หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

"เบอร์มิวดา" สามเหลี่ยมปริศนา

ความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิว ดา ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องหา คำตอบ เรือหลายลำต้องอับปางและสาบสูญไปตลอดกาล เครื่องบินที่บินผ่านน่านฟ้าในแถบนั้นจู่ ๆ ก็หายไปจากจอเรดาร์ สามเหลี่ยมนี้มีจุดยอดอยู่ที่เปอร์โตริโก ไมอามี และเบอร์มิวดา

ด้วยอุปกรณ์สมัยใหม่อย่างโซนาร์แบบกวาดด้านข้าง และการสำรวจด้วยดาวเทียม แผนที่สามมิติกำลังถูกสร้างขึ้น และทำให้เราสามารถสืบค้นสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาจากก้นทะเล ใต้ท้องทะเลที่อยู่รอบ ๆ เบอร์มิวดาดูเหมือนภูเขาไฟสงบสูงเท่ากับภูเขาเซนต์เฮเลนก่อนการระเบิดในปี ค.ศ. 1980 มันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว จากจุดเหนือสุดของสามเหลี่ยมลงมาทางใต้และข้ามที่ราบเวิ้งว้างที่กว้างเท่า กับรัฐอลาสกา ปกคลุมไปด้วยเลนและตะกอน

เหวมหาสมุทรที่ลึกกว่า 8 กิโลเมตร นี่คือศูนย์กลางแผ่นดินไหวของสามเหลี่ยมแห่งนี้ ใต้สุดของสามเหลี่ยมคือเปอร์โตริโก เรือหรือเครื่องบินใด ๆ ก็ตามที่จมลงในบริเวณนี้จะไม่มีทางหาเจอ ทางด้านตะวันตกตามแนวหมู่เกาะแคริบเบียน ที่ตั้งตระหง่านเหมือนที่ราบสูงทางตะวันตกเฉียงใต้ก็คือหน้าผาเบลค หน้าผาสูงชันที่สุดในสามเหลี่ยมแห่งนี้ มันสูงเกือบ 20 เท่าของตึกเอ็มไพร์สเตท และเป็นไหล่ทวีป ทรายที่ค่อย ๆ ลาดลงเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรถูกแบ่งครึ่งด้วยกระแสน้ำกัลฟ์สตรีมที่ไหล เชี่ยว

ไม่นานมานี้ซากอับปางของเรือปริศนาลำหนึ่งถูกค้นพบห่างจากไมอามีเพียง 320 กิโลเมตร โซนาร์บ่งบอกว่ามันอาจมีขนาดเทียบเคียงกับเรือยูเอสเอส ไซคลอปส์ หนึ่งในการหายไปที่ดังที่สุด ซากอับปางนี้อยู่ลึกราว 300 ฟุต นักดำน้ำวัดขนาดและค้นหาเครื่องหมาย ต่าง ๆ จนพบแร่โลหะหลอมละลายซึ่งบ่งบอกว่าเคยมีไฟไหม้อย่างรุนแรง และปืนดาดฟ้าเรือแบบกระบอกเดี่ยวซึ่งติดตั้งอยู่ที่ท้ายเรือ

ปืนที่พบนี้เองเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่านี่ไม่ใช่ไซคลอปส์อย่างที่คิดไว้ แต่มันอาจเป็นเรือ อุมตาตา เรือสินค้าอังกฤษสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตกเป็นเหยื่อเรืออูของเยอรมนีที่นอกชายฝั่งไมอามีในปี ค.ศ. 1942 และเป็นที่ทราบกันว่าเรือลำนี้กำลังบรรทุกแร่โลหะช่วงเวลาที่มันจมหายไป แต่เรืออุมตาตาถูกยิงจมห่างจากจุดนี้หลายร้อยกิโลเมตร แล้วซากอับปางนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

ความลับอย่างหนึ่งของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา นั่นคืออสูรร้ายของทะเลซึ่งรู้จักกันในนาม “กระแสน้ำกัลฟ์สตรีม” วังน้ำวนมหึมาซึ่งไหลวนทั่วทั้งมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและไหลเร็วที่สุด คือหนึ่งในพลังธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด จึงเป็นไปได้ว่าก่อนที่เรืออุมตาตาจะจมลงใต้คลื่นกระแสน้ำกัลฟ์สตรีมที่ไหล เชี่ยวได้ลากเรือหนัก 8,000 ตัน ลำนี้ไป 320 กิโลเมตร ก่อนที่จะปล่อยให้มันจมลงสู่ก้นทะเลในสามเหลี่ยม เบอร์มิวดา

ตำแหน่งสุดท้ายของเรือ 250 ลำ ที่หายไปในสามเหลี่ยมแห่งนี้ เกือบหนึ่งในสามอยู่ในเส้นทางของกัลฟ์สตรีม พลังนี้ทำให้อุบัติเหตุกลายเป็นปริศนาโดยการเคลื่อนย้ายซากอับปางไปก่อนที่ จะมีคนหาเจอ และหลอกให้เชื่อว่าสามเหลี่ยมนี้เป็นของจริง แต่มันก็ยังไม่สามารถอธิบายการหายไป ทั้งหมดได้

พลังอย่างหนึ่งที่ทั้งเร็วและรุนแรงพอ ที่จะทำลายเรือก่อนที่คนบนเรือจะทำอะไรได้ ก็คือคลื่นยักษ์ คลื่นที่ใหญ่กว่าคลื่นทั่วไปถึงสิบเท่า และโผล่มาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและลากเรือจมลงไปภายในชั่วอึดใจ ในปี ค.ศ. 1984 เรือที่มีเสากระโดงสามต้นชื่อมาร์เกซ กำลังแล่นออก จากเบอร์มิวดาแล้วก็โดนซัดด้วยคลื่นแปลกประหลาดที่แรงและใหญ่จนเหลือเชื่อ ภายใน 45 วินาที เรือขนาด 120 ฟุต และลูกเรือ 19 จาก 28 คน ก็จมหายไป

แต่คลื่นยักษ์ก็ไม่อาจไขปริศนาทั้งหมดได้ เพราะไม่สามารถอธิบายได้ว่าเครื่องบิน 150 ลำ หายไปได้อย่างไร คำถามนี้หลอกหลอนผู้สืบหาความจริงมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดตอร์ปิโดของกองทัพเรือ 5 ลำ พร้อมกับเครื่องบินที่ไปช่วยเหลือหายไป

