พันเรื่องถิ่นแผ่นดินไทย
โดย อาจารย์สยาม ยิ้มบัว คณะทำงาน ศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ผมเดินก้าวอย่างช้าๆ เข้ามาในห้อง “เกียรติยศแผ่นดินสยาม” ของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ซึ่งเราได้เดินมาถึงหน้าประตูสนามราชกิจ(จำลอง) นั่นหมายถึงผมได้ยืนอยู่หน้าประตูที่จะเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในของวังหลวงแล้วครับ ด้วยธรรมเนียมวังที่กล่าวไว้แต่เมื่อครั้งแรกสร้างกรุง ว่าเขตพระราชฐานชั้นในนั้นเป็นเขตหวงห้ามสำหรับบุรุษเพศ และบุคคลภายนอก แต่นี่คงเป็นโอกาสเดียวที่ผู้ชายและใครก็ตามที่มาที่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์แห่งนี้จะได้เข้าชมเขตพระราชฐานชั้นใน
ภาพของท้าวศรีสัจจา และฉากของแม่พลอยในสี่แผ่นดินที่ไปเหยียบธรณีประตูจนถูกคุณท้าวท่านทักและต้องไปกราบธรณีประตูก็ลอยขึ้นมาในความคิดผมอีกครั้ง เมื่อเบื้องหลังของประตูจะเห็นจ่าโขลน และรูปปั้นจำลองของท้าวศรีสัจจานั่งหน้าประตูอยู่เป็นการสะท้อนภาพอดีตให้เห็นถึงธรรมเนียมของผู้อารักขาประตูวังและกฎธรรมเนียมในวังทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการแฝงเกร็ดความเป็นชาววังให้เราได้เห็น เช่น การเลือกนุ่งผ้าตามสีประจำวันเพื่อความโชคดี การร้อยพวงมาลัยในวัง การทำขนมไทย
ผมเดินออกมาจากเขตพระราชฐานชั้นในและด้วยความที่ได้ยินเสียงการฝึกซ้อมรำของสาวๆ ฝ่ายในแล้ว ช่างดูเป็นความต่อเนื่องของอารมณ์เพราะห้องจัดแสดงต่อมานั้นคือ “เรืองนามมหรสพศิลป์” การแสดงและเรื่องราวมหรสพต่างๆ ในทุกยุคสมัยที่มีในกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เล่าขานผ่านการนำเสนอรอบทิศทาง สัมผัสบรรยากาศแบบ 360 องศา ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสทดลองเชิดหุ่นกระบอกด้วยตัวเอง ในมุมนี้เด็กๆ จะสนุกมากครับผ่านการได้เชิดหุ่นกระบอกและมีใบหน้าของตนเองอยู่ในจอ
เรายังเดินมาได้เพียงแค่ครึ่งเดียวของเส้นทางทั้งหมดเท่านั้นนะครับ ยังไม่ทันหายเหนื่อย ผมก็เดินเข้าไปถ่ายรูปกับกล้องถ่ายภาพโบราณจากร้านฉายาราชดำเนิน และเข้าไปสู่ห้อง “เยี่ยมยลถิ่นกรุง” ซึ่งได้รวบรวมสถานที่น่าสนใจบนเกาะรัตนโกสินทร์ผ่านจอขนาดใหญ่ให้เราได้ชม และประสบการณ์ที่ทำให้ผมได้ขำอีกครั้งหนึ่งคือ ใบหน้าของตนเองไปปรากฏอยู่ที่ตัวละครแอนิเมชั่นที่ผมได้ไปถ่ายภาพไว้ และมีปรากฏไปในละครแอนิเมชั่นในสถานที่ท่องเที่ยวรอบกรุงรัตนโกสินทร์
หลังจากนี้ มาพักสายตากันในจุดทิวทัศน์ที่สวยที่สุดในนิทรรศน์รัตนโกสินทร์นั่นคือ บริเวณชั้น 4 เพราะจะเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของถนนราชดำเนิน โลหะปราสาทวัดราชนัดดารามฯ และลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ดั่งเช่นเทวดาหรือองค์เทพได้รังสรรค์เมืองสวรรค์แห่งนี้ไว้
วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554
รัตนโกสินทร์เรืองโรจน์
พันเรื่องถิ่นแผ่นดินไทย
โดย อาจารย์สยาม ยิ้มบัว คณะทำงานศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ได้นำพาผมและท่านผู้อ่านทุกท่านร่วมเดินทางผ่านเส้นทางแห่งกาลเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในปี 2325 เฉกเช่นกับรูปแบบใหม่ในทุกวันนี้ของเฟซบุ๊กที่มีการทำ timeline วันนี้ผมก็พาทุกท่านมาย้อน timeline ในบ้านเกิดเมือนอนของเราบ้างนะครับ เมื่อเราเข้ามาสู่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์บริเวณโถงกลางก็ต้องหาบัตรเข้าชมกันก่อน หากเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา งานนี้ฟรีครับ แต่สำหรับผมเองก็ไปซื้อบัตรให้เรียบร้อยและเตรียมเข้าชมกันครับ
การเริ่มชมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ได้เริ่มขึ้นผ่านเส้นทางที่นำเสนอช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2325 ของไทยซึ่งถือเป็นปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เปรียบเทียบกับเหตุการณ์สำคัญในต่างประเทศ ที่ทำให้ทราบเพิ่มเติมจากการจัดแสดงอีกว่า ห่างกันเพียงไม่กี่ปี ในปี 2333 สหรัฐอเมริกาก็มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลกแล้ว แต่ละห้วงเวลาที่ผ่านมา ก็ได้มองเห็นพัฒนาการของกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีวิถีก้าวแห่งความเจริญอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพูดถึงย่านที่ขายเครื่องสังฆภัณฑ์ ทุกคนจะนึกถึงเสาชิงช้า เมื่อนึกถึงชุมชนที่ทำบาตรพระ ก็จะเห็นภาพชุมชนบ้านบาตรขึ้นมา การเดินเข้าสู่ห้อง “ดื่มด่ำย่านชุมชน” จึงทำให้ทราบถึงเอกลักษณ์ที่สำคัญของชุมชนที่ตั้งอยู่บนเกาะรัตนโกสินทร์ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวจากท่านอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ และผ่านการถ่ายทอดด้วยเทคโนโลยีที่เราสามารถสัมผัสได้ นอกจากนี้ยังได้เห็นผลิตภัณฑ์ชุมชนพร้อมแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ให้เราได้ศึกษาเพิ่มเติม
