น้ำอัดก๊าซ(Aerated Waters)
... เครื่องดื่มที่อัดด้วยก๊าซคาร์บอนิก เพื่อทำให้เกิดความซ่า และอาจเติมรสชาติจากน้ำเชื่อมที่มีสี กลิ่นรสชาติต่าง ๆ ลงไป ซึ่งในห้องอาหารอาจจำหน่ายกันเป็นขวด หรือเป็นแก้วก็ได้ โดยใช้เครื่องผสมที่เรียกว่า "Post Mix" หรือ "Premix" อุปกรณ์ที่สำคัญคือ น้ำ ก๊าซ และน้ำเชื่อมผลไม้ชนิดต่าง ๆ และเมื่องต้องการใช้เมื่อใด เพียงแต่กดปุ่มในเครื่องตามที่ต้องการ เครื่องดื่มจะทำงานโดยอัตโนมัติด้วยแรงดันของก๊าซที่บรรจุไว้นั่นเอง เครื่องดื่มที่อัดก๊าซหากไม่มีความเย็น ก๊าซหรือฟองจะหายไปอย่างรวดเร็วมาก ฉะนั้นไม่ว่าจะจำหน่ายเป็นขวดหรือเป็นแก้วก็ตามควรแช่ให้เย็นมาก ๆ เพราะมีส่นทำให้เครื่องดื่มนั้นมีรสชาติที่ดีและมีความซ่าอยู่ได้นาน
เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดก๊าซมีอยู่ด้วยกันมากมาย เช่น น้ำโซดา(Soda Water) ไม่มีสี ไม่มีรส น้ำโทนิค (Tonic Water) ไม่มีสี กลิ่นรสควินิน กลิ่นรสขิง รสหวานน้อย บิตเตอร์เลมอน (Bitter Lemon) สีขาวขุ่น กลิ่นรสเปรี้ยวของมะนาว หวานน้อย เลมอเนด (Lemonade) ไม่มีสี กลิ่นรสมะนาว หวาน มีหลายชนิด เช่น 7up , Sprite น้ำส้มอัดลม (Orange Carbonated) สีส้ม กลิ่นส้ม หวาน มีหลายชนิดเช่น Greenspot, Bireley, Fanta โคล่าอัดลม (Cola Carbonated) สีดำ กลิ่นโคล่า หวาน เช่น Pepsi, Cokeเครื่องดื่มอัดก๊าซดังกล่าวอาจเสิร์ฟเปล่า ๆ โดยการแช่เย็น หรือใส่น้ำแข็ง หรือนำไปผสมกับเหล้าต่าง ๆ
วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2548
บริติช แอร์เวย์ส พาท่องแดนจิงโจ้ ไต่ซิดนีย์ฮาเบอร์ชมโอเปร่าเฮาส์
คอลัมน์ พาทัวร์ 2005 โดย เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน ประชาชาติธุรกิจ
มหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวยังฮอตฮิตต้องตาโดนกระเป๋านักท่องเที่ยวคนไทย พอ "บริติช แอร์เวย์ส" เปิดช่วงนาทีทองขนเอาตั๋วโดยสารราคาประหยัด ไป-กลับ กรุงเทพฯ-ซิดนีย์ 16,670 บาท ออกมาวางขายช่วงสั้นซื้อได้ภายใน 31 สิงหาคมนี้ แต่เก็บไว้ตัดสินใจเดินทางได้ภายในอีก 60 วัน หรือประมาณ 30 พฤศจิกายนนี้
เส้นทางพักผ่อนสบายๆ ใน "แดนจิงโจ้" ออสเตรเลีย โปรแกรมการท่องเที่ยวยอดนิยมอันเป็นเอกลักษณ์
คงจะหนีไม่พ้นการท่องเที่ยวเชิ งผจญภัยสไตล์ soft adventure เล็กๆ แต่เป็นการพิสูจน์ความกล้าใจกลางเมืองซิดนีย์
หลายต่อหลายคนที่มีโ อกาสเดินทางไปพักผ่อนในออสเตรเลีย ไม่ว่าจะผ่านไปแถว Sydney Habour Bridge หรือซื้อตั๋วเรือโดยสารนั่งกินลมชมวิวเลาะเมืองเก่าซิดนีย์ไปเรื่อยสัก 1-2 ชั่วโมง พอผ่านสถาปัตยกรรมทรงแปลก "โอเปร่าเฮาส์" คราวใด ทอดสายตาผ่านเลยสูงขึ้นไปแถวสะพานจะเห็นคน "แถวมด" ไต่ยัวะเยี้ยเป็นเงาตะคุ่มอยู่บนราวสะพาน Sydney Habour
ความจริง แล้วเป็น "นักท่องเที่ยว" ผมทอง ผมดำ ที่ยอมควักกระเป๋าซื้อตั๋ว ราคาก็ไม่ใช่จะถูกนัก หลายสิบดอลล์ออสซี่อยู่เหมือนกัน เพื่อที่จะได้มีโอกาสไต่ขึ้นไปตามขอบสะพานซึ่งเขาออกแบบไว้เพื่อการผจญภัยใน ที่สูงโดยเฉพาะ เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ทำรายได้ง่ายๆ ด้วยเช่นกัน
เพ ราะสถิติแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวนับ 100 คนไปเข้าคิวซื้อตั๋วเพื่อไต่สะพานแห่งนี้ คนไทยเองก็ใช่ว่าจะถอยพลอยสนุกไปกับเขาด้วย สำหรับบางคนที่ไม่อยากหัวใจวายเสียก่อนก็ทางการท่องเที่ยวออสเตรเลียก็มีโปร แกรมทัวร์ "เดอะร็อก" (The Rock) เป็นสถานที่แห่งแรกที่ชาวยุโรปพากันมาขึ้นฝั่ง โดยยังคงมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ สังเกตได้ชัดจากอาคารเก่ายุคที่อิทธิพลของอาณานิคมขยายเข้ามา
