หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

ดูไบ...ที่สุดของโลก

โดย : จินตนา ปัญญาอาวุธ
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




“ไม่มีความฝันอะไรที่เป็นไปไม่ได้” น่าจะเป็นคำนิยามที่เหมาะที่สุดสำหรับดูไบ รัฐหนึ่งใน 7 ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับ ชีค โมฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มัคทูม เจ้าผู้ครองรัฐดูไบและนายกรัฐมนตรีของประเทศที่เป็นคนไม่เคยหยุดฝันและลงมือสานฝันให้เป็นจริง



ด้วยความที่เป็นเมืองเกิดใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่จึงล้วนแล้วแต่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นและเมื่อจะเนรมิตขึ้นมาทั้งทีก็ต้องทำให้โลกตะลึง เรียกได้ว่าดูไบเป็นเมืองที่รวมความเป็นที่สุดในโลกไม่ว่า “ใหญ่ที่สุด” “สูงที่สุด” “สวยที่สุด” หรือ “แห่งแรก” ลองมาดูกันว่าดูไบมีอะไรบ้างที่สร้างสถิติโลก


โรงแรมเบิร์จ อัล อาหรับ โรงแรมที่สูงที่สุดในโลก มีความสูง 321 เมตร และเป็นโรงแรม 7 ดาวแห่งเดียวในโลกที่หรูหราและแพงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ริมหาดจูไมร่าห์


เดอะ ปาล์ม เกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือเกาะเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกาะรูปต้นปาล์มบนท้องทะเลอาระเบียนมีทั้งหมด 3 เกาะคือ ปาล์ม จูไมร่าห์ ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด, ปาล์ม เจเบล อาลี และ ปาล์ม เดียร่า บนเกาะมีโรงแรมหรูกว่า 100 แห่ง บ้านพักตากอากาศ คอนโดมิเนียม ภัตตาคาร ศูนย์การค้า สถานที่ออกกำลังกายและสปา ถือเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก


ตึกเบิร์จ คาลิฟา ตึกที่สูงที่สุดในโลก มีความสูง 828 เมตร มีทั้งหมด 160 ชั้น จุดชมวิวบนชั้นที่ 124 ซึ่งอยู่สูงจากพื้นดิน 442 เมตรเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในโลก สามารถชมวิวของเมืองดูไบได้ 360 องศา ลิฟต์ของตึกมีความเร็วที่สุดในโลกคือ 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตึกนี้มีทั้งโรงแรม ห้องสำหรับพักอาศัย ร้านค้า ออฟฟิศ และสถานบันเทิงโดยมีดีไซเนอร์ดังชาวอิตาลี จิออร์จิโอ อาร์มานี เป็นผู้ออกแบบและตกแต่งภายในทั้งหมด


ดูไบ มารีน่า หรือ เมืองใหม่ดูไบ เมืองท่าเรือที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเสร็จสมบูรณ์โครงการนี้จะเป็นที่ตั้งของตึกระฟ้าและที่อยู่อาศัยที่สูงที่สุดในโลกหลายแห่ง


ดูไบ ชอปปิง มอลล์ ศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกครอบคลุมพื้นที่กว่า 12 ล้านตารางฟุตหรือเท่ากับสนามฟุตบอล 50 สนาม มีร้านค้าประมาณ 1,200 ร้าน


น้ำพุแห่งดูไบ น้ำพุที่ใหญ่และสวยที่สุดในโลก มีความยาว 900 ฟุตหรือ 275 เมตร ซึ่งใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 2 สนาม ตั้งอยู่ด้านหลังของตึกเบิร์จ ดูไบ


สวนน้ำไวล์ด วาดี สวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีสไลด์เดอร์ที่สูงที่สุดและเร็วที่สุดในโลก (ไม่นับในทวีปอเมริกาเหนือ) คือสูง 33 เมตร และมีความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


สกี ดูไบ คอมเพล็กซ์ สกีรีสอร์ทในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่สกี 22,500 ตารางเมตร และเป็นลานสกีหิมะขนาดใหญ่แห่งแรกที่สร้างขึ้นในเขตเมืองที่เป็นทะเลทราย ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้ามอลล์ ออฟ เอมิเรตส์ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก


ดูไบ เมโทร ระบบรถไฟขนส่งมวลชนที่เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด (ไร้คนขับ) ที่มีความยาวที่สุดในโลกคือ 75 กิโลเมตรซึ่งมีทั้งใต้ดินและลอยฟ้า และยังเป็นเครือข่ายรถไฟในเมืองแห่งแรกของคาบสมุทรอาระเบียด้วย

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

“ฤกษ์งาม...ดวงชะตา” ปี 2555 มุ่งทำดี...สร้างเสริมสุขทางใจ

ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่เข้ามา หลายคนคงอยากรู้ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ เกริ่นนำว่า ในการพยากรณ์ดวงเมืองจะใช้ดวงพระฤกษ์ฝังเสาหลักเมือง เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 เวลา 06.45 น. เรียกว่า ดวงกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถือเป็นความเชื่อเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในบ้านเมือง โดยในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2555 ดวงเมืองจะมีอายุครบ 230 ปีเต็ม จะมีอายุย่างเข้าปีที่ 231

