โดย : มานพ จันทรฯ
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ช่วงเดือนตุลาคมทุกปี เยอรมนีมีเทศกาล “ออคโทเบอร์ เฟสต์” สนุกกับการดื่มเบียร์อย่างเป็นล่ำสัน
เยอรมนีไม่ได้มีชื่อเสียงแต่เบียร์เพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมยานยนต์ก็อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก หนึ่งในเมืองที่เป็นที่ตั้งโรงงานก็คือ “ชตุตการ์ท” ที่คนไทยมักคุ้นปากเรียก สตุตการ์ท (Stuttgart) นั่นเอง
ในอดีตปี ค.ศ.1800 สตุตการ์ท เป็นเพียงเมืองเล็กๆ มีผู้คนอยู่ราว 22,000 คน ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นนับแต่กลางศตวรรษที่ 18 เมื่อชนชั้นนายทุนไม่ยอมขึ้นกับระบบเจ้าขุนมูลนาย มารวมตัวกันประกอบธุรกิจ เปลี่ยนสภาพเมืองจากระบบกษัตริย์ กลายเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการค้าในเวลาต่อมา
สิ่งที่ภาคภูมิใจของชาวเมืองแห่งนี้ก็คือ การเป็นบ้านเกิดของ ก็อตลีบ เดมเลอร์ นักประดิษฐ์เครื่องจักรเล็กๆ น้ำหนักเบาหมุนเร็วได้ด้วยแก๊สโซลีน ต้นกำเนิดของรถยนต์นั่นเอง
สตุตการ์ท เป็นเมืองหลวงของรัฐบาเดน-วูร์ตเทมแบร์ก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีศิลปวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป โบราณสถานต่างๆ ยังสมบูรณ์เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 น้อยกว่าเมืองอื่น บ้านของคนที่นี่มักตั้งอยู่ตามไหล่เขาลดหลั่นกันไป และมีสีสันสวยงามตัดกับสีเขียวของทุ่งหญ้าป่าไม้
ในเมืองมีสถาปัตยกรรมยุคเก่าน่าสนใจหลายแห่ง ทั้งโอเปร่าเฮ้าส์ มหาวิทยาลัยศิลปะ สวนสาธารณะที่ชาวเมืองเรียกว่า “ชลอสปาร์ค” (Schlosspark) แหล่งพักผ่อนและปอดของเมืองที่มีผู้นิยมมานอนอาบแดดในช่วงบ่าย
ใกล้ๆ กันนั้นมีพระราชวังใหม่ (New Castle Palace) ของกษัตริย์ เฟรเดอริก แห่งวูลลัมแบร์ก (King of Frederich) สร้างโดย คาร์โลเอเกน ศิลปินชื่อดังของสตุตการ์ท มีอายุกว่า 260 ปี ทำให้พระราชวังแห่งนี้มีอายุกว่า 260 ปี ปัจจุบันถูกปรับให้เป็นศูนย์ราชการ เป็นที่ตั้งของกระทรวงการคลัง กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นแหล่งชอปปิงที่ใหญ่ของเมือง มีทั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และร้านค้าเล็กๆ ตั้งอยู่รายรอบ
สตุตการ์ทในปัจจุบันเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมากที่สุดของประเทศ เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ เมอเซเดส-เบนซ์ และ พอร์ช โดยสัญลักษณ์ของพอร์ชที่เป็นม้ากระโจนนั้น เป็นสัญลักษณ์เดียวกับเมืองแห่งนี้
นอกจากนี้ยังเป็นเมืองแห่งการศึกษา มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยสตุตการ์ท (Universitat Stuttgart) และมหาวิทยาลัยโฮเฮนไฮม (Universitat Hohenheim) นั่นเอง
หากมีเวลาอยากสัมผัสชีวิตผู้คนให้ใกล้ชิดมากขึ้นการเดินชมตลาดสดกลางเมือง คือตลาดสตุตการ์ท (Verkaufszeiten der markthalle) ซึ่งมีสินค้าของกินหลากหลาย ทั้งไส้กรอก ชีส เครื่องเทศ ผลไม้ ผัก ไวน์ และอีกสารพัด