ส่วนนั กท่องเที่ยวที่ต้องการดูดดื่มธรรมชาติสไตล์ทะเลแปซิฟิก ตอนนี้เขากำลังนิยมไปดู "โลมา" แหวกว่ายมาทักทาย แต่ต้องซื้อตั๋วล่องเรือไป "พอร์ต สตีเฟ่น" เพื่อเล่น Sand Dune โปรแกรมนี้โดนใจลูกทัวร์ชาวไทยไม่น้อยทีเดียว
แต่ก็มีบางกรุ๊ปอยากสั มผัสไอดินกลิ่นหญ้าในอุทยานแห่งชาติ "บลู เมาเทนส์" จับรถตู้นั่งไปไม่เกินชั่วโมงครึ่ง ระยะทางจากซิดนีย์ไปไม่เกิน 105 กิโลเมตร ถึงจุดขึ้นกระเช้าซึ่งแขวนอยู่บนสะลิงลอยฟ้า เรียกว่า "ซีนิสเซ็นเตอร์" พอขึ้นไประหว่างลอยอยู่เหนือน่านฟ้าจะมองเห็นภูเขา 3 พี่น้อง หรือ Three sister โผล่เสียบฟ้าขึ้นมาโดยมีกลิ่นยูคา ลิปตัสโชยมาแต่ไกล
หากไม่จุใจแนะนำให้ไปลองนั่ง "ซีนิค เรลเวย์" พิชิตความชันซึ่งได้ชื่อว่าเป็นที่สุดของโลกทีเดียว
น อกจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงการผจญภัยทางธรรมชาติแบบมีลุ้นแล้ว ในซิดนีย์ยังเป็นแหล่งอาหารการกินสไตล์ผสมผสาน เอเชีย-ยุโรป แถมมีย่านไชน่าทาวน์ให้คนไทยช็อปแหลก
ถ้าแวะไปแถว "ควีนวิกตอเรีย" ใจกลางเมือง ก็จะเห็นสินค้าประเภทสวยงามเป็นหลัก หากอยากสูดกลิ่นของพื้นเมืองแต่ละวีกเอนด์ก็ต้องไป "เดอะ ร็อก" หรือย่าน "ไชน่าทาวน์" ที่นี่ตั้งอยู่ติดกับสวนสาธารณะขนาดมหึมา เป็นเมืองของกินอร่อยรสชาติต้นตำรับ และมีแหล่งช็อปปิ้งของถูก made in China ซื้อเป็นซูวีเนียร์มีราคาให้เลือกตั้งแต่ไม่ถึง 1 ดอลล์ เรื่อยไปจนถึง 100 ดอลล์ โดยเฉพาะรกแกะ รกแพะ เพิ่มความงาม แถวนี้มีให้เลือกหลายยี่ห้อ เจ้าของร้านส่วนใหญ่เป็นหมวยที่สามารถบรรยายสรรพคุณของใช้ได้ตรงสเป็กนักช็อ ปชาวไทย
ในสภาวะเศรษฐกิจตึงเครียด การไปเปิดหูเปิดตาเที่ยวในประเทศบ้าง แวบไปทัวร์นอกประเทศบ้าง ในช่วงที่ตั๋วราคาแสนถูกนั้นก็นับได้ว่าเป็นการเติมรสชาติที่ดีให้ชีวิตได้เ หมือนกัน
ดีไม่ดีอยู่ที่ใจเรา
ทุก ย่างก้าว ของ ความฝัน คือ ย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย
ทุกย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย คือ ก้าวย่าง ของ ความสำเร็จ
ต่อให้ทุกข์ที่สุด....ก็ต้องผ่านพ้นไปจนได้
เมื่อเรานั่งมองอดีต เรายังผ่านทุกข์มาได้ตั้งหลายทุกข์
ก็ในเมื่อ..ชีวิต...มันยังมีชีวิต
ขอแค่อย่าทุกข์ก่อนเจอทุกข์ หลังทุกข์ อย่าทุกข์อีก
ให้ทุกข์ แค่ตอนทุกข์ แล้วทุกข์ที่สุด...ก็จะเป็น ทุกข์ แค่นี้เอง!
ให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ด้วยหัวใจ ให้หัวใจตระหนักในหน้าที่....
แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าหน้าที่เป็นหน้าที่ แต่เป็นการกระทำที่เกิดจาก...หัวใจเรียกร้อง...ต่างหาก
ดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเรา... ถ้าใจเรา...คิดดี เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ
ถ้าเรามองในทางที่ดี...ใจเราก็จะรู้สึกดี
ถ้ากำลังใจดี...สิ่งเลวร้าย...ก็จะคลี่คลายเป็น...ดี!
ทุกย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย คือ ก้าวย่าง ของ ความสำเร็จ
ต่อให้ทุกข์ที่สุด....ก็ต้องผ่านพ้นไปจนได้
เมื่อเรานั่งมองอดีต เรายังผ่านทุกข์มาได้ตั้งหลายทุกข์
ก็ในเมื่อ..ชีวิต...มันยังมีชีวิต
ขอแค่อย่าทุกข์ก่อนเจอทุกข์ หลังทุกข์ อย่าทุกข์อีก
ให้ทุกข์ แค่ตอนทุกข์ แล้วทุกข์ที่สุด...ก็จะเป็น ทุกข์ แค่นี้เอง!
ให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ด้วยหัวใจ ให้หัวใจตระหนักในหน้าที่....
แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าหน้าที่เป็นหน้าที่ แต่เป็นการกระทำที่เกิดจาก...หัวใจเรียกร้อง...ต่างหาก
ดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเรา... ถ้าใจเรา...คิดดี เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ
ถ้าเรามองในทางที่ดี...ใจเราก็จะรู้สึกดี
ถ้ากำลังใจดี...สิ่งเลวร้าย...ก็จะคลี่คลายเป็น...ดี!
วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2548
นั่งรถไฟสู่ฟากฟ้าที่"สวิตเซอร์แลนด์"แดนฝัน(จบ)
โดย : นันทสินี หมวดมณี
คอลัมน์ท่องเที่ยว @ผู้จัดการ
"ฝัน"ของฉันเป็นจริงขึ้นมาเมื่อได้มาเที่ยวยังสวิตเซอร์แลนด์ เพราะนี่คือดินแดนที่ฉันใฝ่ฝันมานานแล้วว่าสักวันจะต้องมาเยือนให้ได้
สำหรับการมาเยือนสวิสในครั้งนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเอาเสียเลย เพราะฉันได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายยุงค์ฟราว (Jungfrau railway) ลัดเลาะไปตามขุนเขาที่มีทิวทัศน์งดงาม ไต่ไล่ไประดับเรื่อยๆฟากฟ้าจนถึงยัง 'ยุงค์ฟราวยอร์ค' (Jungfraujoch) สถานีรถไฟที่สูงที่สุดของยุโรป(3,454 เมตร) บนยอดเขา 'ยุงค์ฟราว' (Jungfrau) ที่ถูกเรียกขานว่า "หลังคายุโรป" ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่มรดกโลก "Jungfrau-Aletsch" ที่ องค์การUNESCOประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของเทือกเขาแอลป์ ในวันที่ วันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2001
บนสถานียุงค์ฟราวยอร์ค ที่ฉันนั่งรถไฟไต่ระดับขึ้นมาจากเมืองอินเทอร์ลาเก้นนั้น(เนื้อเรื่องในตอน ที่แล้ว) มีจุดที่น่าสนใจหลายจุด ไม่ว่าจะเป็น จุดชมวิวพาโนรามาทีสามารถมองเห็นวิวไปถึงแบล็ค ฟอเรสต์ (Black Forest) ในเยอรมนี และ Vogese ในฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังเป็นสถานีวิจัยงานประติมากรรมแกะสลักน้ำแข็งในถ้ำน้ำแข็ง Ice Palace ที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็ง 30 เมตร จุดชมวิวเหนือธารน้ำแข็งที่สามารถมองเห็นธารน้ำแข็งยาวกว่า 22 กิโลเมตร ลานกิจกรรมกลางแจ้ง Ice Plateau ที่เมื่อลงไปเดินก็จะได้สัมผัสกับความขาวโพลนของหิมะ
ส่วนใครที่ชอบความตื่นเต้นเล็กๆก็น่าที่จะลองนั่งลากเลื่อนโดยสุนัข ฮัสกี้ หรือเล่นพวกจานหิมะ สกี สโนบอร์ด รวมถึงไปลุ้นระทึกกับความเสียวสุดๆกับ Tyrolienne ที่เป็นการห้อยตัวไปกับสายเคเบิลผ่านธารน้ำแข็งกว่า 200 เมตร
ฉันเพลิดเพลินอยู่บริเวณยุงค์ฟราวยอร์คอยู่พอสมควร จนเมื่อท้องเริ่มส่งเสียงประท้วงจึงได้สอดสายสายตามองหาร้านอาหารเพื่อที่จะ ฝากชีวิตและกระเพาะ และก็มาถูกใจกับร้านอาหารในห้องกรุกระจกใสที่สามารถมองเห็นวิวอันเวิ้งว้าง ของหุบเขากับปุยหิมะอันขาวโพลน นับเป็นบรรยากาศที่ชวนให้อิ่มกายสบายใจยิ่งนัก และด้วยบรรยากาศอันชวนฝันเช่นนี้มันทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหยิบโปสการ์ดที่ เตรียมมาบรรจงเขียนถึงคนรู้ใจที่อยู่ห่างไกล พร้อมกับหวังว่าผู้รับจะสามารถรู้สึกได้ถึงความคิดถึงที่ส่งมาพร้อมกับ แสตมป์ที่ประทับตรา Top of Europe ที่สุดแสนจะเก่ไก๋
ครั้นอิ่มหนำสำราญฉันออกไปดื่มด่ำกับบรรยากาศนอกสถานีอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะอำลาสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป เดินทางกลับลงมาสู่สถานีรถไฟไคล์เน่ ไชเดค (Kleine Scheidegg) ที่ตั้งอยู่เชิงผา Eiger North Wall
สถานีรถไฟไคล์เน่ ไชเดค ถือเป็นสถานีสำคัญ เพราะที่นี่เป็นจุดเปลี่ยนจากรถไฟปกติเป็นรถไฟล้อเฟือง นอกจากนี้รอบๆสถานีก็ยังมีร้านอาหาร เกสต์เฮาส์ ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงามที่หากใครไปถูกช่วงถูกจังหวะก็จะได้ชมการฝึก เหยี่ยวในบริเวณนั้นอีกด้วย
ขากลับจากสถานีไคล์เน่ ไชเดค ฉันเลือกกลับในเส้นทางใหม่ โดยเลือกนั่งรถไฟสู่อีกเส้นทางเพื่อชมทิวทัศน์อันน่าสนใจรอบข้าง ก่อนที่รถไฟขบวนนั้นจะวกกลับไปยังเมืองกรินเดิ้ลวาล (Grindelwald)ดังเช่นขามา
ที่เมืองกรินเดิ้ลวาล หากใครที่มีเวลาเหลือ และเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ไม่กลัวความสูง น่าจะลองใช้บริการนั่งกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขาเฟียส (First) เพื่อชมทิวทัศน์อันงดงาม ก่อนที่จะไปถึงยังยอดเขาเฟียสที่ข้างบนน่ายลไปด้วย ทิวทัศน์ของขุนเขาและหน้าผาสูงชันอันงดงาม ท่ามกลางสายลมบริสุทธิ์และกลิ่นหอมของทุ่งหญ้าสีเขียวสด
