หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหรัฐอเมริกา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหรัฐอเมริกา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ซานตา เฟ่ เมืองคาวบอย

โดย : มานพ จันทรฯ
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ในบรรดาเมืองที่ถูกยกย่องให้เป็น 1 ในเมืองสุดแสนโรแมนติกของสหรัฐนั้น มีชื่อของ ซานตา เฟ่ (Santa Fe) ติดอยู่ด้วย


ในบ้านเราอาจรู้จักผ่านหูชื่อนี้ในฐานะร้านขายสเต็ก แต่ซานตา เฟ่ มีดีมากกว่านั้น


ซานตาเฟ่ เป็นเมืองหลวงของรัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) เป็นเมืองเล็กๆน่ารักขนาดกะทัดรัด สมัยโบราณเป็นถิ่นฐานของชาวพิวโบลอินเดียน ต่อมาดินแดนนิวเม็กซิโก ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมของสเปน ได้ตกมาเป็นดินแดนภายใต้ปกครองของสหรัฐ คนผิวขาวจึงมาตั้งรกรากที่นี่ ความเจริญด้านต่างๆ จึงทยอยเติบโตขึ้น



ซานตาเฟ่ เป็นเมืองต้นแบบของเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่หลายที่เอาไปอ้างอิงสำหรับการต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ บ้านเรือนของชาวเมืองแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นสีเอิร์ธโทน และยังนิยมสร้างบ้านด้วยดิน สอดคล้องกับธรรมชาติให้บรรยากาศแบบดั้งเดิม


มาเยือนถึงถิ่นก็ไม่ควรพลาดการเรียนรู้ความเป็นมาของเมือง โดยแวะไปที่พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านนานาชาติ (Museum of International Folk Art) ถ้าจะเที่ยวชมเมืองก็ควรเดินชมตลาด ความมีชีวิตชีวาที่ถนนแคนยอน (Canyon Road) มีย้านเรือนร้านค้าที่สร้างด้วยดิน มีงานศิลปะ รูปปั้น ภาพวาด ร้านค้าตกแต่งสวยงาม และยังมีตลาดนัดขายของ (Farmer Market) ขายพืชผลการเกษตร หลากหลาย พริกพันธุ์เม็กซิโกสีสันสวยงามมีให้เห็นอยู่อย่างดาษดื่น เพราะคนที่นี่รับประทานอาหารรสเผ็ด พูดภาษาอังกฤษ และสเปน เนื่องจากรัฐแห่งนี้อยู่ติดกับเม็กซิโกนั่นเอง


ในยามค่ำคืนหากจะแวะไปชม การแสดงในโอเปอร่า (Santa Fe Opera House) ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านเหนือของเมือง ก็คุ้มค่าแก่การได้มาสัมผัสสักครั้ง


ในขณะที่การท่องเที่ยวแบบผจญภัยกลางแจ้ง ประเภทปีนเขา พายเรือล่องแก่ง ท่องป่า ขี่ม้าชมทุ่งหญ้าแบบคาวบอย หรือเล่นสกีในฤดูหนาวก็เป็นที่นิยมไม่น้อย


เมืองในนิวเม็กซิโก หลายแห่ง รวมทั้งซานตา เฟ่ มักถูกเลือกให้เป็นฉากในภาพยนตร์แนวตะวันตกบรรยากาศคาวบอยอยู่เสมอ ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยม เพราะทิวทัศน์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกสิ่งก่อสร้างยุคใหม่รุกรานเหมือนเมืองอื่นๆ ดินแดนในแถบนี้ยังรักษาความเป็นดั้งเดิมได้ดี ราวกับว่าวิญญาณของอินเดียนแดง และคาวบอยไม่ได้สูญหายไปแม้แต่น้อย



ที่จริงเรื่องราวในภาพยนตร์ Cowboys & Aliens (2011) สมมติเหตุการณ์เกิดขึ้นในซิลเวอร์ซิตี้ รัฐแอริโซน่า แต่เอาเข้าจริงๆใช้สถานที่ถ่ายทำในรัฐนิวเม็กซิโก แทบทั้งนั้น ทั้งในเมืองเอบิกจู (Abiquiu) และเมืองซานตาเฟ่ เมืองหลวงของรัฐแห่งนี้


หนังย้อนไปในยุคคาวบอย ปี 1873 ชายแปลกหน้า “เจค โลเนแกน” (แดเนียล เคร็ก) ผู้ไม่มีความทรงจำในอดีตหลงเหลืออยู่เลย เขาผ่านเข้ามาในเมืองแห่งหนึ่งใจกลางทะเลทรายในรัฐแอริโซน่า โดยมีปลอกกุญแจโลโหะสวมอยูในมือของเขาเหมือนจะบอกว่าเขาเกี่ยวข้องกับเมืองแห่งนี้


ในเมืองแห่งนี้ค่อนข้างเงียบเชียบและไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า ไม่มีใครออกมาเดินตามท้องถนนนอกจากจะไดรับอนุญาตจาก “ร้อยโทวู้ดโดรว์ โดลาร์ไฮด์” (แฮร์ริสัน ฟอร์ด) ที่นี่ชาวเมืองใช้ชีวิตกันอย่างน่าหวาดกลัว


และแล้วก็มีสัตว์ประหลาดจากฟากฟ้า มาลักพาชาวเมืองไปทีละคนโดยไม่อาจต่อต้านได้อย่างง่ายดาย และชายแปลกหน้าที่ชาวเมืองปฏิเสธตั้งแต่แรกกลับเป็นความหวังของที่นั่น เขากลับกลายเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมพลัง ไม่ว่าคนนอกกฎหมาย ชาวอาปาเช่ เพื่อรับมือกับศัตรูจากดาวดวงอื่น