สำหรับในปีพ.ศ. 2555 จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ กล่าวว่า ดวงดาวที่โคจรในปี พ.ศ.2555 มีดาวพระเคราะห์สำคัญที่น่าพิจารณา ดาวเสาร์กับดาวพฤหัสบดี ในส่วนของดาวพฤหัสบดี ในขณะนี้โคจรถอยหลังอยู่ในราศีเมษ ซึ่งถือว่าดี โดย ดาวพฤหัสบดีจะโคจรทับอาทิตย์ซึ่งเป็นดาวคู่มิตรในดวงเมือง และทับลักขณาเมือง แต่ด้วยเหตุที่ดาวพฤหัสบดีโคจรถอยหลัง ก็เลยคุ้มชะตาเมืองไม่ค่อยได้ โดยจะถอยหลังไปถึงวันที่ 3 มกราคม 2555 จากนั้นก็จะเดินหน้ามาทับอาทิตย์

โดยดาวพฤหัสบดีกับอาทิตย์ถือเป็นดาวคู่มิตรกันเมื่อมาทับกันก็ให้คุณ ซึ่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ ความคิด ฉะนั้น วงการในดาวพฤหัสบดีจะดี เช่น วงการการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข วงการกฎหมาย การท่องเที่ยว การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้ง เรื่องผลประโยชน์ของชาติจะดี การค้า และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ


ดาวพฤหัสบดี นอกจากอยู่ในราศีเมษแล้วยังทับลักขณาเมือง จึงถือว่าคุ้มชะตาเมือง คือ เมื่อมีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงเกิดขึ้นดาวพระพฤหัสบดีก็จะช่วยคุ้มครอง โดยจะอยู่ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 จากนั้น ก็จะยกเข้าสู่ราศีพฤษภจนกระทั่งถึงปีพ.ศ.2556 แต่มีบางช่วงที่ดาวพระพฤหัสเดินถอยหลัง นั้นหมายถึงไม่ได้คุ้มชะตาเมือง โดยจะเดินถอยหลังตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555 ไปถึงสิ้นปี ฉะนั้น ในช่วงนี้หากเกิดปัญหาขึ้นค่อนข้างที่ควบคุมได้ลำบาก

ส่วนดาวที่ให้โทษ คือ ดาวพระเสาร์ โดยในปีพ.ศ. 2555 ดาวเสาร์จะโคจรย้ายจากราศีกันย์เข้าสู่ราศีตุลย์ ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554 แล้วโคจรในราศีตุลย์เดินหน้า ถอยหลังอยู่ถึงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555 จากนั้น ก็จะถอยหลังเข้าราศีกันย์อีกครั้งหนึ่ง แล้วจะอยู่ในราศีกันย์จนถึงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555 จากนั้น จะโคจรเข้าราศีตุลย์อีกครั้ง
ตรงนี้มองได้เป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่พระเสาร์อยู่ในราศีตุลย์ นับว่า เป็นพระเสาร์ที่ได้มาตรฐาน เรียกว่า มหาอุตม์ แปลว่า สูงส่ง แสดงว่า ดาวเสาร์ให้อิทธิพลมาก ซึ่งพระเสาร์ คือ เจ้าเรือนภพที่ 10 ของดวงเมือง คือ คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรี นอกจากนั้น พระเสาร์ อาจจะหมายถึงเรื่องแรงงานก็เป็นได้

แต่เมื่อดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งราศีกันย์ ถือว่า เป็นพิทุบาทว์ โดย พิทุ แปลว่า จุด ส่วนคำว่า บาทว์ แปลว่า อุบาทว์ นั้นหมายความว่า เกิดจุดเสีย จุดช้ำอาจมองได้ว่า รัฐบาลเข้มแข็งเกินไป แรงเกินไป ทำให้เกิดปัญหา เกิดจุดแตก จุดเสียเกิดขึ้นอีกทั้งดาวเสาร์ยังเล็งกับดาวพระอาทิตย์ ซึ่งหมายถึงผู้นำ เรียกว่า มหาอุตม์เล็งกัน ด้านหนึ่งแรง อีกด้านก็แรง ทำให้เกิดจุดช้ำ จุดแตก เกิดขึ้น นั้นหมายถึงจะมีปัญหาในเรื่องของผู้นำ ในเรื่องของความศรัทธา ความเชื่อถือ คะแนนนิยมของผู้นำบางคนอาจจะเสื่อมถอยลง แล้วนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

ดาวเสาร์ยังเล็งกับดาวพฤหัสบดี โดยพระเสาร์เป็นประธานฝ่ายบาปเคราะห์ที่รุนแรงมักจะให้โทษมากกว่าคุณ ส่วนดาวพฤหัสบดีเป็นประธานฝ่ายศุกร์เคราะห์ เป็นดาวฝ่ายประธานที่ดี เมื่อมาเล็งกัน ก็จะดัน ดึงกัน ระหว่าง 2 ฝ่าย เรียกว่า จะเกิดความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยขึ้น ซึ่งดาวพระพฤหัสบดี เป็นเรื่องของกฎหมาย โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญจะเกิดปัญหา มีการร่างกฎหมาย มีการยกเลิกกฎหมาย ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาขึ้น นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง

“เป็นการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย จากยุคหนึ่งมาสู่ยุคหนึ่ง เช่น จากเดิมใช้รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งก็จะเปลี่ยนมาใช้ฉบับใหม่ หรือ มีการเปลี่ยนในเรื่องของผู้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องของระเบียบ วิธีปฏิบัติต่างๆ กติกาสังคมจะถูกเปลี่ยนแปลง เป็นการปฏิรูปจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่งเรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ ในช่วง เมษายน- พฤษภาคม พ.ศ.2555”

เมื่อดาวเสาร์เล็งกับดาวพฤหัสบดี ในคัมภีร์อสีติธาตุ กล่าวไว้ว่า โลกจะเกิดโกลาหล ซึ่งนอกจากสังคมจะโกลาหลแล้วจะหมายถึงเรื่องของแผ่นดิน โดยเฉพาะเรื่องแผ่นดินไหว รวมทั้ง เรื่องการสมรสจะมีความเปลี่ยนแปลง คนในชาติจะจดทะเบียนสมรสกันน้อยลง มีการหย่าร้างกันมากขึ้น หรืออาจเกิดปัญหาในครอบครัวมากขึ้น มีการแตกแยกในครอบครัว

มาที่ดาวที่น่าจับตามอง คือ ดาวอังคาร โดยจะโคจรวิปริตคืออยู่ในราศีสิงห์เป็นเวลานาน โดยโคจรเข้ามาอยู่ในราศีสิงห์ตั้งแต่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2554 แล้วก็เดินหน้า ถอยหลัง อยู่ในราศีสิงห์ถึงวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2555 โดยจะเริ่มโคจรถอยหลังตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2555 เข้ามาอยู่ในราศีสิงห์ นาน 8 เดือน ในตำราพระอภิธรรมอรรถสาลินีกล่าวไว้ว่า “ ....อังคารพักร์มีศึกต่างเมืองมา อังคารเสริดนั้นว่าจะเกิดยุคเข็ญ ความทุกข์ยากในมนุษย์สิ้นทั้งหลาย พระเสาร์และพระอังคารท่านภิปราย พักร์ในราศีร้ายจำเพาะมี คือ พฤษภ สิงห์ มีน ธนู พักร์ว่าร้ายนักทำนายไว้สี่ราศี จะเกิดความเสียหายวายชีวี พระธรณีดูดกินซึ่งเลือดคน ...อังคารพักร์ในเมษราศี ธนู สิงห์ สามนี้ร้ายหนักหนา เป็นนิมิตแก่แผ่นพสุธา จะแยกเป็นสองว่าอัศจรรย์ อีกจะเกิดลมพายุวิปริต จะเกิดไข้ทรพิษเป็นมหันต์ มหาชนจะพินาศลงดาษครัน อังคารนั้นมนต์อยู่เกิดไข้ตาย...”

ภิญโญ อธิบายให้ฟังว่า จะมีเรื่องไม่ดี 4 เรื่อง เรื่องแรก คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศที่รุนแรง หากแก้ไขไม่ได้จะพัฒนาเป็นสงครามได้ เรื่องต่อมาโรคภัยไข้เจ็บ จะเกิดโรคระบาดขึ้น โดยมากับอากาศและน้ำที่รุนแรง เรื่องที่ 3 ความเสียหาย นอกจากจะเกิดกับทรัพย์สิน แผ่นดินแล้ว คนจะเสียชีวิตมากขึ้นจากอุบัติภัยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ หรือความขัดแย้งที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์ รวมทั้ง ที่มนุษย์ทำร้ายธรรมชาติ เพราะมนุษย์ปฏิบัติตนไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ ขัดขวางธรรมชาติ ทำร้ายธรรมชาติ

สุดท้าย การแตกแยก อาจจมองได้ในเรื่องของดินแดน ไม่ว่าจะเป็นทางภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคเหนือ ต้องระวัง อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ ความแตกแยกของคนในชาติ เพราะเรื่องทำนองนี้อาจเกิดขึ้นอีกได้ ซึ่งอาจจะเปลี่ยนเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น กลุ่มของสถาบันต่างๆ กลุ่มคณะรัฐมนตรี กลุ่มการเมือง แต่เป็นไปในลักษณะของความขัดแย้งที่แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งค่อนข้างรุนแรง