นอกจากนี้จากจุดสูงสุดที่ยอดเขาเฟียสยังมีเส้นทางเดินเท้ายอดนิยม ซึ่งเป็นทางเดินเท้าแบบสบายๆประมาณหนึ่งชั่วโมงไปยังจุดชมวิวที่นอกจะได้ เห็นทิวทัศน์อันเวิ้งว้างงดงามของหุบเขาเฟียสแล้ว ที่นี่ยังมี "ทะเลสาบบัคอับบ์" (Bachalpsee) อันสวยงามที่มีน้ำใสแจ๋วราวกระจกรอให้คนถ่ายรูปสวยๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก และเอาไว้อวดคนไม่เคยมาให้แปลกใจว่าบนภูเขาสูงชันขนาดนี้ยังมีโอเอซิสคือ ทะเลสาบบัคอับบ์อยู่อีกด้วย
จากเมืองกรินเดิ้ลวาลฉันกลับมายังเมืองอินเทอร์ลาเก้น (Interlaken) อีกครั้ง ซึ่งเมืองนี้ถือเป็นทางผ่านสำคัญของการเดินทางทุกเส้นทางสู่เทือกเขายุงค์ฟราว
เมืองอินเทอร์ลาเก้นเป็นเมืองเล็กและสงบ ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบThun และทะเลสาบ Brienz ซึ่งหากใครไปเดินที่สวนสาธารณะกลางใจเมืองก็มองเห็นทิวทัศน์ของภูเขาไอ เกอร์(Eiger) , เมิ้นส(Mönch) และ ยุงค์ฟราว (Jungfrau) ได้อย่างถนัดตา
หรือใครจะชวนกันไปนั่งรถม้ากินลมชมวิวรอบเมืองก็นับว่าได้บรรยากาศดี ไม่น้อย ส่วนใครที่ชอบช้อปที่เมืองอินเทอร์ลาเก้นมีร้านสินค้าแบรนด์ดังทั้งแฟชั่น และนาฬิกาสุดหรูให้เลือกช้อปสำหรับคนกระเป๋าหนัก เพราะสินค้าส่วนใหญ่หากคิดเป็นเงินไทยก็ราคามากโขเอาการอยู่ งานนี้ฉันจึงขอเลือกเดินชมเป็นอาหารตาพอ
สำหรับอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจในเมืองอินเทอร์ลาเก้น ก็คือจุดชมวิวมุมสูงของสามขุนเขา ที่บนนั้นจะได้สัมผัสกับทิวทัศน์อันงดงามของขุนเขา 3 ลูก พร้อมด้วยทะเลสาบสีเขียวที่ล้อมด้วยป่าสนสูงชะลูด ซึ่งดูแล้วงดงามราวภาพฝัน
ก่อนอำลาสวิตเซอร์แลนด์ดินแดนในฝันสู่เมืองไทย ฉันไม่ลืมที่จะเลือกซื้อของฝากให้กับคนไกลในเมืองไทย ซึ่งของฝากอันขึ้นชื่อของสวิสนั้นก็คือ 'ช็อกโกแลต' ซึ่ง หากใครจะเลือกช็อกโกแลตทั่วไปเป็นของฝากก็ลองไปดูได้ในซุปเปอร์มาเก็ต แต่หากว่าจะเลือกซื้อช็อกโกแลตพรีเมี่ยมหรือช็อกโกแลตโฮมเมดแบบgourmet ให้คนพิเศษอย่างฉัน
ขอแนะนำว่าน่าลองไปยังร้านชูส์ส (Schuh) ที่ Höheweg 56 ซึ่งร้านนี้ไม่เพียงมีช็อกโกแลตชั้นดีให้เลือกซื้อ แต่ว่ายังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้หัดทำช็อกโกแลตอีกด้วย งานนี้ฉันจึงถือโอกาสทดลองทำช็อกโกแลตฝีมือตัวเองอย่างเพลิดเพลิน ก่อนที่จะเลือกซื้อช็อกโกแลตชั้นดีกลับไปฝากคนรู้ใจ ส่วนจะเป็นใครนั้น บอกไม่ได้จริงๆ...อิ อิ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ภาษาพูดหลายภาษาขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ ได้แก่ ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศล อิตาเลียน อังกฤษ แต่ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจึงไม่ใช้เงินยูโร แต่ว่าใช้เงินสกุลสวิสฟรังก์ (Swiss Francs)
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศภูมิประเทศสวยงามและอากาศดี เดือนก.ค.-ส.ค. มีอุณหภูมิ 18 - 27 องศาเซลเซียส เดือนม.ค.-ก.พ. มีอุณหภูมิประมาณ ลบ1 - 5 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูในไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง ช่วงกลางวันมีอุณหภูมิประมาณ 8 - 15 องศา และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศในแต่ละวันมีอยู่ตลอดเวลา การไปเที่ยวสวิสจึงควรนำเสื้อกันหนาวหนาๆติดตัวไปด้วย
สำหรับการเดินทางจากเมืองไทยสู่สวิตเซอร์แลนด์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายการบินสวิส โทร.0-2504-2754-6
คอลัมน์ท่องเที่ยว @ผู้จัดการ
![]() |
| หุบเขาเฟียสกับทะเลสาบบัคอับบ์ที่ใสแจ๋วราวกระจก |
สำหรับการมาเยือนสวิสในครั้งนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเอาเสียเลย เพราะฉันได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายยุงค์ฟราว (Jungfrau railway) ลัดเลาะไปตามขุนเขาที่มีทิวทัศน์งดงาม ไต่ไล่ไประดับเรื่อยๆฟากฟ้าจนถึงยัง 'ยุงค์ฟราวยอร์ค' (Jungfraujoch) สถานีรถไฟที่สูงที่สุดของยุโรป(3,454 เมตร) บนยอดเขา 'ยุงค์ฟราว' (Jungfrau) ที่ถูกเรียกขานว่า "หลังคายุโรป" ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่มรดกโลก "Jungfrau-Aletsch" ที่ องค์การUNESCOประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของเทือกเขาแอลป์ ในวันที่ วันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2001