สตุตการ์ทมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะและห้องแสดงงานแห่งรัฐ (Staatsgalerie), พิพิธภัณฑ์ศิลปะ (Art Museum Stuttgart) พิพิธภัณฑ์รถยนต์เมอเซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz-Museum), สวนสัตว์, เดอะกรีนยู (The "Green U") สวนสาธารณะที่ตกแต่งอย่างสวยงาม
ในภาพยนตร์ Unveiled (2005) เล่าเรื่องของคนอิหร่านในเยอรมนี “ฟาริบา ทาบริจิ” (แจสมีน ทาบาทาไบ) หญิงสาวคนหนึ่งหลบหนีจากการประหารชีวิตในประเทศบ้านเกิด ด้วยการปลอมแปลงเอกสารเพื่อขอลี้ภัยในประเทศเยอรมนี ด้วยข้ออ้างทางการเมือง แต่ความจริงแล้วเธอเป็นเลสเบี้ยน ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับในอิหร่าน ทางการเยอรมนีจึงส่งตัวกลับทันที แต่เพื่อนชายของเธอซึ่งขอลี้ภัยมาพร้อมๆ กันฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ฟาริบาจึงสวมรอยเป็น "เซียมัค" (นาวิด อัคคาวาน) เข้ามาอาศัยอยู่ในเยอรมนีจนได้
ฟาริบา ในนามของเซียมัค พักอยู่ในชนบทตอนใต้ของเยอรมนีอย่างจำกัดพื้นที่ ผู้คนที่นั่นคิดว่าเธอคือผู้ชายคนหนึ่ง ฟาริบาใช้ชีวิตอย่างรอบคอบปกปิดทุกอย่างไว้อย่างเงียบเชียบ เพราะถ้าความจริงเปิดเผยเธอจะถูกส่งตัวกลับประเทศทันที เธอต้องปลอมแปลงเอกสารทุกอย่างซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น ฟาริบาจึงจำเป็นต้องหางานทำ และเธอก็ได้พบสนิทสนมกับหญิงหม้ายชาวเยอรมันคนหนึ่งที่เข็ดขยาดกับการคบหาผู้ชาย
Unveiled กำกับโดย แองเจลินา แมกคาโรนี่ ผู้กำกับหญิงคนเก่งชาวเยอรมัน จับเอาปัญหาระหว่างประเทศมาย่อยลงให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ และให้คนดูได้ลุ้นเอาใจช่วยตัวละครเป็นระยะๆ โดยใช้สถานที่หลักๆ ในการดำเนินเรื่องที่เมืองสตุตการ์ท แห่งแคว้นบาเดน-วูร์ตเทมแบร์ก ทางตอนใต้ของประเทศ
เมืองเล็กๆ แต่อบอุ่น ทัศนียภาพงามบาดตาบาดใจ
…………….
City : Stuttgart
State : Baden-Württemberg
Country : Germany
Population : 606,588
Film : Unveiled (2005)
Director : Angelina Maccarone
Cast : Jasmin Tabatabai, Navíd Akhavan, Bernd Tauber
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เยอรมันนี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เยอรมันนี แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554
"ลินเดา" ความงามที่แท้ของเยอรมนี
บนแผ่นกระดาษในโลกของนวนิยาย ผู้คนต่างรู้จัก "แชงกรีลา" ดินแดนแห่งความสุขสงบ สันติ และสวยงาม ผ่านเรื่อง "ลอส ฮอริซัน" (Lost Horizon) นวนิยายอมตะของเจมส์ ฮิลตัน (James Hilton) เรื่องราวของพระเอกนักการทูตหนุ่มชาวอังกฤษ ที่ถูกลักพาตัวไปยังเทือกเขาหิมาลัย กระทั่งนำไปสู่เมือง "แชงกรีลา" ในที่สุด
"แชงกรีลา" ในความรู้สึกนึกคิดของคนอ่านและติดตามนิยาย คือเมืองสวยงามราวความฝัน ยิ่งกว่านั้น ผู้คนมีอายุยืนยาวและอยู่อย่างพอเพียง "แชงกรีลา" จึงกลายมาเป็นฉายาที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกพยายามจะสถาปนาให้เมืองในประเทศของตัวเองได้เป็น
