โลกร่วมลุ้นระทึก ภารกิจประวัติศาสตร์ 10 โมงตรงวันพุธ "แคปซูล" กู้ภัยนำคนงานชาวเหมืองชิลี 33 ชีวิตขึ้นสู่พื้นดินหลังถูกฝังอยู่ในโลกใต้ดินลึก 622 เมตร ขณะที่คนงานผู้เคราะห์ร้ายเลี่ยงขึ้นแคปซูลเป็นคนแรก ผวาประสบเหตุซ่ำรอย เผยทุกคนสวดมนต์ภาวนาให้ภารกิจประสบความสำเร็จ
ปฏิบัติการช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยใช้ มาก่อนกำลังเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่คนทั้งโลกกำลังเฝ้ามอง พร้อมลุ้นระทึกในการช่วยเหลือคนงานเหมืองชิลีจำนวน 33 ชีวิตที่ต้องติดอยู่ในโลกใต้ดินลึกลงไปถึง 622 เมตรอย่างใจจ่ดใจจ่อด้วยความหวังที่จะให้ปฏิบัติการช่วยเหลือดังกล่าวสำเร็จ ลุล่วงไปด้วยดี หลังจากคนงานเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ผินผิวโลกนานเกือบ 70 วัน
วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553
เปลี่ยนโฉมใต้บันไดให้กลายเป็นทำเลทอง
ตอน ที่วางแผนตกแต่งบ้านนั้น ทุกคนคงมีไอเดียบันเจิดที่จะแต่งทั้งห้องนอน ห้องครัว ห้องรับแขก ไปจนถึงสวนสวยให้เป็นดั่งในฝัน แต่มุมที่ใครต่อใครมักจะมองข้ามไปคือ...พื้นที่ใต้บันได...หลายคนรู้จักห้องใต้บันไดจากภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่พ่อมดน้อยแฮร์รี่ใช้อาศัยนอนตอนอยู่บ้านของลุงเวอร์นอนเท่านั้น
พูดถึงพื้นที่ตรงนี้ น้อยคนนักที่จะให้ความสนใจไยดีกับมัน มันจึงกลายเป็น “ห้องเก็บของ” ที่ น่าเกลียดซึ่งวางสารพัดสิ่งของที่ใช้ทั้งประจำวันและจะใช้เพียงปีละไม่กี่ ครั้ง แต่พอเวลาจะหยิบใช้ก็ต้องออกแรงค้นหา เพราะทุกอย่างในห้องใต้บันไดดูจะรกไม่เป็นระเบียบเอาเสียเลย
** ลองคิดดูว่าถ้าบันไดทุกขั้นสามารถแปลงเป็นลิ้นชักวางรองเท้าได้ คุณก็จะได้ชั้นวางรองเท้าตั้งมากมาย คราวนี้ก็โยนตู้วางรองเท้าที่เกะกะตรงทางเดินเข้าบ้านไปได้เลย
โดย : ASTVผู้จัดการออนไลน์
living/Lifestlye&travel
วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สวนครัว..กินได้ สวยด้วย
จริง ๆ แล้ว เราสามารถออกแบบให้สวนครัวดูสวยและเท่ได้เหมือนในรายการโทรทัศน์ของต่าง ประเทศได้ ซึ่งใครที่โปรดปรานการทำอาหารคงจะรู้จักพ่อครัวที่ชื่อ “เจมี โอลิเวอร์” มีหลาย ตอนในรายการที่พ่อครัวคนนี้พาไปเก็บผักสด ๆ จากแปลงผักสวนครัวขนาดย่อมมาปรุงอาหาร
เชื่อว่ามีหลายคนใฝ่ฝันอยากจะมีสวนครัวแบบนี้บ้างเหมือนกัน “บ้านและสวน” จึงขอแนะนำวิธีปลูกผักสวนครัวแบบเท่ ๆ และง่ายด้วยมาให้ลองทำกันดู
---@@@--- ปลูกผักไว้ริมหน้าต่างเสียเลย หากระบะต้นไม้แขวนไว้ตรงริมหน้าต่าง แทนที่จะปลูกไม้ดอกไม้ประดับก็ปลูกผักสวนครัวแทน ทางที่ดีปลูกตรงหน้าต่างห้องครัวจะได้ใกล้มือหยิบจับง่าย เลือกชนิดผักที่ไม่ต้องดูแลมากขนาดเล็ก หรือผักที่ใช้โรยหน้าตกแต่งอาหารนิด ๆ หน่อย ๆ เช่น ต้นหอม ผักชี พริก สะระแหน่
---@@@--- จัดสวนกระบะไว้โชว์ หา ภาชนะปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่หน่อย จะเป็นกะละมังเก่า ยางรถยนต์ หรือกระถางพลาสติกก็ได้ ปลูกจัดกลุ่มกันโดยเลือกให้มีสีสัน รูปทรง ลักษณะใบที่ดูแตกต่างกัน เลือกพืชผักอายุหลายปีจะได้ไม่ต้องคอยเปลี่ยนบ่อย ๆ เช่น มะเขือเทศ กะเพรา ข่า ตะไคร้ แมงลัก ผักชีฝรั่ง นอกจากจะกินได้แล้วยังยกไปตกแต่งสวนได้ด้วย
---@@@--- แปลงปลูกผักแบบง่าย ๆ แค่หาที่เหมาะ ๆ กำหนดขอบเขตแปลงที่ต้องการ พรวนดินเดิมขึ้นมาและหาวัสดุกั้นขอบให้เป็นสัดส่วน เช่น ไม้ไผ่สาน อิฐบล็อก จากนั้นผสมวัสดุปรับปรุงดิน เช่น แกลบ ปุ๋ยคอก กาบมะพร้าวสับ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วจึงปลูกผักที่ต้องการ
แปลงผักแบบนี้เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่กว้างหน่อย จะใช้แปลงละชนิดหรือแปลงหนึ่งปลูกหลายอย่างรวมกันก็ได้
เห็นไหมว่าวิธีการจัดสวนครัวให้ดูดีนั้นไม่ยากเลย แต่สำหรับใครที่อยากได้ ไอเดียเก๋ ๆ เพิ่ม เพื่อนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสวนที่บ้าน ลองเปิดดูภาพสวย ๆ และข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับการจัดสวนครัวได้จาก หนังสือ “Kitchen Garden สวนสวยกินได้” ของสำนักพิมพ์บ้านและสวน.