พ้นจากห้องนี้ไปแล้ว คราวนี้ถึงเวลาที่เราจะย้อนกลับไปสู่เมื่อครั้งแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์กันแล้วครับ ผ่านเทคโนโลยีสื่อผสม 4 มิติในห้อง “รัตนโกสินทร์เรืองโรจน์” ที่จะกล่าวถึงประวัติแห่งต้นกำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์ และเหตุการณ์ต่างๆ ในห้วงเวลานั้น ผมมั่นใจว่าท่านใดที่เคยมาชมแล้วจะรู้สึกภูมิใจเมื่อได้ฟังความหมายในชื่อเต็มของกรุงเทพมหานคร และได้ตื่นเต้นกับเทคนิคพิเศษต่างๆ ที่มีในห้องนี้ เมื่อประตูห้องนี้ได้เปิดออกมา พระบรมมหาราชวังก็ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ความยิ่งใหญ่อลังการแห่งวังหลวงของพระเจ้าแผ่นดิน ความเป็นศูนย์กลางและแหล่งพึ่งพิงหลักของชาวไทย สะท้อนผ่านโมเดลจำลองพระบรมมหาราชวังตั้งแต่เขตพระราชฐานชั้นนอก กลาง และใน ซึ่งเพียงแค่ห้องนี้ห้องเดียวผู้เข้าชมก็สามารถใช้เวลาได้เป็นชั่วโมงในการศึกษางานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ราชสำนัก ประวัติแห่งพระแก้วมรกต และเกร็ดน่ารู้ในวังได้ ซึ่งจัดแสดงอยู่ในห้อง “เกียรติยศแผ่นดินสยาม”
โดย อาจารย์สยาม ยิ้มบัว คณะทำงานศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ได้นำพาผมและท่านผู้อ่านทุกท่านร่วมเดินทางผ่านเส้นทางแห่งกาลเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในปี 2325 เฉกเช่นกับรูปแบบใหม่ในทุกวันนี้ของเฟซบุ๊กที่มีการทำ timeline วันนี้ผมก็พาทุกท่านมาย้อน timeline ในบ้านเกิดเมือนอนของเราบ้างนะครับ เมื่อเราเข้ามาสู่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์บริเวณโถงกลางก็ต้องหาบัตรเข้าชมกันก่อน หากเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา งานนี้ฟรีครับ แต่สำหรับผมเองก็ไปซื้อบัตรให้เรียบร้อยและเตรียมเข้าชมกันครับ
การเริ่มชมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ได้เริ่มขึ้นผ่านเส้นทางที่นำเสนอช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2325 ของไทยซึ่งถือเป็นปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เปรียบเทียบกับเหตุการณ์สำคัญในต่างประเทศ ที่ทำให้ทราบเพิ่มเติมจากการจัดแสดงอีกว่า ห่างกันเพียงไม่กี่ปี ในปี 2333 สหรัฐอเมริกาก็มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลกแล้ว แต่ละห้วงเวลาที่ผ่านมา ก็ได้มองเห็นพัฒนาการของกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีวิถีก้าวแห่งความเจริญอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพูดถึงย่านที่ขายเครื่องสังฆภัณฑ์ ทุกคนจะนึกถึงเสาชิงช้า เมื่อนึกถึงชุมชนที่ทำบาตรพระ ก็จะเห็นภาพชุมชนบ้านบาตรขึ้นมา การเดินเข้าสู่ห้อง “ดื่มด่ำย่านชุมชน” จึงทำให้ทราบถึงเอกลักษณ์ที่สำคัญของชุมชนที่ตั้งอยู่บนเกาะรัตนโกสินทร์ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวจากท่านอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ และผ่านการถ่ายทอดด้วยเทคโนโลยีที่เราสามารถสัมผัสได้ นอกจากนี้ยังได้เห็นผลิตภัณฑ์ชุมชนพร้อมแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ให้เราได้ศึกษาเพิ่มเติม
พ้นจากห้องนี้ไปแล้ว คราวนี้ถึงเวลาที่เราจะย้อนกลับไปสู่เมื่อครั้งแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์กันแล้วครับ ผ่านเทคโนโลยีสื่อผสม 4 มิติในห้อง “รัตนโกสินทร์เรืองโรจน์” ที่จะกล่าวถึงประวัติแห่งต้นกำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์ และเหตุการณ์ต่างๆ ในห้วงเวลานั้น ผมมั่นใจว่าท่านใดที่เคยมาชมแล้วจะรู้สึกภูมิใจเมื่อได้ฟังความหมายในชื่อเต็มของกรุงเทพมหานคร และได้ตื่นเต้นกับเทคนิคพิเศษต่างๆ ที่มีในห้องนี้ เมื่อประตูห้องนี้ได้เปิดออกมา พระบรมมหาราชวังก็ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ความยิ่งใหญ่อลังการแห่งวังหลวงของพระเจ้าแผ่นดิน ความเป็นศูนย์กลางและแหล่งพึ่งพิงหลักของชาวไทย สะท้อนผ่านโมเดลจำลองพระบรมมหาราชวังตั้งแต่เขตพระราชฐานชั้นนอก กลาง และใน ซึ่งเพียงแค่ห้องนี้ห้องเดียวผู้เข้าชมก็สามารถใช้เวลาได้เป็นชั่วโมงในการศึกษางานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ราชสำนัก ประวัติแห่งพระแก้วมรกต และเกร็ดน่ารู้ในวังได้ ซึ่งจัดแสดงอยู่ในห้อง “เกียรติยศแผ่นดินสยาม”
ธนบุรีศรีมหาสมุทร (3)
เมื่อจัดการกับสุกี้พระนายกอง นายทหารมอญที่เคยรับอาสาพม่าปราบพวกค่ายบางระจันได้และเมื่อพม่ายึดกรุงศรีอยุธยาแล้ว จึงไว้ใจตั้งให้เป็นผู้บัญชาการใหญ่ค่ายโพธิ์สามต้นคุมกรุงศรีอยุธยา ทหารพม่าอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป ต่างยอมแพ้วางอาวุธหรือไม่ก็แตกซ่านหลบหนีกระเจิงไป
เรื่องนี้ใครเป็นนักเขียนนิยาย จะแต่งเรื่องว่าทหารหนุ่มชาวพม่าหรือมอญชื่อ หม่องหรือสมิงอะไรสักคนหลบหนีพระยาตากกระเซอะกระเซิงไปเจอสาวไทยแถวอุทัยหรือนครสวรรค์ช่วยเหลือให้ที่หลบซ่อนเพราะไม่รู้ว่าเป็นศัตรูจนทั้งสองรักกัน หม่องนั่นกลับตนเป็นคนดีช่วยทำมาหากินทำไร่ทำนา ภายหลังทางการสืบทราบจึงจับตัวพรากไปก็คงสนุกดีไม่แพ้เรื่องเลือดสุพรรณของหลวงวิจิตรวาทการและคู่กรรมของทมยันตี!
