462, 0-4324-2655 โทรสาร 0-4324-3441

5. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว จังหวัดเชียงใหม่
- ที่อยู่ ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000
- โทรศัพท์ 0-5389-1535-6 โทรสาร 0-5389-1534

6. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่ว คราว จังหวัดสงขลา
- ที่อยู่ ศูนย์ราชการจังหวัดสงขลา อำเภอเมือง จ.สงขลา 90000
- โทรศัพท์ 074-326508-10 โทรสาร 074-326511

7. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่ว คราว จังหวัดอุบลราชธานี
- ที่อยู่ อาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
- โทรศัพท์ 045-242313-4 โทรสาร 045-242301
- E-mail : passport_ub@hotmail.com

8. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่ว คราว จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- ที่อยู่ ศาลาประชาคม ถนนหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84000
- โทรศัพท์ 077-274940, 077-274942-3 โทรสาร 077-274941

9. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว จังหวัดนครราชสีมา แผนที่
- ที่อยู่ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ถนนมหาดไทย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 30000
- โทร 044-243-132, 044-243-124 โทรสาร 044-243-133

10. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว จังหวัดอุดรธานี
- ที่อยู่ ศูนย์อเนกประสงค์ ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี(ตรงข้ามกับศาลหลักเมือง) ถนนอธิบดี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000
- โทร 042-212827, 042-212-318 โทรสาร 042-222-810

11. สำนักงานหนังสือเดินทางชัว คราว จังหวัดพิษณุโลก
- ที่อยู่ ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ถนนเทพารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000
- โทร 055-258-173, 055-258-155, 055-258-131, โทรสาร 055-258-117

12. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่ว คราว จังหวัดยะลา
- ที่อยู่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ถนนสุขยางค์ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000
- หมายเลขโทรศัพท์ 073-274-526, 073-274-036, 073-274-037 โทรสาร 073-274-527

13. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่ว คราว ภูเก็ต
- ที่อยู่ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ถนนนริศร อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000
- หมายเลขโทรศัพท์ 076-222-083, 076-222-080, 076-222-081 โทรสาร 076-222-082

14. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่ว คราว นครสวรรค์
- ที่อยู่ ศูนย์บริการร่วมจังหวัดนครสวรรค์ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ถนนพหลโยธิน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000
- หมายเลขโทรศัพท์ 056-233-453, 056-233-454 โทรสาร 056-233-452

ยื่นคำร้องด้วยตนเอง ระหว่างวันจันทร์ - วันศุกร์
- สำหรับสำนักงานสาขาในกรุงเทพปริมณฑล ยื่นระหว่างเวลาเวลา 8.00 – 15.30 น.
- สำนักงานสาขาในต่างจังหวัด ยื่นระหว่างเวลา 08.30 -16.30 น.
โดยไม่หยุดพักกลางวัน

นอกจากนี้ มีหน่วยบริการหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกไปให้บริการ ประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ทุกปี

การรับหนังสือ เดินทาง
- สามารถมารับหนังสือเดินทางด้วยตัวเอง หรือมีหนังสือมอบอำนาจให้ผู้อื่นมารับแทน นับจากยื่นคำร้องแล้ว 2 วันทำการ ไม่นับวันที่ยื่น อาทิยื่นคำร้องวันศุกร์จะได้รับหนังสือเดินทางในวันอังคารเช้า
  • หากมารับด้วยตนเองหรือบุคคลในครอบครัวสามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนพร้อม ใบรับหนังสือเดินทาง
  • หากให้บุคคลอื่นรับแทนต้องแสดงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ถือ หนังสือ เดินทาง ใบรับหนังสือเดินทางไปแสดง พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนาของผู้รับแทน
- ใช้บริการการจัดส่งหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ โดยชำระค่าจัดส่ง 35 บาท ผู้รับซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯจะได้รับหนังสือเดินทางประมาณ 1 สัปดาห์ สำหรับผู้รับที่อยู่ต่างจังหวัดจะได้รับหนังสือเดินทางประมาณ 10 วัน (ท่านที่ยื่นคำร้องขอแก้ไขหนังสือเดินทางจะได้รับหนังสือเดินทางภายในวัน เดียวกัน)