ภารกิจของพวกเขาคือบินตรงไปทางตะวันออก 198 กิโลเมตร ทิ้งตอร์ปิโดจำลอง แล้วก็กลับบ้าน ระยะเวลาการบินทั้งหมดควรจะเกิน 2 ชั่วโมงเพียงเล็กน้อย และน่าจะกลับมาถึงก่อนมืดไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง แต่พวกเขาไม่ได้กลับมา ไม่มีใครรอดชีวิต ไม่มีพยานเห็นเหตุ การณ์ แต่บันทึกการถอดเทปวิทยุสื่อสารยัง สับสน เที่ยวบินนี้บินซิกแซ็กไปทั่วมหาสมุทรเพราะอุปกรณ์นำทางล้มเหลว

ฐานที่ฟอร์ทลอเดอร์เดลบังเอิญได้ยินการติดต่อวิทยุ นักบินอีกคนหนึ่งบอกว่าครูการบิน เรือโทซีซี เทย์เลอร์ พาพวกเขาออกนอกเส้นทาง 1 ชั่วโมงหลังจากที่เข้าใจว่าเที่ยวบินที่ 19 ตก เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส โซโล มอนส์รายงานการจับภาพเรดาร์นอกชายฝั่งรัฐฟลอริดา หลังจากนั้น 60 นาที สถานีเรดาร์ก็ตรวจพบเที่ยวบินนิรนามเหนือแผ่นดิน ไม่เคยมีการระบุตัวตนของเครื่องบินกลุ่มนั้น และดูเหมือนเที่ยวบินนี้จะยังคงบินต่อไปทางตะวันตกแล้วจึงตก ตรงกันข้ามกับรายงานของกองทัพเรือ ไม่ใช่ตกในทะเล แต่ตกในหนองบึงทางใต้ของจอร์เจีย

อาจไม่มีใครรอดจากเที่ยวบินที่ 19 และกลับมาไขปริศนาว่าตกลงแล้วเป็นเพราะอะไร แต่เที่ยวบินที่ประสบเหตุในบริเวณเดียวกันหลังจากนั้นเกือบ 25 ปี กลับให้ข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจ บรูซ เกอร์นอน นักบินผู้มีประสบการณ์ ยืนยันว่าเขารอดชีวิตมาจากการเผชิญหน้ากับสามเหลี่ยมนี้อย่างแปลกประหลาด เมื่อเขาและผู้โดยสาร 2 คนกำลังบินกลับจากบาฮามาสไปยังฟลอริดาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1970

ไม่นานสภาพอากาศ หมอกบาง ๆ ก็เปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด ห่างจากไมอามี 160 กิโลเมตร พายุฝนเกรี้ยวกราดก่อตัวขึ้นเหนือกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม ทำให้เกอร์นอนต้องบินอ้อมพายุ แต่พายุฝนฟ้าคะนองล้อมกรอบเขา เขาพยายามหนีไปหาท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง และเจอช่องว่างเล็ก ๆ ตรงหน้าซึ่งดูเหมือนอุโมงค์ พอเกอร์นอนเข้าไปในอุโมงค์ในพายุฝนฟ้าคะนอง เมฆก็เริ่มหมุนวนรอบ ๆ เครื่องบิน

ประสบการณ์บิน 15 ปีคือผู้ช่วยที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น ในที่สุดเกอร์นอนก็ฝ่าออกไปถึงท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งและปลอดภัย แต่มีบาง อย่างผิดปกติ จะเพราะอะไรก็ไม่ทราบได้แต่ตอนนั้นเขาอยู่เหนือเมืองไมอามีแล้ว หมายความว่าเขาเดินทาง 160 กิโลเมตรภายใน 3 นาที หรือ 3,186 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

จิบกาแฟ..ช้าช้า ที่โตเกียว

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



“คาเฟ่ สโลว์” (Cafe Slow) ร้านกาแฟที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดและเย็นยะเยือกกลางกรุงโตเกียว

กรุงโตเกียว ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่ผู้คนไม่เคยหลับใหลแห่งศตวรรษที่ 21 จึงมีคนญี่ปุ่นหลายคนคาดหวังว่าเมืองหลวงของพวกเขาจะกลายเป็นศูนย์กลางสำ หรับไลฟ์สไตล์ที่เป็นทางเลือกแบบใหม่ที่อุดมไปด้วยอาหารออร์แกนิกส์ ระบบการค้าขายที่ยุติธรรมและหลักการใช้ชีวิตที่กลมกลืนกับโลก


นั่นจึงเป็นที่มาของ “คาเฟ่ สโลว์” (Cafe Slow) ร้านกาแฟที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดและเย็นยะเยือกกลางกรุงโตเกียวของ อัตสุชิ โยชิโอกะ ซึ่งรู้สึกสงสารมนุษย์เงินเดือนชาวแดนอาทิตย์อุทัยนับล้านคนที่ต้องเบียด เสียดกันในรถไฟใต้ดินระหว่างเดินทางไปทำงานเพราะเขาก็เคยเป็นหนึ่งในคนเหล่า นั้น
“ผมเคยเป็นคนที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบเป็นเวลานาน ผมเคยย้ายที่อยู่ประมาณ 20 ครั้ง เพราะผมต้องการที่ที่ใหญ่และสะดวกสบายขึ้นอยู่ตลอดเวลา ผมมีรายได้มากขึ้นแต่ก็ใช้หมดไปในเวลาอันรวดเร็ว” เขากล่าว


ชายวัย 63 ปีคนนี้เคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมของยูเนสโกถึง 30 ปี หลังจากที่เขาออกจากงานเขาก็ไม่เคยใส่สูทผูกเนกไทหรือต้องไปเบียดเสียดเป็น ปลากระป๋องในรถไฟในช่วงเวลาเร่งรีบอีกเลย

อัตสุชิเป็นสมาชิกของสโมสรความเชื่องช้าแห่งโตเกียว (Tokyo Sloth Club) ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 หลังจากเศรษฐกิจฟองสบู่ของญี่ปุ่นแตกเกือบ 10 ปี ซึ่งตอนนั้นประเทศเกิดภาวะความซบเซาทางเศรษฐกิจ


นาโอโกะ บาบะ ผู้อำนวยการทั่วไปของสโมสรความเชื่องช้าแห่งโตเกียวเล่าว่า สโมสรนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อนำเสนอวิถีการดำเนินชีวิตแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ แม้ว่าความเชื่องช้าอาจจะมีภาพลักษณ์ของพวกอยู่ในป่าหรือหลังเขา แต่พวกเขาก็สามารถอยู่รอดมาได้


