หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

ทำเนียบรัฐบาล

ทำเนียบรัฐบาล : สัญลักษณ์การเมืองไทย
โดย : สาวิตรี เล็กมณี @เดลินิวส์
วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม 2554

ทำเนียบรัฐบาลถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่มีประวัติศาสตร์และเป็นมรดกของชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 27 ไร่ 3 งาน 44 ตาราวางของถนนพิษณุโลก ที่ก่อสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชกาลที่ 6 โดยได้รับการออกแบบจากช่างชาวอิตาเลียน และมีการนำศิลปะแบบเวนีเชี่ยนโกธิค (Venetian Gothic) มาเป็นต้นแบบ ผสมผสานกับงานเขียนและงานปั้นทำให้สง่างามตลอดมา ทั้งนี้รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระราชทานแก่ พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ หรือหม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก และผู้บัญชาการกรมมหรสพ และตั้งชื่อว่า “บ้านนรสิงห์“ ต่อมาในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นควรให้รัฐบาลไทยซื้อ “บ้านนรสิงห์” ไว้เพื่อใช้เป็นทำเนียบรัฐบาลและสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง ในราคา 1,000,000 บาท ซึ่งหลังจากนั้นได้ชื่อเป็น ทำเนียบสามัคคีชัย และทำเนียบรัฐบาล ตามลำดับ โดยมอบให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล

วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

พลุสวยงาม!ฉลองปีใหม่ทุกมุมโลก

ฉลองปีใหม่กับพลุสวยงามจากทุกมุมโลก หลายประเทศโชว์ยิงจากตึกสูง"นิวซีแลนด์"ประเทศแรกของการเริ่มต้นยิงพลุจากตึก Sky tower

The London Eye

นอกจากในประเทศไทยที่มีการศฉลองปีใหม่กัน ทั่วประเทศประเทศแล้ว โดยเฉพาะที่ศูนย์กลางเมื่อหลวงหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ที่มีความคึกคัก ตลอดคืนแล้ว ทั่วโลกก็มีการฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่โดยเฉพาะ"พลุ"ที่เกิดขึ้นส่วนงามในหลาย ประเทศประเทศแรกที่ต้อนรับปีใหม่ก่อนใครมีชื่อว่าคิริบาติ

ฉลองรับปีใหม่ทั่วไทย

พลุนานาชาติเชียงใหม่
บรรยากาศเฉลิมฉลองปีใหม่ทั่วไทย เมื่อค่ำคืน ผ่านไปด้วยดี โดยเฉพาะในเมืองหลวง จากก่อนหน้านี้หลายฝ่ายที่วิตกถึงความปลอดภัย

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๔

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทาน ส.ค.ส. ปีพุทธศักราช 2554 แก่ประชาชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่ ทรงปรารถนาเห็นคนไทยมีสุขด้วยการให้ความรัก ความเมตตาต่อกัน พร้อมร่วมมือร่วมคิดเพื่อประเทศชาติและพระราชทาน ส.ค.ส.2554 แก่ประชาชนชาวไทย นายกฯวอนชาวไทยน้อมนำกระแสพระราชดำรัส มีสติไปปฏิบัติ พร้อมขอบ้านเมืองสงบ เศรษฐกิจดี 

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2553 เวลา 20.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกรชาวไทย ความว่า บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา ความปรารถนาของทุกคน คงไม่แตกต่างกันนัก คือต้องการให้ตนเอง มีความสุขความเจริญ และให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น

ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนมีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยกัน ให้การสงเคราะห์อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์และจริงใจ ทุกคนทุกฝ่าย จะได้สามารถร่วมมือ ร่วมความคิดอ่านกัน สร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคง ให้แก่ตนประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องการให้สำเร็จผลได้ ดังที่ตั้งใจปรารถนา ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้มีความสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีภัย ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

แห่ร่วมฉลองเคาท์ดาวคึกคัก

เคาท์ดาวน์คึกคักประชาชนนักท่องเที่ยวแห่ร่วมงานนับแสนคน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้ม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในหลายพื้นที่ โดยเริ่มที่ลานคนเมืองเต็มไปด้วยความคึกคักมีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่าง ประเทศ รวมทั้งประชาชนในกรุงเทพ ได้ทยอยเดินทางมาร่วมงานตั้งแต่หัวค่ำ โดยกทม.ได้จัดให้มีซุ้มอาหารที่มีชื่อเสียงและเอร็ดอร่อยไว้โดยรอบลานคน เมือง นอกจากนี้ยังมีเวทีเล็กๆ ซึ่งเป็นที่สถานที่จัดงานต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมชม และเวลา 24.00 น.ทางกทม.จะจุดพลุ 2554 ดอก เพื่อเป็นการเปิดศักราชใหม่ในปี 2554

