หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลาว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลาว แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เวียงจันทน์ 450 ปี 'Live and Learn'

โดย : อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง
http://ittirit.wordpress.com
ไลฟ์สไตล์ @กรุงเทพธุรกิจ



เวียงจันทน์ วันนี้เปลี่ยนไป ด้วยพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ ธุรกิจการค้าคึกคัก ในบรรยากาศความเป็นทุนนิยมนิ่งเงียบตามแบบฉบับของลาว

32 องศาไม่ขาดไม่เกินในตอนนั้น แม้เป็นยามกลางวันที่แดดสดๆ สาดแสงแรงเปรี้ยงลงมาถูกเนื้อต้องตัว แต่ก็ยังรู้สึกสบายตัวและหายใจหายคอได้คล่องจมูกด้วยว่าอากาศสดสะอาดไม่ เหมือนลมหายใจในมหานครแสนคุ้นและวุ่นวายของบ้านเราเมืองเรา


นี่คือ “อากาศ” ของเวียงจันทน์ที่ ทุกคนมีสิทธิสูดเข้าไปเท่าๆ กันในวันที่ผมได้เดินทางกลับไปเยือนนครหลวงบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงแห่ง สปป. ลาวอีกคำรบหนึ่งซึ่งผมรู้สึกได้แม้ขณะเดินอยู่บนถนนกลางเมืองที่เงียบสงบจน ยากจะเชื่อว่า ที่แห่งนี้มีศักดิ์เป็นเมืองหลวงหรือนครหลวงของชาวลาวกว่าหกล้านชีวิต


การเดินทางในเวียงจันทน์คราว นี้ไม่มีประตูชัย เจดีย์ธาตุหรือหอพระแก้ว - หอคำบนถนนล้านช้างอะเวนิวให้เป็นหลักหมายเหมือนครั้งเก่าก่อนหน้า เพราะล้วนเคยไปเห็นไปชมมาหมดแล้ว แต่แม้ปราศจากจงใจการไปเยือนสถานที่สำคัญๆ ผมก็ยังรู้สึกดีว่าการเดินทางในเวียงจันทน์ครั้ง นี้คงมีสิ่งใหม่ๆ รอคอยให้ค้นพบอยู่เสมอ เช่นเดียวกับคอนเซปต์ของการเดินทางที่ควรจะเป็นไปในความคิดของผม คือความหมายของการ ‘อยู่’ ลิ้มลองลิ้มรสในจุดหมายเพื่อที่จะเรียนรู้ (Live and learn) นั่นเอง


โดยที่ไม่โกหกตัวเอง บางครั้งสำหรับคนไทยแล้วการรู้ตื้นลึกหนาบางในความเป็นไปของผู้คนและเมือง หลวงของประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้แสนใกล้สักหน่อยนั้นยังไม่ค่อยจะรู้หรืออยาก จะรับรู้ว่าคนเวียงจันทน์ คนย่างกุ้งหรือคนพนมเปญมีชีวิตและความเป็นอยู่บนความเปลี่ยนแปลงและเป็นไป กันอย่างไร เปรียบแล้วคงเหมือนกับการที่เราก้มลงมองฝ่ามือทั้งมือของตัวเองแล้วสาย ตากลับจดจ้องมองเห็นนิ้วมืออยู่เพียงนิ้วมือเดียวหรือเห็นไปว่านิ้วใดนิ้ว หนึ่งสวยงามหรือสำคัญกว่าอีกสี่นิ้วที่เหลือ ทั้งๆ ที่มือนั้นจะสวยงามเป็นมือที่สมบูรณ์ปกติไม่ได้หากขาดการมองเห็นนิ้วทั้งห้า ให้ครบ


นั่นทำให้บางครั้งจึงเหมือนกับว่าเรารู้จักสิ่งที่ใกล้ตัวหรือเรื่องราวความเคลื่อนไหวใกล้ๆ ตัวเราเองน้อยเกินไป...
เลย เที่ยงวันมาแล้วผมแวะเติมท้องให้อิ่มด้วยการเลือกนั่งลงสั่งเฝอไก่มาชิมตรง ร้านอาหารหัวมุมถนนเซดถาทิลาดไม่ห่างจากถนนเจ้าฟ้างุ่มเลียบริมโขงอันเป็น จุดหมายปลายทางหลักของคนเดินทางที่มาถึงเวียงจันทน์ หลายปีก่อนถนนเส้นนี้มีสภาพร่มครึ้มด้วยทิวต้นมะฮอกกานีอายุร้อยปียาวเกือบ สุดแนวถนน สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ แต่พอถึงปีการท่องเที่ยวของลาว (ราวๆ ปี 2540 -41) กลับมีข่าวว่าทางการลาวต้องการขยายถนนจนอาจจะต้องตัดโค่นต้นไม้เก่าแก่เหล่า นี้ออกไปเสียทำให้ผมพาลที่จะไม่อยากกลับไปเยือนเวียงจันทน์อีก


แต่เมื่อได้กลับมายืนบนถนนเส้นนี้อีกครั้งก็เห็นว่าต้นไม้ใหญ่ยังคงยืน ต้นอยู่ดังเดิมบนถนนที่กลายเป็นทางสัญจรเดินรถทางเดียวเพื่อลดปัญหาจราจรติด ขัดในตัวเมืองโดยเฉพาะยามเช้าเข้างานและตอนเย็นๆ


ต้นไม้ใหญ่บนถนนหลายๆ สายของเวียงจันทน์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม บ่งบอกอายุและที่มาอันยาวนานของเมือง และนี่อาจจะเป็นเรื่องราวหนึ่งที่ทำให้เวียงจันทน์เป็น หนึ่งในเมืองหลวงของอินโดจีนที่แม้จะเรียบง่ายปานใด แต่ก็มีเอกลักษณ์ของเมืองเก่าแตกต่างไปจากเมืองหลวงอื่นๆ ที่มุ่งสู่ทิศทางของการพัฒนาจนเกินตัวและรื้อถอนทำลายรากเหง้าอดีตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นจากการตัดถอนต้นไม้ใหญ่หรือการมุ่งปลูกป่าคอนกรีตมากกว่า อนุรักษ์ต้นไม้และตกรามเดิมๆ


ผมเฉเข้าไปหลบเปลวแดดยามกลางวันแถวๆ วงเวียนน้ำพุในร้านกาแฟอารมณ์ใหม่ที่มีมุมให้บริการอินเทอร์เน็ตโอ่โถงสะดวก สบายในห้องปรับอากาศ พบว่าร้านแห่งนี้กลับเป็นร้านกาแฟสัญชาติไทยที่เพิ่งเข้ามาเปิดใหม่ นับรวมแล้วแถวๆ วงเวียนน้ำพุ ถนนริมโขงและถนนเซดถาทิลาดแห่งนี้มีร้านอาหารและร้านกาแฟหลากสัญชาติรองรับ คนเดินทางและคนทำงานต่างถิ่นที่มาอยู่เวียงจันทน์ได้ดี (หรือจนอาจเกินพอ) แต่ทุกครั้งของการกลับไปเที่ยวเวียงจันทน์ผมเป็นได้พบว่ายังคงมีร้านกาแฟสดเปิดขึ้นมาใหม่ตามมุมถนนย่านใจกลางเมืองร้านแล้วร้านเล่าเสมอๆ


มาเวียงจันทน์ครานี้ผมได้รับรู้ว่านครหลวงเวียงจันทน์กำลัง เตรียมการเฉลิมฉลองที่จะมีอายุครบ 450 ปีในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้พร้อมกับการจัดงานขึ้นในงานบุญประจำปีของวัดธาตุ หลวง ซึ่งถือเป็นเทศกาลงานเฉลิมฉลองประจำปีที่ชาวลาวและชาวเวียงจันทน์ตั้ง หน้าตั้งตารอคอย แต่ปีนี้ท่าจะยิ่งใหญ่กว่าเดิม ตามร้านค้ามินิมาร์ทและโรงแรมย่านริมน้ำโขงมีการขายสายรัดข้อมือสีขาว น้ำเงิน แดง (สีธงชาติของ สปป.ลาว) พิมพ์ข้อความว่า “เฮาฮัก สปป.ลาว นครหลวงเวียงจันทน์ 450 ปี” พร้อมกับมีป้ายผ้าแสดงข้อความเดียวกันขึงไว้บนถนนและตัววิ่งป้ายไฟทันสมัย ตรงมุมตึกของตลาดเช้านับเวลาถอยหลังเข้าสู่วันแห่งการเฉลิมฉลองที่กำลังจะมา ถึง


ที่ร้านกาแฟแห่งนั้นผมกางหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไท ม์ส (Viantiane Times) ออกอ่านดู เริ่มมีข่าวคราวเช่นการตัดถนนวงแหวนรอบนอกเลี่ยงเมืองหกเลนความยาว 20.3 กิโลเมตร (เรียกว่า “ถนน 450 ปี”) เพื่อเชื่อมถนนสาย 13 เหนือกับใต้เข้าด้วยกัน มีการก่อสร้างปรับปรุงภูมิทัศน์สร้างเขื่อนกั้นผนัง สวนสาธารณะและอนุสาวรีย์และสวนเจ้าอานุวง (เจ้าอนุวงศ์) ตรงแม่โขงพรอมเมนาดถือเป็นโปรเจคใหญ่ที่อีกหลายปีถึงจะเสร็จเรียบร้อย


และนั่นเองทำให้ภาพความคุ้นเคยของทิวทัศน์ริมน้ำโขงตรงข้ามวัดจันไปจนถึง หอพระแก้วและหอคำบนถนนเจ้าฟ้างุ่มเปลี่ยนแปลงไปจากความคุ้นเคยเดิมๆ ที่เคยเป็นที่เดินเล่นสบายๆ หาส้มตำไก่ย่างปูเสื่อนั่งชมพระอาทิตย์ตกบนลำน้ำโขงของผู้คนที่นี่และผู้มา เยือนชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ไม่ว่าสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปจะดีขึ้นหรือไม่ วิถีของผู้คนยามฟ้าค่ำตะวันรอนก็ยังคงเรียกร้องให้มารวมตัวกันเดินเล่น หาอะไรกินสนุกๆ อยู่เหมือนเดิม


ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหัวเดียวประจำประเทศฉบับเดียวกันนั้นยังเล่น ข่าวการปิดถนนสองสายในเมืองไม่ให้รถวิ่งเข้ามาเพื่อรับมือประเพณีแข่งเรือใน เทศกาลออกพรรษาในระหว่างนั้นพอดี ภาพบนปกหน้าหนึ่งเป็นภาพผู้คนกำลังเลือกซื้ออาหารแผงขายไก่ย่างและอาหารพื้น เมืองริมฝั่งโขง พร้อมกับมีบรรยายใต้ภาพว่ามีร้านอาหารพื้นเมืองเปิดมากขึ้นเพื่อเตรียมรับ เทศกาลงานบุญแข่งเรือประจำปี นานเพียงใดแล้วที่ข่าว “ธรรมดาๆ บ้านๆ” อย่างนี้ห่างหายไปหรือหมดสิทธิ์ขึ้นหน้าหนึ่งสื่อเมืองไทยอย่างไม่มีคำ อธิบาย


ผมนึกถึงถ้อยคำสนทนาจากเพื่อนคนไทยที่ไปทำงานที่เวียงจันทน์มาระยะ หนึ่ง เขาเอ่ยขึ้นมาเมื่อเช้าของวันนั้นซึ่งมีชาวบ้านทั้งเด็กและวัยรุ่น แทบทุกวัยพากันทยอยหลั่งไหลกันรวมตัวตามวัดวาริมแม่น้ำโขงเพื่อดูงานแข่ง เรือว่า “รู้สึกดีที่ยังเห็นผู้คนที่นี่ตื่นเต้นและยังตื่นตัวกับการมีอยู่ของการ แข่งเรือและอยากออกไปเที่ยวชมงาน” ไม่ต้องอธิบายก็น่าจะรู้ว่าในหัวใจของเพื่อนคนไทยคนนี้โหยหาอะไรบางอย่างที่ ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีกแล้ว

หน้าหนึ่งของนิตยสารภาษาลาวอีกฉบับที่ผมเปิดอ่านในร้านกาแฟยามเที่ยงวัน นั้น มีคอลัมน์หนึ่งกล่าวถึงประวัติความเป็นมาส่วนหนึ่งของการก่อตั้งเมืองเวียงจันทน์เอาไว้ให้ได้อ่าน สรุปใจความว่า
“นครหลวงเวียงจันทน์อา ยุครบ 450 ปี (1560 - 2010) สร้างขึ้นถัดจากเมืองเชียงทอง (หลวงพระบาง) ในสมัยพระเจ้าไซเสดถาทิลาด กษัตริย์องค์ที่ 10 ของอาณาจักรล้านช้าง เหตุที่เลือกตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่ของที่เวียงจันทน์เพราะ อยู่ตอนกลางของประเทศ มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์และที่ราบสำหรับการทำมาหากินของผู้คนที่นับวันจะ เพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญยังอยู่ห่างจากอิทธิพลและรุกรานของพวกพม่าและอาณาจักรล้านนาและสยาม พร้อมกับการตั้งนครหลวงแห่งใหม่เจ้าไซเสดถาทิลาดก็ยังทรงให้สร้างเจดีย์ธาตุ หลวงและวัดวาอารามขึ้นอีกหลายแห่งในกำแพงนคร ด้วยเหตุนี้กษัตริย์ไซเสดถาทิลาดจึงทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และมี คุณูปการมีต่อเวียงจันทน์เป็นอย่างยิ่ง” (จากคอลัมน์ “สะหวันเมืองลาว”)


จุดเปลี่ยนหนึ่งของเวียงจันทน์น่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25 เดือนธันวาคมปี 2009 ทำให้ตัวเมืองเวียงจันทน์ชั้น ในและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการจัดการเมืองได้รับการปรับปรุงและดูแล ขึ้นกว่าเดิม ถนนหนทางมีการตีเส้นจราจรใหม่และถมหลุมบ่อปรับให้สวยงามราบเรียบเหมือนใหม่ น่าใช้ แต่นั่นก็น่าจะเป็นเพียง “เปลือกนอก” ส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่เห็น เพราะตามตรอกซอกซอยที่แค่เพียงเดินหรือนั่งรถแยกออกมาจากถนนใหญ่ก็จะพบกับ สภาพทางลูกรังขรุขระเป็นหลุมบ่อเหมือนผิวพระจันทร์อยู่เช่นเดิม

บนถนนและทางสัญจรในตัวเมืองรถรามากขึ้นน่าเหลือเชื่อและที่สำคัญก็คือรถ รุ่นใหม่ๆ และคันใหญ่ๆ ราคาแพงลิบลิ่ววิ่งกันให้เห็นเกลื่อนเมืองทั่วไปไม่ว่าจะเป็นรถยุโรป รถจีน รถเกาหลี รถมาเลย์ล้วนแต่นำเข้าทั้งนั้น ทำให้ยามสายซึ่งใกล้เวลาเข้างานแทบทุกถนนทั้งชั้นนอกและชั้นในเนืองแน่นพลุก พล่านด้วยยวดยานส่วนตัวบนถนน แต่ก็เป็นวิถีที่ผู้คนได้แต่พร่ำบ่น เพราะที่เวียงจันทน์มี เพียงสี่แยกไฟแดงไว้ให้รถติดเท่านั้น ยังไม่มีอุโมงค์ทางลอดหรือสะพานข้ามแยกหรือแม้แต่สะพานลอยสำหรับคนข้ามเอา ไว้แก้ไขปัญหาจราจรแต่อย่างใด มิหนำซ้ำการขนส่งมวลชนก็ไม่ทั่วถึงหรือรถบริการสาธารณะที่พอจะเรียกใช้ก็มัก จะเรียกราคาสูงส่งจนน่าปวดหัว

“สองปีที่ผ่านมาเห็นความเปลี่ยนแปลงว่ามีตึกสูงเกิดมากขึ้น” คนไทยอีกคนที่ไปทำธุรกิจในเวียงจันทน์ที่ผมได้พบตอบคำถามถึงความรู้สึกต่อความเปลี่ยนแปลงของเวียงจันทน์ เธอเล่าว่าจะต้องเช่าห้องพักและเช่าอาคารเพื่อทำสถานที่ทำงานด้วยราคาแพง ระยับจนแทบจะนึกไม่ออกว่าเมืองเล็กๆ นิ่งๆ เงียบๆ เช่นนี้จะต้องมีค่าครองชีพสูงขนาดนั้นไปเพื่ออะไร (ค่าเช่าบ้านและสำนักงานคิดเป็นดอลลาร์)

คำตอบน่าจะอยู่ที่ข้าวของเครื่องใช้ทั้งบนโต๊ะอาหาร จำพวกเครื่องปรุงทั้งหลายไปจนถึงน้ำมันในปั๊มน้ำมัน ผมได้เฉียดๆ เข้าไปชมภาพของความทันสมัยของร้านมินิมาร์ทหลายๆ แห่งทั้งในเมืองย่านถนนเซดถาทิลาดและร้านสีเมืองมินิมาร์ทแถวๆ อนุสาวรีย์เจ้าสีสว่างวงตรงวัดสีเมืองที่มีคนไทยนิยมมากราบไหว้บนบานของพร พบว่าข้าวของทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็น “ของนำเข้า” ไม่จากไทยก็จากเวียดนามหรือจีน


ดินแดนลาวนอกจากจะเป็น “Landlocked Country” ซึ่งไม่มีทางเชื่อมต่อกับทะเลหรือท่าเรือ จำเป็นต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคด้วยทางรถยนต์ทางด่านชายแดนทั้ง หลาย ความแพงของค่าครองชีพและราคาของค่าใช้จ่ายต่างๆ (ง่ายๆ ว่าข้าวผัดกะเพราตามร้านทั่วไปสนนราคาอยู่ที่จานละ 50 บาทหรือ 12,000 - 13,000 กีบ เช่นเดียวกับก๋วยเตี๋ยวหรือกวยจั๊บญวนสำหรับหนึ่งอิ่ม)


“คนลาวคุ้นเคยดีกับการได้รับความช่วยเหลือ เพราะหลายประเทศหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับเขาจนไม่เป็นอันพึ่งพาตัวเองใน การปลูกผัก หรือทำการเกษตรในเชิงพาณิชย์ ทั้งๆ ที่ในประเทศมีความต้องการ แต่เขาก็เลือกที่จะใช้การซื้อหรือการนำเข้ามากกว่าที่จะหัดพึ่งพาตนเอง ทำให้ข้าวของและอาหารต่างๆ ราคาแพงจนไม่น่าเชื่อ”


บ่ายวันหนึ่งผมนั่งรถจัมโบ้ (สามล้อเครื่องของเวียงจันทน์) โฉบออกไปเที่ยวชมความ “เจริญ” ใหม่ๆ ของตัวอาคารแถวๆ ศูนย์แสดงสินค้าลาว- ไอเต็ก (Lao - ITECC) และสนามไดร์ฟกอล์ฟที่อยู่ข้างๆ ถนนอีกฝั่งหนึ่งด้านหน้ากำลังก่อสร้างตึกตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่ (แห่งแรก) ของลาวสูงหลายชั้น


นี่คือบรรยากาศความเป็นทุนนิยมนิ่งเงียบตามแบบฉบับของลาว ดังที่ผมได้เห็นข่าวการเปิดตัวของห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ย่านวัดธาตุหลวงลง ในหน้าธุรกิจ น.ส.พ. เวียงจันทน์ไทม์ สอีกวันถัดมา พร้อมๆ กับอาคารสูงหลายชั้นที่กำลังก่อสร้างใกล้จะเสร็จของมอลล์ใหม่ “ตลาดเซ้า” ซึ่งเกิดขึ้นแทนที่อาคารรูปทรงหน้าจั่วสามเหลี่ยมสองสามหลังที่มักคุ้นกันดี ของตลาดเช้าเดิม


ก่อนออกจากห้องพักย่านหลักสาม บนถนนท่าเดื่อตอนสายวันหนึ่ง ผมเปิดโทรทัศน์ช่องประจำชาติของลาวโดยไร้จุดหมาย พอดีได้ยินการรายงานข่าวเรื่องการซักซ้อมการแสดงในงานฉลอง 450 ปีที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยการซ้อมรำชุดนางแก้วมีการใช้นักแสดงซึ่งเป็นนัก เรียนหญิงจากหลายโรงเรียนกว่า 900 ชีวิตอยู่ที่ลานกว้างแห่งหนึ่งท่ามกลางแสงแดดเที่ยงวัน จนทำให้นักแสดงทั้งหลายต้องห่อหุ้มแขนขาและหน้าตามิดชิดด้วยเครื่องแต่งกาย และหมวก