จะว่าไปแล้ว Cowboys & Aliens ขึ้นแท่นหนังรางวัลราสเบอร์รี่เน่าแห่งปีได้เลย นับเป็นการลงทุนที่ไม่สมราคา อุตส่าห์มีนักแสดง ระดับแม่เหล็กอย่าง แฮริสัน ฟอร์ด, แดเนียล เคร็ก แถม สาวฮ็อต โอลิเวีย ไวลด์ แต่ก็พากันมาเน่าในหนังแนวฮอลลีวู้ดหมดมุข ทำนองเดียวกับ “เอเลี่ยนปะทะพรีเดเตอร์” หรือ “กระสือกัดปอบ” นั่นเอง คือสรุปแล้วไม่ควรจะต้องสร้างให้เปลืองเงิน เปลืองพลังงานตั้งแต่เห็นพล็อตเรื่องแล้ว


ถ้าหลงเสียเวลาดูไปแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ ความงามตามธรรมชาติในนิวเม็กซิโกนั่นเอง.

Capital : Santa Fe
State : New Mexico
Country : United State of America
Population : 184,416
Film : Cowboys & Aliens (2011)
Director : Jon Favreau
Cast : Daniel Craig, Harrison Ford , Olivia Wilde

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ฟิลาเดลเฟีย ถนนแห่งความหม่นเศร้า

โดย : อนันต์ ลือประดิษฐ์
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


พิบัติภัยเป็นเรื่องเหนือการควบคุม แต่มนุษย์เรียนรู้ที่จะเตรียมพร้อมเพื่อความอยู่รอดมาโดยตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน

อุทกภัยย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ผ่านมาแล้วก็ควรจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยระบบบริหารจัดการที่ดี มิใช่ดังกรณีของอุทกภัย 2554 ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่น้ำท่วมขังจนกลายเป็นน้ำเน่าไปทั่ว หลายพื้นที่ต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะพ้นผ่านวิกฤตนี้ไปได้



น้ำท่วมกรุงครั้งนี้ ทำให้นึกถึงหลายๆ เมืองที่มีโอกาสเดินทางไปเยือนในช่วงปีนี้ อย่าง กรุงโซล เกาหลีใต้ ที่เผชิญภาวะน้ำท่วมจากฝนตกหนักเมื่อหลายเดือนก่อน แต่พอมีโอกาสไปถึงที่นั่น แทบไม่ปรากฏร่องรอยความเสียหายมากนัก ดังที่คนท้องถิ่นบอกว่า “ความจริงไม่ได้เลวร้ายเหมือนภาพข่าวที่ปรากฏออกไป เราจัดการได้ดีและเสร็จสิ้นในเวลาไม่นาน”


เช่นเดียวกันกับกรณีของ ฟิลาเดลเฟีย ที่โดนเฮอริเคนไอรีนกระหน่ำเต็มๆ เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แม้กระทั่งเมืองทางใต้ลงมา อย่าง นิวยอร์ก ซิตี ก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย ถึงขนาดมีความจำเป็นต้องอพยพคนในบางพื้นที่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผู้นำของเขาใช้เวลาไม่นาน ก็ทำให้ทุกอย่างกลับมาสู่ภาวะปกติ


ความรุนแรงของไอรีนนั้นถือว่าทำลายสถิติ เพราะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสกูโคล (Schuykill River) ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำ 2 สายหลัก ที่ไหลผ่านเมืองฟิลาเดลเฟีย (อีกสายคือแม่น้ำเดลาแวร์) มีระดับสูงสุดในรอบ 140 ปีเลยทีเดียว


แม้จะมีพลเมืองสายเลือดเอเชียอาศัยอยู่เพียง 6 เปอร์เซนต์ของประชากรของเมืองนี้ (ส่วนมากเป็นคนเชื้อสายจีน) แต่เมื่อพูดถึง "ฟิลาเดลเฟีย" คนไทยน่าจะรู้จักชื่อนี้ดีจากหนังชื่อเดียวกัน คือ Philadelphia ที่เกี่ยวข้องกับเกย์และเอดส์ นำแสดงโดย ทอม แฮงก์ และ เดนเซิล วอชิงตัน เมื่อปี 1993 ซึ่งส่งผลให้ ทอม แฮงก์ คว้ารางวัลออสการ์จากหนังเรื่องนี้


เช่นเดียวกันกับเพลงเอกประกอบหนัง Streets of Philadelphia ที่ทำให้ บรู้ซ สปริงทีน ไม่เพียงได้รางวัลออสการ์ แต่เขายังคว้าอีก 4 รางวัลแกรมมี่ในปีถัดมาอีกด้วย


ผมนึกถึงเพลง Streets of Philadelphia เพลงที่มีความหม่นเศร้า ด้วยถ้อยคำไม่กี่คำแต่ทะลุทะลวงถึงจิตใจคนฟัง เป็นเพลงที่มีความเป็นสากล ทั้งในด้านสไตล์เพลงและเนื้อหาของมัน เพราะถึงใครก็ตามที่ไม่ใช่แฟนเพลงของ "เดอะ บอสส์" บรู้ซ สปริงสทีน มาก่อน ก็ชื่นชอบเพลงนี้ได้ไม่ยาก ด้วยแนวทางการนำเสนอในรูปแบบของป๊อป บนห้วงอารมณ์อันเนิบนาบ มีโมทิฟสวยๆ กับจังหวะจะโคนที่ตรงกันกับจังหวะการเต้นของหัวใจ และแน่นอน เสียงร้องที่สื่อความหมายได้เป็นอย่างดี


เช่นเดียวกันกับเนื้อหาของเพลงที่ "โดนใจ" ใครก็ตามที่ได้ฟัง ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวละครในท้องเรื่องของ Philadelphia ก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด โดดเดี่ยว เวิ้งว้าง ไร้ความหมาย ไร้ที่พึ่งพิง ทุกข์ทรมานกับการนอนลืมตาตื่นกลางดึก แรมรอนค้นหาทางออก ... จนไม่อาจบรรยายความรู้สึกภายในออกมาไม่ได้