“คนเหล่านั้นอาศัยอยู่บนต้นไม้และกินใบไม้เป็นอาหารในขณะเดียวกันพวกเขา ก็ดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ด้วย ถือเป็นระบบนิเวศวิทยาที่ชาญฉลาดมาก คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งถึงจะอยู่รอดได้ วิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขาช่วยชี้ทางให้เราหาวิธีแก้ปัญหามากมายที่สังคม กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้” นาโอโกะกล่าว

ด้วยแรงบันดาลใจจากปรัชญาการใช้ชีวิตแบบสโลว์ ไลฟ์ หรือ "เนิบช้า" อัตสุชิจึงริเริ่ม “ค่ำคืนแห่งกาแฟในความมืด” ทุกสัปดาห์เมื่อ 9 ปีก่อนที่ร้านกาแฟแห่ง นี้เพื่อให้คนเข้ามานั่งพูดคุยและผ่อนคลายในร้านที่มีบรรยากาศอบอุ่นและ เคล้าคลอด้วยเสียงดนตรีจากเปียโน ร้านนี้ตกแต่งแบบเรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์ในร้านทำจากไม้เก่า ไม่ใช้ไฟฟ้า มีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากเทียนขี้ผึ้ง


“อารยธรรมของพวกเราพยายามที่จะเปิดไฟทั่วเมืองเพื่อขจัดความมืด แต่ช้าก่อน เมื่อคุณนั่งอยู่ในความมืด คุณจะรู้สึกถึงความเงียบสงบและเยือกเย็นในยามค่ำคืน หรือชื่นชมกับแสงตะวันในเวลากลางวัน และเปิดตัวเองให้กับการสื่อสาร” อัตสุชิกล่าว

รายการอาหารของ “คาเฟ่ สโลว์” มีแต่อาหารท้องถิ่นและออร์แกนิกส์ที่ทุกขั้นตอนของการผลิตจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงรวมถึงผลิตภัณฑ์นำเข้าที่ซื้อขายผ่านระบบการค้าที่เป็นธรรมที่ ช่วยคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศที่กำลังพัฒนาจากระบบการค้าของเอกชนรายใหญ่ที่ มุ่งหาแต่ผลประโยชน์ อัตสุชิยังพยายามพึ่งพาผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากน้ำมันและพลังงานนิวเคลียร์ให้ น้อยที่สุดด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้


อัตสุชิบอกว่า เหตุการณ์สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นการเกิด การแต่งงานและการตายถูกจัดการโดยภาคธุรกิจ เช่น โรงแรมขนาดใหญ่และโรงพยาบาลซึ่งไม่ใช่ชุมชนท้องถิ่นเหมือนเมื่อก่อน เขาจึงต้องการให้ผู้คนกลับไปใช้ชีวิตแบบช้าๆ


ไอเดียในการก่อกำเนิดร้านกาแฟใน ความมืดเกิดขึ้นหลังจากที่จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นปฏิเสธไม่ยอมรับพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) หรือสนธิสัญญาหรือข้อตกลงอันเป็นผลจากการเจรจาภายใต้กรอบของอนุสัญญาสหประชา ชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ร่างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับภาวะโลก ร้อนที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์


หลังจากนั้นองค์กรหลายแห่งทั่วโลกต่างก็ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวรณรงค์ต่อ ต้านโลกร้อน เช่น กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wildlife Fund: WWF) ที่เริ่มโครงการ "Earth Hour" ในปี 2550 ด้วยการรณรงค์ให้ปิดไฟบนตึกในเมืองทั่วโลกเป็นเวลา 60 นาที


ด้วยไอเดียแปลกใหม่ของ “คาเฟ่ สโลว์” คนญี่ปุ่นจำนวนมากจึงเดินตามรอยสโลว์ ไลฟ์ กันมากขึ้น เช่น ชาวนารุ่นใหม่ที่ทำเกษตรอินทรีย์ก็เริ่มที่จะไม่ใช้บริการของผู้ค้าปลีก อาหารรายใหญ่ ผู้คนเริ่มหันมาปลูกผักบนสวนลอยฟ้าหรือบนดาดฟ้าของบ้านในช่วงวันหยุด

 
ตอนเปิดร้านใหม่ๆ ผู้คนพากันหัวเราะเยาะอัตสุชิและเรียกเขาว่าคนขี้เกียจหรือพวกเลี่ยงงาน แต่ตอนนี้เขาเห็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะคุณแม่ยังสาวพาลูกน้อยมานั่งผ่อนคลายที่ร้าน ซึ่งเขาคิดว่ามีคนจำนวนมากชื่นชอบไลฟ์สไตล์แบบนี้


“การมานั่งที่ร้านนี้ ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและสบาย ฉันไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “slow” หรอก ฉันเพียงแค่อยากรู้สึกใกล้ชิดกับพลังของธรรมชาติที่แท้จริง” นามิโกะ โอคุโบะ คุณแม่วัย 32 ปีที่มากับลูกน้อยวัย 1 ขวบกล่าว

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สตอกโฮล์มกับสถานีรถไฟใต้ดินสายศิลปกรรม









ระบบ ขนส่งมวลชนที่ได้รับความนิยมที่สุดของบรรดามหานครต่างๆ เห็นจะหนีไม่พ้นระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟใต้ดิน ที่สามารถขนส่งผู้ใช้บริการได้คราวละหลายร้อยคน และยังสามารถกำหนดเวลาในการเดินทางได้อย่างใกล้เคียงกับความเป็นจริง

ระหว่างการเดินทางที่รีบ ด่วนและวุ่นวาย บรรดาผู้โดยสารมักได้รับความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ จากภาพโฆษณาต่างๆ ที่เรียงรายไปตามผนังของแต่ละสถานี จนการประชาสัมพันธ์เรื่องของสินค้าต่างๆ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งสถานีเหล่านี้อย่างแยกไม่ออก

แต่ในกรุงสตอกโฮล์ม เมืองหลวงของประเทศสวีเดน กลับไม่มีการโฆษณาที่ดูรกสายตาเช่นดังในเมืองอื่นๆ เพราะสถานีรถไฟใต้ดินของสตอกโฮล์มได้รับการยกย่องว่าเป็น “The longest art gallery in the world” และ การเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในเมืองหลวงแห่งนี้ กลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกคนที่ไปยังที่นี่ ต้องยอมซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน เพื่อเดินทางจากสถานีต้นทางไปจนสุดสถานีปลายทาง ให้ครบทุกสายและครบทุกสถานีเสียด้วย

