หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

มหกรรมคนขี่วัว

โดย : ชาธิป @กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


"กล้า" หรือ "บ้า" บางครั้งก็ต่างกันแค่เส้นขนหูวัว แต่ไม่ว่าจะกล้าหรือบ้า กลุ่มคนที่เรียกว่า นักขี่วัวมืออาชีพ (Professional Bull Riders -PBR) ก็มีตัวตนอยู่จริง และมีอยู่อย่างเป็นกลุ่มก้อน

ตั้งแต่ปี 1992 กลุ่มนักขี่วัว 20 เกิดไอเดียบรรเจิดว่าอยากจะแยกกีฬาขี่วัวออกมาจากกิจกรรมที่เรียกว่า "โรดิโอ" แบบดั้งเดิม ทั้ง 20 คนควักกระเป๋าลงขันคนละ 1,000 ดอลลาร์ ก่อตั้งกลุ่มคนเล็กๆ ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นขององค์กรที่เรียกว่า "the Professional Bull Riders, Inc"



จนถึงปัจจุบัน The Professional Bull Riders, Inc มีสมาชิกนักขี่วัวมากกว่า 1,200 รายจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา และเม็กซิโก จัดกิจกรรมแข่งขันขี่วัวกว่า 300 รายการต่อปี

ส่วนผสมที่ลงตัวของกีฬาดิบๆ กับความบันเทิงที่ผูกพันอย่างแนบแน่นกับรากวัฒนธรรมอเมริกันทำให้กลุ่มผู้ชมการแข่งขันขยายตัวขึ้น ในปี 1995 มีผู้ชมราว 310,000 เข้าชมการแข่งขันของ PBR (ตัวเลขเฉพาะในสหรัฐ) ทุกวันนี้ แต่ละปีมีผู้เข้าชมปีละมากกว่า 1.5 ล้านคน และหากนับเฉพาะช่วงการแข่งขันรอบสุดท้าย 7 วัน มีผู้เข้าชมเกือบ 90,000 คน และอีกนับล้านที่ชมการแข่งขันทางโทรทัศน์


การแข่งขันรอบสุดท้ายของจัดกันที่ลาส เวกัส ช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีภายใต้ชื่อ PBR World Champion ดูรายละเอียดได้ที่ www.pbrnow.com

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คราบน้ำบนผนังสกปรกมาก ขัดออกอย่างไรดี

คราบน้ำบนผนังทั้งในบ้านและนอกบ้านหรือที่รั้วมีไว้โม้กับเพื่อนว่าบ้านคุณโดนน้ำท่วมขนาดไหน แต่คุณคงไม่อยากอยู่กับมันไปนาน ๆ

คราบหลังน้ำท่วมใหญ่จะมีทั้งคราบดินโคลน คราบน้ำมัน คราบเชื้อรา คราบตะไคร่น้ำ และคราบเกลือ สิ่งแรกที่แนะนำให้ทำก่อนคือ พยายามใช้ผ้าชุบน้ำสบู่หรือน้ำเปล่าเช็ดคราบโคลนและคราบเกลือออกให้มากที่สุด ถ้าใช้แปรงช่วยให้ใช้แปรงขนพลาสติกอ่อน ๆ จะได้ไม่ไปขัดเอาสีทาบ้านหลุดล่อนออกมาด้วย (ยกเว้นกรณีที่แช่น้ำนานมาก ๆ จนสีเสื่อมสภาพ ต้องขัดออกเพื่อทาสีใหม่อยู่ดี)

สำหรับบ้านที่ติดถนนใหญ่หรืออยู่ใกล้ร้านอาหาร อาจมีคราบน้ำมันลอยมาเกาะผนังด้วย ลองใช้น้ำส้มสายชูผสมเบกกิ้งโซดาล้าง หรือใช้น้ำยาขจัดคราบไขมันสำหรับใช้ในครัวได้เลย