"I was bruised and battered and I couldn't tell
What I felt
I was unrecognizable to myself
I saw my reflection in a window I didn't know
My own face
Oh brother are you gonna leave me
Wastin' away
On the streets of philadelphia"


นั่นคือมุมมองของเพลง โดยใช้บรรยากาศของเมืองฟิลาเดลเฟียเป็นฉากหลัง แต่ในความเป็นจริงนั้น มหานครที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของสหรัฐอเมริกานี้เมืองนี้ ยังเต็มเปี่ยมด้วยสีสันและความเคลื่อนไหวจากคลื่นชีวิตของผู้คน ทั้งสถานที่บันเทิง ห้างร้าน สถานศึกษา ฯลฯ


ฟิลาเดลเฟีย เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของมลรัฐเพนซิลวาเนีย อายุกว่า 300 ปี มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันเกรียงไกร ไม่แพ้เมืองอื่นๆ เป็นเมืองที่ 3 ของสหรัฐอเมริกาที่มีรถไฟใต้ดิน ซึ่งให้บริการมาตั้งแต่ปี 1907 คนท้องถิ่นเรียกตนเองว่าเป็นชาวเมือง "ฟิลลี" (Philly) หลายคนเรียกเมืองนี้ตามรากคำศัพท์กรีกว่า เป็น City of Brotherly Love หรือเมืองแห่งความรักในความเป็นพี่น้อง


ใครมีโอกาสไปเยือน อย่าลืมเที่ยวย่านอิตาเลียนมาร์เก็ตทางตอนใต้ของเมือง พร้อมกับชิมชีสสเต็ค และซอฟท์ พริทเซิล ที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะของเมืองนี้ ซึ่งบ่งบอกถึงรากฐานวัฒนธรรมของชาวอิตาเลียน ที่ยังฝังแน่นอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ ตราบจนถึงวันนี้.

Song : Streets of Philadelphia
Artist : Bruce Springsteen
Place : Philadelphia
Country : USA
Time Zone : UTC-5

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หัวใจ(นักช็อป)กระเพื่อมที่”นิวยอร์ก”

นอกจากลอนดอนคือเมืองที่ไม่มีใครเบื่อโลก นิวยอร์กเองก็เช่นกัน เป็นมหานครที่ไม่เคยมีใครนึกเบื่อ คงจะคล้ายกับที่นักเขียนอย่างไมนาร์ ลอยกล่าวไว้ว่า ถ้าคุณเบื่อนิวยอร์ก ก็โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง

ส่วนฉันถ้าเบื่อนิวยอร์กคงไม่นั่งเรือบินห้อมาไกลขนาดนี้ แต่บอกแล้วว่ามานิวยอร์กช่วงเทศกาลปีใหม่ เรื่องที่พักอาจจะขลุกขลักไปนิด คืนเคานท์ดาวน์โรงแรมแพงเท่าไหร่ก็ต้องยอมจ่าย แต่คืนนี้ขอย้ายไปนอนโรงแรมอื่นที่ราคาไม่บั่นทอนจิตใจ เลยลองคลิกเข้าไปสำรวจในเว็บไซต์อโกดา(www.agoda.co.th) เพราะเขามีห้องพักให้เลือกเยอะมาก แถมห้องพักแบบราคาย่อมเยาก็มี พอเจอปุ๊บ รีบคลิกเข้าไปตะครุบแล้วออกไปตะลุยนิวยอร์กต่อ


ที่จริงยังไม่ต้องไปไหนไกลรอบๆ ไทม์สแควร์มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง อย่างเมดิสัน สแควร์ ก็ตั้งอยู่บนถนนสาย 32 เดินขึ้นไปอีกนิดบนถนนสาย 34 ตรงนี้ก็คึกคัก เขาเรียกย่านเฮอรัลด์ สแควร์ ในอดีตที่นี่คือศูนย์กลางย่านโรงละคร ทุกวันนี้เต็มไปด้วยร้านรวงให้ช็อปละลานตา แต่ที่สาวนักช็อปทุกคนพุ่งสายตาไปหาคงเป็นห้างเมซี่ ห้างขวัญใจชาวอเมริกันที่เขาบอกว่าเป็นมากกว่าห้าง เมซี่เป็นห้างใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ อายุ 109 ปี มีสาขาทั่วอเมริกา 850 แห่ง แต่ที่นิวยอร์กเนี่ยถือว่าคลาสสิกที่สุดแล้ว

เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้เนี่ย ใครๆ ก็ทำหน้ากำลังเพลิดเพลินอยู่ในป่าคอนกรีตผืนใหญ่ รอบตัวเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นตึกของจีอี ไครสเลอร์ บิวดิ้ง ตึกวูลเวิร์ธแต่คงไม่มีตึกไหนที่โดดเด่นเท่าเอ็มไพร์ สเตทอีกแล้ว

นี่คือสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในมหานครนิวยอร์ก และเคยครองตำแหน่งสูงที่สุดในโลกอยู่ถึง 40 ปี ตึก 102 ชั้น สไตล์อาร์ตเดคโคแห่งนี้มีส่วนสูงเกือบ 450 เมตร เรียกว่าสูงจัด แต่ก็เคยเสียแชมป์ให้ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ตอนที่ยังไม่ถูกถล่ม แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาต่อคิวยาวเหยียดเพื่อขึ้นไปชมวิวของนิวยอร์กบนชั้น 86 ของตึกนี้มากกว่า 4 ล้านคน