พูดก็พูดเถอะ เรื่องเนเมียวสีหบดีแม่ทัพพม่าจับคนไทยเป็นเชลยร้อยหวายผูกเดินตามกันไปเป็นพรวนจนถึงพม่าพร้อมพระเจ้าอุทุมพรซึ่งพม่าให้สึกแล้วปลูกตำหนักให้อยู่กับข้าราชบริพารที่เมืองจักกายใกล้กรุงอังวะนั้น ถ้ามาผูกเป็นนิยายว่าเชลยสาวไทยไปอยู่โน่นแล้วรักกับหม่องพม่า หรือเชลยหนุ่มไทยไปรักกับสาวพม่า ก็น่าจะได้อีกเรื่อง ถ้าให้ดีคนไทยคนนั้นต้องทิ้งคนรักหนีกลับมาช่วยรัชกาลที่ 1 ทำสงคราม 9 ทัพคราวพม่ายกมาใหม่อีก 18 ปีต่อมา และคนรักชาวพม่ามาในขบวนทัพพม่าด้วยน่าจะสนุกดี!
พระยาตากเข้ากรุงศรีอยุธยาแล้วก็ได้ขึ้นช้างตรวจดูสภาพพระมหานครอายุ 417 ปี ด้วยความสลดสังเวชใจ ครั้นได้เวลามหาฤกษ์จึงประกอบพิธีบรมราชาภิเษกเท่าที่พอทำได้ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2310 ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชา พระศรีสรรเพชญ ถ้านับต่อจากกษัตริย์อยุธยาแล้วก็เป็นพระบรมราชาที่ 4 แต่คนทั่วไปยังคงออกพระนามว่าขุนหลวงพระยาตาก
วันที่ 28 ธันวาคม จึงเป็นวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วยเหตุนี้ครับ
การทำพิธีบรมราชาภิเษกคราวนั้น ย่อมไม่อาจคึกคักมโหฬารไปได้เพราะบ้านเมืองยังอยู่ในบรรยากาศความสูญเสีย ข้าวของเครื่องใช้ราชกกุธภัณฑ์มงกุฎฉัตรจะไปเอามาจากไหนได้เพราะถูกพม่าเผาทำลายหรือขนขึ้นช้างม้ากลับพม่าไปหมดแล้วจึงเรียกว่า “ทำตามมีตามเกิด” ส่วนความจำเป็นที่ต้องทำก็เพื่อเรียกขวัญชาวเมืองกลับมาว่า “เราได้ผู้นำใหม่แล้ว” มิฉะนั้นจะกลายเป็นขบวนการคนไทยกู้ชาติหรือเสรีไทยลอย ๆ ทำงานใต้ดินอยู่แค่นั้น ทั้งยังจะช่วยให้ข่าวสะพัดไปถึงพม่าด้วยว่ากรุงศรีอยุธยากลับตั้งตัวขึ้นใหม่ได้แล้ว (โว้ย)!
เหลือแต่ปัญหาเรื่องการฟื้นฟูกรุงศรีอยุธยาเท่านั้นว่าจะทำอย่างไร
สภาพกรุงศรีอยุธยาเมื่อพระยาตากเข้าเมืองในปี 2310 หลังเสียกรุงเพียง 8 เดือนน่าจะประมาณอยุธยาหลังน้ำท่วมใหญ่หนนี้ หรือลองสมมุติภาพหลังเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ก็ได้ เพราะข้าศึกจุดไฟเผาผลาญไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม ปราสาทราชวัง หรือบ้านช่องห้องหอของราษฎร เพียงแต่ว่าอาคารเมื่อ 244 ปีก่อนไม่ได้ก่อตึกถาวรดังทุกวันนี้ ไม่มีนิคมอุตสาหกรรม ไม่มีคอนโดมิเนียม ไม่มีตึกใบหยก แต่เป็นกระต๊อบ เรือนแพ เรือนหลังคามุงจากมุงกระเบื้อง อย่างหรูหน่อยก็เป็นกำแพงเมือง พระราชวัง โบสถ์วิหาร เจดีย์ และพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ ที่ก่ออิฐถือปูนแต่ก็แตกหักทรุดโทรมเสียมาก
รถยนต์รถลอยฟ้ารถใต้ดินเวลานั้นก็ไม่มี มีแต่เรือแพ เรือรบหลวงเองยังถูกข้าศึกเผาหมด ในส่วนผู้คนนั้นอยุธยาแทบเป็นเมืองร้างเพราะพวกที่ถูกข้าศึกจับเป็นเชลยไปพม่าก็หลายหมื่นคน พวกที่ไม่ถูกจับก็หนีเข้าป่าเข้าดง จะเหลืออยู่ก็แต่พวกที่ไม่ถูกเกณฑ์ไปพม่าแต่คงไม่ต่างจากเชลยเท่าไรนัก เพราะต้องอยู่ใต้การปกครองของพม่าร่วม 8 เดือน กว่าพระยาตากจะมาปลดปล่อย
คนไทยส่วนหนึ่งที่ยังไม่ทันถูกจับไปพม่าถูกเกณฑ์ไปทำงานอยู่ในค่ายโพธิ์สามต้นนอกเกาะอยุธยา สภาพในค่ายนี้คงไม่ใช่ศูนย์พักพิงแต่เป็นค่ายกักกันเชลย ทหารพม่าเองรวมทั้งสุกี้พระนายกองก็พักอยู่ในค่ายนี้ด้วย เจ้านายราชวงศ์บ้านพลูหลวงพระราชธิดาพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศหลายองค์ เช่น เจ้าฟ้าหญิงพินทวดีก็ถูกกักไว้ทำงานในค่าย เมื่อพระยาตากรบชนะสุกี้พระนายกองแล้วก็ให้ทลายค่ายปล่อยตัวออกมาหมด