In Pics: ต้อนรับปี 2011 กับซีกโลกตะวันออก

ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับปี 2010 ประเทศต่างๆ ทางฝั่งตะวันออกก็ทยอยเฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่กันถ้วนทั่ว ไล่เรียงตั้งแต่ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ รวมทั้งอีกหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ออสเตรเลีย - พลุไฟตระการตาเหนือสะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ในวันที่ 1 มกราคม 2011 นับเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่ได้เฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการ โดยมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางไปร่วมชม และสนุกสนานกับปาร์ตี ทั้งนี้ งานปีใหม่อาจช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ของชาวออสเตรเลียได้เพียงชั่วคราว เนื่องจากพื้นที่ในรัฐควีนส์แลนด์กำลังเผชิญกับปัญหาอุทกภัยอยู่ในขณะนี้

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สื่อสภาฯคลอดฉายาเจ็บ“หลังยาว ผลาญภาษี”

เหตุมาจากผลงานไม่มีดีแต่ขึ้นเงินเดือน มอบให้ “สภาล่าง” ส่วน “สภาสูง” ครองฉายา “อัมพฤกษ์รับจ็อบ” ขัดแย้งหนักเข็นผลงานไม่ออก “ชัย ชิดชอบ”ได้ฉายา “เฒ่าเก๋า-เจ๊ง”

วันนี้ (29 ธ.ค.) สื่อมวลชนสายรัฐสภา เปิดเผยการตั้งฉายาฝ่ายนิติบัญญัติประจำปี 2553 ว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติของทุกปี ที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้ร่วมกันระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสอง สภาคือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิก และการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งนี้สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ขอยืนยันว่า การตั้งฉายารัฐสภาทุกครั้งได้ใช้เหตุผล ความบริสุทธิ์ใจ หลีกเลี่ยงการใช้อคติ ปราศจากการแทรกแซงจากทุกฝ่าย สำหรับฉายาที่ตั้งขึ้นได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชนประจำ รัฐสภา โดยผลการพิจารณามีดังต่อไปนี้

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

ฟิลม์กับแอนนี่

จากที่ไม่สนใจเรื่องนี้ แต่กระแสของพวกเขาแรงจริง ๆ  แรงขนาดคอลัมนิสต์อย่างกาแฟดำ และเปลวสีเงินยังเขียนถึง จนต้องมาติดตามเรื่องนี้ด้วยคนว่าเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป

ตามอ่านแล้วก็สงสารแต่เด็ก  ส่วนเรื่องพ่อแม่ของเด็ก  ได้แต่ร้อง ... เฮ้อออ  

คุณกนกสรุปเรื่องนี้ไว้ที่ facebook : Kanok Ratwongsakul Fan Page ได้ใจดีค่ะ
 " ถ้าข่าวฟิล์มกับแอนนี่เปรียบได้กับรถที่เกิดอุบัติเหตุ คนที่อยู่ในรถทุกคนจะเป็นดังนี้ ฟิล์มคอหัก, แอนนี่เลือดโทรมกาย, เฮียฮ้อโคม่า, จุ๊นหลังเป็นแผลเหวอะหวะ, พจน์ปากฉีก, เจ๊เบียบลิ้นขาด, น้องฑีฆายุไม่เป็นไรแต่ร้องไม่หยุด ส่วนสื่อ..คือคนขับรถ..พบตายคาที่ มีกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง! "
-------------------------------------
สังคมไทยได้อะไรจาก กระแสข่าวดาราท้อง
โดย : กาแฟดำ @กรุงเทพธุรกิจ


หนีไม่พ้นว่าสื่อต้องตอบคำถามของ “ผู้บริโภคข่าว” จำนวนไม่น้อยว่าที่ทุ่มเวลา พื้นที่ข่าวและทรัพยากรบุคคล มากมายให้กับข่าว

เรื่อง “ฟิล์มกับแอนนี่” นั้น สังคมไทยได้อะไรบ้าง?