เมืองลินเดา ประเทศเยอรมนี ก็เช่นกัน ได้รับการยกย่องจากนักท่องเที่ยวให้เป็น "แชงกรีลา" แห่งเยอรมนี
เกาะขนาดเล็กทางตอนใต้ของประเทศแห่งนี้ อยู่ริมฝั่งทะเลสาบคอนสแตนซ์ กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับของยุโรป
หากดูตามแผนที่ ลินเดา ตั้งอยู่ในเขตชายแดนระหว่างสามประเทศ คือออสเตรีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเกาะซุกตัวอยู่ในทะเลสาบคอนสแตนซ์ และมีภูเขาแฟนเดอร์ตั้งตระหง่านอยู่
"ลินเดา" ได้รับการขนานนามครั้งแรกโดยนักบวชผู้มาจากเซนต์กัลเลน (ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของสวิตเซอร์แลนด์) ซึ่งกล่าวว่าท่านเคานท์แห่งเมืองราเอเทีย นามว่าอดัลเบิร์ต เป็นผู้ค้นพบสำนักนักบวชหญิงบนเกาะแห่งนี้ ชาวโรมันมาตั้งรกรากที่นี่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ซึ่งในปัจจุบันมีร่องรอยอยู่ในเมืองเอสชาช
ในปี ค.ศ.1180 มีผู้ค้นพบโบสถ์เซนต์สตีเฟนบนเกาะ ปี ค.ศ.1124 กลุ่มผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายแฟรนซิสกัน (คริสต์นิกายหนึ่งที่ก่อตั้งโดยนักบวชนามว่าเซนต์ ฟรานซิส ออฟ แอสสิสิ นักบวชนิกายนี้ใส่ชุดติดกันที่มีฮู้ดสีน้ำตาล) เริ่มก่อตั้งโบสถ์บนเกาะแห่งนี้ กระทั่งกลายมาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรโรมัน ภายใต้การปกครองของกษัตริย์รูดอล์ฟที่ 1
ในประวัติศาสตร์ลินเดา มีเรื่องเศร้าใจเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1430 เมืองของชาวยิวราว 15 เมืองบนเกาะถูกเผา เนื่องจากชาวยิวถูกกล่าวหาว่าฆ่าเด็กชาวคริสต์ จากนั้นต่อมาหลังจากสงครามสามสิบปี (สงครามใหญ่ในยุโรประหว่างปี 1618-1648 เกิดขึ้นในพื้นที่เยอรมนีเป็นส่วนใหญ่ สาเหตุของสงครามระบุได้ไม่แน่ชัดนัก แต่ตอนเริ่มต้นเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างนิกายโปรเตสแตนต์กับนิกายคาทอลิก ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรโรมัน) เกาะลินเดาได้จัดงาน "ชิลเดรน เฟสติวัล" เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาสงครามที่ผ่านมา
หลังจากการล่มสลายของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอาณาจักรโรมัน ลินเดาตกอยู่ใต้การปกครองของกษัตริย์
คาร์ล ออกูสต์ วอนเบรต์เซนเฮม (Karl August von Bretzenheim) และปี ค.ศ.1804 กษัตริย์คาร์ลยกเกาะลินเดาให้แก่ประเทศออสเตรีย ปีถัดมาออสเตรียก็คืนเกาะลินเดาให้รัฐบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี
เกาะแห่งนี้มีทางเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ คือสะพานรถยนต์และทางรถไฟ
ด้านหน้าเมือง เป็นท่าเรือมีประติมากรรมรูปสิงโตตั้งตระหง่าน เคียงคู่กับประภาคารบาวาเรียเพียงหนึ่งเดียวของลินเดา ซึ่งสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์โดดเด่น