นอกจากนี้ เมื่อดาวอังคารโคจรออกจากราศีสิงห์แล้วจะโคจรมาไล่ทันกับดาวเสาร์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2555 ในช่วงนี้จะต้องระวังอุบัติเหตุให้มาก หลังจากนั้น อังคารจะเข้าราศีตุลย์ ซึ่งเป็นราศีธาตุลม ในช่วงนี้จะต้องระวังเรื่องลม อาจเกิดลมพายุวิปริตหลายลูก แต่ห้วงเวลาที่ต้องระวังให้มากที่สุด คือ ช่วงวันที่ 25 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2555 เพราะดาวอังคารจะโคจรสวนกับราหู หรือดาวเสาร์ตรงราศีพิจิก ซึ่งราศีพิจิกเป็นราศีธาตุน้ำ ส่วนอังคารกับราหู เป็นพระเคราะห์คู่ธาตุลม ฉะนั้น อุบัติภัยที่รุนแรงน่าจะเป็นช่วงเวลานี้ ต้องระวังวาตภัย อุทกภัย รวมทั้ง เรื่องอัคคีภัย และแผ่นดินไหว แผ่นดินทรุด แผ่นดินถล่มด้วยอาจเกิดขึ้นได้ ทั้งหมดนี้เกิดจากลีลาของดาวอังคารในปี พ.ศ.2555
ในปี พ.ศ.2555 จะการเกิดอุปราคาทั้งหมด 4 ครั้ง โดยจะเกิดตรงราศีพฤษภ 2 ครั้ง เกิดในราศีพิจิก 1 ครั้ง และเกิดในราศีตุลย์ 1 ครั้ง การเกิดในราศีพฤษภ ซึ่งเป็นธาตุดิน ทางโหราศาสตร์ เรียกนี้ว่า เป็นราชาแห่งแผ่นดินไหว โดยจะเกิดแผ่นดินไหวมากขึ้นกว่าปกติในโลก และอาจจะเล็งมาที่ราศีธาตุน้ำ และธาตุลมด้วย

ฉะนั้น ในปีหน้าเรื่องอุบัติภัยจะมีหลายด้าน มีทั้ง ไฟ ดิน ลม และน้ำ โดยจะเกิดเป็นช่วงๆ ถ้าเป็นเรื่องแผ่นดินไหวต้องระวังในช่วงเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน และเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2555 แต่ถ้าเป็นเรื่องไฟ ให้ระวังช่วงเดือนเมษายน และช่วงสิงหาคม- กันยายน พ.ศ.2555 ส่วนเรื่อง ลมกับน้ำ ให้ระวังช่วงกันยายน- พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ยังมี อีกดาวพระเคราะห์หนึ่งที่สำคัญ คือ ดาวศุกร์ เมื่อดวงเมืองอายุย่างเข้าปีที่ 231 ดาวพระเสาร์จะโคจรอยู่ต้นราศีตุลย์ปลายราศีกันย์ซึ่งจะเล็งพระศุกร์ในดวงเมือง ซึ่งดาวพระศุกร์กับดาวพระเสาร์เป็นดาวคู่ศัตรูกัน จึงต้องดูแลเรื่องการเงิน การคลังของประเทศให้ดีอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้ โดยดาวเสาร์เป็นดาวมหาชน อาจมองได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องรอบคอบมากกว่าปกติ หยุดการฟุ้งเพ้อหันมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่หลงระเริงในแสง สี เสียง จนเกินไป ถ้าอยู่แบบที่เคยอยู่มาได้ก็จะอยู่ต่อไปได้อย่าไปฟุ้งเพ้อจนเกินตัว
เสาร์เล็งศุกร์ มองได้อีกว่า ความสุขของคนจะน้อยลง ฉะนั้น ทางออกในการสร้างความสุขให้เพิ่มขึ้น คือ การหันไปหาสุขทางใจมากกว่าความสุขทางกายให้มากขึ้น จะต้องเน้นในเรื่องนามธรรม จิตใจ อารมณ์ มากกว่ารูปธรรม ทรัพย์สิน เงินทอง เพราะถึงแม้ด้านรูปธรรม ทางด้านเศรษฐกิจอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง แต่ถ้านามธรรม คือ จิตใจ อารมณ์ของยังดี ก็จะทำให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป

“เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ผู้คนในชาติจะหันมาสนใจในเรื่องของจิตใจ หลักธรรมของชีวิตกันมากขึ้น ด้วยการใช้ชีวิตอย่างสันโดษ รู้จักพอ ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินไป และหันเข้าหาการบำเพ็ญจิตใจให้มีสมาธิ มีสติสัมปชัญญะ มีจิตใจที่มั่นคง คิด ทำแต่สิ่งที่ดีงาม เพราะคนที่ศึกษา รู้จักฝึกจิตใจก็จะรู้จักหักห้ามจิตใจไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ไปตามอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งจะทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

ปีหน้านี้ คงต้องหันมาสำรวจตัวเองและทำความเข้าใจว่า สถานภาพความเป็นอยู่ของเราเป็นอย่างไร มีรายได้เท่าไร ต้องใช้จ่ายอย่างไรถึงจะอยู่ได้ พอใช้ ต้องดำเนินชีวิตอย่างไรถึงจะไม่เดือดร้อน โดยไม่เอาเปรียบ เบียดเบียนผู้อื่นให้เกิดบาป เกิดกรรมกับตนเอง แล้วปีหน้าจะเป็นปีที่ทุกคนผ่านพ้นไปได้อย่างไม่เดือดร้อน” ภิญโญ กล่าวทิ้งท้าย