แต่ละสถานีจะถูกตกแต่งด้วย งานอาร์ตลักษณะเฉพาะตัว ไม่ซ้ำกันเลยแม้แต่สถานีเดียว โดยมีการนำเอางานศิลปะต่างๆ ที่ถูกออกแบบโดยศิลปินและจิตรกรชาวสวีดิช มาใช้ตกแต่งแต่ละสถานี จนมีความแปลกแตกต่างกันออกไป กลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้ใช้บริการ ให้รู้จักงานต่างๆของศิลปินแต่ละคน และผู้ใช้บริการจะซึมซับความเข้าใจในงานศิลปะเหล่านี้ทุกครั้ง ที่ใช้บริการรถไฟใต้ดิน เท่ากับเป็นการให้ความรู้เรื่องศิลป์ทางอ้อมแก่ประชาชนทุกเพศทุกวัย

บางสถานีมีการปล่อยให้ก้อน หินต่างๆที่ฝังอยู่ในบริเวณนั้น กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่ง โดยไม่มีการขุดทำลายทิ้ง เพราะผู้ออกแบบให้เกียรติหินแต่ละก้อนว่าเป็นผู้ที่อยู่มาก่อน ซ้ำยังนำเอาการตกแต่งอื่นๆมาช่วยเชิดชูให้วัสดุเหล่านั้นดูมีค่ายิ่งขึ้น กลายเป็นงานศิลปะที่ไม่ต้องมีการดัดแปลงจนเกินจริง เป็นความงามตามธรรมชาติที่ใช้เพียงแสงสว่างที่เหมาะสม ก็สวยได้ราวกับเนรมิต ทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณที่ต้องใช้ในการตกแต่งได้เป็นจำนวนมหาศาล

แต่สถานีใดที่ต้องมีการ ตกแต่ง ศิลปินที่มีผลงานศิลปะที่น่าชื่นชมกว่า 150 คนได้รับมอบหมายให้ออกแบบและตกแต่งได้ตามที่ตนถนัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทพปกรณัม นิยายพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ในยุคต่างๆ และความคิดในการออกแบบอย่างเสรี เมื่อผู้โดยสารรถไฟเดินทางผ่านแต่ละสถานี ก็จะได้รับความสุนทรีที่ได้จากการชมงานศิลปะทั้งหลาย โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปชมตามงานแสดงศิลปะต่างๆ เพราะเขาเหล่านั้นได้รับสิ่งที่งดงามเหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้ว



รถไฟใต้ดินในกรุงสตอกโฮล์ม เริ่มเปิดให้บริการในปี 1950 และมีการสร้างทางเพิ่มขึ้นเรื่อยมา จนแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 2003 กลายเป็นเส้นทางรถไฟใต้ดินที่ได้รับความชื่นชมมากที่สุด จากประชาชนทุกเพศทุกวัย ทั้งชนชาวสวีดิชเอง และจากผู้สนใจที่ไปเยือนประเทศนี้และได้ใช้บริการรถไฟใต้ดินแทบทุกคน

โดย : ASTVผู้จัดการออนไลน์
lifestyle & travel/art eye view

พรมและการดูแลรักษาด้วยตัวเอง


เจ้าของบ้านที่เบื่อความจำเจ และต้องการปรับเปลี่ยนบรรยากาศในบ้านใหม่ การเลือกหาพรมปูพื้นที่มีลวดลายและสีสันแตกต่างเข้ามาเสริมเติมแต่งเฉพาะมุม ที่ต้องการ ก็นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากนัก อีกทั้งพรมยังเป็นวัสดุที่ให้ความรู้สึกหรูหรา สื่อถึงสัมผัสอันนุ่มนวล มีความสวยงาม แต่ในทางกลับกัน พรมก็ถือเป็นวัสดุที่ดูแลรักษาค่อนข้างยาก และต้องเอาใจใส่ทะนุถนอม เราจึงได้หยิบนำเกร็ดในการเลือกสรรตกแต่งและการดูแลรักษาพรมด้วยตัวเองอย่าง ง่าย ๆ มาฝากคุณผู้อ่านกัน
   
พรมปูพื้นในปัจจุบันมีหลากหลายชนิดให้ท่านเจ้าของบ้านได้เลือกสรรตามความ ต้องการ ทั้งพรมสีพื้น และพรมที่ถักทอเป็นลวดลาย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะคลาสสิก ลวดลายธรรม ชาติ รวมถึงพรมลวดลายกราฟิกสมัยใหม่ โดยมีทั้งพรมที่ทอด้วยมือ และพรมที่  ทอด้วยเครื่อง ซึ่งจะให้สัมผัสที่แตกต่าง และมีสนนราคาที่หลากหลายตามแต่กำลังทรัพย์และความต้องการของแต่ละท่าน แต่คุณสมบัติที่พรมส่วนใหญ่มีคล้ายคลึงกันก็คือ เป็นวัสดุที่ติดไฟได้ง่าย จึงเป็นเชื้อไฟได้อย่างดี อีกทั้งยังยากต่อการทำความสะอาดเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ในการปูพรมจึงควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีกิจกรรมซึ่งทำให้พื้นเลอะเทอะ อย่างเช่น ห้องครัว ห้องน้ำ รวมถึงควรปูเฉพาะจุดเพื่อป้องกันการเป็นเชื้อไฟในกรณีเกิดอัคคีภัย

   
สำหรับการเลือกสีสันของพรมนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบ ในเรื่องขนาดของพื้นที่แล้ว ยังควรพิจารณา ถึงกิจกรรมในชีวิตประจำวันควบคู่กันไปด้วย เช่น ถ้าบ้านหรือห้องของคุณมีขนาดค่อนข้างเล็ก การเลือกใช้พรมสีอ่อนหรือพรมสีพื้นที่ไม่มีลวดลายจะมีข้อดีคือ ช่วยให้บ้านหรือห้องของคุณแลดูกว้างขวางขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าที่อยู่อาศัยของคุณอยู่ใกล้กับถนนที่ใช้สัญจร และคุณที่ชอบเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ก็จะยิ่งเป็นช่องทางให้ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกหลุดลอดเข้ามาได้โดยง่าย ซึ่งเมื่อฝุ่นละอองเข้ามาเกาะสะสมอยู่ที่พรมมากเข้า พรมสีอ่อนหรือพรมสีพื้นจะยิ่งเผยให้เห็นรอยเปื้อนได้เด่นชัด วิธีแก้ไขในเบื้องต้นคือ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง
   
ในส่วนของการดูแลรักษาพรมด้วยตัวเองในเบื้องต้นคือ ควรหมั่นทำความสะอาดพรมด้วยการดูดฝุ่นอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่นละอองและไรฝุ่น ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หรือถ้าเกิดรอยเปื้อน เช่น เครื่องดื่มหกรดลงบนพรม อาจทำความสะอาดได้โดยหาผ้ามาซับน้ำออก แล้วใช้น้ำยาล้างจานเล็กน้อยถูซับขจัดความมันและความเหนียวออก จากนั้นนำเกลือป่นมาโรยในบริเวณดังกล่าวทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน แล้วจึงใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก คราบก็จะจางลง นอกจากนี้คุณยังอาจเรียกช่างที่ชำนาญการมาทำความสะอาดพรมแสนรักของคุณอย่าง น้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานให้กับพรมของคุณ.