ถึงแม้ตอนนี้จะมีตึกทั่วโลกที่ทำสถิติสร้างสูงกว่าเอ็มไพร์ สเตทเยอะแยะไปหมด แต่เชื่อว่า ตึกเอ็มไพร์ สเตทก็ยังคงโด่งดังและคุ้นหูนักท่องโลกอยู่ดี

สำหรับคนที่มองหาตึกเอ็มไพร์ สเตทก็ไม่ยาก ถ้าไปไม่ถูกให้ถามหาถนนหมายเลขห้าเอาไว้ก่อน แต่เตือนไว้ซะก่อน ว่ามองจากถนนนี้แหงนกันเมื่อยคอ แต่ไม่เป็นไร ถ้าเมื่อย ถนนสายห้ามียาแก้เมื่อยไว้แจกจ่ายทุกคน ได้ช็อปปิ้งระบายเงินดอลลาร์ออกจากกระเป๋าบ้าง นี่แหละยาแก้เมื่อยขนานดี เพราะถนนสายห้าหรือฟิฟธ์ อเวนิวคือถนนสายช็อปปิ้งชื่อดังของนิวยอร์กที่คนมานิวยอร์กทุกคนห้ามพลาด

ที่จริงถ้าจะเดินจากไทม์ สแควร์มาหาถนนสายห้านี่ก็ไม่ไกล แค่บล็อกสองบล็อกก็ถึงแล้ว แต่การเดินบนถนนสายห้าต่างหากที่คุณต้องใช้เวลา เพราะตลอดระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตรของถนนสายนี้ ช่างมากมายไปด้วยสิ่งน่าสนใจ

ฟิฟธ์ อเวนิวตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่เรียกกันว่าย่านมิดทาวน์ สมัยก่อนสองฟากฝั่งของถนนสายนี้เต็มไปด้วยคฤหาสน์ของพวกผู้มีอันจะกิน เรียกว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของพวกสังคมชั้นสูง แต่ต่อมาพอร้านค้าเริ่มเปิด บรรดาเศรษฐีก็พากันอพยพไปอยู่แถวอัพทาวน์ ย่านนี้ก็เริ่มกลายสภาพเป็นโรงแรม แหล่งช็อปปิ้ง และอาคารสำนักงานของบริษัทชั้นนำ

นอกจากเอ็มไพร์ สเตทที่เป็นนางเอกประจำถนน คนมาแถวนี้โดยมากอันดับแรกจะถามหาร็อคกี้ เฟลเลอร์ เซ็นเตอร์กันก่อน เพราะตรงนี้เป็นกลุ่มอาคารที่แม้จะสร้างได้ไม่นานแต่เป็นเหมือนแหล่งศูนย์กลางย่านมิดทาวน์ที่รวมความบันเทิงทำให้คึกคักได้ทั้งกลางวันและกลางคืน นอกจากจะเป็นแหล่งช็อปชั้นดี ยังมีคาเฟ่เอาไว้ให้นั่งแฮงเอาท์ ในตึกสูงมีแกลเลอรี่ที่อุดมไปด้วยงานศิลปะ

เยื้องๆ กับร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นโบสถ์เซนต์แพททริค วิหารสไตล์โกธิกที่สร้างตั้งแต่ปี 1878 โดยเจมส์ เรนวิก นี่คือโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่ในอเมริกา ตอนที่มีแนวคิดจะสร้างเมื่อปี 1850 ก็โดนต่อต้านเยอะ หลายคนบอกว่าไกลจากตัวเมือง เพราะตอนนั้นถนนสายห้ายังไม่ได้โด่งดัง แต่พอมาถึงตอนนี้ เรียกว่าคนคิดมีวิสัยทัศน์มาก เพราะนี่ถือโบสถ์ที่อยู่ใจกลางมหานิวยอร์กมากที่สุด หรือจะบอกว่าอยู่ใจกลางเกาะแมนฮัตตันเลยก็ว่าได้

บนถนนสายห้ายังมีห้างและร้านรวงเอาไว้ดักนักช็อปตลอดทาง ห้างดังอย่างแซคส์อเวนิว ลอร์ด & เทย์เลอร์ที่อยู่บนถนนสายห้ามาตั้งแต่ปี 1914 หรือห้างมีสไตล์ทาคาชิมายา และห้างสุดหรูตั้งแต่ปี 1928 ที่ชื่อเบิร์กดอร์ฟ กู๊ดแมน ก็ล้วนแต่อยู่ละแวกนี้ทั้งสิ้น

จริงอยู่นิวยอร์กอาจจะมีมุมให้ช็อปปิ้งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นย่านโซโหที่เป็นเหมือนสยามสแควร์ของนิวยอร์ก ที่เป็นทั้งแหล่งช็อปของวัยรุ่นและมีกองทัพแบรนด์เนมเอาไว้รอเงินจากคนวัยทำงาน หรือใครที่ชอบของชิคของเก๋ของไปย่านนอร์ท ออฟ ฮุสตัน แต่จุดที่กูรูนักช็อปยกให้เป็นไฮไลท์ของการช็อปปิ้งในมหานครนิวยอร์กก็อยู่บนถนนสายห้าและย่านมิดทาวน์นี่แหละ

เดินเหินอยู่แถวนี้แล้วชวนให้รู้สึกว่านิวยอร์กไม่ได้เป็นแค่เมืองใหญ่ของอเมริกา แต่ยังเป็นเมืองหลวงในโลกแห่งการช็อปปิ้งได้สบายๆ หรือบางทีคุณก็อาจจะพบว่าสวรรค์ของนักช็อป ไม่ได้จำกัดอยู่แค่มิลาน ลอนดอน หรือปารีส แต่นิวยอร์กก็ไม่เป็นรองที่ไหนในโลก เรียกว่าทำหัวใจสาวนักช็อปกระเพื่อมมานับไม่ถ้วนแล้ว