ฤกษ์มงคลสมรส

มกราคม 9 10 12 14 21 31

กุมภาพันธ์ 3 6 13

มีนาคม 5 16 19 22 28 31

เมษายน 3 11 27

พฤษภาคม 5 9 18 19 31

มิถุนายน 2 9 12 29

กรกฎาคม 7 12 28 31

สิงหาคม 2 4 7 9 10 11 31

กันยายน 5 6 8 20 22 28

ตุลาคม 2 4 9 12 23 25

พฤศจิกายน 2 29

ธันวาคม 6 18

ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่

มกราคม 4 9 17 21

กุมภาพันธ์ 3 6 13

มีนาคม 3 5 12 19 31

เมษายน 3 11 24 27

พฤษภาคม 5 9 19 31

มิถุนายน 2 9 12 22 27 29

กรกฎาคม 4 6 7 12 13 17 28 31

สิงหาคม 2 4 7 9 10 11 14 16 21 31

กันยายน 5 6 8 12 19 21 28

ตุลาคม 2 4 9 12 23 25

พฤศจิกายน 2 21 27 29

ธันวาคม 6 12 18

ฤกษ์ออกรถใหม่

มกราคม 4 6 17 27

กุมภาพันธ์ 2 18 24

มีนาคม 3 5 9 23 30

เมษายน 4 6 19

พฤษภาคม 3 8 18 26

มิถุนายน 12 16 22

กรกฎาคม 13 28 31

สิงหาคม 4 10 11 16 21 31

กันยายน 8 12 14 21 28

ตุลาคม 6 9 12 18

พฤศจิกายน 2 9 21 30

ธันวาคม 6 7 12 15

ทีมวาไรตี้
@เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

"งูใหญ่-พญานาค-มังกร" รู้จัก 3 สัญลักษณ์ปี "มะโรง"


ย่างเข้าสู่ปีมะโรง ปีที่หลายคนต่างเฝ้ารอการเวียนมาถึงของปีนักษัตรอันเป็นมงคล ในการเริ่มต้นชีวิตคู่ การให้กำเนิดบุตร การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ในปีที่มี


"งูใหญ่" เป็นสัญลักษณ์ ขณะที่บางตำราก็หมายถึง "พญานาค" และ "มังกร" ตามแต่ความเชื่อว่าจะให้สัตว์อะไรมาประจำนักษัตรนี้

สัตว์ ทั้ง 3 ชนิดนี้มีความเชื่อมโยงกันพอสมควร "กรหริศ บัวสรวง" โหรชื่อดังแห่งหนังสือศาสตร์แห่งโหร อธิบายถึงความเชื่อมโยงของสัตว์ประจำนักษัตร ปีมะโรง หมายถึงพญานาค หรือพญานาคราช การที่เราไปเรียกว่างูใหญ่นั้นไม่ถูกต้อง


คนส่วนใหญ่ มักจะเอามะโรงไปเปรียบเทียบกับมะเส็งที่เป็นงูเล็ก ดังนั้น มะโรงจึงเพี้ยนกลายเป็นงูใหญ่ อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ต้องเข้าใจให้ถูกว่า มะโรง คือพญานาค


ส่วนที่ใช้มังกรเป็นสัญลักษณ์ นั้น ก็เพราะเป็นความเชื่อของชาวจีน ซึ่งไม่เกี่ยวกับชาวไทย อย่างไรก็ดี ทั้งความเชื่อของชาวไทยและชาวจีน หรือว่าชาติไหน ๆ ต่างก็มีจุดเชื่อมโยงกันอยู่ เพราะสัตว์ทั้ง 2 ชนิด ต่างก็มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน

"พญานาคและมังกรต่างก็อยู่ในน้ำ และด้วยความที่ปีมะโรงตรงกับธาตุไฟ จึงทำให้สัตว์ทั้ง 2 ชนิดนี้พ่นไฟได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งในทางเทววิทยา ต่างก็ยกให้พญานาคและมังกรเป็นสัตว์ที่มีฤทธิ์ด้วยกันทั้งคู่ สามารถอยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก"

ผู้ที่จะอธิบายเรื่องปีนักษัตรได้ อย่างละเอียดลอออีกท่านหนึ่ง คือ นายสมบัติ พลายน้อย หรือ ส.พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ที่ได้รวบรวมความรู้และที่มาของสัญลักษณ์ประจำปีนักษัตรได้อย่างน่าสนใจ ในหนังสือศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ เรื่อง "สิบสองนักษัตร"

ตำนานของ การใช้สัตว์เป็นชื่อปี เป็นเรื่องที่หาหลักฐานได้ยาก แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าศึกษา เพราะนอกจากจะได้กำหนดเป็นชื่อปีแล้ว ยังมีคติความเชื่อเกี่ยวกับคนที่เกิดในแต่ละปีเหล่านี้อีกด้วย

เรื่อง สิบสองนักษัตร เป็นเรื่องดึกดำบรรพ์นานมาก มีมาก่อนจุลศักราช แต่จะมีเมื่อไรไม่ทราบได้ ถ้าดูหลักฐานของไทย เช่น ศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีกล่าวถึง "๑๒๑๔ สกปีมะโรง" ดังนั้น ก็หมายความว่า เมื่อ พ.ศ.1835 ไทยก็ใช้ปีนักษัตรแล้ว ความจริงคงจะใช้มาก่อนนี้ช้านาน หากไม่มีหลักฐานที่จะอ้างได้เท่านั้น