พม่าเผาเมืองทำไม คำตอบคือเป็นธรรมดาของผู้ชนะที่จะกำจัดศัตรูมิให้โงหัว ประการสำคัญคือผู้ชนะย่อมต้องการสมบัติพัสถานจากผู้แพ้ เรียกว่าขออะไรติดไม้ติดมือไปบ้าง มาทั้งทีอย่าให้เสียเที่ยว เรื่องนี้จะเป็นนโยบายรัฐบาลพระเจ้ากรุงอังวะหรือเปล่าไม่รู้ แต่ทหารพม่าก็ปล้นบ้านเรือนราษฎร ฉุดคร่าลูกเมียเขามาบำเรอทัพ จุดไฟเผาวัดเผาเจดีย์เผาพระพุทธรูปเพื่อเอาทองคำและของมีค่าไป ขนาดอาวุธหนักเช่นปืนใหญ่ ถ้าฉุดลากเอากลับพม่าได้ก็เอาไป แต่ถ้าเอาไปไม่ได้ก็เผาเสียมิให้ใช้งานได้อีกเรียกว่า “ปล้น” เชียวล่ะ ชาวอยุธยาที่พอมีทรัพย์ต่างขุดหลุมฝังแล้วหลบหนีไป ทหารพม่าก็มาเที่ยวขุดหาเป็นการใหญ่ ขู่ให้ราษฎรเปิดเผยที่ซ่อน ความผิดฐานบอกที่ซ่อนทรัพย์นี้เป็นข้อหาร้ายแรงฐานซ้ำเติมความทุกข์ราษฎร ขนาดสมเด็จพระสังฆราช (สี) ยังถูกพระเจ้าตากสินจับสึกเพราะมีผู้ให้การว่าเคยบอกที่ซ่อนทรัพย์ของคนอื่นจนพม่าไปงัดแงะบ้านที่เจ้าของอพยพหนีน้ำ...เอ๊ย! ไปขุดหาทรัพย์ชาวบ้านได้ไปมากโขอยู่
ผมไปอยุธยาทีไรแม้ทุกวันนี้ก็ยังนึกแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้ชาวอยุธยาไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย อำมาตย์ ไพร่ พระสงฆ์องค์เจ้าหรือทหารที่ตายทับถมศพเกลื่อนกรุง อย่างน้อยวงศาคณาญาติของผมเมื่อ 10-20 ชั่วโคตรก่อนคงอยู่ในจำนวนพวกนั้นบ้างละน่า ถ้าไม่ถูกจับเป็นเชลยเกณฑ์เดินตีนเปล่าไปเมืองพม่าเสียแล้ว ท่านผู้อ่านเองก็เถอะนึกเหมือนผมบ้างไหมครับ
สภาพอย่างนี้แม้เข้าเมืองและปราบ ดาภิเษกแล้ว แต่พระยาตากคงสลดหดหู่ใจเต็มทีจะตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฟื้นฟูและพัฒนาเพื่ออนาคตของประเทศ (กยอ.) เพื่อสร้างนิวอยุธยาก็คงฟื้นไม่ไหว ข้อสำคัญคือขวัญและกำลังใจของชาวอยุธยาแทบไม่เหลือหลออีกแล้ว มีแต่จะหวาดผวาเกรงอาฟเตอร์ช็อกจากพม่าว่าจะมาอีก แม้แต่พระยาตากเองชาวอยุธยาทั่วไปก่อน พ.ศ. 2310 ก็ไม่ได้รู้จักชื่อเสียงเพราะเป็นเจ้าเมืองอยู่บ้านนอก ไม่มีเชื้อสายเจ้านาย ยิ่งเขาว่ามีเชื้อจีนเสียอีก การจะขอความร่วมมือจัดบิ๊ก คลีนนิ่งเดย์ หรือชวนกันกู้บ้านเมืองเห็นจะไม่มีใครมีกะจิตกะใจทำ สู้ไปหาที่ใหม่ เริ่มใหม่ คิดใหม่ทำใหม่ นับ 1 ใหม่ไม่ได้
แต่ครั้นจู่ ๆ จะอพยพไปเหมือนครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 คราวจอมพล ป. ชวนให้ทิ้งกรุงเทพฯ อพยพไปอยู่เพชรบูรณ์ หรือเหมือนที่พม่าอพยพจากย่างกุ้งไปตั้งเมืองหลวงใหม่ที่เนปิดอว์ก็ไม่ง่ายอีก เพราะคนติดที่ก็มี ดูแต่คราวน้ำท่วมสิครับ ทั้งปลอบทั้งขู่ชวนให้อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงยังไม่ยอมไป ห่วงบ้านบ้าง ห่วงหมาห่วงแมวบ้าง ข้อสำคัญคือจู่ ๆ จะชวนให้ผู้คนทิ้งกรุงที่มีอายุ 417 ปีไป ดูท่าจะเสียภาวะผู้นำเหมือนกัน ดีไม่ดีถูกหาว่าลบหลู่สมเด็จพระบูรพกษัตริย์ 34 พระองค์ที่ครองเมืองมาจะมาย้ายในบัดนี้ดูจะใจเสาะเกินไป
เรื่องนี้จะเป็นอุบายแก้เกมของพระเจ้าตากหรือเป็นเรื่องจริงก็ไม่ทราบ แต่วันหนึ่งทรงเล่าให้บรรดาขุนนางแม่ทัพนายกองฟังว่า ขณะบรรทมอยู่ที่พระที่นั่งทรงปืน ทรงฝันว่าอดีตกษัตริย์ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยามาขับไล่มิให้อยู่ คงเห็นว่ามิได้มีเชื้อสายกษัตริย์ สุบินนิมิตนี้จะจริงหรือไม่ก็ตามแต่เป็นกโลบายการเมืองและจิตวิทยาของผู้นำอย่างหนึ่งที่ต้องเอา “ความเชื่อหักล้างความเชื่อ” ที่จริงจะใช้โหราพยากรณ์แกล้งผูกคำทำนายว่าให้ย้ายราชธานีก็คงได้ แต่ทำให้มีพยานขึ้นมาเปล่า ๆ ถ้าบอกว่าฝันเองใครจะมาแย้งได้
อดีตกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาก็พิลึก คนเขาอุตส่าห์มาช่วยกู้บ้านกู้เมืองกลับมาไล่ไม่ให้อยู่ ที่จริงเจ้าแผ่นดินบรมกษัตริย์อยุธยาบางพระองค์ก็มิได้มีเชื้อสายกษัตริย์มาก่อนเช่นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปราสาททอง สมเด็จพระเพทราชา แม้แต่หากว่าขุนหลวงที่มาขับไล่พระเจ้าตากเป็นพระเจ้าเอกทัศซึ่งดูจะหวงอะไรอยู่มากก็จะยิ่งแปลกเพราะเมื่อค้นหาพระศพได้แล้วท่านยังอุตส่าห์ขุดขึ้นมาทำพิธีถวายพระเพลิงมิให้เสื่อมพระเกียรติยศ
ความประสงค์ในการที่ทรงเล่าความฝันนี้คือ อย่ากระนั้นเลยเราควรไปหาที่อื่นสร้างกรุงใหม่กันเถิด จะลงทุนทำใหม่กันทั้งทีมาจมอยู่กับความสลดสังเวชใจรื้อไปสร้างไปบนความทุกข์ได้อย่างไร เพราะนั่นก็เรือนของพี่นี่ก็เรือนของลุงป้าน้าอา โน่นก็วัดที่เคยบวช โน้นก็วังที่เคยเห็น ไหนจะซากศพ ไหนจะซากเจดีย์ทรุดบ้างโทรมบ้าง จะรื้อทิ้งก็ไม่กล้า จะคาไว้ก็เสียดแทงใจ