บ้านและสวน/เดลินิวส์
บ้านแสนรัก
9 ตุลาคม 2553
วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สถานีต่อไป...ฝรั่งเศส
วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม 2553
โดย : ลิเวอร์ เบิร์ด @กรุงเทพธุรกิจ
มันอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่มีรายงานระบุว่าประเทศฝรั่งเศสเป็น ประเทศที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในยุโรป เพราะคนอังกฤษเกือบ 20 ล้านคนก็แห่กันไปเที่ยวพักผ่อนที่นั่นทุกปี ผลสำรวจล่าสุดของเว็บไซต์ uSwtich.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์เพื่อผู้บริโภคในประเทศอังกฤษพบว่าชาวฝรั่งเศสมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป
แต่ข้อมูลที่น่าเป็นห่วงก็คือ 1 ใน 3 ของชาวยุโรปคิดว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศอื่น และแน่นอนฝรั่งเศสเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของพวกเขา
เว็บไซต์ดังกล่าวมีการสำรวจคุณภาพชีวิตของคนในประเทศชั้นนำของยุโรป 10 ประเทศ โดยวัดจากปัจจัย 16 ด้าน เช่น รายได้ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาสินค้าปัจจัยพื้นฐาน เช่น ราคาน้ำมัน อาหารและค่าไฟฟ้า ปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบการดำเนินชีวิต เช่น จำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดด จำนวนวันหยุด ชั่วโมงการทำงานและอายุขัย
ชาวเมืองน้ำหอมครองตำแหน่งคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในยุโรปเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แม้ว่ารายได้ต่อครัวเรือนของคนฝรั่งเศสจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านบาทต่อปีและน้อยกว่าคนอังกฤษ 200,000 บาท แต่ผลสำรวจก็พบว่าคนฝรั่งเศสเป็น คนที่มีอายุยืนที่สุดคือ 81.09 ปี มีช่วงอายุของการเกษียณที่เร็วที่สุดคือ 59.3 ปีซึ่งครองตำแหน่งร่วมกับคนไอร์แลนด์ และมีค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพสูงที่สุดคือ 11 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี
ส่วนดัชนีชี้วัดด้านอื่นๆ ก็อยู่อันดับต้นๆ เช่นกัน เช่น คนงานมีวันหยุดนานถึง 36 วันต่อปี แต่ฝรั่งเศสมีจำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดดใน 1 ปีมากเป็นอันดับที่ 3 คือ 1,967 ชั่วโมง รองจากสเปนและอิตาลีที่มี 2,665 และ 2,356 ชั่วโมงตามลำดับ
และเมื่อเทียบกับชาวผู้ดีของประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษแล้ว ชาวเมืองน้ำหอมมีคุณภาพชีวิตที่เหนือกว่าในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ รายได้ อายุขัย สุขภาพ ช่วงอายุที่เกษียณ จำนวนวันหยุดและจำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดด
จริงๆ แล้วอังกฤษมีดัชนีชี้วัดคุณภาพของชีวิตที่ดีหลายด้าน เช่น อัตราภาษีมูลค่าต่ำ ค่าจ้างที่เหมาะสม และจำนวนชั่วโมงการทำงานที่ไม่หนักเกินไป แต่เมื่อดูโดยรวมทุกอย่างแล้วชาวผู้ดีมีคุณภาพชีวิตดีเป็นอันดับรองสุดท้าย เหนือจากไอร์แลนด์หรือแย่ที่สุดรองจากไอร์แลนด์
ในอดีตชาวผู้ดีจัดว่ามีรายได้สูงที่สุดในยุโรป แต่มาตอนนี้พวกเขาถูกชาวเดนมาร์ก ฮอลแลนด์ และไอร์แลนด์แซงหน้าแล้ว จากผลสำรวจพบว่ารายได้ต่อครัวเรือนต่อปีของคนอังกฤษหลังหักภาษีแล้วอยู่ที่ ราว 1.8 ล้านบาท ในขณะที่ชาวเดนมาร์กอยู่ที่ 1.9 ล้านบาท ชาวเนเธอร์แลนด์ 2 ล้านบาท และชาวไอริช 2.1 ล้านบาท
ผลสำรวจยังพบว่าราคาอาหารในประเทศอังกฤษแพงกว่าประเทศอื่นอย่างสเปนและฝรั่งเศส นอกจากนี้คนอังกฤษยังจ่ายค่าน้ำมันดีเซลเฉลี่ยลิตรละ 56.59 บาท ส่วนคนฝรั่งเศสจ่าย ในราคาลิตรละ 47.13 บาท นอกจากนี้ราคาน้ำมันไร้สารตะกั่ว ค่าไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ในประเทศอังกฤษก็สูงกว่าราคาเฉลี่ยของประเทศ ในยุโรป