ผู้ประกาศข่าวชาวลาวรายงานถึงความยิ่งใหญ่ของงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแน่ นอนเมื่อดูจากความพรักพร้อมของการเตรียมงานและความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพ ซีเกมส์ที่ผ่านมา


กว่า 400 ปีผ่านมาเวียงจันทน์ใน วันนี้ก็ยังเป็นจุดหมายของนักเดินทางผู้ซึ่งปรารถนาจะมาเสพเสน่ห์หนึ่งใน กรุงของภูมิภาคอินโดจีนที่หลงเหลือร่างเงาหลังการคลายหายของลัทธิที่แตกต่าง ของสงครามเย็นไม่สิ้นสุด เป็นจุดหมายสำหรับนักการค้าพาณิชย์หลายชาติผู้มองเห็นว่าเส้นแบ่งประเทศชาติ เป็นเพียงความท้าทายสำหรับทุนนิยม และเป็นอีกหลายๆ สิ่งที่พร้อมจะให้ทุกคนได้อยู่ไปดูไปเห็นว่าความแตกต่างตามประสาของเมือง เก่าที่กำลังจะมุ่งหน้าไปสู่สิ่งใหม่ๆ มีอะไรให้เรียนรู้อยู่เช่นเดิม


และแม้จะเป็นยามเที่ยงวันก็ตาม อากาศตรงกลางเมืองเองก็ยังเบาบางสบายและนิ่งสงบ จนบางทีเรารับรู้ได้ถึงลมหายใจที่เคลื่อนไหวอยู่ในอกและอดไม่ได้ที่จะรำพึง กับตัวเองว่า นี่คืออากาศของเมืองหลวงไม่กี่แห่งบนโลกนี้ที่เราจะหายใจได้คล่องจมูกและ เต็มไปด้วยนิ่งเงียบจนสัมผัสได้

////////////////////

การเดินทาง - ที่พัก

เส้นทางจากเมืองไทย (กรุงเทพฯ) ข้ามไปเวียงจันทน์นั้น ไม่มีเส้นทางไหนจะใกล้และสะดวกสบายมากเท่ากับการเดินทาง (ไม่ว่าจะทางรถยนต์ รถไฟ หรือเครื่องบิน) ไปถึงหนองคาย จากนั้นเดินทางไปยังด่านสะพานมิตรภาพไทย -ลาวเพื่อทำเรื่องผ่านแดน (หากไม่มีหนังสือเดินทางจะต้องทำใบอนุญาตผ่านแดนหรือ Border Pass เข้าไปได้แค่เวียงจันทน์ใน ช่วงเวลาสามวัน) สำหรับนักเดินทางที่ถือหนังสือเดินทางของไทยสามารถพำนักและท่องเที่ยวในลาว (สปป.ลาว) ได้นานถึง 30 วัน พอข้ามสะพานมิตรภาพถึงด่านทางฝั่งลาวแล้วสามารถนั่งรถโดยสารประจำทาง ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตรก็จะถึง “นครหลวงเวียงจันทน์” (นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารระหว่างประเทศให้บริการวิ่งจากอุดรธานี ขอนแก่นและนครราชสีมาตรงไปเวียงจันทน์ด้วย)

ที่พักในเวียงจันทน์มี หลายมาตรฐานทั้งโรงแรมหรูหราหลายๆ ดาวไปจนถึงเกสท์เฮ้าส์สบายกระเป๋า (เรียกขานว่า “เฮือนพัก”) บรรดาเฮือนพักทั้งหลายกระจายตัวอยู่บนถนนเชดถาทิลาดไปจนถึงสามแสนไทและถนน เส้นเลียบริมโขง (ถ.เจ้าฟ้างุ้ม) ราคาที่พักแบบเกสท์เฮ้าส์โดยเฉลี่ยคืนละ 500 บาทขึ้นไป มีให้เลือกพักหลายแห่งและหลากสไตล์หากไม่ใช่ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวอาจใช้วิธี เดินเข้าไปเลือกชมและสอบถามราคาที่พักได้โดยไม่ต้องจองไปล่วงหน้าก็ได้

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

หลวงพระบาง

น่าน - หลวงพระบาง ความงามที่ยังมีลมหายใจ
 
ที่มา : ทีมวาไรตี้ @เดลินิวส์





ผมเพิ่งไปเที่ยว “น่าน” เพื่อ ยลโฉม ดอกชมพูภูคา เมื่อตอนปลายหนาว ต้นปีที่ผ่านมา แต่เมื่อ บริสุทธิ์ ประสพทรัพย์ หนุ่มใหญ่จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทรฯ มาชวนไปอีกครั้ง โดยเพิ่มโปรแกรมนั่งโฟร์วีลข้ามไป “หลวงพระบาง” เพื่อปูทาง การเฉลิมฉลองสัมพันธ์ 60 ปีไทย-ลาว ในปีหน้าด้วย ผมก็ไม่ลังเลที่จะตอบตกลง



น่าน เมืองในอ้อมกอดแห่งขุนเขา พรั่งพร้อมทั้งธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม เนื่องจากเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาตะวันออกมาก่อนและจากประวัติ ศาสตร์ เจ้าเมืองน่านมีส่วนก่อสร้างเมืองหลวงพระบางด้วย หลายฝ่ายจึงพยายามผลักดันเพื่อให้เป็นมรดกโลกควบคู่ไปกับหลวงพระบาง

ถ้าใครเกิดปีเถาะต้องไปนมัสการ วัดพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุประจำราศีของชาว กระต่าย “พระยาการเมือง” เจ้าผู้ครองนครน่านสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์ พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทอง รูปแบบพระธาตุคาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย รอบองค์บุด้วยทองจังโก้ อร่ามตา


วัดภูมินทร์ วัดทรงจตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทย ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย 4 องค์ หันหน้าออกประตูทั้ง 4 ทิศ จิตรกรรมฝาผนังภายในวัดถือว่ามีความโดดเด่นงดงาม บรรยายเรื่องพุทธประวัติ ชาดก และวิถีชาวน่านในอดีต

และถ้าจะให้ได้บรรยากาศ ในการชมเมืองเก่า ขอแนะนำให้นั่งรถรางชมเมือง เพราะจะมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นถ่ายทอดข้อมูลประวัติความเป็นมาของสถานที่แต่ละ แห่ง จุดขึ้นรถ อยู่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เทศบาลเมืองน่าน ข้างวัดภูมินทร์ สนนราคาคิดแค่หัวละ 30 บาทเท่านั้น

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ของ จ.น่าน เรียกได้ว่ามีอีกมากมายจนพื้นที่ตรงนี้ไม่สามารถสาธยายได้หมด เพราะมีอุทยานแห่งชาติที่สวยงามหลายแห่ง มีทั้งถ้ำ ทั้งน้ำตก และกิจกรรมล่องแก่งให้ผู้ที่รักความท้าทายพิสูจน์ และยังมี บ่อเกลือ ที่เลื่องชื่อและมีความสำคัญ จนในอดีตเกิดสงครามแย่งชิงกันหลายต่อหลายครั้ง แต่ที่ต้องแนะนำคือ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่นี่มีดอกไม้ หนึ่งเดียวในโลก นั่นคือ ชมพูภูคา ซึ่งจะออกดอกให้ยลโฉมกันแค่ปีละครั้งประมาณ ต้นเดือน ม.ค.-มี.ค.

ชมพูภูคา เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 25 เมตร ดอกออกตามปลายกิ่ง เป็นช่อสีชมพูยาว 30-35 เซนติเมตร เคยมีการพบกันในหุบเขาแถบมณฑล ยูนนานของจีนและทางตอนเหนือของเวียดนาม แต่ปัจจุบันไม่มีรายงานการค้นพบอีกแล้ว ดอยภูคาจึงน่าจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของไม้พันธุ์นี้

ทีนี้ก็ถึงเวลาเดินทางไปเมืองคู่แฝด หลวงพระบาง คาราวานโฟร์วีลของเราเริ่มต้นออกจาก ด่านถาวรบ้านห้วยโก๋น-น้ำเงิน ถ้าเป็นเช้าวันเสาร์จะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะจะมีตลาดนัดให้ชาวไทย-ลาว เข้ามาจับจ่ายสินค้าพื้นเมืองกัน

เพียงแค่ 152 กิโลเมตร จากด่านก็จะถึงหลวงพระบาง แล้ว แต่ขอบอกว่าเส้นทางนี้ ไม่จิ๊บ ๆ อย่างที่เห็นในโฆษณา เพราะหลังจากคณะเราผ่านเมืองเงินเข้าไป 35 กิโลเมตร เมื่อถึงเมืองหงสา ซึ่งลาวจัดตั้งขึ้นเป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ หลังจากนั้น การผจญภัยก็เริ่มต้นขึ้น

เส้นทางที่เหลือแค่ร้อยกิโลเศษ แต่ต้องบอกว่าหฤโหด เพราะเป็นเพียงทางลูกรังเต็มไปด้วยหลุมบ่อ ไต่ภูเขา เลาะหน้าผา ลุยลำห้วยทุลักทุเลไปแทบจะตลอดทาง คณะของเราใช้เวลาตั้งแต่เที่ยงกว่าจะไปถึงท่าเรือข้ามฟากหลวงพระบางได้ก็สอง ทุ่มเศษ ใช้เวลากับการเดินทางสุดหินร่วม 8 ชั่วโมง (ต้องเตือนไว้ก่อนว่าถ้าไม่ใช่ คอผจญภัย และคนขับไม่ชำนาญจริง ๆ ไม่แนะนำให้ใช้เส้นทางนี้ เพราะยังอันตรายอยู่มาก ๆ รอให้โครงการปรับปรุงถนนเสร็จสรรพก่อนอีก 1-2 ปี น่าจะกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยว ยอดฮิต)