บนสถานียุงค์ฟราวยอร์ค ที่ฉันนั่งรถไฟไต่ระดับขึ้นมาจากเมืองอินเทอร์ลาเก้นนั้น(เนื้อเรื่องในตอน ที่แล้ว) มีจุดที่น่าสนใจหลายจุด ไม่ว่าจะเป็น จุดชมวิวพาโนรามาทีสามารถมองเห็นวิวไปถึงแบล็ค ฟอเรสต์ (Black Forest) ในเยอรมนี และ Vogese ในฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังเป็นสถานีวิจัยงานประติมากรรมแกะสลักน้ำแข็งในถ้ำน้ำแข็ง Ice Palace ที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็ง 30 เมตร จุดชมวิวเหนือธารน้ำแข็งที่สามารถมองเห็นธารน้ำแข็งยาวกว่า 22 กิโลเมตร ลานกิจกรรมกลางแจ้ง Ice Plateau ที่เมื่อลงไปเดินก็จะได้สัมผัสกับความขาวโพลนของหิมะ
ส่วนใครที่ชอบความตื่นเต้นเล็กๆก็น่าที่จะลองนั่งลากเลื่อนโดยสุนัข ฮัสกี้ หรือเล่นพวกจานหิมะ สกี สโนบอร์ด รวมถึงไปลุ้นระทึกกับความเสียวสุดๆกับ Tyrolienne ที่เป็นการห้อยตัวไปกับสายเคเบิลผ่านธารน้ำแข็งกว่า 200 เมตร
![]() |
| Jungfrau railway ขบวนรถไฟสู่ฟากฟ้า |
ฉันเพลิดเพลินอยู่บริเวณยุงค์ฟราวยอร์คอยู่พอสมควร จนเมื่อท้องเริ่มส่งเสียงประท้วงจึงได้สอดสายสายตามองหาร้านอาหารเพื่อที่จะ ฝากชีวิตและกระเพาะ และก็มาถูกใจกับร้านอาหารในห้องกรุกระจกใสที่สามารถมองเห็นวิวอันเวิ้งว้าง ของหุบเขากับปุยหิมะอันขาวโพลน นับเป็นบรรยากาศที่ชวนให้อิ่มกายสบายใจยิ่งนัก และด้วยบรรยากาศอันชวนฝันเช่นนี้มันทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหยิบโปสการ์ดที่ เตรียมมาบรรจงเขียนถึงคนรู้ใจที่อยู่ห่างไกล พร้อมกับหวังว่าผู้รับจะสามารถรู้สึกได้ถึงความคิดถึงที่ส่งมาพร้อมกับ แสตมป์ที่ประทับตรา Top of Europe ที่สุดแสนจะเก่ไก๋
ครั้นอิ่มหนำสำราญฉันออกไปดื่มด่ำกับบรรยากาศนอกสถานีอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะอำลาสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป เดินทางกลับลงมาสู่สถานีรถไฟไคล์เน่ ไชเดค (Kleine Scheidegg) ที่ตั้งอยู่เชิงผา Eiger North Wall
สถานีรถไฟไคล์เน่ ไชเดค ถือเป็นสถานีสำคัญ เพราะที่นี่เป็นจุดเปลี่ยนจากรถไฟปกติเป็นรถไฟล้อเฟือง นอกจากนี้รอบๆสถานีก็ยังมีร้านอาหาร เกสต์เฮาส์ ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงามที่หากใครไปถูกช่วงถูกจังหวะก็จะได้ชมการฝึก เหยี่ยวในบริเวณนั้นอีกด้วย
ขากลับจากสถานีไคล์เน่ ไชเดค ฉันเลือกกลับในเส้นทางใหม่ โดยเลือกนั่งรถไฟสู่อีกเส้นทางเพื่อชมทิวทัศน์อันน่าสนใจรอบข้าง ก่อนที่รถไฟขบวนนั้นจะวกกลับไปยังเมืองกรินเดิ้ลวาล (Grindelwald)ดังเช่นขามา
![]() |
| นักท่องเที่ยวออกมาสัมผัสหิมะขาวโพลน และอากาศอันพิสุทธิ์บนยอดเขายุงค์ฟราว(บริเวณยุงค์ฟราวยอร์ค) |
ที่เมืองกรินเดิ้ลวาล หากใครที่มีเวลาเหลือ และเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ไม่กลัวความสูง น่าจะลองใช้บริการนั่งกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขาเฟียส (First) เพื่อชมทิวทัศน์อันงดงาม ก่อนที่จะไปถึงยังยอดเขาเฟียสที่ข้างบนน่ายลไปด้วย ทิวทัศน์ของขุนเขาและหน้าผาสูงชันอันงดงาม ท่ามกลางสายลมบริสุทธิ์และกลิ่นหอมของทุ่งหญ้าสีเขียวสด
นอกจากนี้จากจุดสูงสุดที่ยอดเขาเฟียสยังมีเส้นทางเดินเท้ายอดนิยม ซึ่งเป็นทางเดินเท้าแบบสบายๆประมาณหนึ่งชั่วโมงไปยังจุดชมวิวที่นอกจะได้ เห็นทิวทัศน์อันเวิ้งว้างงดงามของหุบเขาเฟียสแล้ว ที่นี่ยังมี "ทะเลสาบบัคอับบ์" (Bachalpsee) อันสวยงามที่มีน้ำใสแจ๋วราวกระจกรอให้คนถ่ายรูปสวยๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก และเอาไว้อวดคนไม่เคยมาให้แปลกใจว่าบนภูเขาสูงชันขนาดนี้ยังมีโอเอซิสคือ ทะเลสาบบัคอับบ์อยู่อีกด้วย
จากเมืองกรินเดิ้ลวาลฉันกลับมายังเมืองอินเทอร์ลาเก้น (Interlaken) อีกครั้ง ซึ่งเมืองนี้ถือเป็นทางผ่านสำคัญของการเดินทางทุกเส้นทางสู่เทือกเขายุงค์ฟราว
![]() |
| นั่งกระเช้าชมทิวทัศน์ขึ้นสู่ยอดเขาเฟียส หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจที่เมืองกรินเดิ้ลวาล |
เมืองอินเทอร์ลาเก้นเป็นเมืองเล็กและสงบ ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบThun และทะเลสาบ Brienz ซึ่งหากใครไปเดินที่สวนสาธารณะกลางใจเมืองก็มองเห็นทิวทัศน์ของภูเขาไอ เกอร์(Eiger) , เมิ้นส(Mönch) และ ยุงค์ฟราว (Jungfrau) ได้อย่างถนัดตา