คนอังกฤษดูจะเป็นคนทำงานหนักเพราะมีอายุเฉลี่ยของคนที่จะเกษียณอายุอยู่ สูงเป็นอันดับ 4 คือ 63.1 ปี และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่คนที่ทำงานจนเกือบจะถึงบั้นปลายของชีวิตคือชาวไอริช เนเธอร์แลนด์และสวีเดน คนอังกฤษมีอายุขัยที่สั้นกว่าคนฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สวีเดน และอิตาลี คือ 79.16 ปี และคนงานอังกฤษยังมีวันหยุดน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากเนเธอร์แลนด์ คือ มีเพียง 28 วัน
ตัวเลขที่ไม่น่าเชื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ คนอังกฤษมีการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและสุขภาพน้อยกว่าคนชาติอื่นยกเว้น ไอร์แลนด์และโปแลนด์ที่มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพน้อยกว่าคนอังกฤษ ส่วนการใช้จ่ายด้านการศึกษานั้นคนอังกฤษและคนไอร์แลนด์มีการใช้จ่ายเท่ากัน
"แม้ว่าผลสำรวจปีที่แล้วอังกฤษจะอยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก แต่เราก็ยังร่ำรวยเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในยุโรป แต่มาปีนี้เราทั้งแย่ทั้งจน เพราะตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่สูง และคงอีกนานกว่าที่พวกเราจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในขณะที่คนประเทศอื่นเขาทำงานเพื่อมีชีวิตอยู่ แต่คนอังกฤษกลับมีชีวิตอยู่เพื่อการทำงาน" แอนน์ โรบินสัน ผู้อำนวยการด้านนโยบายผู้บริโภคของเว็บไซต์ uSwitch กล่าว
โดย : ลิเวอร์ เบิร์ด @กรุงเทพธุรกิจ
มันอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่มีรายงานระบุว่าประเทศฝรั่งเศสเป็น ประเทศที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในยุโรป เพราะคนอังกฤษเกือบ 20 ล้านคนก็แห่กันไปเที่ยวพักผ่อนที่นั่นทุกปี ผลสำรวจล่าสุดของเว็บไซต์ uSwtich.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์เพื่อผู้บริโภคในประเทศอังกฤษพบว่าชาวฝรั่งเศสมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป
แต่ข้อมูลที่น่าเป็นห่วงก็คือ 1 ใน 3 ของชาวยุโรปคิดว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศอื่น และแน่นอนฝรั่งเศสเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของพวกเขา
เว็บไซต์ดังกล่าวมีการสำรวจคุณภาพชีวิตของคนในประเทศชั้นนำของยุโรป 10 ประเทศ โดยวัดจากปัจจัย 16 ด้าน เช่น รายได้ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาสินค้าปัจจัยพื้นฐาน เช่น ราคาน้ำมัน อาหารและค่าไฟฟ้า ปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบการดำเนินชีวิต เช่น จำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดด จำนวนวันหยุด ชั่วโมงการทำงานและอายุขัย
ชาวเมืองน้ำหอมครองตำแหน่งคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในยุโรปเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แม้ว่ารายได้ต่อครัวเรือนของคนฝรั่งเศสจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านบาทต่อปีและน้อยกว่าคนอังกฤษ 200,000 บาท แต่ผลสำรวจก็พบว่าคนฝรั่งเศสเป็น คนที่มีอายุยืนที่สุดคือ 81.09 ปี มีช่วงอายุของการเกษียณที่เร็วที่สุดคือ 59.3 ปีซึ่งครองตำแหน่งร่วมกับคนไอร์แลนด์ และมีค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพสูงที่สุดคือ 11 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี
ส่วนดัชนีชี้วัดด้านอื่นๆ ก็อยู่อันดับต้นๆ เช่นกัน เช่น คนงานมีวันหยุดนานถึง 36 วันต่อปี แต่ฝรั่งเศสมีจำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดดใน 1 ปีมากเป็นอันดับที่ 3 คือ 1,967 ชั่วโมง รองจากสเปนและอิตาลีที่มี 2,665 และ 2,356 ชั่วโมงตามลำดับ
และเมื่อเทียบกับชาวผู้ดีของประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษแล้ว ชาวเมืองน้ำหอมมีคุณภาพชีวิตที่เหนือกว่าในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ รายได้ อายุขัย สุขภาพ ช่วงอายุที่เกษียณ จำนวนวันหยุดและจำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดด
จริงๆ แล้วอังกฤษมีดัชนีชี้วัดคุณภาพของชีวิตที่ดีหลายด้าน เช่น อัตราภาษีมูลค่าต่ำ ค่าจ้างที่เหมาะสม และจำนวนชั่วโมงการทำงานที่ไม่หนักเกินไป แต่เมื่อดูโดยรวมทุกอย่างแล้วชาวผู้ดีมีคุณภาพชีวิตดีเป็นอันดับรองสุดท้าย เหนือจากไอร์แลนด์หรือแย่ที่สุดรองจากไอร์แลนด์
ในอดีตชาวผู้ดีจัดว่ามีรายได้สูงที่สุดในยุโรป แต่มาตอนนี้พวกเขาถูกชาวเดนมาร์ก ฮอลแลนด์ และไอร์แลนด์แซงหน้าแล้ว จากผลสำรวจพบว่ารายได้ต่อครัวเรือนต่อปีของคนอังกฤษหลังหักภาษีแล้วอยู่ที่ ราว 1.8 ล้านบาท ในขณะที่ชาวเดนมาร์กอยู่ที่ 1.9 ล้านบาท ชาวเนเธอร์แลนด์ 2 ล้านบาท และชาวไอริช 2.1 ล้านบาท
ผลสำรวจยังพบว่าราคาอาหารในประเทศอังกฤษแพงกว่าประเทศอื่นอย่างสเปนและฝรั่งเศส นอกจากนี้คนอังกฤษยังจ่ายค่าน้ำมันดีเซลเฉลี่ยลิตรละ 56.59 บาท ส่วนคนฝรั่งเศสจ่าย ในราคาลิตรละ 47.13 บาท นอกจากนี้ราคาน้ำมันไร้สารตะกั่ว ค่าไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ในประเทศอังกฤษก็สูงกว่าราคาเฉลี่ยของประเทศ ในยุโรป
คนอังกฤษดูจะเป็นคนทำงานหนักเพราะมีอายุเฉลี่ยของคนที่จะเกษียณอายุอยู่ สูงเป็นอันดับ 4 คือ 63.1 ปี และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่คนที่ทำงานจนเกือบจะถึงบั้นปลายของชีวิตคือชาวไอริช เนเธอร์แลนด์และสวีเดน คนอังกฤษมีอายุขัยที่สั้นกว่าคนฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สวีเดน และอิตาลี คือ 79.16 ปี และคนงานอังกฤษยังมีวันหยุดน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากเนเธอร์แลนด์ คือ มีเพียง 28 วัน
ตัวเลขที่ไม่น่าเชื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ คนอังกฤษมีการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและสุขภาพน้อยกว่าคนชาติอื่นยกเว้น ไอร์แลนด์และโปแลนด์ที่มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพน้อยกว่าคนอังกฤษ ส่วนการใช้จ่ายด้านการศึกษานั้นคนอังกฤษและคนไอร์แลนด์มีการใช้จ่ายเท่ากัน
"แม้ว่าผลสำรวจปีที่แล้วอังกฤษจะอยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก แต่เราก็ยังร่ำรวยเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในยุโรป แต่มาปีนี้เราทั้งแย่ทั้งจน เพราะตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่สูง และคงอีกนานกว่าที่พวกเราจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในขณะที่คนประเทศอื่นเขาทำงานเพื่อมีชีวิตอยู่ แต่คนอังกฤษกลับมีชีวิตอยู่เพื่อการทำงาน" แอนน์ โรบินสัน ผู้อำนวยการด้านนโยบายผู้บริโภคของเว็บไซต์ uSwitch กล่าว
เที่ยวงานเทศกาลว่าวนานาชาติเล่าตำนานหมู่บ้านกุหลาบ"เมืองเดียพ"
วันเสาร์ ที่ 09 ตุลาคม 2553
โดย : ทีมวาไรตี้ @เดลินิวส์
หากเอ่ยชื่อ กรุงปารีส หลายคนรู้จักดี ว่าเป็นเมืองแห่งแฟชั่นและสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังที่นักท่องเที่ยวจากทั่ว ทุกมุมโลกต่างลิสต์ไว้ในบัญชีสมองว่าจะต้องมาช้อปกันให้กระจายอย่างไม่มี พลาด อีก ทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหล ไปเยือนกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสกันอย่างไม่ขาดสาย...