วีรวิทย์ วิวัฒนวานิช ผวจ.น่าน บอกว่าหลังจากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำโขง เวียดนาม ได้มีหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย แสดงเจตนารมณ์ที่จะพัฒนาเส้นทางสาย เดียนเบียนฟู-เมืองเงิน-บ้านห้วยโก๋น ระยะทาง 400 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้ น่าน-หลวงพระบาง-เดียนเบียนฟู กลายเป็นเมืองฝาแฝดไปมาหาสู่กันได้ง่ายขึ้น


แน่นอนว่ามาถึง หลวงพระบาง สิ่งที่ต้องทำคือ ตื่นแต่เช้ามืด เพื่อให้ทัน ตักบาตร ข้าวเหนียว ประเพณีการทำบุญวิถีพุทธแบบเรียบง่ายที่เป็นเรื่องปกติของชาวเมือง แต่ถือเป็นไฮไลต์ของนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน

สถานที่ที่ต้องไปเป็นแห่งแรกคือ พิพิธภัณฑ์พระราชวังหลวง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของ พระบาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวหลวงพระบาง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นวังเก่าของเจ้าศรีสว่างวงศ์ ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุ และข้าวของเครื่องใช้ของเจ้าศรีสว่างวงศ์

พลาดไม่ได้เช่นกัน กับ วัดเชียงทอง วัดที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบางแท้ ๆ รูปแบบหลังคาแอ่นโค้งลาดต่ำลงมา 3 ชั้น ชาวลาวเรียกอุโบสถว่า “สิม”สิมที่วัดเชียงทอง พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้สร้าง จะมีช่อฟ้าอยู่กลางหลังคา 17 ชั้น แต่ถ้าหากเป็นคนทั่วไปสร้างจะมีเพียง 1-7 ชั้น นอกจากนี้ ยังมี วิหารน้อยสีชมพูอีก 2 หลัง ตกแต่งด้วยกระจกสีลวดลายวิจิตรงดงาม ด้านหลังมีวิหารอีกหลังเรียกว่า วิหารผ้าม่าน เป็นที่ประดิษฐานผ้าม่าน พระไม้ที่ลอยน้ำมาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว

วัดพูสี ตั้งอยู่บนพูสีกลางเมือง ณ วัดแห่งนี้สามารถชมทิวทัศน์ทั่วเมืองหลวง พระบางได้ นอกจากวัดต่าง ๆ แล้ว ยังมีสถานที่น่าเที่ยวอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกตาด กวางสี ที่มีความสูงประมาณ 70 เมตร เป็นน้ำตกที่สวยงดงามและเหมาะกับการลงไปเล่นน้ำมาก นอกจากนั้นยังมี ถ้ำติ่ง ถ้ำใหญ่ริมแม่น้ำโขง ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ เมื่อก่อนเจ้ามหาชีวิตหลวงพระบางจะเสด็จฯ มาสักการะทุกปีในช่วงสงกรานต์

ตกเย็นก็ถึงเวลาชอปปิงที่ ถนนคนเดิน สินค้าส่วนใหญ่จะเป็น เสื้อผ้าและข้าว ของเครื่องใช้ที่ทำจากผ้า อาทิ หมอน ม่าน ผ้าปูโต๊ะ กระเป๋า ดีไซน์กิ๊บเก๋ สีสันโดนใจ ที่สำคัญ ราคาย่อมเยา แถมยังต่อรองกันได้อย่างสบาย ๆ เพราะคุยกันรู้เรื่อง

เมืองหลวงพระบาง แม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เที่ยวได้ทั่ว แต่ด้วยความที่เป็นเมืองสงบ และอบอุ่นด้วยขนบวัฒนธรรม จึงทำให้หลาย ๆ คนหลงใหลอยากจะสัมผัสให้นานแสนนาน

ปีหน้า ไทย-ลาว จะเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบ 60 ปีแล้ว คุณเคยไปสัมผัส เมืองเก่าที่ยังมีชีวิต ความงามที่ยังมีลมหายใจ เฉกเช่น น่าน-หลวงพระบาง บ้างหรือยัง.

สีสันรายทาง

ถ้าไปเที่ยว “เมืองน่าน” มีคนเขาพูดกันว่าถ้าไม่ได้ไปชิม บัวลอย ของ ป้านิ่ม ถือว่าไปไม่ถึง ขนาด ศุ บุญเลี้ยง ยังต้องนำมาแต่งเพลง “น่านนะสิ” เนื้อเพลงตอนหนึ่งที่ว่า...ยามค่ำคืนไม่มีแสงสียังมีบัวลอย บัวลอยไข่หวานไม่ต้องเติมน้ำตาลก็หวานจับใจ ด้วยรอยยิ้มป้านิ่มสดใสละมัยละมุน...

ส่วนใครที่อยากลิ้มชิมรสอาหารพื้นเมือง ต้องถามหา “ไค” ซึ่งเป็นพืชน้ำ มีลักษณะเป็นเส้นยาวเหมือนเส้นผม งอกอยู่ตามหินผาใต้ลำน้ำโขง จะเป็น แกงไค หรือ ไคพรุ่ย ซึ่งนำไคแห้งมาย่างให้สุก ฉีกเป็นฝอยผัดกับกระเทียมเจียว โรยด้วยเกลือป่นเล็กน้อย ก็อร่อยไม่หยอก

เช่นเดียวกับ “หลวงพระบาง” เมนู ไคทอดกรอบ โรยด้วยงา ถือเป็นอาหารประจำเมืองที่ทานเล่นได้อร่อยลิ้น ไม่น้อยหน้ากัน และแน่นอนว่าความที่หลวงพระบางเป็นเมืองเกาะ อาหารที่ขาดไม่ได้คือ สารพัดเมนูปลา ไม่ว่าจะเป็นลาบปลาแบบหลวงพระบาง ปลาฟอก (ไข่ตุ๋นใส่ปลา) หรือหมกปลาฟ่อน

อาหารที่เห็นกันโดยทั่วไปอีก 2 อย่างก็คือ เฝอ หรือก๋วยเตี๋ยว และ ข้าวจี่ หรือขนมปังบาแก๊ตแบบฝรั่งเศส ใส่หมูยอกับมายองเนส หากินได้ง่ายทั่วเมือง.
---------------------------------------------------------
หลวงพระบาง หลากรส
โดย : ปานใจ ปิ่นจินดา
LifeStyle@กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 9 เมษายน 2554

จวนเจียนเต็มทีแล้ว แต่งานในมือรอให้สะสางก็ยังคงกองอยู่เต็ม ผู้หวังดีเลยเยี่ยมหน้าเข้ามาทักถามแกมไล่ให้ไปแพ็คกระเป๋า

..แหม กะอีแค่ไปหลวงพระบาง จะอะไรกันนักหนา ว่าแล้วก็สะบัดบ๊อบใส่หนึ่งที และตอบอย่างมั่นใจว่า แค่ยัดเสื้อผ้าลงเป้อย่างชิลๆ ก็ออกจากบ้านได้แล้ว!!

ทันทีที่เท้าเหยียบลงสนามบินเชียงราย เสียงหัวเราะเยาะของคนโดนเหวี่ยงก็มาเยือน เพราะเกิดไปเจอแจ๊คพอต ลมหนาวพัดกระหน่ำ จนคิดถึงเสื้อกันหนาวตัวอุ่นที่ตั้งใจลืมทิ้งไว้ ด้วยมั่นใจว่า "เกินความจำเป็น" ขึ้นมาจับใจ


ก็ใครจะไปคิดว่า ทริปนี้มีเซอร์ไพรส์ ทั้งปรอยฝนปนลมหนาวมารอต้อนรับ แม้กระทั่งกลางวันแสกๆ ในช่วงต้นทางของสายลมร้อนอย่างเดือนมีนาคมก็ยังทำเอาสั่น ขณะที่เสื้อสีสดตัวบาง แว่นดำ หมวกกันแดด และบรรดาพร็อพแฟชันหน้าร้อนที่ตั้งใจจัดมาเต็มนั้นดูไร้ค่าไปเลย เพราะด้วยต่อให้สวมทับกันสามชั้น ไอเย็นยังแทรกเข้ามา


เที่ยวเมืองลาวทั้งที ใครๆ ก็บอกว่า ทำใจให้สบาย ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามครรลอง แต่คงจะช้าเกินไปสำหรับเรา เพราะใจมัวแต่หมกมุ่นกับการนับถอยหลัง "ทุกนาที" ที่อยู่บนเรือ ซึ่งแม้ม่านพลาสติกจะถูกดึงลงมากันลม แต่ก็ไม่สามารถกั้นความหนาวที่แทรกเข้ามาอยู่ตลอดได้


ใครจะว่าเวอร์ก็เชิญตามสบาย แต่ถ้าลองได้ล่องน้ำโขงปะทะความเย็นที่พรั่งพรูจนแยกไม่ออกว่า อันไหนลมฝน อันไหนลมหนาว อย่างไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจนั้น แล้วจะรู้ว่ามันสาหัสขนาดไหน


แต่พอหันไปเห็นว่า ขนาดป้าแหม่มที่อิมพอร์ตไกลจากดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืนยังทำหน้าเหยเก กำลังใจเลยมาเป็นกอง เพราะอย่างน้อยก็ได้รู้ว่า ไม่ใช่แค่หัวดำเท่านั้นที่หนาวเป็น..