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ครรภ์ในคุก... ชะตากรรมคนมีลูกที่น่าสงสาร

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กรกฎาคม 2553 07:38 น.
หลายปีมานี้ ข่าวคราวเกี่ยวกับการขนยาเสพติดโดยใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือมีเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ อาจเป็นเพราะความอ่อนโยน สุภาพ น่ารัก ความยุ่งยากในการค้นตัว หรือตรวจร่างกาย สภาพของร่างกายหญิงที่เหมาะแก่การซุกซ่อนยาเสพติดหรือไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ก็ตาม ส่งผลให้มีการดำเนินคดีอาญาและลงโทษลงทัณฑ์สาว ๆ สูงขึ้นเป็นลำดับ จนก่อปัญหาเรือนจำมีสภาพที่แออัดไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนของผู้ซึ่งต้องขัง หรือต้องจำคุก และอาจส่งผลต่อการอยู่การกินของบุคคลเหล่านั้น โดยหากจำเลยเป็นหญิงมีครรภ์ซึ่งต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษแล้ว เรือนจำยิ่งไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมกับสภาพของผู้ซึ่งต้องขังหรือต้องจำคุกเหล่า นี้สักเท่าใด

ปกติแล้วเมื่อคดีอาญาถึงที่สุด การบังคับคดีจะเกิดขึ้นทันทีโดยผ่านกระบวนการของกรมราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยเองได้มีการปรับปรุงกฎหมาย ให้มีลักษณะเป็นการทุเลาการบังคับโทษจำคุกหญิงมีครรภ์ และเปลี่ยนโทษประหารชีวิตหญิงมีครรภ์เป็นจำคุกตลอดชีวิต

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

รับน้อง

โดย : นิธิ เอียวศรีวงศ์
มติชนสุดสัปดาห์ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2548

ตามตำนานการรับน้องใหม่ที่พวกจุฬาฯ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่มีประเพณีรับน้องเล่า ว่ากันว่าเริ่มจากนิสิตในหอพักก่อน (ตั้งแต่สมัยที่ยังมี "หอวัง" ซึ่งอยู่ในสนามกีฬาศุภชลาศัยปัจจุบัน) โดยนำเอาประเพณีทำนองเดียวกันซึ่งมหาวิทยาลัยของอังกฤษทำมา "เล่น" บ้าง

ประเพณีพิธีกรรมคือเครื่องมือการสร้างและ/หรือตอกย้ำแบบแผนความสัมพันธ์ ทางสังคม แม้ว่าอังกฤษและพวกจุฬาฯ รุ่นแรกๆ ทำพิธีแกล้งน้องเพียงวันเดียว (ที่จริงคืนเดียว) แต่ที่จริงก็คือการสร้าง/และหรือตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรุ่นพี่ และรุ่นน้องต่อจากนั้นนั่นเอง

แน่นอนครับ ด้วยความหวังว่า ความเหลื่อมล้ำของอำนาจระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง ซึ่งแสดงให้เห็นในพิธีกรรมนี้ จะดำรงอยู่อย่างถาวร

ส่วนพิธีกรรมจะได้ผลแค่ไหนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางสังคม ในอังกฤษพิธีกรรมรับน้องล้มเหลว เพราะเงื่อนไขทางสังคมที่จะทำให้คนยอมรับอำนาจของคนอื่นเพียงเพราะเขาเป็น "รุ่นพี่" มีน้อย หรือแทบไม่มีเลย จึงยากที่จะทำให้เกิดแบบแผนความสัมพันธ์ชนิดที่พิธีกรรมรับน้องสร้างขึ้น อย่างถาวร

ตรงกันข้าม สังคมไทยสมัยใหม่ (คือหลัง ร.5 เป็นต้นมา) มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ทำให้แบบแผนความสัมพันธ์เช่นนี้เป็นความสัมพันธ์ กระแสหลัก จึงทำให้การรับน้องขยายตัวอย่างแพร่หลายในสถาบันการศึกษาทุกแห่งและทุกระดับ รวมทั้งขยายตัวออกไปสู่พิธีกรรมอื่นๆ ในชีวิตน้องใหม่ทั้งปี เช่น การประชุมเชียร์และการออกกำลังกายทุกเย็น เพื่อตอกย้ำความเหลื่อมล้ำของอำนาจ และการยอมรับในความเหลื่อมล้ำนั้น

มีเรื่องที่ผมอยากสะกิดให้คิดเพื่อเข้าใจประเด็นตรงนี้อยู่สองเรื่อง