ห่างออกไปจากรุงปารีสประมาณ 150 กิโลเมตร จะพบเมืองชายทะเลเมืองหนึ่งซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า เดียพ (Dieppe) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลชื่อฮัลบัตร์ ทางภาคตะวัน ตกของประเทศฝรั่งเศส ด้านมหาสมุทรแอตแลนติก โดย อยู่ในเขตการบริหารส่วนภูมิภาค ของ แคว้นนอร์มองดีย์ตอนบน เมืองเดียพเป็นหนึ่งในเมืองชายทะเลสำหรับตากอากาศแรกเริ่มของชาวฝรั่งเศส และเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง ด้านการประมงเกี่ยวกับหอย Saint-Jacques รวมทั้งเป็นหนึ่งในเมืองประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการยกพลขึ้นบกครั้ง แรกของฝ่ายพันธมิตรในปี ค.ศ. 1942 เพื่อประสงค์ที่จะปลดปล่อยฝรั่งเศสให้เป็นอิสระจากการครอบครองของเยอรมนีใน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่เมืองเดียพแห่งนี้เป็นสถานที่จัด งานเทศกาลว่าว นานาชาติ ซึ่งเป็นงานเทศกาลว่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากมีลานหญ้าติดชายทะเลที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและช่วงที่จัดงานเทศกาล ว่าวยังเป็นช่วงฤดูร้อนที่มีอากาศสดใสลมพัดเย็นสบาย ทำให้นักท่องเที่ยวหลงใหลแวะมาเที่ยวชมกันอย่างคับคั่งทุกครั้ง สำหรับ งานเทศกาลว่าวนานาชาติ ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 11-19 กันยายนที่ผ่านมา นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำคณะผู้บริหาร ททท. เดินทางไปร่วมงาน โดยปีนี้ ประเทศไทยได้รับคัดเลือกให้เป็น “ประเทศ เกียรติยศ” ด้วย จึงถือเป็นความภาค ภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ ส่วนภายในงานมีทีมว่าว จาก 40 ประเทศ ทั่วโลกเข้าร่วมและมีว่าวมาขึ้นประชันกันนับ 1,000 ตัว มีนักท่องเที่ยวเข้าชมงานกว่า 800,000 คน
เพ็ญสุดา ไพร อร่าม รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ทาง ททท. ได้นำคณะนักว่าวไทยจาก “Thai Kite Heritage Group” ซึ่งนำว่าวไทยชนิดต่าง ๆ เช่น ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ว่าวงู ไปแสดงและสาธิตการทำว่าวไทย นอกจากนี้ยังได้นำการแสดงนาฏศิลป์ไทยจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ได้แก่ การแสดงโขน รวมทั้งนาฏศิลป์ไทยชุดต่าง ๆ มาจัดแสดงด้วย ซึ่งชาวต่างชาติได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยจุดเด่นของเราจะเน้นที่ความสนุกสนานแต่ มีประโยชน์ต่อครอบครัวนักท่องเที่ยวจึงคิดไอเดียทำว่าวงู จำนวน 1,000 ตัวแจกพร้อมสาธิตการเล่นให้นักท่องเที่ยวชมด้วย ทำให้บูธของประเทศไทยยิ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก รู้สึกภูมิใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักว่าวไทยมากขึ้น
หลังจากร่วมงานเทศกาล ว่าวแล้ว คณะเราไม่รอช้ารีบ ออกสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวภายในเมืองเดียพ ตามคำบอกเล่าของผู้ที่เคยมาเยือนในปีก่อน ๆ ว่าในเมืองเดียพมีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอยู่ติดชายทะเลอยู่ใกล้ปารีสมากที่สุดชื่อหมู่บ้าน “เวลเลส์ โรสส์” หรือเรียกกันว่า “หมู่บ้านดอกกุหลาบ” เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีประชากรเพียง 600 คน ตั้งอยู่บนแม่น้ำเวลเลส์ (ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำสายที่สั้น ที่สุดของประเทศฝรั่งเศส มีความยาว 1,194 เมตร โดยเป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 แต่สวยที่สุด ของแคว้นนอร์มองดีย์ โดยชาวบ้านจะปลูกบ้านอยู่สองข้างฝั่งลำธาร ที่สำคัญเมือง เวลเลส์-โรสส์ นี้เป็นเมืองติดทะเล มีลำธารน้ำใสไหลผ่านกลางหมู่บ้าน แล้วก็จะไหลลงทะเลที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 1 กิโลเมตร
“เล่ากันว่าสมัยก่อนหญิงสาวของหมู่บ้านจะนำเสื้อผ้าออกมาซักผ้าที่ลำธารน้ำ ใสแห่งนี้เพราะว่าน้ำสะอาดมาก ๆ ซึ่งตรงฝั่งจะมีทางเดินเล็ก ๆ สำหรับไว้ซักผ้า แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีการซักผ้าแล้ว เพราะว่ามีการนำปลามาปล่อยให้ผสมพันธุ์กัน เราจึงเห็นปลาตัวเล็กใหญ่แหวกว่ายไปมาแทนหญิงสาวนั่งซักผ้า”