จากนั้นใช้โซเดียมไฮโปคลอไรต์ หรือ “น้ำยาฟอกขาว” ล้างคราบตะไคร่น้ำและคราบเชื้อราออกได้และช่วยฆ่าเชื้อโรคด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำโซเดียมไฮโปคลอไรต์ไปผสมน้ำในความเข้มข้น 0.5-1 เปอร์เซ็นต์ แล้วนำไปราดพื้นเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้ด้วย อย่าลืมสวมถุงมือยางเวลาที่ขัด มือจะได้ไม่ลอก กลิ่นจะฉุนนิดหนึ่ง แนะนำให้เปิดประตูหน้าต่างให้มากที่สุด เปิดบานตู้และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ผึ่งลมให้แห้ง ใช้พัดลมและดรายเออร์ช่วยในบางจุด

นอกจากนี้ยังอาจวางสารดูดความชื้น (มีขายที่ห้างเคหะภัณฑ์ใหญ่ ๆ) และก้อนถ่านไว้ตามจุดต่าง ๆ ในบ้านเพื่อลดกลิ่นอับชื้น คลอรีนปริมาณมาก ๆ ที่ใช้ล้างบ้านอาจทำให้จุลินทรีย์ในท่อน้ำทิ้งรอบ ๆ บ้านตายด้วย การเทน้ำหมักชีวภาพ (EM) ลงไปในบ่อพักน้ำรอบ ๆ บ้านจะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์และลดกลิ่นเหม็นเน่าได้เป็นอย่างดี

ทีมงาน “บ้านและสวน” เชื่อว่าในช่วงที่ผ่านมา คุณผู้อ่านหลายท่านคงประสบปัญหาอุทกภัยซึ่งอาจมีผลกระทบต่อบ้านของคุณเป็นแน่ เราจึงทำหนังสือ คู่มือปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้าน หลังน้ำท่วม ฉบับพิเศษ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงบ้านแก่ผู้ประสบภัยและบุคคลทั่วไป สามารถมารับได้ฟรีที่ งานบ้านและสวนแฟร์ ระหว่างวันที่ 17-25 ธันวาคม 2554 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือเข้าไปดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ได้ที่ www.baanlaesuan.com

บ้านและสวน via @เดลินิวส์

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ภูฎานอภิเษก

ภูฏานเตรียมพิธีอภิเษกสมรส'จิกมี'

ภูฏานจัดเตรียมสถานที่จัดงานพิธีอภิเษกสมรสระหว่าง สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกลวังชุค และนางสาวเจตซัน เปมา ที่พูนาคา เมืองหลวงของภูฏาน

ทางการภูฏาน เตรียมจัดพิธีอภิเษกสมรสระหว่าง สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกลวังชุค และนางสาวเจตซัน เปมา ที่พูนาคา ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าแก่อายุกว่า 300 ปี หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น ทั้งกษัตริย์จิกมีและพระราชินีจะเสด็จไปยังกรุงทิมพู และจะมีพิธีเฉลิมฉลองพิธีเสกสมรสที่สนามกีฬา ชางลิงมิทาง Changlingmithang stadium ในกรุงทิมพูในวันที่ 15 ต.ค.นี้

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ศรีอยุธยา (09)

สมเด็จพระนารายณ์เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ประสูติภายหลังจากที่พ่อท่านครองราชย์แล้ว ตามโบราณประเพณีเรียกว่า “ประสูติภายใต้เศวตฉัตร” ไม่ได้แปลว่าไปกางร่มคลอดอยู่ตรงนั้น

ที่จริงท่านควรได้เป็นกษัตริย์ต่อจากพระเจ้าปราสาททอง แต่พ่อท่านไปทรงทำท่าเหมือนจะยกราชสมบัติให้เจ้าฟ้าไชย ที่ “ประสูตินอกเศวตฉัตร” จึงเลยตามเลยจนต่อมาสมเด็จพระนารายณ์เข้ายึดอำนาจจากสมเด็จเจ้าฟ้าไชย พี่ชายคนละแม่ แล้วยกอาคือพระศรีสุธรรมราชาขึ้นเป็นกษัตริย์สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ไปปล้ำน้องสาวสมเด็จพระนารายณ์เข้าทั้งที่เป็นหลานอา สมเด็จพระนารายณ์จึงเข้ายึดอำนาจจับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา แล้วขึ้นเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 28 แต่นับเป็นลำดับที่ 4 และลำดับสุดท้ายแห่งราชวงศ์ปราสาททอง




กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ปลายสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถมาจนถึงต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์ร่วม 30 ปี ไม่มีศึกสงครามกับพม่า แต่ภายในพระนครร้อนรุ่มไม่เป็นสุขมีแต่การทะเลาะเบาะแว้งแย่งอำนาจกัน พี่ฆ่าน้อง (พระเจ้าทรงธรรมจัดการกับพระศรีเสาวภาคย์) ขุนนางยึดอำนาจ (เจ้าพระยากลาโหมจัดการกับสมเด็จพระเชษฐาธิราช) น้องฆ่าพี่ (สมเด็จพระนารายณ์จัดการกับสมเด็จเจ้าฟ้าไชย) และหลานฆ่าอา (สมเด็จพระนารายณ์จัดการกับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา)

วัดโคกพระยานอกเกาะอยุธยาซึ่งเป็นที่สำเร็จโทษพระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายมาตั้งแต่ครั้งประหารพระเจ้าทองลันเป็นอันไม่ค่อยจะว่างพระศพเลย!

เวลาจะยึดอำนาจกัน เหตุผลที่ใช้มาทุกยุคทุกสมัยเพื่อให้ราษฎรฟังแล้วพยักหน้าว่า เออ! ก็สมควรอยู่คือ “ด้วยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนไม่ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม จรรยา สัมมาปฏิบัติ”

ฟังแล้วคล้าย ๆ ที่เวลาจะปฏิวัติในยุคหลัง ๆ ต้องประกาศว่า “ด้วยปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลกระทำการทุจริต...”

ทศพิธราชธรรมจึงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดถึงกันเล่น ๆ แต่เป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณ ต้องมี และต้องรักษาไว้ให้ได้ มิฉะนั้นจะเกิดความไม่พอใจในหมู่ราษฎรและขุนนาง แม้ราชบัลลังก์มั่นคงเพียงใดก็สะท้านสะเทือนได้ ธรรมะนี้เป็นของผู้ปกครอง สมัยก่อนโน้นพระราชาเป็นผู้ปกครอง ก็เป็นธรรมะของพระราชา ต่อมารัฐบาลเป็นผู้ปกครอง ข้าราชการเป็นผู้ใช้อำนาจ จึงกลายเป็นธรรมะของนักการเมืองและข้าราชการจนบัดนี้

รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ 32 ปีสงบเรียบร้อยดีด้วยความสามารถในทางการทหาร การปกครอง การทูต และการค้า ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จ คือ 1. การมีเวลาปกครองยาวนาน 2. การมีคนเก่งให้ใช้งานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ 3. การมีสติปัญญาล้ำเลิศและดำเนินนโยบายอย่างชาญฉลาด จนเล่นเอาพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสงง!

ความเจริญในสมัยนี้มี 5 ด้าน คือ ด้านการปกครอง ได้ขยายอาณาเขตทางเหนือไปจนถึงเชียงใหม่ ทางใต้ไปจนถึงนครศรีธรรมราช สงขลา เมืองไทรบุรี และหัวเมืองมลายู ด้านเศรษฐกิจมีเรือสำเภาจากยุโรปและอาหรับเข้ามาค้าขายมากมาย ทำให้เศรษฐกิจดีมีการปรับปรุงระบบเก็บภาษี รัฐบาลร่ำรวย

ด้านการต่างประเทศฝรั่งเศสส่งราชทูตเข้ามาถวายพระราชสาส์นและเปิดสถานทูตเป็นครั้งแรก อยุธยาส่งราชทูตไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสและเปิดสถานทูตบ้าง ทั้งยังติดต่อกับอังกฤษ สเปน ฮอลันดา และกรุงโรม ทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาคนแรก คือ เชอวาลิเยร์ เดอ โชมองต์ ต่อมาคือลาลูแบร์ ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับอยุธยาไว้ ทูตอยุธยาที่ไปฝรั่งเศสและมีชื่อเสียงมากคือพระวิสุทธสุนทร ต่อมาเป็นเจ้าพระยาโกษา (ปาน)