โดย : กาญจนา หงษ์ทอง
เที่ยวนี้ขอเล่า @คมชัดลึก
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2554
--------------------------------------
คัดลอกเนื้อหามาจากเว็บ แต่ดูภาพประกอบแล้วไม่ใช่ New York  เป็นเมือง Jaipur India เมืองสีชมพู
Hawa Mahal หรือ Palace of the Winds 






วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

กอด ”ไทม์สแควร์” ในคืนข้ามปี

ในเวิ้งอ่าวนิวยอร์ก
จะมีสักกี่เมืองในโลก ที่เสรีได้อย่างสุดเหวี่ยง ไม่ว่าคุณอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร อยากใช้ชีวิตแบบไหน หรือฝันของคุณหน้าตาเป็นยังไง ก็ลงมือทำได้อย่างเต็มเหนี่ยว ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงนิวยอร์ก เมืองที่เป็นสุดยอดมหานคร ที่แม้แต่มหานครลอนดอน มหานครปารีสและมหานครโตเกียว ยังต้องยอมหลีกทางให้


นี่เป็นอีกครั้งที่พาตัวเองบินข้ามทวีปลัดฟ้าไปหาอเมริกา แถมคราวนี้ไม่ได้แค่ไปเที่ยวธรรมดา แต่ตั้งใจไปชิมและชมบรรยากาศยามค่ำคืนของการเคาท์ดาวน์ที่ไทม์สแควร์ เรียกว่าดั้นด้นไปกอดไทม์สแควร์ในคืนข้ามปี

ลำพังไปนิวยอร์กในช่วงอื่น เรื่องการหาที่พักก็แพงลิ่วชวนเวียนหัวอยู่แล้ว เพราะที่นี่แพงสมราคามหานครจริงๆ นี่ไปพักช่วงเทศกาลปีใหม่ เลยต้องเตรียมใจไปเจอกับห้องพักที่อาจจะหายาก เผลอๆราคาอาจจะถูกดึงขึ้นไปเกินเท่าตัว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป เพราะเว็บไซต์จองที่พักอย่างอโกดา (www.agoda.co.th) ก็ทำให้การหาที่พักง่ายดายขึ้น เพราะมีห้องพักให้เลือกเยอะมาก แถมรับประกันว่ามีห้องพักราคาถูกที่สุดด้วย และทุกการจองนำไปสะสมแต้มเพื่อเป็นส่วนลดในการจองห้องพักครั้งต่อไปได้ด้วย


แสงนีออนอาบไล้ไทม์สแควร์

มานิวยอร์กเที่ยวนี้เตรียมเสื้อผ้าอาภรณ์มารับมือกับอากาศหนาวเอาไว้อย่างดี เป็นอันรู้กันว่าฤดูหนาวของนิวยอร์กอุณหภูมิบางวันดำดิ่งลงไปติดลบ ยิ่งถ้ามีลมหนาวมาช่วยสมทบด้วยล่ะก็ เรียกว่าหนาวเข้าเส้นเชียวล่ะ แต่ก็ดี ที่ได้มาสำรวจวินเทอร์แฟชั่นในเมืองหลวงของโลกแฟชั่น ก็ตื่นตาตื่นใจไปอีกแบบ

แต่ไม่ว่าจะมานิวยอร์กฤดูไหน ที่นี่ก็ยังเป็นเมืองที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนและตึกสูงระฟ้าเสมอ และความใจกว้างของนิวยอร์กที่เปิดโอกาสให้ผู้คนจากทั่วมุมโลกมาใช้ชีวิตที่นี่แหละ ที่กลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของมหานครแห่งนี้ เวลาเดินเหินไปตามท้องถนน มักจะได้ยินเสียงพูดคุยของผู้คนด้วยภาษาแปลกๆ จากทั่วโลก

เยลโลว์แคปสไตล์นิวยอร์ก

สารภาพอย่างไม่กลัวเสียลุค ว่าตื่นเต้นพอหอมปากหอมคอ คิดดูเอาเถอะ จะได้ไปอยู่ในมุมที่เป็นสุดยอดการเคาท์ดาวน์ของโลก ในค่ำคืนที่มีผู้คนไปกองรวมกันที่ไทม์สแควร์เยอะที่สุด มันน่าตื่นเต้นมั้ยล่ะ

คงไม่ใช่เราคนเดียวที่ตื่นเต้น เพราะถึงไฮไลท์จะอยู่ตอนเที่ยงคืน แต่ตอนบ่ายสามที่เดินออกไปสำรวจบรรยากาศก็ดูเหมือนจะเริ่มคึกคักแล้ว ผู้คนเริ่มออกมาเดินเหินกับแน่นถนน เพราะข่าวจากทีวีเขาประกาศว่า รถใต้ดินจะไม่จอดแถวสถานีกลางเมืองตั้งแต่ 6 โมงเย็น ถ้าจะเข้าไทม์สแควร์ก็ต้องเดินเท้าเข้าไป


เรื่องการคุมเข้มเรื่องความปลอดภัยก็ต้องบอกว่าเขาเข้มจัดจริงๆ ทุกคนที่เฉียดเข้าไทม์สแควร์ห้ามแบกเป้หรือกระเป๋าใบใหญ่เข้าไป เพิ่มกล้องวงจรปิดใจกลางกรุงนิวยอร์กอีก 500 ตัว มีทีมแม่นปืนพร้อมอาวุธครบมือประจำอยู่ตามดาดฟ้าตึก แถมยังมีตำรวจนอกเครื่องแบบที่เดินปะปนกับนักท่องเที่ยวอีกนับไม่ถ้วน ฟังข่าวจากทีวีแล้วเหมือนกำลังจะเข้าไปอยู่ในฉากของหนังฮอลีวู้ดยังไงไม่ทราบ ดึงให้น้ำหนักของความตื่นเต้นควบขยับไปข้างหน้า แต่ถึงยังไง ก็ไม่เห็นมีใครกลัว ถนนทุกสายก็ยังคงมุ่งไปหาถนนหมายเลข 42 อันเป็นที่ตั้งของไทม์สแควร์