นอกจากแม่น้ำสายนี้จะเป็นจุดเด่นน่าสนใจแล้ว ที่ตัวอาคารบ้านเรือนก็ยังเป็นสไตล์นอร์มองดีย์ดั้งเดิมที่ดูแล้วสบายตา เพราะแต่ละบ้านจะมีการปลูกดอกไม้เยอะแยะเต็มไปหมด โดยมีรางวัลรับประกันความงามของหมู่บ้านด้วย นั่นคือรางวัลระดับ 2 ดอก (ไม้) ซึ่งในฝรั่งเศส หมู่บ้านต่าง ๆ จะมีการประกวดความงามของหมู่บ้านที่ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง และจะได้รับสัญลักษณ์ดอกไม้ 1, 2 หรือ 3 ดอกตามความสวยงาม โดยเฉพาะดอกกุหลาบทางอำเภอสนับสนุนให้ทุก ๆ บ้าน ปลูก หากใครอยากปลูกดอกกุหลาบให้ซื้อไปปลูกแล้วทางอำเภอจะคืนเงินให้ทุกคน
พอเดินออกจากหมู่บ้าน เดินข้ามถนนมา เราก็จะเจอชายหาด แต่น่าแปลกเพราะตรงหาดแถว ๆ นอร์มองดีย์จะเป็นหาดก้อนหินล้วน ๆ เลย ถ้าใครจะเล่นทรายต้องรอให้น้ำลงเยอะ ๆ จึงจะเห็นทราย อุ๊ย...ใกล้ทะเลตรงนี้ลมพัดแรงมาก ๆ หนาวจนตัวสั่นทำให้ยืนอยู่ได้ไม่นาน พอดีกับได้เวลาท้องร้องต้องหาร้านอาหารนั่งรับประทานเพื่อเพิ่มพลังกันเสีย หน่อยแล้ว แต่ร้านอาหารที่นี่เต็มหมดทุกร้าน หากใครไม่ได้จองไว้จะไม่ได้นั่งรับประทานอาหารริมทะเลคลุกเคล้าบรรยากาศดี ๆ โดยอาหารที่เมืองเดียพนี้มีอาหารทะเลสด ๆ ให้เลือกรับประทาน มากมายเพราะเป็นเมืองท่าเรือหรือเรียกกันว่าเมือง 4 ท่า เพราะมีท่าเรือมากที่สุดในประเทศฝรั่งเศส และยังมีท่าเรือข้ามไปยังเมือง Newhaven ในประเทศอังกฤษด้วย
หลังจากกินอิ่มนอนหลับ กันแล้ว คณะเราไม่ลืมที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ “เลอ ชาโต- มูเซ” ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ที่ถูกสร้างในยุคกลางศตวรรษ ที่ 15 บนหน้าผาฝั่งตะวันตกของเมือง เพื่อเป็นป้อมสำหรับ ระแวดระวังการบุกรุกชายฝั่ง ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทะเล และของมีค่าในสมัยศตวรรษที่ 17-18 เช่น งาช้างแกะสลัก พัดทำจากผ้าลูกไม้ต่าง ๆ เป็นฝีมือของช่างเมืองเดียพ ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวเมืองเดียพได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ด้านบนยังเป็นจุดชมวิวของเมืองที่เราสามารถมองเห็นเมืองเดียพได้ ทั้งเมืองอีกด้วย

เมืองเดียพ ถึงแม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กรุงปารีสแต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากใครมาเยือนปารีสแล้วก็อย่าลืมแวะมาพักผ่อนตากอากาศที่เมืองเดียพเพื่อ ชาร์จพลังก่อนกลับไปชอปปิงกันต่อ ก็แล้วกัน เชื่อว่าใครที่ได้มาสูดอากาศที่เมืองเดียพแล้วคงจะหลงเสน่ห์อยากกลับมาเยือน กันใหม่อีกครั้งเป็นแน่...
"สีสันรายทาง"
การเดินทาง โดยสารเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่กรุงปารีสโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง จากนั้นโดยสารรถยนต์โดยใช้เส้นทางหลวง A13 ต่อไปยังเมืองเดียพ ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง หากใครมีเวลาเหลืออย่าลืมแวะเที่ยวชม “บ้านโมเนต์” (Monet's House) ซึ่งโมเนต์เป็นศิลปินวาดภาพของฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงมาก ภายในบ้านมีผลงานการวาดภาพมากมายรวมทั้งการจัดตกแต่งบ้านในสไตล์ศิลปิน (แต่น่าเสียดายห้ามถ่ายภาพ) ด้านนอกมีสวนดอกไม้หลากสีสันที่จัดแยกไว้เป็นสี ๆ อย่างสวยงาม ซึ่งบ้านโมเนต์นี้ ตั้งอยู่ระหว่างทางจากเมืองเดียพไปกรุงปารีส สำหรับในกรุงปารีสระหว่างรอขึ้นเครื่องหากใครมีเวลาเหลืออย่าพลาดไปถ่ายรูป หอไอเฟลเก็บไว้เป็นที่ระลึกเพราะเป็นสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสเชียว
ของฝากและร้านอาหาร ของฝากโดนใจ เช่น น้ำหอมแบรนด์ต่าง ๆ พวงกุญแจหรือของประดับรูปหอไอเฟล ส่วนใครที่อยู่ฝรั่งเศสนาน ๆ คิดถึงอาหารไทย สามารถหารับประทานได้ที่ “ร้านอาหารบ้านไทย” เลขที่ 13-15 ถนนเดอ ลา แฟร์รอนเนอรี เพรอมิเยอร์ ปารีส เขต 1 ที่เปิดมานานกว่า 10 ปี มีอาหารให้เลือกทั้งแบบบุปเฟ่ต์และอาหารตามสั่ง เมนูยอดฮิตที่ถูกคอนักท่องเที่ยวได้แก่ ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงเขียวหวาน และต้มข่าไก่
โดย : ทีมวาไรตี้ @เดลินิวส์
หากเอ่ยชื่อ กรุงปารีส หลายคนรู้จักดี ว่าเป็นเมืองแห่งแฟชั่นและสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังที่นักท่องเที่ยวจากทั่ว ทุกมุมโลกต่างลิสต์ไว้ในบัญชีสมองว่าจะต้องมาช้อปกันให้กระจายอย่างไม่มี พลาด อีก ทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหล ไปเยือนกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสกันอย่างไม่ขาดสาย...