ดื่มด่ำ ลำโขง


การเดินทางสู่หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก ครั้งนี้ มี "เรือ" เป็นพาหนะหลัก โดยมีจุดตั้งต้นอยู่ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย


คณะเราบินมาถึงเชียงรายในช่วงบ่ายของวัน ก่อนจะเดินทางต่อสู่ อ.เชียงของ เพื่อพักค้างคืนและเตรียมตัวข้ามแดนในเช้าวันรุ่งขึ้น เนื่องจากไฟลท์บินไม่ว่าโดยสายการบินไหน ก็ไม่สามารถทำเวลาได้ทันตารางเดินเรือล่องโขงที่ออกล่องโขงกันตั้งแต่ 8 - 9 โมงเช้า


แต่หากใครเวลาน้อย และต้องการเริ่มวันแรกของทริปด้วยการล่องเรือเลย ก็จะต้องนั่งรถทัวร์ที่วิ่งตรงจาก กรุงเทพฯ - เชียงของ ซึ่งจะถึงปลายทางราว 7 โมงเช้า และนั่งรถต่อมายังท่าเรือบั๊ค อันเป็นท่าเรือชายแดนเพื่อข้ามลำโขงสู่ฝั่งลาว ขึ้นฝั่งที่ท่าเรือห้วยทราย บ้านห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว และจัดการรีบทำเรื่องผ่านแดนอย่างไว ห้ามเถลไถล ไม่งั้นมีตกเรือแน่นอน


สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วบ่นว่า ทำไมต้องรีบนักรีบหนา ไหนบอกว่าไปเที่ยวลาวต้องชิลๆ นั้น ขอการันตีไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่า สำหรับใครที่ตัดสินใจเลือกเดินทางสู่หลวงพระบางด้วยเส้นทางสายลำน้ำโขงนั้น ไม่มีคำว่าเหนื่อยอย่างแน่นอน


เนื่องจากเส้นทางล่องเรือจากห้วยทราย สู่หลวงพระบาง ถ้าเดินทางโดยเรือช้า โดยนักท่องเที่ยวจะต้องแวะพักค้างคืนที่เมืองปากเบง ก่อนจะออกเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น เท่ากับต้องใช้เวลาเดินทางนานสองวัน ตกวันละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งต้องเรียกว่า เหลือเฟือสำหรับให้พักเหนื่อย จนถึงขนาดที่ว่า เหนื่อยที่จะพักกันเลยทีเดียว


กว่า 15 ชั่วโมงในการร่วมเรียงเคียงไปกับลำน้ำโขง ที่แม้จะผลาญเวลาด้วยการหลับไปหลายตื่น แต่ธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ของ สปป.ลาว ก็ดึงดูดสายตาฉันให้ตื่นตาจนลืมความหนาวได้อยู่บ่อยๆ


เพราะนอกจากจะเพลินไปกับชีวิตสองฝั่งโขงของพี่น้องชาวลาว ที่ไม่ได้มีแต่ชาวประมงออกเรือมาหาปลาเท่านั้น ชาวบ้านริมน้ำบางกลุ่มก็ออกมาเสี่ยงโชคด้วยการร่อนทอง โดยถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นอุปกรณ์หน้าตาคล้ายกระทะ ที่ชาวบ้านนำมาตักทรายปนน้ำแล้วร่อนไปมาให้ทรายและน้ำหลุดออกไปจนเหลือแต่ สิ่งที่หนักกว่า ซึ่งถ้าโชคดี ก็จะมีเกร็ดเล็กจิ๋วของทองปนอยู่


หรือไม่ก็ได้เห็นชาวบ้านบางกลุ่มก็จะออกมาหาสาหร่ายน้ำจืดหรือที่ ภาษาลาวเว้าว่า "ไค" กันอย่างคึกคัก และถ้าใครตาดี อาจได้เห็นสัตว์ป่าอย่างช้างมาเดินโชว์ตัวอยู่ริมน้ำอีกด้วย


ความที่ต้องเดินทางเป็นระยะทางไกล เรือนำเที่ยวที่ค่อนข้างจะราคาสูงหน่อย ซึ่งสัมปทานลำน้ำโขงกันอยู่ไม่กี่เจ้า อย่างเช่น เรือหลวงทราย ที่พาคณะเราล่องลำน้ำโขงมานั้น ก็ได้จัดโปรแกรมสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ยืดเส้นยืดสายเดินเที่ยวเล่นที่ หมู่บ้านระหว่างทางแห่งหรือสองแห่งในหนึ่งวัน ซึ่งไม่ว่าจะแวะที่ไหน สิ่งที่ไม่ต่างกันคือลูกเด็กเล็กแดง ที่จะวิ่งกรูกันเข้ามาขายของที่ระลึก ส่วนมากก็จะเป็นสินค้าที่ทำจากด้ายถัก ทั้งสร้อยข้อมือ และกระเป๋าใบจิ๋วสำหรับคล้องคอ


ทริคอย่างหนึ่งสำหรับใครที่ไม่อยากซื้อแต่ใจไม่แข็งพอ คือ อย่าสบตา เพราะเมื่อใดที่เกิดหันไปสบตา และถูกเปิดการขายโดยเด็กคนหนึ่ง เจ้าตัวเล็กคนอื่นๆ ก็จะเบนเข็มพุ่งตรงมาหาเราทันที ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ถึงเวลาพิสูจน์ความอดทนกันหน่อยแล้ว ว่าใครจะทนกว่าใคร

สูดกลิ่นราตรี


"เวลาที่หลวงพระบางเร็ว กว่าที่อื่นสองชั่วโมง ทุกคนอย่าลืมปรับนาฬิกากันนะคะ" เสียงคุณโรส ผู้บริหารโรงแรมหลวงทรายเรสซิเด้นซ์ ที่กล่าวต้อนรับ จนทำเอาคณะเราเหวอไปชั่วระยะนึง เพราะระยะห่างแค่ลำโขงกั้น ถึงขนาดต้องหมุนนาฬิกาย้อนกลับไป 2 ชั่วโมงได้ยังไง?


ว่าแล้วสาวเจ้าถิ่น ก็เฉลยมุกว่า ที่เมืองไทย อาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปแล้วหรือยังนั้น ไม่ได้สำคัญอะไรเลยด้วยซ้ำสำหรับคนเมืองที่กว่าจะกลับบ้านก็ค่ำมืดดึกดื่น อย่างบ้านเรา แต่ที่เมืองลาว กิจกรรมทุกอย่างแทบจะหยุดเวลาไว้ตรงเข็มนาฬิกาชี้ไปที่เลขสิบ


คุณโรส บอกว่า หลังสี่ทุ่มไปแล้ว ในหลวงพระบางจะ เงียบเหมือนเที่ยงคืนของประเทศไทย เหลือที่เปิดอยู่ก็แค่ร้านอาหารไม่กี่ร้าน ขนาดบรรดานักเที่ยวท่องราตรีตามไนท์คลับ ก็ยังแยกย้ายกลับบ้านตั้งแต่ยังไม่เที่ยงคืนดี เพราะฉะนั้นคนไทยอย่างเรา ถ้าคิดจะสูดกลิ่นราตรีเมืองหลวงพระบาง ต้องรีบหน่อย ราวๆ 2 หรือ 3 ทุ่มจะกำลังดี


คุยกันมาถึงตอนนี้แล้ว ไหนๆ ถ้าอยากจะเก็บบรรยากาศหลวงพระบางให้ได้ครบถ้วน ชีวิตแสงสีคงต้องบรรจุอยู่ในรายการด้วย


จริงๆ แล้วในแทบจะทุกทริปการท่องเที่ยวของฉัน แผนการตระเวนท่องราตรีเป็นต้องบรรจุอยู่ในโปรแกรมด้วยตลอด.. เปล่า ไม่ใช่ว่าเพราะว่าเป็นนักเที่ยว หรือนักดื่มตัวยง แต่ฉันถือคติว่า ถ้าอยากรู้จักเจ้าถิ่นตัวจริงต้องเข้าผับ!


3 ร้านที่ฉันหมายมั่นว่าจะต้องไปให้ได้ในทริปหลวงพระบางครั้ง นี้ หนึ่งคือ "ยูโทเปีย" ที่ไม่ใช่โลกอันแสนจะเลิศเลอเพอร์เฟคท์ที่ไหน แต่เป็นร้านแนวคอนเซปท์ ที่ค่อนข้างแปลกตาสำหรับฉัน ไม่เหมือนร้านนั่งดริ้งค์ชิลๆ ทั่วไป ตรงที่ร้านนี้มีสนามวอลเล่ย์บอลอยู่ด้วย?!!?


แล้วสนามที่ว่า ก็ไม่ใช่เปิดมาเก๋ๆ เพราะชาวต่างชาตินิยมมาเล่นกันเป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดขายอย่างเดียวของยูโทเปีย เพราะที่นี่ยังมีวิวสวยๆ มองเห็นแม่น้ำคานจากมุมสูง โดยว่ากันว่าสวยและโรแมนติกทีเดียวในยามเย็นเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า


สำหรับฉันที่กว่าจะได้ก้าวเข้ามาในร้านก็ปาเข้าได้ 3 ทุ่มกว่าแล้วนั้น แม้จะพลาดวิวอาทิตย์อัศดงไป แต่โดยรวมแล้วถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ทีเดียว


..จะว่าบ้าก็ได้ แต่เมื่อตั้งใจแล้วว่า ต้องเก็บให้ครบทั้งสามร้าน ทั้งๆ ที่มีเวลาแค่สองคืน หลังจากคืนแรกนั่งชิลไปกับบรรยากาศเก๋ๆ ที่ยูโทเปียไปแล้ว ภาระหนักจึงตกอยู่กับคืนที่สอง ซึ่งมีสองไนท์คลับดาวเด่นของหลวงพระบางรออยู่


อย่างแรกเลยต้องไปที่ "ราตรีเมืองซัว" สถานบันเทิงแห่งเมืองหลวงพระบางที่อนุรักษ์การเต้นแบบ “บัดสลบ”เอาไว้ สำหรับใครที่ไม่รู้จักบัดสลบ หรือ บาสโลป ก็ขอให้ไปหาภาพยนตร์ สะบายดีหลวงพระบาง มาดูได้ ไม่ว่าจะอนันดา หรือ เรย์ ต่างก็ถูก "คำลี่" สอนเต้นบัดสลบมาแล้วทั้งนั้น


ความน่ารักของบัดสลบ อยู่ที่ท่าเต้นของหนุ่มสาวที่ออกมายืนเข้าแถวเต้นเข้าจังหวะกันอย่างพร้อม เพรียง ไม่ว่าดนตรีจะเป็นจังหวะไหน ไม่ใช่ปัญหา และพอเพลงจบลงต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับไปนั่งโต๊ะเหมือนเดิม


สาเหตุที่ต้องรีบมาที่นี่ก่อน เพราะจะมีการเต้นบัดสลบถึงแค่ 3 ทุ่มกว่าๆ เท่านั้น หลังจากนั้นราตรีเมืองซัว ก็จะแปรสภาพเป็นผับทั่วไป โดยต่างคนก็นั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง เวลาเจอเพลงถูกใจ ก็ค่อยออกมาโยกย้ายที่ฟลอร์หน้าเวที