ผมเข้าใจว่าบางทีพระเจ้าตากอาจทรงเกรงพม่าจะยกทัพตามมาอีกรอบก็ได้ เพราะครั้งพม่าตีกรุงแตกนั้น มีแต่ทัพเนเมียวสีหบดี ส่วนมังมหานรธาแม่ทัพอีกคนก็ตายไปก่อนเสียกรุงแล้ว หากพระเจ้ากรุงอังวะโกรธจัดโดยเฉพาะการที่สุกี้พระนายกองถูกฆ่า อาจทรงถือว่าเสียหน้าจึงยกทัพใหญ่มาเองอีกหนก็จะน่ากลัวมาก ขณะเดียวกันพระเจ้าตากทรงทราบดีว่ายามบ้านแตกเมืองเสียอย่างนี้ ใคร ๆ ก็คงคิดเป็นใหญ่กันทั้งนั้น ที่เห็น ๆ อยู่ในเวลานั้นมีเจ้าพระยานครศรีธรรมราชตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ที่ปักษ์ใต้ พระสังฆราชาเมืองฝางตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ภาคเหนือตอนบน เจ้าพระยาพิษณุโลกตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือตอนล่าง และกรมหมื่นเทพพิพิธ พระราชโอรสพระเจ้าบรมโกศ น้องคนละแม่กับพระเจ้าเอกทัศตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ที่พิมาย ปากทางภาคอีสาน เรียกว่าการเมืองวันนั้นมีหลายพรรค พรรคหนึ่งมีหลายมุ้ง กระจายอยู่ทุกภาค ถ้าพวกนี้ยกลงมาตีอยุธยา กรุงศรีอยุธยาจะลำบาก ยิ่งถ้ายกมามะรุมมะตุ้มพร้อมกันทุกทิศจะยิ่งลำบากหลายเท่า เขมรและพม่าเองก็คงไม่อยู่เฉยแน่
การย้ายไปหาที่ตั้งกรุงใหม่จึงถูกต้องที่สุด แต่ถ้าขึ้นไปตากก็จะล้ำเข้าไปในอำนาจเจ้าพระยาพิษณุโลกและเจ้าพระฝางซึ่งอยู่ติดกัน ถ้าไปอยู่จันทบุรีก็เกรงเขมรซึ่งฮึ่ม ๆ อยู่ข้าง ๆ จะมารบกวนและคงจะมีอุปสรรคอื่นอีกเพราะอยู่ปลายสุด พระเจ้าตากจึงทรงชวนกันย้ายลงมาอยู่ที่กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรซึ่งเคยทรงยกทัพเรือจากจันทบุรีมายึดคืนจากนายทองอินคนไทยใจศัตรูที่พม่าตั้งให้ปกครองและดันซ้ำเติมความทุกข์คนไทยด้วยกัน จึงพอจะทรงคุ้นเคยกับภูมิสถานที่ตั้งและทางหนีทีไล่อยู่บ้าง ที่พอพระทัยคือกรุงธนบุรีอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งทรงสันทัดการรบทางน้ำถ้าพม่ายกมาทางเหนือหรือตะวันตกจนเราสู้ไม่ได้ก็พอจะลงเรือหนีออกปากอ่าวได้ไม่ถูกปิดล้อมเหมือนอยุธยา อีกประการหนึ่งคือชื่อกรุงธนบุรี ซึ่งแปลว่าเมืองแห่งทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่งนั้นดูจะถูกโฉลกพ้องกับพระนามเดิมว่า “สิน” อีกด้วย
เมื่อเสด็จลงมาถึงกรุงธนบุรีก็ทรงเลือก เอาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ป้อมฝรั่งปากคลองบางกอกใหญ่ซึ่งทรงเปลี่ยนชื่อเป็นป้อมวิชัยประสิทธิ์เป็นแนวพระราชวังด้านทิศใต้ ครอบคลุมวัดท้ายตลาด (วัดโมลีฯ) วัดแจ้ง (วัดอรุณฯ) จนถึงแนวคลองนครบาลทางทิศเหนือ (แถววัดเครือวัลย์ทุกวันนี้) ทรงเร่งสร้างพระราชวังขึ้นใหม่หาไม้ทองหลางทั้งต้นมาปักเป็นกำแพงเมืองชั่วคราว ตัวพระราชวังเป็นหลังคามุงจาก นิมนต์พระวัดท้ายตลาด วัดแจ้งออกไปอยู่ที่อื่น ใช้วัดท้ายตลาดเป็นที่พักทหารและยุ้งฉางเก็บข้าว ด้านหลังพระราชวังให้ขุดคลองคูเมืองอีกสายขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา และสร้างกำแพงเมืองกั้นเป็นเขตพระนครไว้ นอกกำแพงเมืองแถวพรานนก เป็นที่ลุ่มจึงให้ใช้ทำนาเลี้ยงราษฎร ส่วนบางกอกฝั่งตรงข้ามให้ขุดคลองคูเมืองอีกสาย (เราเคยเรียกว่าคลองหลอด) ลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามคลองบางกอกน้อยไปออกแม่น้ำแถวโรงเรียนราชินี ปากทางออกแม่น้ำมีคนไปติดตลาดลอยเรือขายปูปลากุ้งหอย เรียกว่าปากคลองหรือปากคลองตลาด
เท่านี้ก็ได้พระมหานครใหม่พออยู่ได้ไปพลางก่อน หลังจากนั้นกรุงศรีอยุธยาก็ถูกทิ้งกลายเป็นกรุงเก่า ผู้คนที่หลบหนีต่างอพยพกลับเข้ามาอยู่ธนบุรีมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนกรุงเทพฯ นั้นยังไม่เกิด มีแต่บางกอกฝั่งตะวันออกเป็นไร่นาป่าสวน.
วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com
วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ยลนิทรรศน์รัตนโกสินทร์
พันเรื่องถิ่นแผ่นดินไทย
โดย อาจารย์สยาม ยิ้มบัว คณะทำงานศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
หากให้กล่าวถึงพิพิธภัณฑ์แล้ว สำหรับเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็อาจจะให้ความเห็นว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่แสนน่าเบื่อจากการเข้าไปชมของเก่า คำบรรยายมากมายที่ให้จดบันทึก ห้ามแตะต้องสิ่งของใดๆ และห้ามถ่ายรูป สิ่งนี้คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นไม่มีความสนใจในการเข้าพิพิธภัณฑ์ การปรับรูปแบบการนำเสนอ ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากพูดถึงพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ที่น่าสนใจและตอบโจทย์วัยรุ่นได้ “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” คือสถานที่ที่ผมจะนำมาพูดคุยในสัปดาห์นี้ครับ
จากสโลแกน “คุณค่าแห่งยุคสมัย สัมผัสได้ในหนึ่งวัน” ทำให้ผมไม่รั้งรอที่จะพาศิษย์และมิตรสหายที่รู้จักไปเยี่ยมชมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์อยู่บ่อยครั้ง เพราะสถานที่แห่งนี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวของปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านยุคสมัย ผ่านกาลเวลา ผ่านการถ่ายทอดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อันทันสมัยทำให้เยาวชนและผู้เข้าชมทุกกลุ่มเกิดความสนใจ และเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะรูปแบบการจัดแสดงในแต่ละห้องก็มีการนำเสนอที่แตกต่างกันไป ทำให้ผู้เข้าชมจะไม่เกิดความน่าเบื่อตลอดเวลาที่เดินชมเลย
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ มีรูปแบบการนำเสนอแบบ Interactive Self-Learning โดยผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านเทคโนโลยีและการนำเสนอที่น่าสนใจต่างๆ ภายในห้องจัดแสดง สถานที่ตั้งของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์เปรียบเสมือนประตูสู่กรุงรัตนโกสินทร์ เพราะตั้งอยู่เยื้องกับลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ สถานที่สำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้ในการเสด็จฯ ออกรับพระราชอาคันตุกะต่างประเทศและพิธีมอบกุญแจเมืองของกรุงเทพมหานครด้วย
แนวคิดในการจัดแสดงของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ คือการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ให้ผู้เข้าชมได้ดื่มด่ำ ภาคภูมิใจ และร่วมกันหวงแหนในสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของคนไทย และที่สำคัญที่สุดในความคิดของผม นิทรรศน์รัตนโกสินทร์เป็นอีกตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้แก่คำว่าพิพิธภัณฑ์ของเยาวชนไทยไปได้มาก ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งให้แก่พวกเขา
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์มีการนำเสนอเรื่องราวในด้านต่างๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านห้องจัดแสดงทั้งหมด 7 ห้องและได้เปิดอีก 2 ห้องจนครบ 9 ห้องไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงในการเข้าชมครบทุกห้อง นอกจากนี้แล้วยังมีนิทรรศการหมุนเวียนในทุกๆ เดือนอีกด้วย จึงทำให้การเข้าชมนั้น ไม่ใช่เป็นการมาแค่ครั้งเดียวแล้วไม่มาอีกเลย ใครเคยมาแล้วก็อยากมาอยู่เรื่อยๆ เพราะกิจกรรมมีความหลากหลายและน่าสนใจ สถานที่แห่งนี้จะมีความน่าสนใจเพียงใด ท่านใดที่ยังไม่ได้มาชม ติดตามผมตลอดหนึ่งสัปดาห์นี้แล้วท่านจะไม่พลาดกับนิทรรศน์รัตนโกสินทร์แห่งนี้ครับ
โดย อาจารย์สยาม ยิ้มบัว คณะทำงานศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
หากให้กล่าวถึงพิพิธภัณฑ์แล้ว สำหรับเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็อาจจะให้ความเห็นว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่แสนน่าเบื่อจากการเข้าไปชมของเก่า คำบรรยายมากมายที่ให้จดบันทึก ห้ามแตะต้องสิ่งของใดๆ และห้ามถ่ายรูป สิ่งนี้คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นไม่มีความสนใจในการเข้าพิพิธภัณฑ์ การปรับรูปแบบการนำเสนอ ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากพูดถึงพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ที่น่าสนใจและตอบโจทย์วัยรุ่นได้ “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” คือสถานที่ที่ผมจะนำมาพูดคุยในสัปดาห์นี้ครับ
จากสโลแกน “คุณค่าแห่งยุคสมัย สัมผัสได้ในหนึ่งวัน” ทำให้ผมไม่รั้งรอที่จะพาศิษย์และมิตรสหายที่รู้จักไปเยี่ยมชมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์อยู่บ่อยครั้ง เพราะสถานที่แห่งนี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวของปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านยุคสมัย ผ่านกาลเวลา ผ่านการถ่ายทอดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อันทันสมัยทำให้เยาวชนและผู้เข้าชมทุกกลุ่มเกิดความสนใจ และเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะรูปแบบการจัดแสดงในแต่ละห้องก็มีการนำเสนอที่แตกต่างกันไป ทำให้ผู้เข้าชมจะไม่เกิดความน่าเบื่อตลอดเวลาที่เดินชมเลย
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ มีรูปแบบการนำเสนอแบบ Interactive Self-Learning โดยผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านเทคโนโลยีและการนำเสนอที่น่าสนใจต่างๆ ภายในห้องจัดแสดง สถานที่ตั้งของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์เปรียบเสมือนประตูสู่กรุงรัตนโกสินทร์ เพราะตั้งอยู่เยื้องกับลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ สถานที่สำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้ในการเสด็จฯ ออกรับพระราชอาคันตุกะต่างประเทศและพิธีมอบกุญแจเมืองของกรุงเทพมหานครด้วย
แนวคิดในการจัดแสดงของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ คือการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ให้ผู้เข้าชมได้ดื่มด่ำ ภาคภูมิใจ และร่วมกันหวงแหนในสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของคนไทย และที่สำคัญที่สุดในความคิดของผม นิทรรศน์รัตนโกสินทร์เป็นอีกตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้แก่คำว่าพิพิธภัณฑ์ของเยาวชนไทยไปได้มาก ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งให้แก่พวกเขา
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์มีการนำเสนอเรื่องราวในด้านต่างๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านห้องจัดแสดงทั้งหมด 7 ห้องและได้เปิดอีก 2 ห้องจนครบ 9 ห้องไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงในการเข้าชมครบทุกห้อง นอกจากนี้แล้วยังมีนิทรรศการหมุนเวียนในทุกๆ เดือนอีกด้วย จึงทำให้การเข้าชมนั้น ไม่ใช่เป็นการมาแค่ครั้งเดียวแล้วไม่มาอีกเลย ใครเคยมาแล้วก็อยากมาอยู่เรื่อยๆ เพราะกิจกรรมมีความหลากหลายและน่าสนใจ สถานที่แห่งนี้จะมีความน่าสนใจเพียงใด ท่านใดที่ยังไม่ได้มาชม ติดตามผมตลอดหนึ่งสัปดาห์นี้แล้วท่านจะไม่พลาดกับนิทรรศน์รัตนโกสินทร์แห่งนี้ครับ
วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554
'เจฮอลลีวูด' หนังโรงเล็กของอินเดีย
หากลอสแอนเจลิสมีฮอลลีวูด มุมไบมีบอลลีวูด ที่รัฐฉรขันท์ เมืองยากจนติดอันดับของอินเดียแห่งนี้ก็มีเจฮอลลีวูดด้วยเช่นกัน อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในรัฐทางตะวันออกนี้แม้จะไม่ยิ่งใหญ่แต่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นในการสร้างสรรค์ผลงาน
“ปัญหาใหญ่ในการทำงานหนังของพวกเราก็คือ คุณจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้า หรือจัดเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องประดับต่าง ๆ” วาร์ชา ลาครา นักแสดงนำสาวแห่งเจฮอลลีวูดบอกเล่าด้วยรอยยิ้ม
ในวันที่แสงแดดสาดส่องของเช้าวันอาทิตย์ในรันจี เมืองหลวงของรัฐ ลาครา วัย 24 ปี กำลังอยู่ในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องล่าสุด เธอนั่งอยู่ในรถคันเล็ก ๆ ของตัวเอง และบรรจงป้ายอายแชโดว์สีชมพูลงบนเปลือกตา กรีดอายไลเนอร์ เกลี่ยฟาวเดชั่นเพื่อปกปิดริ้วรอยที่ไม่ต้องการ และหลังจากโปะแป้งไว้บนใบหน้าเรียบร้อยแล้ว
“หนังของเราพยายามนำเสนอชีวิตความเป็นอยู่แบบท้องถิ่นอย่างแท้จริง แม้ว่าวัฒนธรรมของเราจะไม่น่าดูนัก แต่เราต้องการโชว์ภาพหมู่บ้านและเราอยู่กันอย่างไรในหมู่บ้านแบบนี้ โดยมีหน้าที่การงานอยู่ในเมือง”
เจฮอลลีวูดนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นอย่างภาคภูมิใจ ทั้งในฐานะของรัฐที่มีเศรษฐกิจด้อยกว่ารัฐอื่น ๆ และความเป็นชนเผ่า โดยสร้างหนังด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
โปรดิวเซอร์มักจะต้องรวบรวมเงินจากทรัพย์สมบัติส่วนตัวที่มีอยู่ตั้งแต่ที่ดินไปจนถึงรถยนต์ ขณะที่ทีมงานภาพยนตร์นั้นอาจมีอาชีพหลักเป็นคนขายโทรศัพท์มือถือหรือซีดี
ดาราของเจฮอลลีวูดนั้นอาจมีฐานะแตกต่างจากรายชื่อนักแสดงตัวโตที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอของบอลลีวูด แต่สำหรับที่นี่พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและมีชื่อเสียงอย่างไม่น่าเชื่อ ลาคราและโมนุราจ สามีนักแสดงวัย 25 ปีของเธอ มักจะถูกบรรดาแผนภาพยนตร์รุมล้อมอยู่เสมอ
“บางครั้งเมื่อฉันและครอบครัวออกไปข้างนอกด้วยกัน เมื่อผู้หญิงที่อยู่ในหมู่บ้านบางแห่งเห็นฉันเข้า พวกเธอก็จะเข้ามารุมล้อมและพยายามจะฉุดให้ไปด้วยกัน เพราะพวกเธอต้องการให้ฉันไปที่บ้านของพวกเขาและเลี้ยงข้าวเราสักมื้อ” ลาคราย้อนรำลึกด้วยรอยยิ้ม
ด้วยงบประมาณอันจำกัดและมีผู้สร้างเพียงไม่กี่รายในเจฮอลลีวูด แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของที่นี่ก็ยังต้องต่อสู้เพื่ออยู่เหนือกว่า ลาครามีรายได้จากหนังแต่ละเรื่องราว 30,000 รูปี หรือราว 18,000 บาทเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอเลิกล้มความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ลาครายังคงเล่นไปตามบทบาทเคลื่อนไหวไปอย่างพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อ ขณะที่ทีมงานเปิดเพลงประกอบจากโทรศัพท์มือถือราคาถูก
เมื่อไม่นานมานี้หนังเรื่องกรรมที่ลาคราเล่น ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานของชาวบ้านคนหนึ่งที่กลับมาแก้แค้นเพื่อนชายของน้องสาวที่ถูกฆาตกรรม
แน่นอนว่าภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นจากเจฮอลลีวูดนั้นต่างจากบอลลีวูดอย่างสิ้นเชิง พวกเขาใช้กล้องดิจิตอลตัวเล็ก ๆ และใช้ภาษาถิ่นอย่างซาดรี, นักปูรี และซานตาลี ในการสื่อสาร
ลาคราซึ่งเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 15 ด้วยการแสดงในมิวสิกวิดีโอ โดยขณะนี้มีภาพยนตร์ 4 เรื่องกำลังออกฉาย ขณะที่อีก 5 เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำ เธอหวังว่าวันหนึ่งจะได้ก้าวไปยังบอลลีวูด และครั้งหนึ่งเธอเคยลงทุนไปดักรออยู่หน้าบ้านพระเอกยอดนิยมของบอลลีวูดอย่าง ชาห์ รุกห์ ข่าน ในมุมไบเป็นชั่วโมงมาแล้ว และสุดท้ายก็ได้แค่แอบมองเขาเท่านั้น
“บอลลีวูดก็เหมือนกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ขอเพียงแค่ได้ร่วมแสดงในหนังเล็ก ๆ ฉันเชื่อว่าจะต้องก้าวต่อไปได้อย่างแน่นอน”
ภาพยนตร์เรื่องแรกของเจฮอลลีวูดคือ Sona Kar Napur หรือยุคทองของนาคปุระ ออกฉายในปี ค.ศ. 1992 โดยผู้กำกับ ธานันจาย นัท ทิวารี มีเครดิตถึง 13 หน้า ที่ในหนังเรื่องนั้น เขาถึงกับลงทุนขายที่ดินเพื่อเอาเงินมาสร้างหนัง และเมื่อมันเสร็จออกมาแล้วเขาก็ตระเวนไปฉายตามหมู่บ้านต่าง ๆ โดยมีเพียงเต็นท์ไปกางเท่านั้น
ขณะที่ ชาฮิด อัคเตอร์ ผู้กำกับอีกรายก็กำลังจะถอดใจหากว่าหนังเรื่องที่สองของเขาไม่ประสบความสำเร็จ หนังเรื่องต่อไปก็พับเก็บโครงการได้เลย และก็คงกลับไปขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเลี้ยงครอบครัวตามเดิม.