บ้านในฝัน/เดลินิวส์
บ้านสวยด้วยมือคุณ
6 พฤศจิกายน 2553

เวียงจันทน์ 450 ปี 'Live and Learn'

โดย : อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง
http://ittirit.wordpress.com
ไลฟ์สไตล์ @กรุงเทพธุรกิจ



เวียงจันทน์ วันนี้เปลี่ยนไป ด้วยพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ ธุรกิจการค้าคึกคัก ในบรรยากาศความเป็นทุนนิยมนิ่งเงียบตามแบบฉบับของลาว

32 องศาไม่ขาดไม่เกินในตอนนั้น แม้เป็นยามกลางวันที่แดดสดๆ สาดแสงแรงเปรี้ยงลงมาถูกเนื้อต้องตัว แต่ก็ยังรู้สึกสบายตัวและหายใจหายคอได้คล่องจมูกด้วยว่าอากาศสดสะอาดไม่ เหมือนลมหายใจในมหานครแสนคุ้นและวุ่นวายของบ้านเราเมืองเรา


นี่คือ “อากาศ” ของเวียงจันทน์ที่ ทุกคนมีสิทธิสูดเข้าไปเท่าๆ กันในวันที่ผมได้เดินทางกลับไปเยือนนครหลวงบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงแห่ง สปป. ลาวอีกคำรบหนึ่งซึ่งผมรู้สึกได้แม้ขณะเดินอยู่บนถนนกลางเมืองที่เงียบสงบจน ยากจะเชื่อว่า ที่แห่งนี้มีศักดิ์เป็นเมืองหลวงหรือนครหลวงของชาวลาวกว่าหกล้านชีวิต


การเดินทางในเวียงจันทน์คราว นี้ไม่มีประตูชัย เจดีย์ธาตุหรือหอพระแก้ว - หอคำบนถนนล้านช้างอะเวนิวให้เป็นหลักหมายเหมือนครั้งเก่าก่อนหน้า เพราะล้วนเคยไปเห็นไปชมมาหมดแล้ว แต่แม้ปราศจากจงใจการไปเยือนสถานที่สำคัญๆ ผมก็ยังรู้สึกดีว่าการเดินทางในเวียงจันทน์ครั้ง นี้คงมีสิ่งใหม่ๆ รอคอยให้ค้นพบอยู่เสมอ เช่นเดียวกับคอนเซปต์ของการเดินทางที่ควรจะเป็นไปในความคิดของผม คือความหมายของการ ‘อยู่’ ลิ้มลองลิ้มรสในจุดหมายเพื่อที่จะเรียนรู้ (Live and learn) นั่นเอง


โดยที่ไม่โกหกตัวเอง บางครั้งสำหรับคนไทยแล้วการรู้ตื้นลึกหนาบางในความเป็นไปของผู้คนและเมือง หลวงของประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้แสนใกล้สักหน่อยนั้นยังไม่ค่อยจะรู้หรืออยาก จะรับรู้ว่าคนเวียงจันทน์ คนย่างกุ้งหรือคนพนมเปญมีชีวิตและความเป็นอยู่บนความเปลี่ยนแปลงและเป็นไป กันอย่างไร เปรียบแล้วคงเหมือนกับการที่เราก้มลงมองฝ่ามือทั้งมือของตัวเองแล้วสาย ตากลับจดจ้องมองเห็นนิ้วมืออยู่เพียงนิ้วมือเดียวหรือเห็นไปว่านิ้วใดนิ้ว หนึ่งสวยงามหรือสำคัญกว่าอีกสี่นิ้วที่เหลือ ทั้งๆ ที่มือนั้นจะสวยงามเป็นมือที่สมบูรณ์ปกติไม่ได้หากขาดการมองเห็นนิ้วทั้งห้า ให้ครบ


นั่นทำให้บางครั้งจึงเหมือนกับว่าเรารู้จักสิ่งที่ใกล้ตัวหรือเรื่องราวความเคลื่อนไหวใกล้ๆ ตัวเราเองน้อยเกินไป...
เลย เที่ยงวันมาแล้วผมแวะเติมท้องให้อิ่มด้วยการเลือกนั่งลงสั่งเฝอไก่มาชิมตรง ร้านอาหารหัวมุมถนนเซดถาทิลาดไม่ห่างจากถนนเจ้าฟ้างุ่มเลียบริมโขงอันเป็น จุดหมายปลายทางหลักของคนเดินทางที่มาถึงเวียงจันทน์ หลายปีก่อนถนนเส้นนี้มีสภาพร่มครึ้มด้วยทิวต้นมะฮอกกานีอายุร้อยปียาวเกือบ สุดแนวถนน สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ แต่พอถึงปีการท่องเที่ยวของลาว (ราวๆ ปี 2540 -41) กลับมีข่าวว่าทางการลาวต้องการขยายถนนจนอาจจะต้องตัดโค่นต้นไม้เก่าแก่เหล่า นี้ออกไปเสียทำให้ผมพาลที่จะไม่อยากกลับไปเยือนเวียงจันทน์อีก


แต่เมื่อได้กลับมายืนบนถนนเส้นนี้อีกครั้งก็เห็นว่าต้นไม้ใหญ่ยังคงยืน ต้นอยู่ดังเดิมบนถนนที่กลายเป็นทางสัญจรเดินรถทางเดียวเพื่อลดปัญหาจราจรติด ขัดในตัวเมืองโดยเฉพาะยามเช้าเข้างานและตอนเย็นๆ