ห่างออกไปจากรุงปารีสประมาณ 150 กิโลเมตร จะพบเมืองชายทะเลเมืองหนึ่งซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า เดียพ (Dieppe) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลชื่อฮัลบัตร์ ทางภาคตะวัน ตกของประเทศฝรั่งเศส ด้านมหาสมุทรแอตแลนติก โดย อยู่ในเขตการบริหารส่วนภูมิภาค ของ แคว้นนอร์มองดีย์ตอนบน เมืองเดียพเป็นหนึ่งในเมืองชายทะเลสำหรับตากอากาศแรกเริ่มของชาวฝรั่งเศส และเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง ด้านการประมงเกี่ยวกับหอย Saint-Jacques รวมทั้งเป็นหนึ่งในเมืองประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการยกพลขึ้นบกครั้ง แรกของฝ่ายพันธมิตรในปี ค.ศ. 1942 เพื่อประสงค์ที่จะปลดปล่อยฝรั่งเศสให้เป็นอิสระจากการครอบครองของเยอรมนีใน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
เพ็ญสุดา ไพร อร่าม รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ทาง ททท. ได้นำคณะนักว่าวไทยจาก “Thai Kite Heritage Group” ซึ่งนำว่าวไทยชนิดต่าง ๆ เช่น ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ว่าวงู ไปแสดงและสาธิตการทำว่าวไทย นอกจากนี้ยังได้นำการแสดงนาฏศิลป์ไทยจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ได้แก่ การแสดงโขน รวมทั้งนาฏศิลป์ไทยชุดต่าง ๆ มาจัดแสดงด้วย ซึ่งชาวต่างชาติได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยจุดเด่นของเราจะเน้นที่ความสนุกสนานแต่ มีประโยชน์ต่อครอบครัวนักท่องเที่ยวจึงคิดไอเดียทำว่าวงู จำนวน 1,000 ตัวแจกพร้อมสาธิตการเล่นให้นักท่องเที่ยวชมด้วย ทำให้บูธของประเทศไทยยิ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก รู้สึกภูมิใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักว่าวไทยมากขึ้น
หลังจากร่วมงานเทศกาล ว่าวแล้ว คณะเราไม่รอช้ารีบ ออกสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวภายในเมืองเดียพ ตามคำบอกเล่าของผู้ที่เคยมาเยือนในปีก่อน ๆ ว่าในเมืองเดียพมีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอยู่ติดชายทะเลอยู่ใกล้ปารีสมากที่สุดชื่อหมู่บ้าน “เวลเลส์ โรสส์” หรือเรียกกันว่า “หมู่บ้านดอกกุหลาบ” เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีประชากรเพียง 600 คน ตั้งอยู่บนแม่น้ำเวลเลส์ (ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำสายที่สั้น ที่สุดของประเทศฝรั่งเศส มีความยาว 1,194 เมตร โดยเป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 แต่สวยที่สุด ของแคว้นนอร์มองดีย์ โดยชาวบ้านจะปลูกบ้านอยู่สองข้างฝั่งลำธาร ที่สำคัญเมือง เวลเลส์-โรสส์ นี้เป็นเมืองติดทะเล มีลำธารน้ำใสไหลผ่านกลางหมู่บ้าน แล้วก็จะไหลลงทะเลที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 1 กิโลเมตร
“เล่ากันว่าสมัยก่อนหญิงสาวของหมู่บ้านจะนำเสื้อผ้าออกมาซักผ้าที่ลำธารน้ำ ใสแห่งนี้เพราะว่าน้ำสะอาดมาก ๆ ซึ่งตรงฝั่งจะมีทางเดินเล็ก ๆ สำหรับไว้ซักผ้า แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีการซักผ้าแล้ว เพราะว่ามีการนำปลามาปล่อยให้ผสมพันธุ์กัน เราจึงเห็นปลาตัวเล็กใหญ่แหวกว่ายไปมาแทนหญิงสาวนั่งซักผ้า”
นอกจากแม่น้ำสายนี้จะเป็นจุดเด่นน่าสนใจแล้ว ที่ตัวอาคารบ้านเรือนก็ยังเป็นสไตล์นอร์มองดีย์ดั้งเดิมที่ดูแล้วสบายตา เพราะแต่ละบ้านจะมีการปลูกดอกไม้เยอะแยะเต็มไปหมด โดยมีรางวัลรับประกันความงามของหมู่บ้านด้วย นั่นคือรางวัลระดับ 2 ดอก (ไม้) ซึ่งในฝรั่งเศส หมู่บ้านต่าง ๆ จะมีการประกวดความงามของหมู่บ้านที่ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง และจะได้รับสัญลักษณ์ดอกไม้ 1, 2 หรือ 3 ดอกตามความสวยงาม โดยเฉพาะดอกกุหลาบทางอำเภอสนับสนุนให้ทุก ๆ บ้าน ปลูก หากใครอยากปลูกดอกกุหลาบให้ซื้อไปปลูกแล้วทางอำเภอจะคืนเงินให้ทุกคน