หลังจากเก็บบรรยากาศราตรีเมืองซัวได้ที่แล้ว เป้าหมายต่อไปของฉัน ก็คือ "ดาวฟ้า" สถานบันเทิงชื่อดังของหลวงพระบาง ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายๆ กับเทคบ้านเรา ซึ่งเปิดเพลงเสียงดังมากเสียจนคุยกันแทบไม่รู้เรื่อง ส่วนเพลงที่เปิดนั้นเป็นเพลงไทยเสียส่วนใหญ่ โดยดีเจงัดมาเปิดหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นบอดี้สแลม หรือ too much so much very much ของพี่เบิร์ด ยันเพลงกินตับ ของเท่ง เถิดเทิง กระทั่งไทเทเนียม ยังจัดมา


...เพลงไหนฮิต เพลงไหนดัง ดีเจแห่งดาวฟ้า ไม่ปล่อยพลาดไปอย่างแน่นอน

มรดกลาว มรดกโลก


จะว่าไปแล้ว สถานะการเป็นเมืองมรดกโลกของหลวงพระบางนั้น สำหรับฉันแทบจะไร้ข้อกังขากับตำแหน่งนี้ แม้หลายครั้งจะเคยได้ยินคำกล่าวเปรียบเปรย ทำนองว่า "หลวงพระบาง ก็เหมือนสาวพรมจรรย์ ซึ่งยิ่งนักท่องเที่ยวเดินทางมามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนเธอถูกรุมโทรม"



จริงอยู่ว่ามันออกจะเป็นคำเปรียบเปรยที่ค่อนข้างรุนแรงไป ว่าแค่การท่องเที่ยวจะถึงขั้นทำลายวิถีดั้งเดิมซึ่งควรแก่การอนุรักษ์ไว้เลย เชียวหรือ


สำหรับตัวฉันเอง จากประสบการณ์การมาเยือนที่แห่งนี้เมื่อ 4 ปีก่อน เมื่อเทียบกันกับ พ.ศ.นี้ ต้องยอมรับว่า หลวงพระบางแทบ จะไม่ได้เปลี่ยนไปในสายตาฉัน จะมีที่สะดุดตา สะดุดใจอยู่บ้าง ก็ตรงถนนคนเดินซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของนักช้อปที่ดูยังไงๆ ก็ไม่เข้ากันนักกับเมืองน่ารักแห่งนี้



แต่ยังดีที่ไม่ว่าจะไปสะดุดอยู่ที่บรรดาสินค้าแนวประยุกต์ หรือ เต้นท์สีสดที่ถูกขึงขึ้นตลอดแนวถนนจะขัดแย้งกับมนต์ขลังของหอพิพิธภัณฑ์แห่ง ชาติ หลวงพระบาง ซึ่งเป็นพระราชวังเดิมของเจ้าชีวิตสืบทอดมาเป็นร้อยปีก็ตามนั้น ก็ยังอาจพอมองข้ามไปและแทนที่ได้ด้วยหัวใจความเป็นลาวที่อยู่ในชาวหลวงพระบางนั่นเอง ที่ยังเปี่ยมเสน่ห์อยู่มากในความรู้สึกของฉัน


ความน่ารักของผู้คนที่ยังค่อนข้างใสซื่อ เมื่อประกอบเข้ากับวัดวาอารามที่สวยงามและเรียบง่าย ทำให้ฉันสามารถเดินเที่ยววัดวาอารามในหลวงพระบางได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งโดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หลวงพระบางนั้น เรียกว่าเดินทั้งวันก็ไม่เบื่อ


แต่แล้วความทรงจำดีๆ ที่ฉันเตรียมพกกลับบ้าน ก็เป็นอันต้องหยุดไว้ที่สนามบินหลวงพระบาง เมื่อได้มองเห็นการก่อสร้างซึ่งพอถามไถ่ได้ความว่า นั่นคือแผนการขยายสนามบิน ที่นอกจากจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นแล้ว รันเวย์ใหม่ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2556 ยังสามารถรองรับเครื่องบินโบอิง 737 และแอร์บัส 320 (100 ที่นั่ง) ให้เข้าจอดได้พร้อมกัน 4 ลำ


... ข้อมูลใหม่ทำเอาฉันอึ้ง และเริ่มไม่แน่ใจในอนาคตของเมืองเล็กๆ น่ารัก เมืองนี้.

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สะบายดี... เวียงจันทน์

โดย : มานพ จันทรฯ
คอลัมน์ : ท่องเที่ยว @กรุงเทพธุรกิจ

หอพระแก้ว
ระหว่างนี้ "นครเวียงจันทน์" เมืองหลวงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นเจ้าภาพครั้งแรก ในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25

เวียงจันทน์ในยามนี้จึงคลาคล่ำด้วยผู้คนมากกว่าปกติ

ในอดีตลาวตกอยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักรน่านเจ้า และต่อมาได้เกิดการแย่งชิงอำนาจของกษัตริย์ ทำให้ลาวต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาสยาม


อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสได้เข้ามามีอิทธิพลต่ออินโดจีน ความขัดแย้งระหว่างไทยกับฝรั่งเศสทำให้ไทยต้องยกดินแดนให้ฝรั่งเศส และลาวได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสใน ปี พ.ศ. 2518

สถาปนาขึ้นเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การเดินทางไปเวียงจันทน์ทำได้ง่ายมาก ทั้งทางเครื่องบินตรงสู่นครเวียงจันทน์ และทางรถยนต์ ผ่านจังหวัดหนองคาย เข้าสู่ประเทศลาวด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

หากไม่มีหนังสือเดินทางก็สามารถทำหนังสือผ่านแดนก่อนเข้าเวียงจันทน์ได้เช่นกัน

แม้ลาวในปัจจุบันจะเปิดตัวต่อโลกภายนอก และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกมากขึ้น แต่ชาวลาวยังรักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติอย่างเข้มแข็ง สังเกตได้จากการแต่งกายของผู้หญิงลาวที่ยังนุ่งซิ่น มากกว่าการแต่งกายแบบตะวันตก และชาวลาวส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นในศาสนาพุทธ มีประเพณีทางศาสนาไม่ต่างจากชาวไทย

พระธาตุหลวงสัญลักษณ์ประเทศ

สถานที่สำคัญที่บ่งบอกว่าชาวลาวยังให้ความศรัทธาในศาสนาพุทธ และผู้มาเยือนมักจะไม่พลาด ได้แก่ พระธาตุหลวง หรือ "พระเจดีย์โลกะจุฬามณี" ปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งแห่งนครหลวงเวียงจันทน์ และเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวลาวทั่วประเทศ มีประวัติการก่อสร้างนับพันปีเช่นเดียวกันพระธาตุพนมของไทย และพระธาตุหลวงยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศลาว ปรากฏอยู่ในตราแผ่นดินของลาวที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้อีกด้วย

พระพุทธรูปศิลปะลานช้างบริเวณระเบียงหอพระแก้ว
สถานที่อีกแห่งหนึ่งก็คือ หอพระแก้ว ตั้งอยู่บนถนนเชษฐาธิราช ติดกับทำเนียบประธานประเทศ เดิมเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเชษฐาธิราชมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากล้านนา เมื่อกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้างหลังจากที่พระราชบิดาสิ้นพระชนม์ลงในการ ทำศึกสงครามกับอาณาจักรสยาม

เมื่อปี พ.ศ.2322 ในคราวนั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ที่กรุงเทพฯเหลือเพียงพระแท่นที่ประดิษฐานเท่า นั้น ปัจจุบันหอพระแก้วไม่ได้เป็นวัดแต่ก็เป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวเดินทางมา ชม เพราะยังมีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงพระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฎกภาษาขอมและกลองสำริดประจำ ราชวงศ์ลาว รอบหอพระแก้วมีพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างตั้งเรียงรายบริเวณระเบียง และยังพบไหขนาดกลางจากทุ่งไหหิน ในเชียงขวางวางตั้งอยู่

ส่วนวัดศรีเมืองในเส้นเดียวกันเป็นวัดที่ประชาชนลาวเดินทางไปสักการบูชา แต่ละวันเป็นจำนวนมาก ภายในวัดศรีเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองประจำนครเวียงจันทน์

ภายในวัดศรีเมืองมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมาย ด้านตะวันออกของวัดศรีเมืองมีสวนสาธารณะเล็กๆ มีพระบรมรูปของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ตั้งอยู่บนแท่นสูงกลางสวนสาธารณะ พระหัตถ์ทรงถือสมุดใบลานที่จารึกประมวลกฎหมายฉบับแรกของลาวไว้ พระบรมรูปเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์นี้เป็นของขวัญที่ทางสหภาพโซเวียตมอบให้

ประตูชัย
อีกจุดหนึ่งคือ ประตูชัย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2512 เป็นอนุสรณ์สถานที่ได้รับอิทธิพลมาจากประตูชัยของฝรั่งเศสเพื่อระลึกถึง ประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์

รำวงยังฮิตไม่เลิก - บรรยากาศตลาดเช้า
หากจะสัมผัสประเทศลาวอย่างใกล้ชิดก็ควรใช้เวลาในช่วงเช้าดูชีวิตผู้คน อาจตื่นขึ้นมาตักบาตรข้าวเหนียวเหมือนที่ชาวลาวปฏิบัติกัน หรือไม่ก็เดินทอดน่องชม "ตลาดเช้า" ก่อนถึงประตูชัย เลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง สินค้าที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่ "ตลาดจีน" ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของนครเวียงจันทน์ ก็มีสินค้าจากจีนให้เลือกซื้อตามอัธยาศัย

ร้านขายน้ำผลไม้ปั่น
The Betrayal หรือ "เนรคุณ" หนังสารคดีขนาดยาวที่ได้รับการเสนอชื่อบนเวทีการประกวดภาพยนตร์ออสการ์ ปี 2009 เป็นผลงานการทำงานร่วมกันของ ทวีสุข พระสวัสดิ์ ชาวลาวอพยพในสหรัฐ และ เอลเลน คูราส เล่าเรื่องความลำบากยากแค้นของครอบครัวในประเทศลาว เมื่อปี 1973 ช่วงสงครามเวียดนาม สหรัฐใช้ลาวเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้กับเวียดนามเหนือ แต่หลังจากแพ้สงครามเวียดนาม สหรัฐถอนกำลังออกจากลาว ปล่อยให้เจ้าของประเทศเผชิญกับชะตากรรมเอาเอง พร้อมๆ กับการเปลี่ยนอำนาจทางการเมืองในประเทศ จากประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์มาสู่ระบอบคอมมิวนิสต์

หลายครอบครัวต้องหลบหนีการเข่นฆ่าแตกกระเซ็นไปคนละทาง บางคนอพยพย้ายหนีไปยังสหรัฐอเมริกา รวมทั้งทวีสุขที่หลบหนีการจับกุมและการทำร้ายทารุณ ครอบครัวของเขายังดีกว่าหลายครอบครัวที่มีโอกาสได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง และตัดสินใจย้ายมาเผชิญชีวิตใหม่ในนิวยอร์ก

แม้ภาพยนตร์ไม่ได้ใช้ลาวเป็นสถานที่หลักในการเล่าเรื่อง แต่ก็อดทำให้นึกถึงผู้คนและประเทศนี้ไม่ได้เลย ประเทศเพื่อนบ้านที่ยังคงเปี่ยมด้วยมิตรภาพ และมีวัฒนธรรมอันงดงาม

...................................