หรือใครจะชวนกันไปนั่งรถม้ากินลมชมวิวรอบเมืองก็นับว่าได้บรรยากาศดี ไม่น้อย ส่วนใครที่ชอบช้อปที่เมืองอินเทอร์ลาเก้นมีร้านสินค้าแบรนด์ดังทั้งแฟชั่น และนาฬิกาสุดหรูให้เลือกช้อปสำหรับคนกระเป๋าหนัก เพราะสินค้าส่วนใหญ่หากคิดเป็นเงินไทยก็ราคามากโขเอาการอยู่ งานนี้ฉันจึงขอเลือกเดินชมเป็นอาหารตาพอ
สำหรับอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจในเมืองอินเทอร์ลาเก้น ก็คือจุดชมวิวมุมสูงของสามขุนเขา ที่บนนั้นจะได้สัมผัสกับทิวทัศน์อันงดงามของขุนเขา 3 ลูก พร้อมด้วยทะเลสาบสีเขียวที่ล้อมด้วยป่าสนสูงชะลูด ซึ่งดูแล้วงดงามราวภาพฝัน
![]() |
| ช็อกโกแลตของฝากชั้นดีที่ร้านชูส์ส |
ก่อนอำลาสวิตเซอร์แลนด์ดินแดนในฝันสู่เมืองไทย ฉันไม่ลืมที่จะเลือกซื้อของฝากให้กับคนไกลในเมืองไทย ซึ่งของฝากอันขึ้นชื่อของสวิสนั้นก็คือ 'ช็อกโกแลต' ซึ่ง หากใครจะเลือกช็อกโกแลตทั่วไปเป็นของฝากก็ลองไปดูได้ในซุปเปอร์มาเก็ต แต่หากว่าจะเลือกซื้อช็อกโกแลตพรีเมี่ยมหรือช็อกโกแลตโฮมเมดแบบgourmet ให้คนพิเศษอย่างฉัน
ขอแนะนำว่าน่าลองไปยังร้านชูส์ส (Schuh) ที่ Höheweg 56 ซึ่งร้านนี้ไม่เพียงมีช็อกโกแลตชั้นดีให้เลือกซื้อ แต่ว่ายังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้หัดทำช็อกโกแลตอีกด้วย งานนี้ฉันจึงถือโอกาสทดลองทำช็อกโกแลตฝีมือตัวเองอย่างเพลิดเพลิน ก่อนที่จะเลือกซื้อช็อกโกแลตชั้นดีกลับไปฝากคนรู้ใจ ส่วนจะเป็นใครนั้น บอกไม่ได้จริงๆ...อิ อิ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ภาษาพูดหลายภาษาขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ ได้แก่ ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศล อิตาเลียน อังกฤษ แต่ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจึงไม่ใช้เงินยูโร แต่ว่าใช้เงินสกุลสวิสฟรังก์ (Swiss Francs)
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศภูมิประเทศสวยงามและอากาศดี เดือนก.ค.-ส.ค. มีอุณหภูมิ 18 - 27 องศาเซลเซียส เดือนม.ค.-ก.พ. มีอุณหภูมิประมาณ ลบ1 - 5 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูในไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง ช่วงกลางวันมีอุณหภูมิประมาณ 8 - 15 องศา และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศในแต่ละวันมีอยู่ตลอดเวลา การไปเที่ยวสวิสจึงควรนำเสื้อกันหนาวหนาๆติดตัวไปด้วย
สำหรับการเดินทางจากเมืองไทยสู่สวิตเซอร์แลนด์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายการบินสวิส โทร.0-2504-2754-6
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548
นั่งรถไฟสู่ฟากฟ้าที่"สวิตเซอร์แลนด์"แดนฝัน (1)
โดย : นันทสินี หมวดมณี
คอลัมน์ท่องเที่ยว @ผู้จัดการ
"สวิตเซอร์แลนด์" คือดินแดนที่ฉันใฝ่ฝันมานานแสนนานแล้วว่า ถ้ามีโอกาสสักครั่งในชีวิตต้องเดินทางไปยังประเทศนี้ให้ได้
ครั้นเมื่อความเป็นจริงขึ้นมาฉันไม่รีรอที่จะเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า แล้วนั่งเครื่องบินของสวิสแอร์มุ่งสู่สวิสในทันที
จากกรุงเทพฯใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมงเครื่องบินก็ร่อนลงจอดยัง สนามบินซูริค จากจุดนี้ฉันเลือกต่อรถเพื่อจะไปขึ้นรถไฟที่เมืองอินเทอร์ลาเก้น (Interlaken) โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การตะลอนนั่งรถไฟสู่สถานีที่เรียกได้ว่า"สูงสุดของทวีปยุโรป"
เมื่อขึ้นรถไฟได้เสร็จสรรพ รถไฟขบวนไม่ด่วนนักก็แล่นเรื่อย ๆไต่ไปตามระดับไหล่เขา ซึ่งฉันอดตื่นตาตื่นใจกับทัศนียภาพสองข้างทางที่เห็นไม่ได้
บางช่วงที่รถไฟแล่นจะมีการแวะพักเพื่อให้ผู้โดยสารที่ร่วมทางมาด้วย กันได้ปรับร่างกายให้คุ้นเคย เพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายก่อนที่จะแล่นไปถึงยังเขา"ยุงค์ฟราว" (Jungfrau) หรือ"เขาแห่งสาวบริสุทธิ์"
ใช่แล้ว....รถไฟขบวนนี้แหละที่จะพาฉันโลดแล่นไปยังสถานีรถไฟสูงสุด ของทวีปยุโรป ที่หลายๆคนฝันว่าจากจุดนั้นเมื่อเอื้อมมือออกไปก็จะได้สัมผัสกับปุยเมฆขาว ละมุนละไมบนท้องฟ้า
ฉันก็ฝันเช่นนั้นเหมือนกัน...