ต้นไม้ใหญ่บนถนนหลายๆ สายของเวียงจันทน์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม บ่งบอกอายุและที่มาอันยาวนานของเมือง และนี่อาจจะเป็นเรื่องราวหนึ่งที่ทำให้เวียงจันทน์เป็น หนึ่งในเมืองหลวงของอินโดจีนที่แม้จะเรียบง่ายปานใด แต่ก็มีเอกลักษณ์ของเมืองเก่าแตกต่างไปจากเมืองหลวงอื่นๆ ที่มุ่งสู่ทิศทางของการพัฒนาจนเกินตัวและรื้อถอนทำลายรากเหง้าอดีตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นจากการตัดถอนต้นไม้ใหญ่หรือการมุ่งปลูกป่าคอนกรีตมากกว่า อนุรักษ์ต้นไม้และตกรามเดิมๆ


ผมเฉเข้าไปหลบเปลวแดดยามกลางวันแถวๆ วงเวียนน้ำพุในร้านกาแฟอารมณ์ใหม่ที่มีมุมให้บริการอินเทอร์เน็ตโอ่โถงสะดวก สบายในห้องปรับอากาศ พบว่าร้านแห่งนี้กลับเป็นร้านกาแฟสัญชาติไทยที่เพิ่งเข้ามาเปิดใหม่ นับรวมแล้วแถวๆ วงเวียนน้ำพุ ถนนริมโขงและถนนเซดถาทิลาดแห่งนี้มีร้านอาหารและร้านกาแฟหลากสัญชาติรองรับ คนเดินทางและคนทำงานต่างถิ่นที่มาอยู่เวียงจันทน์ได้ดี (หรือจนอาจเกินพอ) แต่ทุกครั้งของการกลับไปเที่ยวเวียงจันทน์ผมเป็นได้พบว่ายังคงมีร้านกาแฟสดเปิดขึ้นมาใหม่ตามมุมถนนย่านใจกลางเมืองร้านแล้วร้านเล่าเสมอๆ


มาเวียงจันทน์ครานี้ผมได้รับรู้ว่านครหลวงเวียงจันทน์กำลัง เตรียมการเฉลิมฉลองที่จะมีอายุครบ 450 ปีในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้พร้อมกับการจัดงานขึ้นในงานบุญประจำปีของวัดธาตุ หลวง ซึ่งถือเป็นเทศกาลงานเฉลิมฉลองประจำปีที่ชาวลาวและชาวเวียงจันทน์ตั้ง หน้าตั้งตารอคอย แต่ปีนี้ท่าจะยิ่งใหญ่กว่าเดิม ตามร้านค้ามินิมาร์ทและโรงแรมย่านริมน้ำโขงมีการขายสายรัดข้อมือสีขาว น้ำเงิน แดง (สีธงชาติของ สปป.ลาว) พิมพ์ข้อความว่า “เฮาฮัก สปป.ลาว นครหลวงเวียงจันทน์ 450 ปี” พร้อมกับมีป้ายผ้าแสดงข้อความเดียวกันขึงไว้บนถนนและตัววิ่งป้ายไฟทันสมัย ตรงมุมตึกของตลาดเช้านับเวลาถอยหลังเข้าสู่วันแห่งการเฉลิมฉลองที่กำลังจะมา ถึง


ที่ร้านกาแฟแห่งนั้นผมกางหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไท ม์ส (Viantiane Times) ออกอ่านดู เริ่มมีข่าวคราวเช่นการตัดถนนวงแหวนรอบนอกเลี่ยงเมืองหกเลนความยาว 20.3 กิโลเมตร (เรียกว่า “ถนน 450 ปี”) เพื่อเชื่อมถนนสาย 13 เหนือกับใต้เข้าด้วยกัน มีการก่อสร้างปรับปรุงภูมิทัศน์สร้างเขื่อนกั้นผนัง สวนสาธารณะและอนุสาวรีย์และสวนเจ้าอานุวง (เจ้าอนุวงศ์) ตรงแม่โขงพรอมเมนาดถือเป็นโปรเจคใหญ่ที่อีกหลายปีถึงจะเสร็จเรียบร้อย


และนั่นเองทำให้ภาพความคุ้นเคยของทิวทัศน์ริมน้ำโขงตรงข้ามวัดจันไปจนถึง หอพระแก้วและหอคำบนถนนเจ้าฟ้างุ่มเปลี่ยนแปลงไปจากความคุ้นเคยเดิมๆ ที่เคยเป็นที่เดินเล่นสบายๆ หาส้มตำไก่ย่างปูเสื่อนั่งชมพระอาทิตย์ตกบนลำน้ำโขงของผู้คนที่นี่และผู้มา เยือนชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ไม่ว่าสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปจะดีขึ้นหรือไม่ วิถีของผู้คนยามฟ้าค่ำตะวันรอนก็ยังคงเรียกร้องให้มารวมตัวกันเดินเล่น หาอะไรกินสนุกๆ อยู่เหมือนเดิม


ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหัวเดียวประจำประเทศฉบับเดียวกันนั้นยังเล่น ข่าวการปิดถนนสองสายในเมืองไม่ให้รถวิ่งเข้ามาเพื่อรับมือประเพณีแข่งเรือใน เทศกาลออกพรรษาในระหว่างนั้นพอดี ภาพบนปกหน้าหนึ่งเป็นภาพผู้คนกำลังเลือกซื้ออาหารแผงขายไก่ย่างและอาหารพื้น เมืองริมฝั่งโขง พร้อมกับมีบรรยายใต้ภาพว่ามีร้านอาหารพื้นเมืองเปิดมากขึ้นเพื่อเตรียมรับ เทศกาลงานบุญแข่งเรือประจำปี นานเพียงใดแล้วที่ข่าว “ธรรมดาๆ บ้านๆ” อย่างนี้ห่างหายไปหรือหมดสิทธิ์ขึ้นหน้าหนึ่งสื่อเมืองไทยอย่างไม่มีคำ อธิบาย


ผมนึกถึงถ้อยคำสนทนาจากเพื่อนคนไทยที่ไปทำงานที่เวียงจันทน์มาระยะ หนึ่ง เขาเอ่ยขึ้นมาเมื่อเช้าของวันนั้นซึ่งมีชาวบ้านทั้งเด็กและวัยรุ่น แทบทุกวัยพากันทยอยหลั่งไหลกันรวมตัวตามวัดวาริมแม่น้ำโขงเพื่อดูงานแข่ง เรือว่า “รู้สึกดีที่ยังเห็นผู้คนที่นี่ตื่นเต้นและยังตื่นตัวกับการมีอยู่ของการ แข่งเรือและอยากออกไปเที่ยวชมงาน” ไม่ต้องอธิบายก็น่าจะรู้ว่าในหัวใจของเพื่อนคนไทยคนนี้โหยหาอะไรบางอย่างที่ ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีกแล้ว