อดีตของไทม์ สแควร์อาจจะไม่งดงามนัก แถวนี้เคยเป็นแหล่งอโคจร มั่วสุมยาเสพติด และเป็นที่สิงสถิตของบรรดามิจฉาชีพ แต่วันนี้ไทม์ สแควร์ถูกขัดสีฉวีวรรณใหม่ นี่คือสี่แยกที่โด่งดังที่สุดในนิวยอร์ก และศูนย์รวมแห่งความบันเทิงเริงใจ แหล่งรวมโรงละครบรอด์เวย์กว่า 40 โรง เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ตลาดหุ้นแนสแดก ตึกของเอ็มทีวีและเต็มไปด้วยป้ายโฆษณาขนาดใหญ่แขวนระเกะระกะอยู่บนผนังตึก ว่ากันว่า นี่คือป้ายโฆษณาที่ค่าเช่าพื้นที่แพงที่สุดในโลก
ของที่ระลึก

จำได้ว่าเคยมาช่วงเดือนร้อน พื้นที่ตรงนี้เขาเนรมิตให้เป็นลานอาบแดด เทศบาลนิวยอร์กเอาเก้าอี้ผ้าใบมาตั้งเรียงรายแน่นลานกว้าง เอาไว้ให้คนนั่งกินลมชมแสงสี แต่พอเป็นเดือนหนาว คงไม่ดีเท่าไหร่ค่ะที่จะมานอนตากหนาวชมแสงไฟ เก้าอี้ถูกเก็บเรียบ แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยรอยเท้าของนักเดินทาง

กลางวันไทม์สแควร์อาจจะดูสะลึมสะลือในช่วงที่ถูกอาบไว้ด้วยแสงตะวัน แต่เมื่อไหร่ที่ดวงตะวันหมดหน้าที่ และถูกแทนที่ด้วยแสงนีออน ไทม์สแควร์ก็จะเปลี่ยนเป็นคนละคน เพราะแสงไฟที่อาบไล้ตึกสูงระฟ้าทำให้ดูโฉบเฉี่ยวสวยผิดหูผิดตา ชวนให้แขกเหรื่อของนิวยอร์กตื่นตื่นตาตื่นใจกับแสงสีตระการตา

ในวันปกติไทม์ สแควร์ก็คึกคักที่สุดในนิวยอร์กอยู่แล้ว ยิ่งเป็นคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อย่าให้พูดถึงเลย ที่เห็นอยู่ตรงหน้า เป็นคลื่นคนที่มารอเคานท์ดาวน์กันชนิดมืดฟ้ามัวดิน วินาทีแรกในวันแรกของปีที่แสนเหน็บหนาว ทุกคนก็พากันส่งความสุขตะโกน Happy New Year กันเซ็งแซ่ไทม์สแควร์ไปหมด บางคู่ก็โผเข้ากอดกัน บางคู่บรรจงประทับริมฝีปากของคนรักอย่างแผ่วเบา เป็นบรรยากาศสนุกนาน ชื่นบานที่น่าจดจำจริงๆ

ฉบับหน้ายังพาไปซึมซับบรรยากาศวินเทอร์ อิน นิวยอร์กกันต่อ แล้วจะเชื่อว่าไม่ว่าฤดูไหนๆ เสน่ห์ของมหานครแห่งนี้ยังคงจัดจ้านเสมอ

โดย "กาญจนา หงษ์ทอง"
@คมชัดลึก

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

อโลฮา! ฮาวาย นครแห่งสายรุ้ง

โดย : ทีมวาไรตี้ @เดลินิวส์



ผืนน้ำสีฟ้ายิ่งกว่าฟ้า ค่อย ๆ ไล่โทน สีจางลงจนกลายเป็นระลอกคลื่นสีขาวก่อนกลืนกระทบกับหาดทรายสีนวลในยามแสงแดด จ้า ทิวมะพร้าวเอนลิ่วตามลม และความสดใสของสีสันวิถีชีวิตผู้คนเมืองร้อน เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของ “หมู่เกาะฮาวาย” ที่หลายคนอาจจะเคยจินตนาการถึง แม้ว่าจะได้เคยมาสัมผัสดินแดนแห่งนี้หรือไม่ก็ตาม


สีฟ้าเข้มของน้ำทะเลฮาวายถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของสิ่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไม้ดอก ไม้ประดับ ภาพยนตร์ฮอลลีวูด ไปจนถึงเหล้าค็อกเทล รสอร่อยในชื่อ “บลูฮาวาย” เรียกได้ว่าหมู่เกาะกลางมหา สมุทรแปซิฟิกแห่งนี้มีมนต์เสน่ห์เป็นที่รับรู้ของผู้คนเกือบทั้งโลก และใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต

“ฮาวาย” (Hawaii) เป็นมลรัฐสุดท้องของสหรัฐอเมริกา ถูกรวมเข้าเป็นดาวดวงสุดท้าย ลำดับที่ 50 ประดับในธงชาติของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2502 หรือ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง ฮาวายถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2321 โดยนักเดินเรือชาวอังกฤษ นาม กัปตัน เจมส์ คุก ซึ่งขนานนามหมู่เกาะที่ค้นพบในขณะนั้นว่า “หมู่เกาะแซนด์วิช”