จากสถานีในเมืองอินเทอร์ลาเก้นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ขบวนรถไฟค่อยๆไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆยังหลังคายุโรป (Top of Europe) ซึ่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้ดูไม่ใคร่วุ่นวายนัก ผิดแผกไปจากช่วงฤดูหนาวที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางมาเที่ยวใน เส้นทางสายนี้กันอย่างคับคั่ง ในทริปนี้ฉันจึงเที่ยวได้อย่างสบายเพราะไม่ต้องเร่งรีบไปแย่งกิน แย่งเที่ยว และแย่งถ่ายรูปกับใคร
รถไฟยังคงแล่นไปอย่างเอื่อยๆในขบวนรถที่ปรับอากาศไว้ค่อนข้างอุ่น สบาย และต้องถือเป็นโชคดีของฉันที่ได้นั่งเบาะเดี่ยวนุ่มสบายริมหน้าต่างที่มีวิว สวยจับใจให้ชม โดยช่วงที่รถไฟขบวนยาวแล่นเลื้อยเลาะผ่านหมู่บ้าน ฉันเห็นต้นแอปเปิ้ลในสวนข้างบ้านหลายหลังกำลังออกลูกสีอมแดงดอกเต็มต้น ส่วนตามทุ่งหญ้าข้างทางก็ชวนมองไปด้วยบรรดาสัตว์ที่เดินและเล็มหญ้าหากิน อย่างเพลิดเพลิน นอกจากนี้บางช่วงของเส้นทางยังมีหมู่บ้านที่สร้างลาดเอียงไปตามองศาของภูเขา ที่สูงชันขึ้นเรื่อยๆ
ภาพต่างๆเหล่านี้ที่ผ่านสายตาช่างสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนในประเทศเขตร้อนอย่างฉันยิ่งนัก
จากสถานีเมืองอินเทอร์ลาเก้น รถไฟใช้เวลาวิ่งประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็มาจอดให้เราเปลี่ยนรถไฟอีกขบวนที่กรินเดิ้ลวาล (Grindelwald) ก่อนที่จะไปหยุดตรงสถานีต้นทางที่ไคล์เน่ ไชเดค (Kleine Scheidegg) เพื่อเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟล้อเฟืองเดินทางจากไคล์เน่ฯที่มีความสูง 2,061 เมตร
รถไฟขบวนใหม่ค่อยๆไต่ระดับความสูงขึ้นไปมากขึ้นเรื่อยๆในเส้นทางสู่ หลังคายุโรปยาว 12 กิโลเมตร จากไคล์เน่ฯ ไปจนถึง Eiger Glacier แล้วแล่นไต่ไปตามไหล่เขาอีกประมาณ 2 กิโลเมตร จากนั้นจึงๆค่อยมุดเข้าไปอุโมงค์บนเขาก่อนจะหยุดพักประมาณ 5 นาทีเพื่อให้ผู้โดยสารได้ปรับร่างกายอีกครั้งเพื่อให้ชินกับระดับความสูงที่ เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้จอดชมวิวอีก 2 จุดคือที่สถานีไอเกอร์วาน (Eigerwald) ซึ่งสูงราว 2,865 เมตร ณ บริเวณนี้หากวันไหนอากาศดีจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของ Grindelwald, Kleine Scheidegg, Interlaken และทะเลสาปทูน(Thun)ได้อย่างชัดเจน
จากนั้นรถไฟแล่นไปจอดอีกครั้งที่สถานีไอเมียร์ (Eimeer) ที่มีความสูง 3,160 เมตร สำหรับที่บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยธารน้ำแข็งและโขดหิน ก่อนที่รถไฟจะเชิดหน้าแล่นต่อไปยังสถานีที่ใกล้กับท้องฟ้ามากที่สุดนั่น ก์คือ ยุงค์ฟราวยอร์ค(Jungfraujoch) ซึ่งมีความสูงถึง 3,454 เมตร
ยุงค์ฟราวยอร์คได้ชื่อว่าเป็นสถานีหลังคายุโรป เพราะเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในทวีป โดยผู้บุกเบิกการสร้างสถานีรถไฟยุงค์ฟราวเป็นชาวสวิสชื่อ"อดอฟฟ์ กูยเยอร์-เซลเลอร์"(Adolf Guyer-Zeller : พ.ศ. 2439 – 2455)
อดอฟฟ์ กูยเยอร์ ชายคนนี้ถือว่ามีชื่อเสียงในเรื่องการสร้างรถไฟอยู่แล้วและว่ากันว่าเขาเป็น ผู้ที่มีไอเดียกระฉูดเป็นอย่างยิ่ง โดยก่อนที่จะสร้างสถานีรถไฟสูงเสียดฟ้า อดอฟฟ์กับลูกสาวได้ออกสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณเทือกเขายุงค์ฟราว (Jungfrau) และในระหว่างที่หยุดพัก จู่ๆเขาก็ได้พูดออกมาว่า "นึกออกแล้ว" ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แต่เมื่อกลับไปถึงโรงแรม อดอฟฟ์ก็ใช้เวลาทั้งคืนวาดแบบความคิดให้กลายออกมาเป็นโครงการรถไฟสู่ฟากฟ้า
แต่ว่าการที่จะสร้างเส้นทางรถไฟสู่ฟากฟ้าเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เพราะในช่วงเวลานั้นไม่มีเทคโนโลยีชั้นสูงใดๆช่วยทุนแรงในการก่อสร้างอย่าง เช่นปัจจุบัน ทำให้โครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 16 ปี
โดยในช่วงเริ่มต้นก่อสร้างในปี พ.ศ. 2439 ช่างก่อสร้างหลายร้อยคนต้องตั้งแคมป์พักแรมบนภูเขา และเปลี่ยนเวรกันทำงานตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้พวกเขายังต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับธรณีวิทยา สภาพคล่องทางการเงิน อุบัติเหตุในอุโมงค์ และปัญหาในกลุ่มคนงานด้วยกัน รวมถึงปัญหาเรื่องทุนในการก่อสร้างที่แม้ว่าจะตั้งไว้สูงถึง 15 ล้านฟรังค์แต่ว่าก็ไม่พอ
แต่ถึงอย่างไรปัญหาที่รุมเร้าก็ไม่ได้ทำให้โครงการต้องยุติลง เพราะสุดท้ายแล้วเส้นทางรถไฟสู่ฟากฟ้าและสถานีรถไฟหลังคายุโรปก็สร้างเสร็จ สมบูรณ์ และสามาถเปิดบริการเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2455 ซึ่งตรงกับวันชาติของสวิตเซอร์แลนด์พอดี
เรียกว่านายอดอฟฟ์ กูยเยอร์ สามารถสร้างผันของเขาให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ส่วนฉันการได้นั่งรถไฟจากพื้นดินไต่เรื่อยๆไปสู่ฟากฟ้าก็เสมือนว่ากำลังเดิน ทางอยู่ในความฝันยังไงยังงั้น แต่ว่าเมื่อลองหยิกตัวเองแล้วรู้สึกเจ็บก็ทำให้ฉันได้พบว่า การเดินทางสู่ฟากฟ้านี้นับเป็น"ฝันที่เป็นจริง" ซึ่งอยากที่ฉันจะลืมเลือนได้...(อ่านเรื่องราวอันน่าตื่นตาตื่นใจของหลังคายุโรปต่อในตอนหน้า)
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ภาษาพูดหลายภาษาขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส อิตาเลียน อังกฤษ เยอรมัน แต่ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจึงไม่ใช้เงินยูโร แต่ว่าใช้เงินสกุลสวิสฟรังก์ (Swiss Francs)
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศภูมิประเทศสวยงามและอากาศดี เดือนก.ค.-ส.ค. มีอุณหภูมิ 18 - 27 องศาเซลเซียส เดือนม.ค.-ก.พ. มีอุณหภูมิประมาณ ลบ1 - 5 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูในไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง ช่วงกลางวันมีอุณหภูมิประมาณ 8 - 15 องศา และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศในแต่ละวันมีอยู่ตลอดเวลา การไปเที่ยวสวิสจึงควรนำเสื้อกันหนาวหนาๆติดตัวไปด้วย
สำหรับการเดินทางจากเมืองไทยสู่สวิตเซอร์แลนด์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายการบินสวิส โทร.0-2504-2754-6
คอลัมน์ท่องเที่ยว @ผู้จัดการ
![]() |
| ขบวนรถไฟค่อยๆแล่นไต่ขึ้นสู่หลังคายุโรป |
ครั้นเมื่อความเป็นจริงขึ้นมาฉันไม่รีรอที่จะเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า แล้วนั่งเครื่องบินของสวิสแอร์มุ่งสู่สวิสในทันที
จากกรุงเทพฯใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมงเครื่องบินก็ร่อนลงจอดยัง สนามบินซูริค จากจุดนี้ฉันเลือกต่อรถเพื่อจะไปขึ้นรถไฟที่เมืองอินเทอร์ลาเก้น (Interlaken) โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การตะลอนนั่งรถไฟสู่สถานีที่เรียกได้ว่า"สูงสุดของทวีปยุโรป"
เมื่อขึ้นรถไฟได้เสร็จสรรพ รถไฟขบวนไม่ด่วนนักก็แล่นเรื่อย ๆไต่ไปตามระดับไหล่เขา ซึ่งฉันอดตื่นตาตื่นใจกับทัศนียภาพสองข้างทางที่เห็นไม่ได้
บางช่วงที่รถไฟแล่นจะมีการแวะพักเพื่อให้ผู้โดยสารที่ร่วมทางมาด้วย กันได้ปรับร่างกายให้คุ้นเคย เพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายก่อนที่จะแล่นไปถึงยังเขา"ยุงค์ฟราว" (Jungfrau) หรือ"เขาแห่งสาวบริสุทธิ์"
ใช่แล้ว....รถไฟขบวนนี้แหละที่จะพาฉันโลดแล่นไปยังสถานีรถไฟสูงสุด ของทวีปยุโรป ที่หลายๆคนฝันว่าจากจุดนั้นเมื่อเอื้อมมือออกไปก็จะได้สัมผัสกับปุยเมฆขาว ละมุนละไมบนท้องฟ้า
ฉันก็ฝันเช่นนั้นเหมือนกัน...