หน้าหนึ่งของนิตยสารภาษาลาวอีกฉบับที่ผมเปิดอ่านในร้านกาแฟยามเที่ยงวัน นั้น มีคอลัมน์หนึ่งกล่าวถึงประวัติความเป็นมาส่วนหนึ่งของการก่อตั้งเมืองเวียงจันทน์เอาไว้ให้ได้อ่าน สรุปใจความว่า
“นครหลวงเวียงจันทน์อา ยุครบ 450 ปี (1560 - 2010) สร้างขึ้นถัดจากเมืองเชียงทอง (หลวงพระบาง) ในสมัยพระเจ้าไซเสดถาทิลาด กษัตริย์องค์ที่ 10 ของอาณาจักรล้านช้าง เหตุที่เลือกตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่ของที่เวียงจันทน์เพราะ อยู่ตอนกลางของประเทศ มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์และที่ราบสำหรับการทำมาหากินของผู้คนที่นับวันจะ เพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญยังอยู่ห่างจากอิทธิพลและรุกรานของพวกพม่าและอาณาจักรล้านนาและสยาม พร้อมกับการตั้งนครหลวงแห่งใหม่เจ้าไซเสดถาทิลาดก็ยังทรงให้สร้างเจดีย์ธาตุ หลวงและวัดวาอารามขึ้นอีกหลายแห่งในกำแพงนคร ด้วยเหตุนี้กษัตริย์ไซเสดถาทิลาดจึงทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และมี คุณูปการมีต่อเวียงจันทน์เป็นอย่างยิ่ง” (จากคอลัมน์ “สะหวันเมืองลาว”)


จุดเปลี่ยนหนึ่งของเวียงจันทน์น่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25 เดือนธันวาคมปี 2009 ทำให้ตัวเมืองเวียงจันทน์ชั้น ในและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการจัดการเมืองได้รับการปรับปรุงและดูแล ขึ้นกว่าเดิม ถนนหนทางมีการตีเส้นจราจรใหม่และถมหลุมบ่อปรับให้สวยงามราบเรียบเหมือนใหม่ น่าใช้ แต่นั่นก็น่าจะเป็นเพียง “เปลือกนอก” ส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่เห็น เพราะตามตรอกซอกซอยที่แค่เพียงเดินหรือนั่งรถแยกออกมาจากถนนใหญ่ก็จะพบกับ สภาพทางลูกรังขรุขระเป็นหลุมบ่อเหมือนผิวพระจันทร์อยู่เช่นเดิม

บนถนนและทางสัญจรในตัวเมืองรถรามากขึ้นน่าเหลือเชื่อและที่สำคัญก็คือรถ รุ่นใหม่ๆ และคันใหญ่ๆ ราคาแพงลิบลิ่ววิ่งกันให้เห็นเกลื่อนเมืองทั่วไปไม่ว่าจะเป็นรถยุโรป รถจีน รถเกาหลี รถมาเลย์ล้วนแต่นำเข้าทั้งนั้น ทำให้ยามสายซึ่งใกล้เวลาเข้างานแทบทุกถนนทั้งชั้นนอกและชั้นในเนืองแน่นพลุก พล่านด้วยยวดยานส่วนตัวบนถนน แต่ก็เป็นวิถีที่ผู้คนได้แต่พร่ำบ่น เพราะที่เวียงจันทน์มี เพียงสี่แยกไฟแดงไว้ให้รถติดเท่านั้น ยังไม่มีอุโมงค์ทางลอดหรือสะพานข้ามแยกหรือแม้แต่สะพานลอยสำหรับคนข้ามเอา ไว้แก้ไขปัญหาจราจรแต่อย่างใด มิหนำซ้ำการขนส่งมวลชนก็ไม่ทั่วถึงหรือรถบริการสาธารณะที่พอจะเรียกใช้ก็มัก จะเรียกราคาสูงส่งจนน่าปวดหัว

“สองปีที่ผ่านมาเห็นความเปลี่ยนแปลงว่ามีตึกสูงเกิดมากขึ้น” คนไทยอีกคนที่ไปทำธุรกิจในเวียงจันทน์ที่ผมได้พบตอบคำถามถึงความรู้สึกต่อความเปลี่ยนแปลงของเวียงจันทน์ เธอเล่าว่าจะต้องเช่าห้องพักและเช่าอาคารเพื่อทำสถานที่ทำงานด้วยราคาแพง ระยับจนแทบจะนึกไม่ออกว่าเมืองเล็กๆ นิ่งๆ เงียบๆ เช่นนี้จะต้องมีค่าครองชีพสูงขนาดนั้นไปเพื่ออะไร (ค่าเช่าบ้านและสำนักงานคิดเป็นดอลลาร์)

คำตอบน่าจะอยู่ที่ข้าวของเครื่องใช้ทั้งบนโต๊ะอาหาร จำพวกเครื่องปรุงทั้งหลายไปจนถึงน้ำมันในปั๊มน้ำมัน ผมได้เฉียดๆ เข้าไปชมภาพของความทันสมัยของร้านมินิมาร์ทหลายๆ แห่งทั้งในเมืองย่านถนนเซดถาทิลาดและร้านสีเมืองมินิมาร์ทแถวๆ อนุสาวรีย์เจ้าสีสว่างวงตรงวัดสีเมืองที่มีคนไทยนิยมมากราบไหว้บนบานของพร พบว่าข้าวของทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็น “ของนำเข้า” ไม่จากไทยก็จากเวียดนามหรือจีน


ดินแดนลาวนอกจากจะเป็น “Landlocked Country” ซึ่งไม่มีทางเชื่อมต่อกับทะเลหรือท่าเรือ จำเป็นต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคด้วยทางรถยนต์ทางด่านชายแดนทั้ง หลาย ความแพงของค่าครองชีพและราคาของค่าใช้จ่ายต่างๆ (ง่ายๆ ว่าข้าวผัดกะเพราตามร้านทั่วไปสนนราคาอยู่ที่จานละ 50 บาทหรือ 12,000 - 13,000 กีบ เช่นเดียวกับก๋วยเตี๋ยวหรือกวยจั๊บญวนสำหรับหนึ่งอิ่ม)