ด้านหน้าเมืองที่มีรูปปั้นสิงโต มักเป็นจุดเริ่มต้นของการนัดหมาย และการเริ่มต้นเที่ยวชมเมืองแห่งนี้ เลาะเลียบไปตามแนวท่าเรือเป็นร้านกาแฟ และโรงแรมหรูหรา และหากตรงเข้าไปถนนสายหลักชื่อ "แมกซิมมิลเลี่ยน" ขาช็อปทั้งหลายคงต้องร้องกรี๊ดถูกใจ เพราะร้านสินค้าแบรนด์เนม ตกแต่งสวยงามด้วยสินค้าขึ้นป้าย "New Arrival" เรียงรายยั่วกิเลส สลับด้วยร้านอาหารรสเลิศ และร้านสินค้างานฝีมือพวกแฮนด์เมด แต่พอถามราคาต้องบอกว่า "แพงเอาการ"
ถนนแมกซิมมิลเลี่ยน ยังคงสภาพความเป็นถนนยุคโบราณ คือเป็นแผ่นศิลาแลงเรียงอัดแน่น ซึ่งทางเมืองเก็บรักษาเอาไว้ สองข้างทางเป็นบ้านขุนนางเก่าร่ายมนต์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งหลาย บางหลังดัดแปลงเป็นร้านกาแฟ หรือเกสต์เฮาส์ อาคารบางแห่งนำมาใช้เป็นสำนักงานของรัฐบาลท้องถิ่น โบราณสถานสุดยอดของเมือง คือศาลากลางยุคเก่าอันใหญ่โต ที่ผนังเป็นภาพเขียนสี และโบสถ์เซนต์สเตฟาน
ชาวเมืองเล่าให้ฟังว่าเคยเกิดไฟไหม้กลางเมือง ทำให้ส่วนใหญ่ของเมืองได้รับความเสียหาย หลังไฟไหม้แล้ว ในปี ค.ศ.1728 มีการสร้างโบสถ์ขึ้นมาใหม่ในสไตล์บาโรค โดยสถาปนิกช่างใหญ่ชื่อ Giovanni Gaspare Bagnato
รอบเกาะมีทางเดินเท้าตลอดแนวทะเลสาบ เช้า ๆ และเย็น ๆ มักจะมีคนมาวิ่งออกกำลังกาย บางครั้งนอนเปลือยอกอาบแดดกันก็มี ถ้าวันนั้นท้องฟ้าแจ่มใส มีแดดแรง ส่วนอื่น ๆ ของเมืองนั้นก็มักจะทำเป็นสวนหย่อม หรือปลูกดอกไม้เลื้อยคลุมดินให้แพร่กระจายไปตามทางลาดชันของพื้น
อีกแห่งของเมืองลินเดาที่นักท่องเที่ยวไม่พลาด คือ เกาะไมเนา เกาะดอกไม้และสวนพฤกษศาสตร์ เป็นจุดท่องเที่ยวที่นิยมที่สุดในเยอรมนี เพราะมีสถิติบันทึกจำนวนนักท่องเที่ยวไปเยือนนับล้านคน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่หน่อดอกไม้จำนวนมหาศาลเริ่มผลิบานไปจนถึง ปลายฤดูใบไม้ผลิ จะมีดอกกุหลาบนานาพันธุ์ ดอกรักเร่ และต้นไม้ใหญ่ แปลก ๆ เต็มทั้งเกาะ
ในช่วงหนึ่งของการเดินทางแห่งชีวิต "แชงกรีลา" อาจเป็นดินแดนที่ฝันหา โดยไม่เคยรู้ว่าสภาพที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ขณะที่ "ลินเดา" เป็นเพียงภาพจำลองของแชงกรีลาตามความรู้สึกนึกคิด หากแต่สัมผัสได้ถึงความงาม สงบ และสันติ อย่างแท้จริง
Dlife@ประชาชาติธุรกิจ
"แชงกรีลา" ในความรู้สึกนึกคิดของคนอ่านและติดตามนิยาย คือเมืองสวยงามราวความฝัน ยิ่งกว่านั้น ผู้คนมีอายุยืนยาวและอยู่อย่างพอเพียง "แชงกรีลา" จึงกลายมาเป็นฉายาที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกพยายามจะสถาปนาให้เมืองในประเทศของตัวเองได้เป็น
เมืองลินเดา ประเทศเยอรมนี ก็เช่นกัน ได้รับการยกย่องจากนักท่องเที่ยวให้เป็น "แชงกรีลา" แห่งเยอรมนี
เกาะขนาดเล็กทางตอนใต้ของประเทศแห่งนี้ อยู่ริมฝั่งทะเลสาบคอนสแตนซ์ กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับของยุโรป
หากดูตามแผนที่ ลินเดา ตั้งอยู่ในเขตชายแดนระหว่างสามประเทศ คือออสเตรีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเกาะซุกตัวอยู่ในทะเลสาบคอนสแตนซ์ และมีภูเขาแฟนเดอร์ตั้งตระหง่านอยู่