Country : Lao People's Democratic Republic
Capital : Vientiane
Population : 6,320,000
Film : The Betrayal - Nerakhoon (2008)
Director : Ellen Kuras, Thavisouk Phrasavath
Cast : Thavisouk Phrasavath...Narrator, Boualay Vannalith, Nhot
Khamphrasavath, Chaiphet Phrasavath, Keoduangchai Phrasavath, Bounnhou
Khamphrasavath, Nhok Khaphrasavath, Vansy Khamphrasavath, Thar
Phrasavath

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เยื้องเวียงจันทน์ ย่างวังเวียง

โดย : ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี
ไลฟ์สไตล์ @กรุงเทพธุรกิจ


สุดที่สายตาคู่นั้นทอดไปก็ยังมองไม่เห็นต้นขบวน ท่ามกลางแสงตะวันที่คล้อยองศาลงมา 2 นาฬิกา บนถนนลูกรังที่คดเคี้ยวตามสภาพภูมิประเทศ

รถยนต์พากันจอดเรียงราย คนขับรถบรรทุกเริ่มจับกลุ่มคุยกับคนขับรถบัสอยู่ใต้ร่มไม้ ขณะที่คนท้องถิ่นและคนแปลกหน้าต่างทยอยหอบหิ้วสัมภาระเดินตามกันไปยังหมู่ บ้านที่อยู่ข้างหน้า

ความจอแจของผู้คน และ "รถเล็ก" ในการขนถ่ายข้าวของ กลายเป็นความอลหม่านเล็กๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากพบว่าสะพานข้ามแม่น้ำตรงหน้า "รถใหญ่" ไม่สามารถผ่านไปได้

"สะพานข้ามแม่น้ำทรุด ตอนนี้กำลังซ่อมกันอยู่" บางคนพูดถึงบรรดาช่างโยธา และเครื่องไม้เครื่องมือที่กองอยู่ตรงบริเวณคอสะพาน

สาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่มีใครระบุได้แน่ชัดว่าเป็นเพราะอะไร แต่เสียงส่วนใหญ่เชื่อว่าอาจเป็นเพราะพายุฝนลูกเมื่อคืน จึงทำให้สะพานเหล็กที่มีสภาพการใช้งานค่อนข้างสมบุกสมบันอยู่พอสมควรแล้ว ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก

"อย่างนี้แหละ เที่ยวลาวหน้า นี้ก็ต้องระวังเรื่องการเดินทางกันเยอะหน่อย" เสียงจากนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มแว่วมา แต่ก็ดูเหมือนสิ่งเหนือความคาดหมายทำนองนี้จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่นัก เดินทางที่จะเลือกกางแผนที่มาเยือนเมืองลาว โดยเฉพาะกับฟ้ากับฝน ปัญหาสะพานขาด ดินถล่ม ถนนทรุดจึงเป็นอะไรที่มักเกิดขึ้นได้เสมอ


หลากมุมเมืองลาว

นอกจากภาพวาดในหนังสือแบบเรียนสังคมศึกษาจะทำให้เห็นว่าเมืองลาวกับ เมืองไทยมีความใกล้ชิดติดกันเพียงแค่เส้นแบ่งพรมแดนกั้นแล้ว ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองประเทศยังแสดงถึงความกลมกลืนของผู้คนที่มีมา ตั้งแต่โบราณ


ยิ่งในแง่มุมของการท่องเที่ยวสำหรับนักเดินทางมือใหม่ที่ยังไม่ค่อยชำนาญด้านภาษา เมืองลาว น่าจะถือเป็นแบบฝึกหัดการ "เที่ยวต่างประเทศ" บทแรกๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจก็ว่าได้ เพราะคงไม่มีที่ไหนในโลกที่จะเปิดโอกาสให้คนไทยใช้ภาษาไทย "เว้าซื่อ" กันได้ทั่วประเทศขนาดนี้ เวลาว่างสัก 3-4 วันจึงถือว่าค่อนข้าง "กำลังดี" สำหรับการจัดทริปเที่ยวลาวสักครั้งหนึ่ง

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งอยู่บนดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ถูกโอบล้อมด้วยประเทศเพื่อนบ้านอย่าง จีน ไทย กัมพูชา พม่า และเวียดนาม เพราะสภาพภูมิประเทศที่ไม่ได้อยู่ติดกับทะเลที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น "ล็อกแลนด์ (Lock Land) แห่งอุษาคเนย์" แม่น้ำโขง หรือลำน้ำของ จึงเปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนลาว


ตลอดระยะทาง 1,835 กิโลเมตรจากลาวเหนือจดลาวใต้ที่สายน้ำโขงไหลผ่าน ทั้งเกษตรกรรม การประมง การผลิตพลังงานไฟฟ้า การคมนาคม และใช้เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศลาวกับ ประเทศเพื่อนบ้านล้วนแต่ต้องพึ่งพิงแม่น้ำสายนี้แทบทั้งสิ้น โดยมีเส้นเลือดฝอยแตกแขนงจากแม่น้ำโขงไปหล่อเลี้ยงผู้คนในภูมิภาคต่างๆ อยู่หลายสาย คือ ทางภาคเหนือมีสายน้ำอู สายน้ำคาน สายน้ำเซือง นครหลวงเวียงจันท์มีสายน้ำซอง สายน้ำลีบ สายน้ำงึม ขณะทางใต้จะมีสายน้ำซัน สายน้ำเซ และสายน้ำเหงียน


ด้วยลักษณะพิเศษดังกล่าวนั้นเอง จึงทำให้พื้นที่กว่า 236,800 ตารางกิโลเมตรของลาว อุดมไปด้วยภูเขาและที่ราบสูงหลายแห่ง อันกลายมาเป็นทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ พอๆ กับวิถีชีวิตของชาวลาวที่ยึดโยงอยู่กับพระพุทธศาสนาเป็นหลัก

ชาวลาวส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ (ร้อยละ 60 ของชาวลาวทั้งหมด) ควบคู่ไปกับลัทธินับถือผีบรรพบุรุษของผู้คนในแถบภูเขาสูง พุทธศาสนาแบบเถรวาท จึงนับเป็นแบบแผนหลักของวัฒนธรรมลาว ซึ่งปรากฏให้เห็นทั่วประเทศ ทั้งในด้านภาษา ศิลปะ วรรณคดี และศิลปะการแสดง ฯลฯ

ความ "ขึ้นชื่อ" ของมนต์เสน่ห์ที่ปราศจากการปรุงแต่งนี่เอง ทำให้จังหวะวันหยุดคล้อยหลังฝนต้นลมหนาวจนปลายฤดูร้อน โปรแกรมเยือนถิ่นลาวมักได้รับความสนใจจากก๊วนนักเดินทางมืออาชีพและสมัครเล่นอย่างไม่ขาดสาย

เตร่เตร็ดในเวียงจันทน์

แม่น้ำสายเดียวกัน เมื่อมองกันคนละฝั่งกลับให้ความรู้สึกที่ต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะห่างกันแค่สะพานกั้น แต่หนองคาย-นครหลวงเวียงจันท์ ก็ถูกขีดเส้นแบ่งแดนแยกออกเป็นคนละประเทศไปแล้ว ถึงอย่างนั้น คนบ้านนี้กับคนบ้านโน้นก็ยังคงไปมาหาสู่กันเรื่อยมา

นครหลวงเวียงจันทน์ (นะคอนหลวงเวียงจัน) เป็นเขตที่ตั้งของกรุงเวียงจันทน์เมืองหลวงของประเทศลาว มีเมืองเอกคือจันทะบูลี มีเขตติดต่อเป็นชายแดนกับประเทศไทยระหว่างเวียงจันทน์กับหนองคายของประเทศไทยทางสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 1 โดยเขตปกครองนี้ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยแยกออกมาจากแขวงเวียงจันทน์ เดิมชื่อ "กำแพงนครเวียงจันทน์" ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "นครหลวงเวียงจันทน์" ในภายหลัง

"นครหลวงแปลว่าเมืองใหญ่" แสงมะณี ไซยะสอน มัคคุเทศก์สาวเวียงจันทน์ให้ข้อมูล

ภาพความวุ่นวายของการจราจร ความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของผู้คน และเทคโนโลยีที่พยายามจะล้ำสมัยทุกๆ วินาที ตามองค์ประกอบของเมืองใหญ่แทบจะไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักที่เมืองหลวงของ ประเทศลาวแห่งนี้

แสงมะณีบอกว่า แหล่งท่องเที่ยวในตัวเวียงจันท์ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การจับจ่ายซื้อของมากกว่า ด้วยความที่เวียงจันท์เป็นแหล่งที่พักสินค้าจากเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ที่นี่จึงมีตลาดหลากหลายให้บรรดาขาช้อปได้เลือกเดิน

ตลาดเช้า เปิดขายตั้งแต่ 07.00-16.00 น. ที่ชื่อตลาดเช้าเพราะเมื่อก่อนเปิดขายเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายชนิด ทั้งสินค้าพื้นเมือง และจากต่างประเทศ อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าซิ่น เครื่องเงิน ไม้แกะสลัก เครื่องจักสาน งานฝีมือต่าง ๆ

ตลาดจีน หรือ ตลาดแลง (ตลาดหนองด้วง ก็มีเรียกกัน) เป็นจำหน่ายสินค้าจากประเทศจีน อาทิ กระเป๋าแบรนด์เนมของดียี่ห้อดัง เครื่องใช้ไฟฟ้า ของที่ระลึก เสื้อผ้าสำเร็จรูป รวมไปทั้งอาหารและเครื่องเทศที่นำเข้าจาก ประเทศจีนโดยตรง