“คนลาวคุ้นเคยดีกับการได้รับความช่วยเหลือ เพราะหลายประเทศหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับเขาจนไม่เป็นอันพึ่งพาตัวเองใน การปลูกผัก หรือทำการเกษตรในเชิงพาณิชย์ ทั้งๆ ที่ในประเทศมีความต้องการ แต่เขาก็เลือกที่จะใช้การซื้อหรือการนำเข้ามากกว่าที่จะหัดพึ่งพาตนเอง ทำให้ข้าวของและอาหารต่างๆ ราคาแพงจนไม่น่าเชื่อ”


บ่ายวันหนึ่งผมนั่งรถจัมโบ้ (สามล้อเครื่องของเวียงจันทน์) โฉบออกไปเที่ยวชมความ “เจริญ” ใหม่ๆ ของตัวอาคารแถวๆ ศูนย์แสดงสินค้าลาว- ไอเต็ก (Lao - ITECC) และสนามไดร์ฟกอล์ฟที่อยู่ข้างๆ ถนนอีกฝั่งหนึ่งด้านหน้ากำลังก่อสร้างตึกตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่ (แห่งแรก) ของลาวสูงหลายชั้น


นี่คือบรรยากาศความเป็นทุนนิยมนิ่งเงียบตามแบบฉบับของลาว ดังที่ผมได้เห็นข่าวการเปิดตัวของห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ย่านวัดธาตุหลวงลง ในหน้าธุรกิจ น.ส.พ. เวียงจันทน์ไทม์ สอีกวันถัดมา พร้อมๆ กับอาคารสูงหลายชั้นที่กำลังก่อสร้างใกล้จะเสร็จของมอลล์ใหม่ “ตลาดเซ้า” ซึ่งเกิดขึ้นแทนที่อาคารรูปทรงหน้าจั่วสามเหลี่ยมสองสามหลังที่มักคุ้นกันดี ของตลาดเช้าเดิม


ก่อนออกจากห้องพักย่านหลักสาม บนถนนท่าเดื่อตอนสายวันหนึ่ง ผมเปิดโทรทัศน์ช่องประจำชาติของลาวโดยไร้จุดหมาย พอดีได้ยินการรายงานข่าวเรื่องการซักซ้อมการแสดงในงานฉลอง 450 ปีที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยการซ้อมรำชุดนางแก้วมีการใช้นักแสดงซึ่งเป็นนัก เรียนหญิงจากหลายโรงเรียนกว่า 900 ชีวิตอยู่ที่ลานกว้างแห่งหนึ่งท่ามกลางแสงแดดเที่ยงวัน จนทำให้นักแสดงทั้งหลายต้องห่อหุ้มแขนขาและหน้าตามิดชิดด้วยเครื่องแต่งกาย และหมวก


ผู้ประกาศข่าวชาวลาวรายงานถึงความยิ่งใหญ่ของงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแน่ นอนเมื่อดูจากความพรักพร้อมของการเตรียมงานและความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพ ซีเกมส์ที่ผ่านมา


กว่า 400 ปีผ่านมาเวียงจันทน์ใน วันนี้ก็ยังเป็นจุดหมายของนักเดินทางผู้ซึ่งปรารถนาจะมาเสพเสน่ห์หนึ่งใน กรุงของภูมิภาคอินโดจีนที่หลงเหลือร่างเงาหลังการคลายหายของลัทธิที่แตกต่าง ของสงครามเย็นไม่สิ้นสุด เป็นจุดหมายสำหรับนักการค้าพาณิชย์หลายชาติผู้มองเห็นว่าเส้นแบ่งประเทศชาติ เป็นเพียงความท้าทายสำหรับทุนนิยม และเป็นอีกหลายๆ สิ่งที่พร้อมจะให้ทุกคนได้อยู่ไปดูไปเห็นว่าความแตกต่างตามประสาของเมือง เก่าที่กำลังจะมุ่งหน้าไปสู่สิ่งใหม่ๆ มีอะไรให้เรียนรู้อยู่เช่นเดิม


และแม้จะเป็นยามเที่ยงวันก็ตาม อากาศตรงกลางเมืองเองก็ยังเบาบางสบายและนิ่งสงบ จนบางทีเรารับรู้ได้ถึงลมหายใจที่เคลื่อนไหวอยู่ในอกและอดไม่ได้ที่จะรำพึง กับตัวเองว่า นี่คืออากาศของเมืองหลวงไม่กี่แห่งบนโลกนี้ที่เราจะหายใจได้คล่องจมูกและ เต็มไปด้วยนิ่งเงียบจนสัมผัสได้

////////////////////

การเดินทาง - ที่พัก

เส้นทางจากเมืองไทย (กรุงเทพฯ) ข้ามไปเวียงจันทน์นั้น ไม่มีเส้นทางไหนจะใกล้และสะดวกสบายมากเท่ากับการเดินทาง (ไม่ว่าจะทางรถยนต์ รถไฟ หรือเครื่องบิน) ไปถึงหนองคาย จากนั้นเดินทางไปยังด่านสะพานมิตรภาพไทย -ลาวเพื่อทำเรื่องผ่านแดน (หากไม่มีหนังสือเดินทางจะต้องทำใบอนุญาตผ่านแดนหรือ Border Pass เข้าไปได้แค่เวียงจันทน์ใน ช่วงเวลาสามวัน) สำหรับนักเดินทางที่ถือหนังสือเดินทางของไทยสามารถพำนักและท่องเที่ยวในลาว (สปป.ลาว) ได้นานถึง 30 วัน พอข้ามสะพานมิตรภาพถึงด่านทางฝั่งลาวแล้วสามารถนั่งรถโดยสารประจำทาง ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตรก็จะถึง “นครหลวงเวียงจันทน์” (นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารระหว่างประเทศให้บริการวิ่งจากอุดรธานี ขอนแก่นและนครราชสีมาตรงไปเวียงจันทน์ด้วย)

ที่พักในเวียงจันทน์มี หลายมาตรฐานทั้งโรงแรมหรูหราหลายๆ ดาวไปจนถึงเกสท์เฮ้าส์สบายกระเป๋า (เรียกขานว่า “เฮือนพัก”) บรรดาเฮือนพักทั้งหลายกระจายตัวอยู่บนถนนเชดถาทิลาดไปจนถึงสามแสนไทและถนน เส้นเลียบริมโขง (ถ.เจ้าฟ้างุ้ม) ราคาที่พักแบบเกสท์เฮ้าส์โดยเฉลี่ยคืนละ 500 บาทขึ้นไป มีให้เลือกพักหลายแห่งและหลากสไตล์หากไม่ใช่ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวอาจใช้วิธี เดินเข้าไปเลือกชมและสอบถามราคาที่พักได้โดยไม่ต้องจองไปล่วงหน้าก็ได้