"ลินเดา" ได้รับการขนานนามครั้งแรกโดยนักบวชผู้มาจากเซนต์กัลเลน (ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของสวิตเซอร์แลนด์) ซึ่งกล่าวว่าท่านเคานท์แห่งเมืองราเอเทีย นามว่าอดัลเบิร์ต เป็นผู้ค้นพบสำนักนักบวชหญิงบนเกาะแห่งนี้ ชาวโรมันมาตั้งรกรากที่นี่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ซึ่งในปัจจุบันมีร่องรอยอยู่ในเมืองเอสชาช
ในปี ค.ศ.1180 มีผู้ค้นพบโบสถ์เซนต์สตีเฟนบนเกาะ ปี ค.ศ.1124 กลุ่มผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายแฟรนซิสกัน (คริสต์นิกายหนึ่งที่ก่อตั้งโดยนักบวชนามว่าเซนต์ ฟรานซิส ออฟ แอสสิสิ นักบวชนิกายนี้ใส่ชุดติดกันที่มีฮู้ดสีน้ำตาล) เริ่มก่อตั้งโบสถ์บนเกาะแห่งนี้ กระทั่งกลายมาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรโรมัน ภายใต้การปกครองของกษัตริย์รูดอล์ฟที่ 1
ในประวัติศาสตร์ลินเดา มีเรื่องเศร้าใจเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1430 เมืองของชาวยิวราว 15 เมืองบนเกาะถูกเผา เนื่องจากชาวยิวถูกกล่าวหาว่าฆ่าเด็กชาวคริสต์ จากนั้นต่อมาหลังจากสงครามสามสิบปี (สงครามใหญ่ในยุโรประหว่างปี 1618-1648 เกิดขึ้นในพื้นที่เยอรมนีเป็นส่วนใหญ่ สาเหตุของสงครามระบุได้ไม่แน่ชัดนัก แต่ตอนเริ่มต้นเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างนิกายโปรเตสแตนต์กับนิกายคาทอลิก ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรโรมัน) เกาะลินเดาได้จัดงาน "ชิลเดรน เฟสติวัล" เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาสงครามที่ผ่านมา
หลังจากการล่มสลายของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอาณาจักรโรมัน ลินเดาตกอยู่ใต้การปกครองของกษัตริย์
คาร์ล ออกูสต์ วอนเบรต์เซนเฮม (Karl August von Bretzenheim) และปี ค.ศ.1804 กษัตริย์คาร์ลยกเกาะลินเดาให้แก่ประเทศออสเตรีย ปีถัดมาออสเตรียก็คืนเกาะลินเดาให้รัฐบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี
เกาะแห่งนี้มีทางเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ คือสะพานรถยนต์และทางรถไฟ
ด้านหน้าเมือง เป็นท่าเรือมีประติมากรรมรูปสิงโตตั้งตระหง่าน เคียงคู่กับประภาคารบาวาเรียเพียงหนึ่งเดียวของลินเดา ซึ่งสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์โดดเด่น
ด้านหน้าเมืองที่มีรูปปั้นสิงโต มักเป็นจุดเริ่มต้นของการนัดหมาย และการเริ่มต้นเที่ยวชมเมืองแห่งนี้ เลาะเลียบไปตามแนวท่าเรือเป็นร้านกาแฟ และโรงแรมหรูหรา และหากตรงเข้าไปถนนสายหลักชื่อ "แมกซิมมิลเลี่ยน" ขาช็อปทั้งหลายคงต้องร้องกรี๊ดถูกใจ เพราะร้านสินค้าแบรนด์เนม ตกแต่งสวยงามด้วยสินค้าขึ้นป้าย "New Arrival" เรียงรายยั่วกิเลส สลับด้วยร้านอาหารรสเลิศ และร้านสินค้างานฝีมือพวกแฮนด์เมด แต่พอถามราคาต้องบอกว่า "แพงเอาการ"
ถนนแมกซิมมิลเลี่ยน ยังคงสภาพความเป็นถนนยุคโบราณ คือเป็นแผ่นศิลาแลงเรียงอัดแน่น ซึ่งทางเมืองเก็บรักษาเอาไว้ สองข้างทางเป็นบ้านขุนนางเก่าร่ายมนต์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งหลาย บางหลังดัดแปลงเป็นร้านกาแฟ หรือเกสต์เฮาส์ อาคารบางแห่งนำมาใช้เป็นสำนักงานของรัฐบาลท้องถิ่น โบราณสถานสุดยอดของเมือง คือศาลากลางยุคเก่าอันใหญ่โต ที่ผนังเป็นภาพเขียนสี และโบสถ์เซนต์สเตฟาน