ด้านศาสนา เสรีภาพ และวิทยาการ พวกบาทหลวงฝรั่งเศสได้เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาอย่างเป็นทางการจนขุนนางอยุธยากลัวว่าสมเด็จพระนารายณ์จะเข้ารีต พระราชทานที่ดินสร้างวัดและเสรีภาพในการนับถือศาสนา เจ้านาย และขุนนางหลายคนเข้ารีตไปแล้ว คณะบาทหลวงยังนำช่างเข้ามาตั้งหอดูดาว สร้างป้อมทหาร สร้างโบสถ์ สร้างวัง ออกแบบถนนหนทาง น้ำพุ

ขุนนางสำคัญเวลานั้นถ้าไม่เป็นเปอร์เซียก็เป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส แขกมัวร์ ที่ยิ่งใหญ่ระดับนายกรัฐมนตรีคือเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ชาติกรีกด้านวรรณคดีสมัยนี้เป็นยุคทอง กวีเก่ง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ศรีปราชญ์ก็ว่าเป็นคนสมัยนี้ แต่บางคนยังเถียงว่าอาจไม่มีตัวจริงหรือไม่ก็เป็นคนรุ่นหลัง

ตั้งแต่สถาปนาอยุธยามา อยุธยายังไม่เคยดี เด่น ดังทีเดียวพร้อมกันทุกด้านขนาดนี้ ว่าไปแล้วในบรรดากษัตริย์อยุธยาทั้งหมดฝรั่งเห็นจะรู้จักแต่สมเด็จพระนารายณ์พระองค์เดียว แต่ถ้าถามพม่าถามมอญก็ต้องเป็นสมเด็จพระนเรศวร

สมเด็จพระนารายณ์มีจุดอ่อนคือ 1. ไม่มีลูกชายไว้สืบราชสมบัติ มีแต่เอาเด็กมาเลี้ยง 2. มีพระทัยกว้าง ทำให้ขุนนางระแวงว่าแม้มีทศพิธราชธรรมแต่เป็นการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน เพราะภายหลังฝรั่งเศสส่งทหารเข้ามาข่มขู่เอาจริง ๆ เจ้าพระยาวิไชเยนทร์ก็ตั้งท่าว่าเผลอ ๆ อาจเป็นกษัตริย์ต่อไปด้วยซ้ำ 3. พระสุขภาพไม่ดี ปีหนึ่งต้องเสด็จไปประทับที่ลพบุรีหลายเดือน ปล่อยให้ทางอยุธยาอยู่ในมือเจ้าพระยาวิไชเยนทร์

ในที่สุดพระเพทราชาเจ้ากรมช้าง (เทียบสมัยนี้คงระดับ ป.ต.อ.) ก็เข้ายึดอำนาจจับเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ประหาร เปิดฉากรบกับกองทัพฝรั่งเศสจนลงเรือหนีไป สมเด็จพระนารายณ์ซึ่งประชวรอยู่แล้วสวรรคต พระเพทราชาจึงได้ครองราชย์เป็นสมเด็จพระเพทราชา กษัตริย์พระองค์ที่ 29

สมเด็จพระเพทราชาเป็นสามัญชนชาวบ้านพลูหลวง สุพรรณบุรี จึงไม่อยู่ในราชวงศ์ปราสาททอง นักประวัติศาสตร์เรียกว่าราชวงศ์บ้านพลูหลวง เป็นราชวงศ์สุดท้ายของอยุธยา เพราะกษัตริย์รวม 6 พระองค์ครองราชย์มาจนถึงวันที่กรุงแตกครั้งที่ 2