ตลาดขัวดิน เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าของสด ที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์ เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ กุ้งหอย ปู ปลา และสินค้าอื่น ๆ ที่ชาวบ้านสามารถสรรหาได้ มาวางจำหน่าย

นอกจากนี้ยังมี ศูนย์หัตถกรรมผ้าซิ่นทอมือ ให้สำหรับนักท่องเที่ยวได้ซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกอีกด้วย

ถึงแม้เวียงจันทน์จะได้ชื่อว่าเป็นแขวงที่เจริญที่สุดใน 18 แขวงของลาว แต่การผสมผสานระหว่างวิถีชีวิตดั้งเดิมและการพัฒนาประเทศ ที่ไม่ได้ให้น้ำหนักกับเทคโนโลยีมากกว่าเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตนั้น ทำให้วันนี้เรายังเห็นหนุ่มสาวชาวลาวรุ่นใหม่ยังรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมเอาไว้อย่างค่อนข้างเหนียวแน่น

ผ้าซิ่น ยังถูกบรรจุอยู่ในเครื่องแบบราชการ หลานยังจูงยายเดินออกมาปั้นข้าวเหนียวใส่บาตรตั้งแต่เช้าตรู่ งานบุญประเพณีต่างๆ ยังปรากฏอยู่ในปฏิทินราชการ แต่ก็ใช่ว่าคนเวียงจันทน์เองจะไม่ถูกกระแสของความเปลี่ยนแปลงพัดพาไปเสียที เดียว ย่านแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีที่เริ่มมีมากขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาว ต่างชาติเป็นหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจน กับแฟชั่นของบรรดาขาเที่ยวที่ "ทันเทรนด์" ไม่แพ้ปารีส หรือมิลานเหมือนกัน

เวียงจันทน์มักถูกจัดเส้นทางให้อยู่ในสายเดียวกับวังเวียงและหลวงพระบาง ที่นี่จึงกลายเป็นแลนด์มาร์กแรกสำหรับเริ่มต้นทริปอยู่บ่อยครั้ง นักท่องเที่ยว หากไม่ค้างที่หนองคาย ก็มักจะข้ามโขงมาชมวิวประเทศไทยที่เวียงจันทน์ก่อน รุ่งเช้าจะออกเดินทางสู่วังเวียงที่อยู่ห่างออกไปอีก 160 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างการเดินทางสามารถแวะชมความสวยงามของเกาะและดอนของ เขื่อนน้ำเทิม เขื่อนที่ใช้เป็นสถานที่คุมขังนักโทษชาย (ดอนท้าว) กับนักโทษหญิง (ดอนนาง) ในอดีต ซึ่งที่นี่ช่วงวันหยุด หรือเทศกาลก็มักจะมีชาวลาวมาพักผ่อนอยู่เป็นประจำ ก่อนจะลัดเลาะตามภูมิประเทศต่อไปจนถึงวังเวียง

"ค่อยๆ ข้ามกันเด้อ เดี๋ยวสะพานพัง" เสียงร้องบอกทีเล่นทีจริงของเจ้าหน้าที่เรียกสีหน้าของคนต่างถิ่นออกมาได้พอ สมควร หลังจากต้องเดินเสียเหงื่อกันอยู่พักใหญ่ก่อนจะข้ามสะพานไปขึ้นรถอีกฝั่ง หนึ่งได้

บรรดารถขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าแช่แข็งเริ่มทยอยขนย้ายของถ่ายลงรถเล็กเพื่อดำเนินการขนส่ง ต่อไปก่อนที่น้ำแข็งจะละลายหมด บางรายออกท่าทางหัวเสียอย่างชัดเจน ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าต่างพากันออกมานั่งเรียงหน้าสลอนขายเครื่องดื่มเท่าที่พอ หาได้

ทั้งหมด เป็นความวุ่นวายเล็กน้อยที่บรรดานักเดินทางรุ่นพี่ต่างยืนยันว่ามีสิทธิเกิดขึ้นได้เสมอ


ตามฝันที่ วังเวียง

บางความคิดหวนนึกถึงวังเวียงในความทรงจำ เมื่อแนวเทือกเขาตะปุ่มตะป่ำเบื้องหลัง "ลานเดินยนต์" หรือ สนามบินเก่าปรากฏอยู่ตรงหน้า ภาพใครคนนั้นกำลังนั่งอิงเบาะบนแคร่ไม้ริมลำน้ำซอง ไล้หมอก มองดาวพราวฟ้า ใต้เงาตะเกียงทอแสง ขาดเพียงใครอีกคนที่ไม่ได้นั่งโอบไออุ่นอยู่เคียงข้างให้บรรยากาศความรัก นั้นได้เติมเต็ม ภาพของพนักงานบนเครื่องบินกำลังลำเลียงกระเป๋าลงจากเครื่องเพื่อจัดสรร เก้าอี้ดนตรีให้ผู้โชคดีคนนั้นรอคิวบินเที่ยวต่อไป หรือตลาดเช้าแหล่งรวมของแปลกให้ได้เปิดหูเปิดตา...

หลายเรื่องราวหลากความทรงจำต่างผุดพรายขึ้นมาประกอบกันเป็นความประทับใจ ในมุมที่ต่างออกไป ด้วยความที่วังเวียงเต็มไปด้วยภูเขาหินปูนน้อยใหญ่เรียงรายสลับกัน โดยมีแม่น้ำซองไหลผ่าน ที่นี่จึงได้รับขนานนามว่าเป็น "กุ้ยหลินน้อยแห่งเมืองลาว" และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสสักครั้งในชีวิต

ไกด์สาวคนเดิมเล่าว่า ในสมัยก่อน วังเวียง หรือ เวียงคำ จะเป็นเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไผ่ มีเจ้าชีวิต (เจ้าเมือง) คนหนึ่งครองเมืองอยู่ ต่อมาเมื่อเจ้าฟ้างุ้มวีรกษัตริย์ชาวลาวผู้ กอบกู้ 3 อาณาจักรอันได้แก่ หลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้าง-นครหลวงเวียงจันท์ และอาณาจักรล้านช้างจำปาสัก มาเป็นอาณาจักรเดียว ได้ยกกองทัพมาตีเมืองเวียงคำนั้น พระองค์ได้ใช้กลอุบายเอาเพชรพลอยเงินทองมาติดหัวธนู แล้วยิงใส่กอไผ่ที่ล้อมเมืองนั้น เพื่อให้คนเข้าใจว่า มีเงินมีทองมีคำอยู่ที่นั่น แล้วจึงถอยกลับมาตั้งทัพอยู่ที่เวียงจันทน์

"ทางฝ่ายชาวเมืองเวียงคำออกมาดูเมื่อเห็นว่ามีเงินมีทองคำอยู่ในกอไผ่ ก็พากันตัดต้นไผ่เพื่อจะเอาทอง เอาเงินที่อยู่ในกอไผ่นั้น หลังจากนั้น 2-3 เดือนเจ้าฟ้างุ้มก็บุกมาอีกครั้งจนได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย และเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองวังเวียงในภายหลัง ส่วนกอไผ่ก็ถูกนำมารวมกองแล้วเผาตรงริมแม่น้ำ ไหลลงแม่น้ำกลายเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำซอง" แสงมะณีบอก

ถ้าไม่หาที่นั่งชมทัศนียภาพ หรือเดินเล่นละเลียดบรรยากาศริมน้ำซอง การล่องเรือก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ถือว่าเป็นที่นิยมไม่น้อย แต่สำหรับใครที่ชอบความตื่นเต้นของการผจญภัยก็สามารถไปแถบ "ย่านฝรั่งบ้า" ที่มีทั้งล่องห่วงยาง สไลเดอร์ โหนสลิงกระโดดน้ำ ล่อง "กงเบ่ง" หรือห่วงยาง และพายคายัค แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล

วันนี้ ในสายตาของใครหลายคนอาจมองว่า วังเวียงกำลังจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ มีโรงแรม รีสอร์ท เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร บาร์เบียร์ ตลอดจนร้านขายของต่างๆ ทยอยผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ของกินเริ่มแพง และไม่อร่อย

แต่ถึงอย่างนั้นภาพทุ่งนาสีเขียวที่มีริ้วหมอกโอบกอดขุนเขาอยู่เบื้อง หลัง ตลอดจนภาพฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวก็ยังทำให้ใครต่อใครพากันมาที่ นี่อยู่ดี

"วังเวียงก็คือพวกที่หนีปายมายังไงล่ะ" บางสุ้มเสียงสรุปสิ่งที่เกิดขึ้น

* การเดินทาง

วังเวียง สามารถไปได้สองเส้นทางด้วยกัน หากรักจะนั่งรถ สามารถข้ามไปยังฝั่งลาวผ่าน ทางด่านจังหวัดหนองคายหรืออุดรธานี เพื่อไปยังเวียงจันทน์ ที่เวียงจันทน์ มีรถโดยสารต่อไปยังวังเวียงให้เลือกทั้งรถบัส รถตู้ หลายรูปแบบ มีทั้งวีไอพี มีแอร์ ไม่มีแอร์ เฉลี่ยระยะเวลาเดินทางจากเวียงจันทน์สู่วังเวียง ราวๆ 3-4 ชั่วโมง

แต่หากใครอยากใช้ชีวิตช้าๆ แบบลาวสไตล์ แนะนำเส้นทางสุดชิลล์อย่างการล่องน้ำโขงก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน โดยตั้งต้นจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ข้ามมาฝั่งลาวสู่ บ้านห้วยทราย ก่อนจะลงเรือล่องสู่หลวงพระบาง ซึ่งต้องพักที่เมืองปากแบ่ง 1 คืน ก่อนจะล่องลงมาจนถึงหลวงพระบาง แวะพักสักคืนสองคืน แล้วจึงนั่งรถโดยสารต่อมาที่วังเวียง และกลับบ้านเราผ่านทางเวียงจันทน์ สู่อุดรธานี หรือหนองคายก็ได้ตามสะดวก

ปล.ว่า "บ่ต้องกลัวหลง ไทยกะลาว ก็คื้อกัน"