ชาวเมืองเล่าให้ฟังว่าเคยเกิดไฟไหม้กลางเมือง ทำให้ส่วนใหญ่ของเมืองได้รับความเสียหาย หลังไฟไหม้แล้ว ในปี ค.ศ.1728 มีการสร้างโบสถ์ขึ้นมาใหม่ในสไตล์บาโรค โดยสถาปนิกช่างใหญ่ชื่อ Giovanni Gaspare Bagnato
รอบเกาะมีทางเดินเท้าตลอดแนวทะเลสาบ เช้า ๆ และเย็น ๆ มักจะมีคนมาวิ่งออกกำลังกาย บางครั้งนอนเปลือยอกอาบแดดกันก็มี ถ้าวันนั้นท้องฟ้าแจ่มใส มีแดดแรง ส่วนอื่น ๆ ของเมืองนั้นก็มักจะทำเป็นสวนหย่อม หรือปลูกดอกไม้เลื้อยคลุมดินให้แพร่กระจายไปตามทางลาดชันของพื้น
อีกแห่งของเมืองลินเดาที่นักท่องเที่ยวไม่พลาด คือ เกาะไมเนา เกาะดอกไม้และสวนพฤกษศาสตร์ เป็นจุดท่องเที่ยวที่นิยมที่สุดในเยอรมนี เพราะมีสถิติบันทึกจำนวนนักท่องเที่ยวไปเยือนนับล้านคน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่หน่อดอกไม้จำนวนมหาศาลเริ่มผลิบานไปจนถึง ปลายฤดูใบไม้ผลิ จะมีดอกกุหลาบนานาพันธุ์ ดอกรักเร่ และต้นไม้ใหญ่ แปลก ๆ เต็มทั้งเกาะ
ในช่วงหนึ่งของการเดินทางแห่งชีวิต "แชงกรีลา" อาจเป็นดินแดนที่ฝันหา โดยไม่เคยรู้ว่าสภาพที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ขณะที่ "ลินเดา" เป็นเพียงภาพจำลองของแชงกรีลาตามความรู้สึกนึกคิด หากแต่สัมผัสได้ถึงความงาม สงบ และสันติ อย่างแท้จริง
Dlife@ประชาชาติธุรกิจ
เรื่อง : สกุณา ประยูรศุข
วันที่ 22 กันยายน 2554
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553
Oktoberfest
โดย : มานพน้อย @กรุงเทพธุรกิจ
และแล้ว Oktoberfest เทศกาลดื่มเบียร์ ที่ยิ่งใหญ่ที่คอเบียร์รอคอยก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ เมืองมิวนิกในรัฐบาวาเรีย เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ธรรมดาเทศกาลเบียร์นี้จะมีระยะเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ แต่ในปีนี้มีการเพิ่มเป็น 20 วัน เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 200 ปีของเทศกาลนี้
แต่ละปีประมาณกันว่ามีคอเบียร์และนักท่องเที่ยวเข้าชมงาน (ซึ่งต้องซื้อบัตรเข้างาน) มากมายถึงปีละ 2 ล้านคน และเทศกาลนี้ทำรายได้ขั้นต่ำประมาณ 30 ล้านบาทต่อวัน
หัวใจหลักของงานคือเต็นท์เบียร์เกือบ 30 เต็นท์ ตั้งเรียงรายเต็มพื้นที่งาน ในเต็นท์จะมีการขายเบียร์และอาหาร โรงบ่มเบียร์ที่ได้รับอนุญาตให้นำเบียร์มาจำหน่ายในงานต้องมาจากเมืองมิวนิ กเท่านั้น เบียร์ที่นำมาจำหน่ายก็เป็นเบียร์พิเศษที่บ่มขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งมีสีและรสเข้ม และมีแอลกอฮอล์สูงกว่าเบียร์ทั่วไป เพราะเบียร์ของเยอรมันโดยส่วนใหญ่มีแอลกอฮอล์ 5.3% แต่เบียร์ในเทศกาลนี้สูงถึง 13% เลยทีเดียว ปีนี้คนจัดโฆษณาว่ามีเบียร์ให้ดื่มมากกว่า 6 ล้านลิตรเลยทีเดียว