เมื่อสมเด็จพระเพทราชาสวรรคต พระราชโอรสซึ่งเดิมคือหลวงสรศักดิ์ (เดื่อ) ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 30 ทรงพระนามว่าสมเด็จพระสรรเพชญที่ 8 แต่ด้วยความที่เป็นคนดุ ฆ่าคนได้ง่าย ๆ วันดีคืนดีปลอมตัวออกไปชกมวยพนันกับชาวบ้าน คนจึงเรียกว่า “สมเด็จพระเจ้าเสือ” รัชกาลนี้แหละที่เกิดเรื่องพันท้ายนรสิงห์พายเรือไปตามคลองโคกขาม หักเรือพระที่นั่งไม่ทันโค้ง หัวเรือชนตลิ่งจนหัก พันท้ายนรสิงห์ขอให้ประหารชีวิตตน สมเด็จพระเจ้าเสือให้อภัยแต่พันท้ายนรสิงห์ก็ไม่ยอม ต้องการให้รักษากฎหมาย ลงท้ายก็ต้องประหาร ถึงตอนนี้ต้องร้องเพลงน้ำตาแสงใต้ประกอบ “นวลเจ้าพี่เอย คำน้องเอ่ย...”

สมเด็จพระเจ้าเสือนั้นมีคนเชื่อกันว่าเป็นพระราชโอรสสมเด็จพระนารายณ์แต่ประสูติจากสาวชาวบ้านธรรมดา จึงให้พระเพทราชาเลี้ยงเป็นลูก ว่ากันว่าหน้าตาละม้ายสมเด็จพระนารายณ์และเป็นคนโปรดด้วย ในการปฏิวัติปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์ท่านเป็นคนวางแผนและก่อการแทบทั้งหมด

พูดถึงสมเด็จพระนารายณ์ พงศาวดารเขียนไว้ว่าเป็นคนมีบุญมาแต่เกิด เมื่อประสูติก็มีคนเห็นเป็น 4 มือ วันหนึ่งไฟไหม้ พระราชกุมารถลันตามคนขึ้นไปช่วยดับไฟ คนทั่วไปเห็นเป็นเงาคนสี่มืออยู่กลางหมอกควัน ไม่ช้าไฟก็ดับลง พระราชชนกจึงพระราชทานนามว่าพระนารายณ์ราชกุมาร ทรงเป็นมหาราชพระองค์หนึ่งของไทย

อ้อ! เจ้าพระยาโกษา (ปาน) คนที่เคยเป็นทูตไปฝรั่งเศสนั้น ภายหลังได้ตำแหน่งใหญ่แทนเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ที่ถูกฆ่า แต่ตัวท่านเองถึงสมัยสมเด็จพระเพทราชาก็ถูกประหาร ท่านเป็นคนรุ่นหลานเหลนสืบเชื้อสายมอญมาจากพระยาเกียรติ พระยาราม มอญที่ถูกใช้ให้ลอบฆ่าสมเด็จพระนเรศวรที่เมืองแครงแล้วกลับสารภาพเข้าด้วยกับสมเด็จพระนเรศวร จำได้ไหม

รัชกาลที่ 4 ทรงอธิบายแก่เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ราชทูตอังกฤษว่า เจ้าพระยาโกษา (ปาน) เป็นบรรพบุรุษชั้นทวดของพระอักษรสุนทร (ทองดี) พระอักษรสุนทรเป็นพระบรมราชชนกของรัชกาลที่ 1

ดังนั้นพระบรมราชจักรีวงศ์นอกจากเป็นไทยแล้ว ยังมีเชื้อสายมอญทางเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และย้อนไปถึงพระยาเกียรติ พระยารามอีกด้วย ทั้งยังมีเชื้อสายทางจีนและมุสลิมเช่นกัน แม้แต่ราษฎรทั้งหลายในประเทศนี้ก็ระคนปนเปกัน กลืนกัน ไม่เคยแบ่งแยกเป็นเขาเป็นเรา

ชาติทั้งหลายโดยเฉพาะในอุษาคเนย์นี้ล้วนแต่สังคมเครือญาติกันทั้งนั้น แล้วจะทะเลาะกันทำไม!.

“ทศพิธราชธรรมจึงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดถึงกันเล่น ๆ แต่เป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณ ต้องมี และต้องรักษาไว้ให้ได้ มิฉะนั้นจะเกิดความไม่พอใจในหมู่ราษฎรและขุนนาง แม้ราชบัลลังก์มั่นคงเพียงใดก็สะท้านสะเทือนได้ ธรรมะนี้เป็นของผู้ปกครอง สมัยก่อนโน้นพระราชาเป็นผู้ปกครอง ก็เป็นธรรมะของพระราชา ต่อมารัฐบาลเป็นผู้ปกครอง ข้าราชการเป็นผู้ใช้อำนาจ จึงกลายเป็นธรรมะของนักการเมืองและข้าราชการจนบัดนี้”

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

คาบูล เมืองที่ถนนไร้ชื่อ

โดย : ลิเวอร์ เบิร์ด@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


กรุงคาบูล เมืองหลวงของประเทศอัฟกานิสถานเป็นเมืองที่มีถนนเพียงไม่กี่สายที่มีชื่อถนนและมีบ้านเพียงไม่กี่หลังที่มีบ้านเลขที่

ทำให้คนสงสัยว่าบุรุษไปรษณีย์ของเมืองนี้ทำหน้าที่ส่งจดหมายถึงผู้รับได้อย่างไรกัน



สำหรับบุรุษไปรษณีย์ของคาบูลแล้ว การเสาะหาที่อยู่ของผู้รับในเมืองที่เปรียบเสมือนเขาวงกตแห่งนี้เป็นงานที่หนักหนาสาหัสเอาการมาก เพราะคาบูลเป็นเมืองที่มีประชากรมากกว่า 4 ล้านคนและเป็นเมืองหนึ่งที่มีการสร้างบ้านและถนนขึ้นใหม่ในทุกๆ ปี และสำนักงานไปรษณีย์กลางยังไม่ได้นำระบบรหัสไปรษณีย์มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ


ซองจดหมายกองโตในที่ทำการไปรษณีย์ของกรุงคาบูลแห่งหนึ่งมีข้อมูลของผู้รับที่ระบุบนซองน้อยมาก ส่วนมากจะไม่มีการระบุบ้านเลขที่ มีแต่ข้อมูลที่ค่อนข้างคลุมเครือ จดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกส่งมาจากประเทศสหรัฐอเมริการะบุถึงผู้รับไว้เพียงว่า “ฮามิด จาน หลังพระราชวังดารุ้ล อามาน” อีกฉบับหนึ่งจ่าหน้าว่า “หลังมัสยิดโอมาร์ จาน” ในขณะที่อีกฉบับหนึ่งระบุไว้เพียงว่า “อยู่ใกล้โรงเรียนอะล้อดดิน”


“จดหมายที่ถูกส่งมาถึงคนที่นี่มักจะไม่ระบุที่อยู่ที่ชัดเจนเสมอ คนส่งเขียนที่อยู่ของคนรับเหมือนกับว่าผมเป็นเพื่อนของผู้รับ บางครั้งกว่าจดหมายจะถึงมือผู้รับก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง” อาหมัด โอมิด บุรุษไปรษณีย์ของที่ทำการไปรษณีย์อัฟกานิสถานกล่าว


อาหมัดซึ่งทำงานที่ไปรษณีย์แห่งนี้มา 2 ปีโดยมีจักรยานเป็นพาหนะคู่ใจบอกว่า การจะหาตัวผู้รับจดหมายเจอนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานของความรู้ส่วนบุคคลและบางครั้งต้องขอความช่วยเหลือจากคนท้องถิ่น


อาหมัดปั่นจักรยานเพื่อนำจดหมายไปส่งให้กับฮามิด จาน โดยมุ่งหน้าไปยังพระราชวังดารุ้ล อามาน ซึ่งอยู่ทางใต้ของกรุงคาบูลและเป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นเมื่อ 90 ปีที่แล้วในสมัยการปกครองของกษัตริย์อมานูเลาะห์ ข่าน ซึ่งต่อมาสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าชาห์


ระหว่างทางอาหมัดสอบถามข้อมูลของฮามิด จาน จากคนเกือบทุกคนที่เขาได้พบตั้งแต่ตำรวจจนถึงเด็กนักเรียน บางคนบอกว่าให้ตรงไปเรื่อยๆ บางคนก็ให้ที่อยู่ของฮามิด จานที่พวกเขารู้จัก แต่โชคร้ายที่ไม่ใช่ฮามิด จานคนที่เขากำลังตามหา