![]() |
| จากทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ไคล์เน่ฯ เมื่อมองขึ้นไปจะเห็นเทือกเขายุงค์ฟราวตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า |
จากสถานีในเมืองอินเทอร์ลาเก้นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ขบวนรถไฟค่อยๆไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆยังหลังคายุโรป (Top of Europe) ซึ่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้ดูไม่ใคร่วุ่นวายนัก ผิดแผกไปจากช่วงฤดูหนาวที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางมาเที่ยวใน เส้นทางสายนี้กันอย่างคับคั่ง ในทริปนี้ฉันจึงเที่ยวได้อย่างสบายเพราะไม่ต้องเร่งรีบไปแย่งกิน แย่งเที่ยว และแย่งถ่ายรูปกับใคร
รถไฟยังคงแล่นไปอย่างเอื่อยๆในขบวนรถที่ปรับอากาศไว้ค่อนข้างอุ่น สบาย และต้องถือเป็นโชคดีของฉันที่ได้นั่งเบาะเดี่ยวนุ่มสบายริมหน้าต่างที่มีวิว สวยจับใจให้ชม โดยช่วงที่รถไฟขบวนยาวแล่นเลื้อยเลาะผ่านหมู่บ้าน ฉันเห็นต้นแอปเปิ้ลในสวนข้างบ้านหลายหลังกำลังออกลูกสีอมแดงดอกเต็มต้น ส่วนตามทุ่งหญ้าข้างทางก็ชวนมองไปด้วยบรรดาสัตว์ที่เดินและเล็มหญ้าหากิน อย่างเพลิดเพลิน นอกจากนี้บางช่วงของเส้นทางยังมีหมู่บ้านที่สร้างลาดเอียงไปตามองศาของภูเขา ที่สูงชันขึ้นเรื่อยๆ
ภาพต่างๆเหล่านี้ที่ผ่านสายตาช่างสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนในประเทศเขตร้อนอย่างฉันยิ่งนัก
![]() |
| ฟากฟ้าอยู่แค่เอื้อมที่ยุงค์ฟราวยอร์ค |
จากสถานีเมืองอินเทอร์ลาเก้น รถไฟใช้เวลาวิ่งประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็มาจอดให้เราเปลี่ยนรถไฟอีกขบวนที่กรินเดิ้ลวาล (Grindelwald) ก่อนที่จะไปหยุดตรงสถานีต้นทางที่ไคล์เน่ ไชเดค (Kleine Scheidegg) เพื่อเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟล้อเฟืองเดินทางจากไคล์เน่ฯที่มีความสูง 2,061 เมตร
รถไฟขบวนใหม่ค่อยๆไต่ระดับความสูงขึ้นไปมากขึ้นเรื่อยๆในเส้นทางสู่ หลังคายุโรปยาว 12 กิโลเมตร จากไคล์เน่ฯ ไปจนถึง Eiger Glacier แล้วแล่นไต่ไปตามไหล่เขาอีกประมาณ 2 กิโลเมตร จากนั้นจึงๆค่อยมุดเข้าไปอุโมงค์บนเขาก่อนจะหยุดพักประมาณ 5 นาทีเพื่อให้ผู้โดยสารได้ปรับร่างกายอีกครั้งเพื่อให้ชินกับระดับความสูงที่ เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้จอดชมวิวอีก 2 จุดคือที่สถานีไอเกอร์วาน (Eigerwald) ซึ่งสูงราว 2,865 เมตร ณ บริเวณนี้หากวันไหนอากาศดีจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของ Grindelwald, Kleine Scheidegg, Interlaken และทะเลสาปทูน(Thun)ได้อย่างชัดเจน
จากนั้นรถไฟแล่นไปจอดอีกครั้งที่สถานีไอเมียร์ (Eimeer) ที่มีความสูง 3,160 เมตร สำหรับที่บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยธารน้ำแข็งและโขดหิน ก่อนที่รถไฟจะเชิดหน้าแล่นต่อไปยังสถานีที่ใกล้กับท้องฟ้ามากที่สุดนั่น ก์คือ ยุงค์ฟราวยอร์ค(Jungfraujoch) ซึ่งมีความสูงถึง 3,454 เมตร
ยุงค์ฟราวยอร์คได้ชื่อว่าเป็นสถานีหลังคายุโรป เพราะเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในทวีป โดยผู้บุกเบิกการสร้างสถานีรถไฟยุงค์ฟราวเป็นชาวสวิสชื่อ"อดอฟฟ์ กูยเยอร์-เซลเลอร์"(Adolf Guyer-Zeller : พ.ศ. 2439 – 2455)
อดอฟฟ์ กูยเยอร์ ชายคนนี้ถือว่ามีชื่อเสียงในเรื่องการสร้างรถไฟอยู่แล้วและว่ากันว่าเขาเป็น ผู้ที่มีไอเดียกระฉูดเป็นอย่างยิ่ง โดยก่อนที่จะสร้างสถานีรถไฟสูงเสียดฟ้า อดอฟฟ์กับลูกสาวได้ออกสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณเทือกเขายุงค์ฟราว (Jungfrau) และในระหว่างที่หยุดพัก จู่ๆเขาก็ได้พูดออกมาว่า "นึกออกแล้ว" ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แต่เมื่อกลับไปถึงโรงแรม อดอฟฟ์ก็ใช้เวลาทั้งคืนวาดแบบความคิดให้กลายออกมาเป็นโครงการรถไฟสู่ฟากฟ้า
![]() |
| บ้านเรือนตามไหล่เขาแถบกรินเดิ้ลวาล |
แต่ว่าการที่จะสร้างเส้นทางรถไฟสู่ฟากฟ้าเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เพราะในช่วงเวลานั้นไม่มีเทคโนโลยีชั้นสูงใดๆช่วยทุนแรงในการก่อสร้างอย่าง เช่นปัจจุบัน ทำให้โครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 16 ปี
โดยในช่วงเริ่มต้นก่อสร้างในปี พ.ศ. 2439 ช่างก่อสร้างหลายร้อยคนต้องตั้งแคมป์พักแรมบนภูเขา และเปลี่ยนเวรกันทำงานตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้พวกเขายังต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับธรณีวิทยา สภาพคล่องทางการเงิน อุบัติเหตุในอุโมงค์ และปัญหาในกลุ่มคนงานด้วยกัน รวมถึงปัญหาเรื่องทุนในการก่อสร้างที่แม้ว่าจะตั้งไว้สูงถึง 15 ล้านฟรังค์แต่ว่าก็ไม่พอ
แต่ถึงอย่างไรปัญหาที่รุมเร้าก็ไม่ได้ทำให้โครงการต้องยุติลง เพราะสุดท้ายแล้วเส้นทางรถไฟสู่ฟากฟ้าและสถานีรถไฟหลังคายุโรปก็สร้างเสร็จ สมบูรณ์ และสามาถเปิดบริการเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2455 ซึ่งตรงกับวันชาติของสวิตเซอร์แลนด์พอดี
เรียกว่านายอดอฟฟ์ กูยเยอร์ สามารถสร้างผันของเขาให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ส่วนฉันการได้นั่งรถไฟจากพื้นดินไต่เรื่อยๆไปสู่ฟากฟ้าก็เสมือนว่ากำลังเดิน ทางอยู่ในความฝันยังไงยังงั้น แต่ว่าเมื่อลองหยิกตัวเองแล้วรู้สึกเจ็บก็ทำให้ฉันได้พบว่า การเดินทางสู่ฟากฟ้านี้นับเป็น"ฝันที่เป็นจริง" ซึ่งอยากที่ฉันจะลืมเลือนได้...(อ่านเรื่องราวอันน่าตื่นตาตื่นใจของหลังคายุโรปต่อในตอนหน้า)
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ภาษาพูดหลายภาษาขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส อิตาเลียน อังกฤษ เยอรมัน แต่ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจึงไม่ใช้เงินยูโร แต่ว่าใช้เงินสกุลสวิสฟรังก์ (Swiss Francs)
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศภูมิประเทศสวยงามและอากาศดี เดือนก.ค.-ส.ค. มีอุณหภูมิ 18 - 27 องศาเซลเซียส เดือนม.ค.-ก.พ. มีอุณหภูมิประมาณ ลบ1 - 5 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูในไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง ช่วงกลางวันมีอุณหภูมิประมาณ 8 - 15 องศา และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศในแต่ละวันมีอยู่ตลอดเวลา การไปเที่ยวสวิสจึงควรนำเสื้อกันหนาวหนาๆติดตัวไปด้วย
สำหรับการเดินทางจากเมืองไทยสู่สวิตเซอร์แลนด์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายการบินสวิส โทร.0-2504-2754-6
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