เจอร์นีแมน @เดลินิวส์
“ปัญหาใหญ่ในการทำงานหนังของพวกเราก็คือ คุณจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้า หรือจัดเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องประดับต่าง ๆ” วาร์ชา ลาครา นักแสดงนำสาวแห่งเจฮอลลีวูดบอกเล่าด้วยรอยยิ้ม
ในวันที่แสงแดดสาดส่องของเช้าวันอาทิตย์ในรันจี เมืองหลวงของรัฐ ลาครา วัย 24 ปี กำลังอยู่ในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องล่าสุด เธอนั่งอยู่ในรถคันเล็ก ๆ ของตัวเอง และบรรจงป้ายอายแชโดว์สีชมพูลงบนเปลือกตา กรีดอายไลเนอร์ เกลี่ยฟาวเดชั่นเพื่อปกปิดริ้วรอยที่ไม่ต้องการ และหลังจากโปะแป้งไว้บนใบหน้าเรียบร้อยแล้ว
“หนังของเราพยายามนำเสนอชีวิตความเป็นอยู่แบบท้องถิ่นอย่างแท้จริง แม้ว่าวัฒนธรรมของเราจะไม่น่าดูนัก แต่เราต้องการโชว์ภาพหมู่บ้านและเราอยู่กันอย่างไรในหมู่บ้านแบบนี้ โดยมีหน้าที่การงานอยู่ในเมือง”
เจฮอลลีวูดนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นอย่างภาคภูมิใจ ทั้งในฐานะของรัฐที่มีเศรษฐกิจด้อยกว่ารัฐอื่น ๆ และความเป็นชนเผ่า โดยสร้างหนังด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
โปรดิวเซอร์มักจะต้องรวบรวมเงินจากทรัพย์สมบัติส่วนตัวที่มีอยู่ตั้งแต่ที่ดินไปจนถึงรถยนต์ ขณะที่ทีมงานภาพยนตร์นั้นอาจมีอาชีพหลักเป็นคนขายโทรศัพท์มือถือหรือซีดี
ดาราของเจฮอลลีวูดนั้นอาจมีฐานะแตกต่างจากรายชื่อนักแสดงตัวโตที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอของบอลลีวูด แต่สำหรับที่นี่พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและมีชื่อเสียงอย่างไม่น่าเชื่อ ลาคราและโมนุราจ สามีนักแสดงวัย 25 ปีของเธอ มักจะถูกบรรดาแผนภาพยนตร์รุมล้อมอยู่เสมอ
“บางครั้งเมื่อฉันและครอบครัวออกไปข้างนอกด้วยกัน เมื่อผู้หญิงที่อยู่ในหมู่บ้านบางแห่งเห็นฉันเข้า พวกเธอก็จะเข้ามารุมล้อมและพยายามจะฉุดให้ไปด้วยกัน เพราะพวกเธอต้องการให้ฉันไปที่บ้านของพวกเขาและเลี้ยงข้าวเราสักมื้อ” ลาคราย้อนรำลึกด้วยรอยยิ้ม
ด้วยงบประมาณอันจำกัดและมีผู้สร้างเพียงไม่กี่รายในเจฮอลลีวูด แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของที่นี่ก็ยังต้องต่อสู้เพื่ออยู่เหนือกว่า ลาครามีรายได้จากหนังแต่ละเรื่องราว 30,000 รูปี หรือราว 18,000 บาทเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอเลิกล้มความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ลาครายังคงเล่นไปตามบทบาทเคลื่อนไหวไปอย่างพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อ ขณะที่ทีมงานเปิดเพลงประกอบจากโทรศัพท์มือถือราคาถูก
เมื่อไม่นานมานี้หนังเรื่องกรรมที่ลาคราเล่น ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานของชาวบ้านคนหนึ่งที่กลับมาแก้แค้นเพื่อนชายของน้องสาวที่ถูกฆาตกรรม
แน่นอนว่าภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นจากเจฮอลลีวูดนั้นต่างจากบอลลีวูดอย่างสิ้นเชิง พวกเขาใช้กล้องดิจิตอลตัวเล็ก ๆ และใช้ภาษาถิ่นอย่างซาดรี, นักปูรี และซานตาลี ในการสื่อสาร
ลาคราซึ่งเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 15 ด้วยการแสดงในมิวสิกวิดีโอ โดยขณะนี้มีภาพยนตร์ 4 เรื่องกำลังออกฉาย ขณะที่อีก 5 เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำ เธอหวังว่าวันหนึ่งจะได้ก้าวไปยังบอลลีวูด และครั้งหนึ่งเธอเคยลงทุนไปดักรออยู่หน้าบ้านพระเอกยอดนิยมของบอลลีวูดอย่าง ชาห์ รุกห์ ข่าน ในมุมไบเป็นชั่วโมงมาแล้ว และสุดท้ายก็ได้แค่แอบมองเขาเท่านั้น
“บอลลีวูดก็เหมือนกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ขอเพียงแค่ได้ร่วมแสดงในหนังเล็ก ๆ ฉันเชื่อว่าจะต้องก้าวต่อไปได้อย่างแน่นอน”
ภาพยนตร์เรื่องแรกของเจฮอลลีวูดคือ Sona Kar Napur หรือยุคทองของนาคปุระ ออกฉายในปี ค.ศ. 1992 โดยผู้กำกับ ธานันจาย นัท ทิวารี มีเครดิตถึง 13 หน้า ที่ในหนังเรื่องนั้น เขาถึงกับลงทุนขายที่ดินเพื่อเอาเงินมาสร้างหนัง และเมื่อมันเสร็จออกมาแล้วเขาก็ตระเวนไปฉายตามหมู่บ้านต่าง ๆ โดยมีเพียงเต็นท์ไปกางเท่านั้น
ขณะที่ ชาฮิด อัคเตอร์ ผู้กำกับอีกรายก็กำลังจะถอดใจหากว่าหนังเรื่องที่สองของเขาไม่ประสบความสำเร็จ หนังเรื่องต่อไปก็พับเก็บโครงการได้เลย และก็คงกลับไปขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเลี้ยงครอบครัวตามเดิม.
เจอร์นีแมน @เดลินิวส์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