ในแต่ละปี หัวข้อสนทนาก่อนเทศกาลคือราคาเบียร์ต่อแก้วที่เพิ่มขึ้นทุกปี คอเบียร์มักจะบ่นว่า ราคาเบียร์แพงกว่าปีที่แล้ว สำหรับปีนี้ เบียร์ 1 แก้ว (1 ลิตร) ราคาอยู่ที่ 370 บาท สำหรับวันปกติเต็นท์จะเปิดเวลา 10.00 น. ถึง 22.30 น. ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดราชการจะเปิดเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง
อาหารหลักของเทศกาลนี้คือ ไก่ย่างร้อนๆ ซึ่งเป็นอาหารแนะนำเพราะรสชาติจัดจ้านและเข้มข้น ไก่จะถูกหมักด้วยเครื่องเทศถึงเนื้อ ถ้ากินอย่างเดียวอาจจะเค็มไป แต่ถ้ากินกับเบียร์แล้วน่าจะถูกใจคอเบียร์ทั้งหลาย รสชาติอย่างนี้ช่วยเพิ่มยอดการขายเบียร์อีกด้วย ในงานก็ยังมีสวนสนุกเครื่องเล่นต่างๆ มากมาย
แต่ในปีนี้ เราจะไม่ได้เห็นภาพควันบุหรี่ลอยหนาภายในเต็นท์โรงเบียร์ เพราะเมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาวาเรียเพิ่งผ่านกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ออกมาใช้ และถึงแม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า ทางการตัดสินใจที่จะใช้กฎหมายนี้ในเทศกาลเบียร์ครั้งนี้ หลายคนเห็นด้วยกับกฎหมายนี้แต่วิจารณ์ว่าบรรยากาศการดื่มเบียร์ดูจะไม่ สมบูรณ์ถ้าไม่มีบุหรี่และควันบุหรี่
แม้แต่ไอโฟนที่กำลังเป็นที่นิยมก็ไม่พลาดเกาะกระแสเทศกาลเบียร์ครั้งนี้ ด้วย โดยเสนอแอพพลิเคชั่นสำหรับสาวกไอโฟนที่สนใจมาดวดเบียร์ในงานนี้ แอพพลิเคชั่นจะมีหลายแบบ เช่น พจนานุกรมภาษาเยอรมัน ซึ่งให้คำสำหรับสั่งเบียร์และกับแกล้มโดยเฉพาะ และที่น่าสนใจคือคำนวณจำนวนแอลกอฮอล์ในเลือดจากจำนวนเบียร์ที่ดื่มเข้าไป
อย่างไรก็ตาม เทศกาลนี้ก็นำปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาให้เมืองมิวนิกทุกปี เริ่มตั้งแต่จำนวนขยะเกือบพันตันที่ต้องทำการขนย้ายและกำจัดในแต่ละวัน ทางการเมืองมิวนิกและสปอนเซอร์ของงานช่วยกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในเรื่อง นี้ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือห้องส้วมที่ไม่เคยพอถึงแม้ทางการจะเพิ่มจำนวนให้ถึง 1,800 ห้องแล้วก็ตาม

เทศกาลนี้เริ่มต้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2353 โดยจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองงานอภิเษกสมรสระหว่างมกุฎราชกุมารลุดวิค (ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ลุดวิคที่ 1) กับเจ้าหญิงเทเรซ เทศกาลกลางแจ้งนี้ถูกจัดขึ้นในปีต่อๆ มา จากเทศกาลเล็กๆ จนกลายเป็นเทศกาลใหญ่ในปัจจุบัน สมัยนั้น เทศกาลจะเน้นไปที่การแข่งม้าและการแสดงพืชผลทางเกษตร เกษตรกรก็ใช้โอกาสในการเสนอและขายผลิตผลทางการเกษตร
ผู้ผลิตเครื่องมือทางการเกษตรก็นำสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ มาเผยแพร่ในงานให้กับกลุ่มเกษตรกร เทศกาลนี้ถูกงดไปในหลายปีในช่วงสงครามและปี 2416 เมื่อเกิดอหิวาตกโรคระบาด
และแล้ว Oktoberfest เทศกาลดื่มเบียร์ ที่ยิ่งใหญ่ที่คอเบียร์รอคอยก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ เมืองมิวนิกในรัฐบาวาเรีย เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ธรรมดาเทศกาลเบียร์นี้จะมีระยะเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ แต่ในปีนี้มีการเพิ่มเป็น 20 วัน เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 200 ปีของเทศกาลนี้