พอเดินออกจากหมู่บ้าน เดินข้ามถนนมา เราก็จะเจอชายหาด แต่น่าแปลกเพราะตรงหาดแถว ๆ นอร์มองดีย์จะเป็นหาดก้อนหินล้วน ๆ เลย ถ้าใครจะเล่นทรายต้องรอให้น้ำลงเยอะ ๆ จึงจะเห็นทราย อุ๊ย...ใกล้ทะเลตรงนี้ลมพัดแรงมาก ๆ หนาวจนตัวสั่นทำให้ยืนอยู่ได้ไม่นาน พอดีกับได้เวลาท้องร้องต้องหาร้านอาหารนั่งรับประทานเพื่อเพิ่มพลังกันเสีย หน่อยแล้ว แต่ร้านอาหารที่นี่เต็มหมดทุกร้าน หากใครไม่ได้จองไว้จะไม่ได้นั่งรับประทานอาหารริมทะเลคลุกเคล้าบรรยากาศดี ๆ โดยอาหารที่เมืองเดียพนี้มีอาหารทะเลสด ๆ ให้เลือกรับประทาน มากมายเพราะเป็นเมืองท่าเรือหรือเรียกกันว่าเมือง 4 ท่า เพราะมีท่าเรือมากที่สุดในประเทศฝรั่งเศส และยังมีท่าเรือข้ามไปยังเมือง Newhaven ในประเทศอังกฤษด้วย
หลังจากกินอิ่มนอนหลับ กันแล้ว คณะเราไม่ลืมที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ “เลอ ชาโต- มูเซ” ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ที่ถูกสร้างในยุคกลางศตวรรษ ที่ 15 บนหน้าผาฝั่งตะวันตกของเมือง เพื่อเป็นป้อมสำหรับ ระแวดระวังการบุกรุกชายฝั่ง ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทะเล และของมีค่าในสมัยศตวรรษที่ 17-18 เช่น งาช้างแกะสลัก พัดทำจากผ้าลูกไม้ต่าง ๆ เป็นฝีมือของช่างเมืองเดียพ ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวเมืองเดียพได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ด้านบนยังเป็นจุดชมวิวของเมืองที่เราสามารถมองเห็นเมืองเดียพได้ ทั้งเมืองอีกด้วย

เมืองเดียพ ถึงแม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กรุงปารีสแต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากใครมาเยือนปารีสแล้วก็อย่าลืมแวะมาพักผ่อนตากอากาศที่เมืองเดียพเพื่อ ชาร์จพลังก่อนกลับไปชอปปิงกันต่อ ก็แล้วกัน เชื่อว่าใครที่ได้มาสูดอากาศที่เมืองเดียพแล้วคงจะหลงเสน่ห์อยากกลับมาเยือน กันใหม่อีกครั้งเป็นแน่...
"สีสันรายทาง"
การเดินทาง โดยสารเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่กรุงปารีสโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง จากนั้นโดยสารรถยนต์โดยใช้เส้นทางหลวง A13 ต่อไปยังเมืองเดียพ ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง หากใครมีเวลาเหลืออย่าลืมแวะเที่ยวชม “บ้านโมเนต์” (Monet's House) ซึ่งโมเนต์เป็นศิลปินวาดภาพของฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงมาก ภายในบ้านมีผลงานการวาดภาพมากมายรวมทั้งการจัดตกแต่งบ้านในสไตล์ศิลปิน (แต่น่าเสียดายห้ามถ่ายภาพ) ด้านนอกมีสวนดอกไม้หลากสีสันที่จัดแยกไว้เป็นสี ๆ อย่างสวยงาม ซึ่งบ้านโมเนต์นี้ ตั้งอยู่ระหว่างทางจากเมืองเดียพไปกรุงปารีส สำหรับในกรุงปารีสระหว่างรอขึ้นเครื่องหากใครมีเวลาเหลืออย่าพลาดไปถ่ายรูป หอไอเฟลเก็บไว้เป็นที่ระลึกเพราะเป็นสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสเชียว
ของฝากและร้านอาหาร ของฝากโดนใจ เช่น น้ำหอมแบรนด์ต่าง ๆ พวงกุญแจหรือของประดับรูปหอไอเฟล ส่วนใครที่อยู่ฝรั่งเศสนาน ๆ คิดถึงอาหารไทย สามารถหารับประทานได้ที่ “ร้านอาหารบ้านไทย” เลขที่ 13-15 ถนนเดอ ลา แฟร์รอนเนอรี เพรอมิเยอร์ ปารีส เขต 1 ที่เปิดมานานกว่า 10 ปี มีอาหารให้เลือกทั้งแบบบุปเฟ่ต์และอาหารตามสั่ง เมนูยอดฮิตที่ถูกคอนักท่องเที่ยวได้แก่ ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงเขียวหวาน และต้มข่าไก่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