เมือง หลวงของรัฐฮาวายคือ “โฮโนลูลู” (Honolulu) ตั้งอยู่บนเกาะโออาฮู (Ohau) หนึ่งในเกาะสำคัญ 8 เกาะของหมู่เกาะฮาวาย โฮโนลูลู มีความสำคัญเป็นศูนย์กลางการปกครองของมลรัฐฮาวาย อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย อย่างไรก็ตามคนทั่วไปมักเข้าใจว่าเกาะโออาฮู คือ ฮาวาย ซึ่งแท้จริงแล้วเกาะฮาวายเป็นเกาะใหญ่ที่แยกออก มาต่างหาก คนท้องถิ่นและนักเดินทางผู้เจนจัดเรียกว่า “บิ๊ก ไอซ์แลนด์” (Big Island) เพื่อกันความสับสน ทั้งนี้มลรัฐฮาวายอยู่ห่างจากชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 3,700 กิโลเมตร มีชื่อเล่นน่ารัก ๆ ว่า “อโลฮา สเตท” (Aloha state)

“อโลฮา” เป็นภาษาของชนพื้นเมืองดั้งเดิมฮาวายที่มีเชื้อสายโพลินีเชียน เช่นเดียวกับชาวเกาะอื่น ๆ ในภูมิภาคแปซิฟิก คำ ๆ นี้กินความหมายลึกซึ้งถึงความรัก สันติภาพ ความเห็นอกเห็นใจ และความเมตตากรุณา ได้ถูกนำมาใช้ทักทายกันโดยทั่วไป ทั้งในความหมายว่า “สวัสดี” และ “ลาก่อน” แต่เป็นที่เข้าใจกันดีในความหมายแรกมากกว่า และเราจะพบเห็นคำ ๆ นี้เกือบในทุกสิ่งทุกอย่างของฮาวาย

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าเดิมทีนั้นฮาวายเป็นนิวาสสถานดั้งเดิมของชนเผ่าโพลินี เชียน ก่อนจะขึ้นกับสหรัฐอเมริกาฮาวายเคยปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ หลังการรวบรวมหมู่เกาะฮาวายเข้าด้วยกันเป็นราชอาณาจักรฮาวาย ของกษัตริย์ คาเมฮาเมฮา ที่ 1 (Kameha- meha I) ในปี พ.ศ. 2353 จนสิ้นสุดราชวงศ์ในปี 2436 และประกาศเป็นสาธารณรัฐอิสระในปี พ.ศ. 2437-2441 ก่อนจะถูกผนวกเป็นดินแดนในปกครองของสหรัฐอเมริกาจนกลายเป็นมลรัฐลำดับที่ 50 ในที่สุด เวลานี้ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของการเคยมีกษัตริย์ปกครอง คือ “พระราชวังอิโอลานิ” ที่เป็นวังแห่งเดียวในสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้น กลุ่มคนเชื้อชาติต่าง ๆ ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน เกาหลี และฟิลิปปินส์ ต่างอพยพเข้าไปตั้งรกรากอยู่ใน ฮาวายจำนวนมากนานนับร้อยปี มีการผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของฮาวาย เอง ขณะที่ชนพื้นเมืองดั้งเดิมก็มีการผสมกลมกลืนไปกับผู้คนและวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่เข้ามา จนทุกวันนี้แทบจะระบุชัดไม่ได้ว่าใครคือชนพื้นเมืองดั้งเดิม คงเหลือไว้เพียงการจัดแสดงโชว์สำหรับนักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสกลิ่นอายวิถี ชีวิตชาวเกาะที่แท้จริงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของฮาวายเป็นที่รู้จักอย่างกว้าง ขวาง คือ “อ่าวเพิร์ล” หรือ “เพิร์ลฮาเบอร์” อันเป็นฐานที่ตั้งของกองกำลังทางทหารของสหรัฐอเมริกาในภูมิ ภาคแปซิฟิก และเป็นสมรภูมิสำคัญที่ดึงสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากญี่ปุ่นได้เปิดแนวรบในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นั้น ญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังทั้งทางเรือและทางอากาศโดยเฉพาะฝูงบินพลีชีพกามิกาเซ่ ที่นักบินชาวอาทิตย์อุทัยขับเครื่องบินติดระเบิดพุ่งเข้าจม เรือรบของสหรัฐอเมริกาให้ย่อยยับไปพร้อมกับชีวิตตัวเอง เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2484 ทำให้เรือและเครื่องบินรบของกองทัพสหรัฐเสียหายจำนวนมาก รวมถึงชีวิตทหาร และพลเรือนอีกกว่า 2,000 ราย ที่ต้อง ดับสูญลงที่นี่

เพิร์ลฮาเบอร์จึงเป็นสถานที่ที่นักเดินทางและผู้มี โอกาสมาเยือนฮาวาย ต้องไม่พลาดที่จะเข้าไปเยี่ยมชมเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของมหาสงครามที่ เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยทางกองทัพสหรัฐอเมริกาได้จัดทำ อนุสรณ์สถานเรือรบยูเอสเอส อริโซนา (USS Arizona Memorial) ขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์เพื่อรำลึกถึงสมรภูมิเลือดในครั้ง นั้น อนุสรณ์สถานเรือรบยูเอสเอสอริโซนาก่อสร้างเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลัง ยาวทาสีขาวครอบเหนือซากเรือรบยูเอสเอส อริโซนาที่ถูกจมลงทั้งลำโดยฝีมือกองทัพญี่ปุ่น พร้อมชีวิตลูกเรือกว่า 1,000 ชีวิตที่ยังคงนอนหลับใหลอยู่ในลำเรือใต้ผืนน้ำสีฟ้าใส เงียบสงบปราศจากคลื่น ลมของอ่าวเพิร์ลโดยที่ไม่ได้มีการเก็บกู้ขึ้นมา ถึงวันนี้หากไปเยือนอนุสรณ์สถานเรือรบยูเอสเอส อริโซนา เรายังมีโอกาสได้เห็นฟองน้ำมันเชื้อเพลิงของเรือผุดพรายขึ้นมาเหนือผิวน้ำ บอกเล่าเรื่องราวในอดีตเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้วว่าสงครามไม่เคยให้อะไรกับใครเลยไม่ว่า ฝ่ายแพ้หรือชนะ