แต่ละปีประมาณกันว่ามีคอเบียร์และนักท่องเที่ยวเข้าชมงาน (ซึ่งต้องซื้อบัตรเข้างาน) มากมายถึงปีละ 2 ล้านคน และเทศกาลนี้ทำรายได้ขั้นต่ำประมาณ 30 ล้านบาทต่อวัน
หัวใจหลักของงานคือเต็นท์เบียร์เกือบ 30 เต็นท์ ตั้งเรียงรายเต็มพื้นที่งาน ในเต็นท์จะมีการขายเบียร์และอาหาร โรงบ่มเบียร์ที่ได้รับอนุญาตให้นำเบียร์มาจำหน่ายในงานต้องมาจากเมืองมิวนิ กเท่านั้น เบียร์ที่นำมาจำหน่ายก็เป็นเบียร์พิเศษที่บ่มขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งมีสีและรสเข้ม และมีแอลกอฮอล์สูงกว่าเบียร์ทั่วไป เพราะเบียร์ของเยอรมันโดยส่วนใหญ่มีแอลกอฮอล์ 5.3% แต่เบียร์ในเทศกาลนี้สูงถึง 13% เลยทีเดียว ปีนี้คนจัดโฆษณาว่ามีเบียร์ให้ดื่มมากกว่า 6 ล้านลิตรเลยทีเดียว

อาหารหลักของเทศกาลนี้คือ ไก่ย่างร้อนๆ ซึ่งเป็นอาหารแนะนำเพราะรสชาติจัดจ้านและเข้มข้น ไก่จะถูกหมักด้วยเครื่องเทศถึงเนื้อ ถ้ากินอย่างเดียวอาจจะเค็มไป แต่ถ้ากินกับเบียร์แล้วน่าจะถูกใจคอเบียร์ทั้งหลาย รสชาติอย่างนี้ช่วยเพิ่มยอดการขายเบียร์อีกด้วย ในงานก็ยังมีสวนสนุกเครื่องเล่นต่างๆ มากมาย

แม้แต่ไอโฟนที่กำลังเป็นที่นิยมก็ไม่พลาดเกาะกระแสเทศกาลเบียร์ครั้งนี้ ด้วย โดยเสนอแอพพลิเคชั่นสำหรับสาวกไอโฟนที่สนใจมาดวดเบียร์ในงานนี้ แอพพลิเคชั่นจะมีหลายแบบ เช่น พจนานุกรมภาษาเยอรมัน ซึ่งให้คำสำหรับสั่งเบียร์และกับแกล้มโดยเฉพาะ และที่น่าสนใจคือคำนวณจำนวนแอลกอฮอล์ในเลือดจากจำนวนเบียร์ที่ดื่มเข้าไป
อย่างไรก็ตาม เทศกาลนี้ก็นำปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาให้เมืองมิวนิกทุกปี เริ่มตั้งแต่จำนวนขยะเกือบพันตันที่ต้องทำการขนย้ายและกำจัดในแต่ละวัน ทางการเมืองมิวนิกและสปอนเซอร์ของงานช่วยกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในเรื่อง นี้ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือห้องส้วมที่ไม่เคยพอถึงแม้ทางการจะเพิ่มจำนวนให้ถึง 1,800 ห้องแล้วก็ตาม

เทศกาลนี้เริ่มต้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2353 โดยจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองงานอภิเษกสมรสระหว่างมกุฎราชกุมารลุดวิค (ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ลุดวิคที่ 1) กับเจ้าหญิงเทเรซ เทศกาลกลางแจ้งนี้ถูกจัดขึ้นในปีต่อๆ มา จากเทศกาลเล็กๆ จนกลายเป็นเทศกาลใหญ่ในปัจจุบัน สมัยนั้น เทศกาลจะเน้นไปที่การแข่งม้าและการแสดงพืชผลทางเกษตร เกษตรกรก็ใช้โอกาสในการเสนอและขายผลิตผลทางการเกษตร
ผู้ผลิตเครื่องมือทางการเกษตรก็นำสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ มาเผยแพร่ในงานให้กับกลุ่มเกษตรกร เทศกาลนี้ถูกงดไปในหลายปีในช่วงสงครามและปี 2416 เมื่อเกิดอหิวาตกโรคระบาด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




