คนในอัฟกานิสถานส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักกันโดยอาชีพของพวกเขา ฮามิด จาน ที่ถูกระบุชื่อในจดหมายฉบับนั้นปรากฏว่าเป็นพ่อค้าขายเนื้อ หลังจากขี่จักรยานท่ามกลางอุณหภูมิที่ 32 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 2 ชั่วโมง และมีการสอบถามข้อมูลจากคน 10 กว่าคน อาหมัดก็หาบ้านของฮามิดพบ


อัฟกานิสถานเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพไปรษณีย์สากลในปี ค.ศ. 1928 และได้เริ่มต้นใช้ประโยชน์จากสถานะสมาชิก ยกตัวอย่างเช่น มีบริษัทเอกชนจำนวนหนึ่งที่ให้บริการรับส่งจดหมายและพัสดุเช่นเดียวกับหน่วยงานของรัฐ


โมฮัมหมัด ยะซิน ราห์มาติ หัวหน้าสำนักงานไปรษณีย์กรุงคาบูล กล่าวว่า ลูกค้าที่มาใช้บริการที่นี่ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการ คนทั่วไปไม่ค่อยมาเป็นลูกค้า เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย คนสามารถส่งอีเมล์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องมาใช้บริการของที่ทำการไปรษณีย์


โมฮัมหมัดบอกว่า ด้วยความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคจากสหภาพไปรษณีย์สากล สำนักงานไปรษณีย์อัฟกานิสถานเริ่มใช้รหัสไปรษณีย์และโครงการจัดระบบของที่อยู่เพื่อทำให้การบริการมีความทันสมัยมากขึ้น แต่มันต้องใช้เวลากว่าที่ประชาชนจะคุ้นเคยกับระบบ และการใช้รหัสไปรษณีย์จะเสร็จสมบูรณ์ต่อเมื่อมีการให้ชื่อถนนและเลขที่กับบ้านเรือนแล้ว


ความยากลำบากนี้ทำให้เกิดธุรกิจทำป้ายชื่อถนนและเลขที่บ้านขึ้น โดย อับดุล อาลี โอดารี่ พ่อค้าขายป้ายชื่อถนนและเลขที่บ้านในเขตอัฟชาร์ เกิดความคิดบรรเจิดหลังจากที่ต้องประสบความลำบากในการค้นหาสถานที่ต่างๆ


"เมื่อคนมาถึงที่นี่ พวกเขาจะเดินไปรอบๆ เป็นชั่วโมงๆ เพื่อหาสถานที่ที่ตัวเองจะไป เมื่อทางเทศบาลนครคาบูลยังไม่ได้ติดป้ายชื่อถนนและเลขที่บ้าน ผมจึงตัดสินใจทำป้ายและบ้านเลขที่ไปติดไว้ที่ถนนและบ้านเรือนที่นี่" เขากล่าว


ปัญหาที่เกิดขึ้นยังมาจากการที่เมืองคาบูลยังไม่มีแผนที่ถนนที่ทำขึ้นอย่างเป็นทางการ บางคนจึงทำแผนที่ของตัวเองขึ้นมา


ลอเรนซ์ ลิวซ่าร์ หัวหน้าขององค์กรวัฒนธรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตฝรั่งเศสในกรุงคาบูล รวบรวมข้อมูลสถานที่ในกรุงคาบูลโดยอาศัยข้อมูลจากคนท้องถิ่น


เธอบอกว่า มันเป็นเรื่องยากเสมอที่จะหาสถานที่ใด ๆ ก็ตามในกรุงคาบูล ถ้าเธอจะไปที่ไหนสักแห่งที่ปกติจะใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง เธอต้องเผื่อเวลาไว้ 1 ชั่วโมง โดยใช้เวลาเดินทางจริงครึ่งชั่วโมง ส่วนอีกครึ่งชั่วโมงหมดไปกับการค้นหาและถามข้อมูลจากคนท้องถิ่น


"แต่มันก็สนุก และคุณจะรู้จักคนอัฟกันมากขึ้นด้วยวิธีนี้" เธอกล่าว

ที่มา : เว็บไซต์บีบีซี