ไม่ห่างกันนักยังมีอนุสรณ์สถานเรือรบยูเอสเอส มิสซูรี (USS Missouri Memorial) ซึ่งเป็นเรือรบขนาดใหญ่ที่เก็บรักษาประวัติศาสตร์สำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไว้เช่นกัน โดยเรือรบยูเอสเอส มิสซูรี เคยทอดสมอที่อ่าวโตเกียว เพื่อเป็นสถานที่ให้ญี่ปุ่นเซ็นสัญญายอมแพ้สงครามเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2488 ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

นอกจากความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์แล้ว ไฮไลต์สำคัญของการมาเยือนฮาวายต้องเป็นหาดทรายและทะเล ฮาวายมีชายหาดสวย ๆ หลายแห่งกระจายอยู่ทั่วเกาะจนยากจะจาระไนหมด แต่ชายหาดเลื่องชื่อเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากที่สุด จนชายหาดอื่นต้องหลีกให้แม้จะมีความสวยงามกว่า คือ “หาดไวกิกิ” ที่มีความยาวกว่า 3 กิโลเมตรเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ทอดยาวขนานไปกับย่านใจกลางเมืองที่เป็นศูนย์กลางการบริการและท่องเที่ยวของ โฮโนลูลู ไวกิกิจึงเป็นแหล่งชุมนุมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนฮาวาย และไม่เคยร้างลาผู้พิสมัยแสงแดด ภาพสาวน้อยสาวใหญ่นุ่งบิกินีอาบแดดจึงคับคั่งตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระ อาทิตย์ลับขอบฟ้า

ฮาวายยังมีแหล่งท่องเที่ยวและภูมิประเทศที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย นอกจากทะเลแล้วยังมีภูเขา ที่สำคัญไม่ใช่ภูเขาธรรมดา ๆ แต่เป็นภูเขาไฟมีทั้งที่ดับไปแล้วและยัง ปะทุปล่อยลาวาออกมาเรื่อย ๆ เพราะหมู่เกาะฮาวายมีกำเนิดมาจากการระเบิดของภูเขาไฟนั่นเอง ในส่วนของเกาะโออาฮู ที่ตั้งของเมืองโฮโนลูลูก็เกิด จากการระเบิดของภูเขาไฟ ประจักษ์พยานที่เห็นอยู่จน ทุกวันนี้ คือ ปากปล่องภูเขาไฟไดมอนด์เฮด (Diamond Head) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่มอดดับลงแล้วกว่า 1.5 แสนปี มองเห็นตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์ของเกาะโออาฮูอยู่ปลายหาดไวกิกิ หากขึ้นไปยืนอยู่บนยอดภูเขาไฟไดมอนด์เฮด เราจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพทั่วเกาะโออาฮูได้ในมุมมอง 360 องศา ตั้งแต่จากหาดไวกิกิที่เป็นชายฝั่งมหา สมุทรไกลสุดลูกหูลูกตาจดเส้นขอบฟ้า จนลึกเข้ามาในแผ่นดินที่เป็นย่านศูนย์กลาง ธุรกิจและการท่องเที่ยวตลอด ไปจนถึงบ้านเรือนของผู้คน เรียงรายเป็นระเบียบอยู่ตาม ไหล่เขาเขียวขจี

ทั้งนี้ด้วยเพราะปริมาณฝนและแสงแดดที่มากพอ ๆ กัน ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของเกาะมีแดดจ้า แต่อีกฟากอาจจะมีสายฝนพรำลงมาให้ชุ่มฉ่ำ ไม่นานนักก็จะปรากฏสายรุ้งทอดยาวจากฟ้าลงมาสู่ใจกลางเมือง ภูเขา หรือทะเล สำหรับเมืองนี้ในวันหนึ่ง ๆ เราจึงได้เห็นรุ้งกินน้ำกันวันละหลายครั้ง หากถือตามความเชื่อของคนไทย คนที่เผลอชี้นิ้วทักเมื่อเห็นรุ้งกินน้ำคงได้นิ้วกุดกันหมดมือแน่ การที่มีทั้งแดดและฝนเป็นเพราะฮาวายมีภูมิอากาศกึ่งเขตร้อน อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรเช่นเดียวกับประเทศไทย เราจึงพบเห็นพืชพันธุ์ ต่าง ๆ ใกล้เคียงหรือเป็นชนิดเดียวกับที่พบในประเทศไทย สามารถเติบโตงอกงามอยู่บนเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิกแห่งนี้ได้ด้วยเช่นกัน หากนับรวมนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย ญี่ปุ่นหรือเกาหลีด้วยแล้ว อาจจะนึกว่าเดินอยู่เมืองชายทะเลของประเทศไทยที่ไหนสักแห่ง แทนที่จะอยู่เมืองฝรั่งก็เป็นได้

แต่ในความคล้ายย่อมมีความต่างในวิถีชีวิตของผู้คน ที่หลากหลายทั้งเชื้อชาติและวัฒนธรรม ทั้งความเป็นตะวันออกและตะวันตก ผสานรวมกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไม่มีที่ใดเหมือน เปรียบได้กับรุ้งที่ต่างสีแต่รวมเป็นหนึ่งเดียวกันสร้างสีสันความสวยงามให้ กับโลกใบนี้ ถ้าหากใครมีโอกาสก็อย่าพลาดลองไปนับสายรุ้งที่ “ฮาวาย นครแห่งสายรุ้ง” ดูบ้าง และเราย่อมรู้วิธีแก้เคล็ดอยู่แล้วว่าจะทำอย่างไรไม่นิ้วกุด.