ใน หนังสือพงศาวดารใหญ่ พระนิพนธ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "ในนามสัตว์ 12 นักษัตรข้างไทยสยามนั้น น่าจะเลียนนามสัตว์ประจำองค์สาขาปี มาจากเขมรอีกต่อ จึงไม่ใช้นามปีตามภาษาไทยเหมือนไทยใหญ่ กลับไปใช้ตามภาษาเขมร ฝ่ายไทยใหญ่เล่าเมื่อคำนวณกาลจักรมณฑลก็ไพล่ไปเลียนนามปีและนามองคสังหรณ์ อย่างไทยลาว หาใช้นามปีของตนเองไม่ และไทยลาวน่าจะถ่ายมาจากจีนอันเป็นครูเดิมอีกต่อ แต่คำจะเลือนมาอย่างไร จึงหาตรงกันแท้ไม่เป็น แต่มีเค้ารู้ได้ว่าเลียนจีน"

สำหรับกลุ่มประเทศที่ใช้สิบสองนักษัตรนั้นมีในกลุ่มเอเชียเท่านั้น

โดยมากอยู่ใกล้ หรือมีความสัมพันธ์กับไทย เช่น จีน ญวน ญี่ปุ่น เกาหลี เขมร ลาว ทิเบต ไทยใหญ่

บาง ท่านให้ความเห็นว่า การที่ใช้สิบสองนักษัตรนั้นไม่ใช่อะไรอื่น เป็นการแสดงให้เห็นว่า เป็นพี่น้องเผ่าไทย หรือสืบสายมาจากที่เดียวกันนั่นเอง

ส.พลายน้อยได้เล่าถึงที่มาของ ชื่อปีมะโรง ที่มี "งูใหญ่" เป็นสัญลักษณ์ ว่า งูใหญ่ของไทย ก็คือพญานาค หรือที่ไทยพายัพเรียกว่าปีสี หรือเปิ้งนาค ตรงกับปีนักษัตรของจีน คือ มังกร ซึ่งในภาษาจีนหลวงเรียกว่าหล่ง กวางตุ้งเรียกหลุ่ง ฮกเกี้ยนเรียกเหล็ง แต้จิ๋วเรียกเล้ง จีนแคะเรียกลิอุ๋ง ญวนเรียกกองร่อง

สันนิษฐานกันว่า คำมะโรง น่าจะมาจากหล่งหลุ่งเหล็งเล้งของจีนก็ได้

พญา นาค หรืองูใหญ่ของไทย และมังกรของจีน เป็นสัตว์ในนิยาย ที่มีฤทธิ์อำนาจเหมือน ๆ กัน นิยายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสัตว์ทั้งสองนี้ก็มีคล้าย ๆ กัน

ยกตัวอย่าง พญานาค หรืองูใหญ่ เป็นเจ้าแห่งงู อยู่ในบาดาล คือใต้พื้นดิน ตัวยาวอย่างงู มีหงอนงามมาก พญานาคกับมนุษย์มีเรื่องเกี่ยวข้องกันมาแต่โบราณ ตามพงศาวดารจะมีเรื่องพญานาคและลูกสาวพญานาคเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ

พญา นาคเป็นสัตว์วิเศษ ที่สามารถจะแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้อย่างสวยงาม ตามพงศาวดารของไทยก็มีเรื่องเล่ามาในประวัติพระร่วงอรุณกุมารเมืองสวรรคโลก กล่าวว่า

เมื่อพุทธศักราชได้ 500 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช 86 ปีกุน พระยาอภัยคามินีศีลาจารย์บริสุทธิ์ อยู่ในเมืองหริภุญไชยนคร ออกไปจำศีลอยู่ในเขาใหญ่เป็นนิจ ทำให้ร้อนถึงอาสน์นางนาคจนทนอยู่มิได้ ก็ขึ้นมาในภูเขาใหญ่นั้น ได้พบพระยาอยู่จำศีล เธอก็มาเสพเมถุนด้วยนางนาค

นาง นาคอยู่ได้เจ็ดวันแล้วจะลาไป พระยาจึงให้ผ้ารัตตกัมพล และพระธำมรงค์แก่นางนาคไว้ชมต่างพระองค์ นางนาคก็กลับลงไป พระยาก็กลับเข้ามาเมืองดังกล่าว แลนางนาคก็มีครรภ์แก่ แลนางนาคก็ว่าลูกตูนี้มิใช่เป็นไข่ จะเป็นมนุษย์ทีเดียว ซึ่งจะคลอดในเมืองนาคมิได้

เมื่อคิดดังนั้นแล้วก็ขึ้นมาถึงภูเขาที่ อาสนะแห่งพระยานั้น ก็ประสูติกุมาร ผ้าแลแหวนนั้น นางวางไว้ข้าง ๆ ลูก แล้วก็หนีกลับลงไปเมืองนาค

ครั้งนั้นมีพรานพเนจรคนหนึ่งออกไปหาเนื้อ ในป่า ได้ยินเสียงกุมารร้องไห้ แลพรานเข้าไปก็เห็นกุมาร จึงคิดว่าเด็กน้อยนี้คงเป็นลูกท้าวหลานพระยาเป็นแน่ เมื่อเห็นตนมา เกิดความกลัว จึงละทิ้งเด็กน้อยนี้แล้วหนีไป พรานจึงเอากุมารนั้นไปให้ภรรยาเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม

เมื่อสมเด็จ พระเจ้าอภัยคามินีราชใช้ให้เสนาอำมาตย์สร้างพระมหาปราสาท จึงให้เกณฑ์ชาวบ้านมาถากไม้ จึงเอากุมารนั้นเข้ามาไว้ด้วย ครั้นเมื่อเห็นแดดส่องต้องกุมาร ก็อุ้มกุมารเข้ามาไว้ในร่มพระมหาปราสาท และพระมหาปราสาทนั้นก็โอนเอนไปมาเป็นหลายครั้ง

พระยาเห็นก็หลากพระทัย จึงให้เอาพรานนั้นเข้ามาถามดู พรานจะปิดบังอำพรางมิได้ ก็บอกเล่าตามจริงว่า

มีคนเอาเด็กน้อยนี้ไปทิ้งไว้ในป่า ข้าพเจ้าเอามาเลี้ยงไว้เป็นลูก

พระยา จึงถามว่า มีอันใดอยู่ด้วยกุมารนั้นบ้าง พรานก็แจ้งว่า มีแหวนแลผ้าอยู่ด้วยกัน พระยาจึงให้พรานเอามาดู ก็รู้ว่าเป็นราชบุตรแห่งตน พระองค์จึงให้รางวัลแก่พรานนั้น แล้วพระองค์จึงให้หาชะแม่นมรับเอากุมารนั้นมาเลี้ยง แลพระราชทานชื่อกุมารนั้นว่า เจ้าอรุณราชกุมาร

ที่เล่าเรื่อง พงศาวดารโบราณที่เกี่ยวกับพญานาคมายืดยาว ก็เพื่อแสดงว่า ความเชื่อเรื่องพญานาคได้มีมาช้านานแล้ว บางพวกบางเหล่าก็นับถือพญานาคว่าเป็นบรรพบุรุษและบรรพสตรีของตน

แม้ในประวัติของขุนเจืองธรรมิกราชก็กล่าวว่า เมื่อเข้าไปขอของวิเศษกับปู่ย่าตายายในถ้ำ ก็เห็นงูหลวงตัวใหญ่มีเกล็ดอันเลื่อมเหลืองดังทอง ก็ขอเอาของวิเศษนั้นมา แสดงว่าปู่ย่าตายายเป็นงูใหญ่ ในหนังสืออุรังคธาตุกล่าวว่า ชื่อเมือง

ศรีสัตตนาค ก็มาจากนาคตัวหนึ่งมี 7 หัว และว่าเมืองจันทบุรีศรีสัตตนาคเป็นเมืองพญานาค

ในหนังสือดังกล่าวได้เล่าถึงพญานาคต่าง ๆ ล้วนแต่มีอิทธิฤทธิ์ ถึงกับเคยสำแดงฤทธิ์กับพระพุทธเจ้า และได้พ่ายแพ้แก่พระองค์ พากันตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ นาค 7 หัวที่ชื่อ

ศรีสัตตนาคได้ทูลขอ ให้พระศาสดาทรงเหยียบรอยพระบาทไว้ที่ดอยนันทกังรี นอกจากนี้ พญานาคยังทำให้เกิดแม่น้ำใหญ่หลายสาย เช่นมีเรื่องเล่าว่า

ครั้งปฐม กัลป์มีนาค 2 ตัวอยู่ในหนองแส ทั้งสองเป็นมิตรสหายกัน มีอะไรก็ให้ก็แบ่งสู่กันกิน ตัวหนึ่งชื่อพินทโยนกวติ เป็นใหญ่อยู่หัวหนอง อีกตัวหนึ่งชื่อธนะมูลนาค เป็นใหญ่อยู่ท้ายหนอง กับหลานชื่อชีวายนาค นาคทั้งสองได้ตกลงกันว่า ถ้ามีสัตว์ตัวใดตัวหนึ่งมาตกที่หัวหนองก็ดี ตกที่ท้ายหนองก็ดี จะต้องเอาเนื้อมาแบ่งกันกิน

ตามตำราพรหมชาติกล่าว ว่า คนเกิดปีมะโรง เป็นเทวดาผู้ชาย ธาตุทอง พระพฤหัสบดีเป็นปาก จึงเจรจาอ่อนหวาน เฉียบแหลม รู้หลักนักปราชญ์ เป็นที่ชอบใจผู้ใหญ่และสมณชีพราหมณ์ พระศุกร์กับพระอาทิตย์เป็นมือ ทำให้การงานไม่เรียบร้อย หยาบ

พระเสาร์เป็นใจ ทำให้เป็นคนใจแข็ง โกรธง่ายหายเร็ว แต่ซื่อตรงใจบุญ พระจันทร์และพระพุธเป็นเท้า ทำให้เป็นคนชอบเที่ยวชอบเดินทาง มิ่งขวัญอยู่ที่กอไผ่ หรือที่ต้นงิ้ว พระอังคารเป็นที่นั่ง ฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีความสุข

มีทรัพย์สินเงินทองมาก เป็นที่ชอบใจชายหญิง

ตาม คติความเชื่อของญี่ปุ่น ซึ่งเรียกปีมะโรงว่าปีทัตสุ ผู้ที่เกิดปีมะโรง นับว่าโชคดีที่สุด จะมีโอกาสได้ดี มั่งมีเงินทอง ก้าวหน้าจากระดับที่ต่ำขึ้นไปสู่ที่สูง แต่ก็อาจจะหล่นลงมาได้เหมือนกัน ตามความเชื่อของจีนก็ว่า คนเกิดปีมะโรง คือปีมังกร จะสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ ความดี เจรจาไพเราะ และอายุยืน เมื่อมีครบ 4 ประการเช่นนี้แล้ว ชีวิตก็น่าจะดำเนินไปด้วยดี

เขาว่าคู่ครองที่ดีที่สุดของคนปีมะโรง ก็คือคนปีวอก ก็เลือกเชื่อเอาตามอัธยาศัย เช่นเดียวกับเลือกเชื่อว่าจะเป็นมังกรหรือพญานาคนั่นเอง



อิลลา อิลลาช : เรื่อง
@ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 5 มกราคม 2555

สวัสดีปีมะโรง…มังกรค้นความนัย “นักษัตรลำดับ 5”


ก้าวข้ามผ่านปีเริ่มพุทธศักราชใหม่กันแล้วในเวลานี้และหากไล่เรียงนับลำดับ ปีมะโรงหรือปีงูใหญ่ นักษัตรดังกล่าวอยู่ในลำดับ 5 ต่อเนื่องจากปีเถาะหรือปีกระต่ายที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ช่วงเวลานี้นอกจากจะได้เห็นหลากสีสันสิ่งของที่ระลึกบอกเล่าปีนักษัตร ในแง่มุมชวนรู้ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวปีมะโรงยังมีอีกหลายด้าน รศ.ดร.สาโรช โศภีรักข์ ประธานหลักสูตรปริญญาเอก สาขาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ความรู้ว่า มะโรง เป็นคำเรียกปีนักษัตรเป็นปีตามปฏิทินสุริยคติของไทยโดยการนับรอบละ 12 ปีอันเป็นคติการนับปีที่นิยมใช้แพร่หลายในภูมิภาคเอเชียซึ่งปีนักษัตร12 ปีทั้งหากไล่เรียงจะเริ่มจาก ชวด, ฉลู, ขาล, เถาะ, มะโรง, มะเส็ง, มะเมีย, มะแม, วอก, ระกา, จอ, และ กุน ซึ่งในความหมาย นักษัตร หมายถึงกลุ่มดาวฤกษ์ ขณะที่อีกความหมายหนึ่งหมายถึงชื่อรอบเวลา กำหนด 12 ปีเป็นหนึ่งรอบเรียกว่า 12 นักษัตร


“การนับปีโดยใช้สัตว์เป็นสัญลักษณ์นี้ไม่ใช่มีเพียงประเทศเราในเอเชียหลายประเทศไม่ว่า จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ลาว พม่า ฯลฯ ก็ใช้วิธีดังกล่าวทั้งลำดับปีก่อนหลังและสัตว์ที่ใช้ก็ตรงกันหรืออาจต่างไปบ้างเล็กน้อย อย่างปีมะโรงของจีนเป็นมังกร ปีเถาะของญี่ปุ่นเป็นแมว ขณะที่ปีกุนของล้านนาเป็นช้าง ฯลฯ”


สัญลักษณ์เหล่านี้มีอิทธิพลแวดล้อมอยู่ในวิถีชีวิตเราโดยทั่วไปเมื่อพูดถึง ปีมะโรงจะรู้จักกันในลักษณะงูใหญ่ นาค ซึ่งเกี่ยวข้องผูกพันกับวิถีชีวิตไทย วัฒนธรรมไทย ปรากฏทั้งในงานศิลปกรรม สถาปัตยกรรมไทยซึ่งนาคหรือพญานาคเป็นความเชื่อในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรียกชื่อต่างกันไปและมีลักษณะตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคต่างกัน มีลักษณะร่วมกันคือ เป็นงูขนาดใหญ่มีหงอนเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ซึ่งในเรื่องราวของตำนานพญานาคมีอยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังมีชื่อในพระพุทธศาสนา อย่าง นาคที่แผ่พังพานใต้ร่มไม้จิกให้พระพุทธเจ้านาคตนนี้มีชื่อว่า มุจจลินทร์นาคราช


ในงานประติมากรรมไทย จิตรกรรม ก็มักได้เห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคและด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา นาคได้แฝงตัวอยู่ตามสถาปัตยกรรมภายในวัดช่วยปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาคาร อย่าง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ฯลฯ

อีกทั้งยังเป็นโขนเรือ (หัวเรือ) ในขบวนเรือพยุหยาตราชลมารค ในพระราชพิธีอีกด้วย อันได้แก่ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

ส่วนงูใหญ่อาจไม่ค่อยมีใครพูดถึงแต่ทว่างูใหญ่ปรากฏอยู่ในตำนานความเชื่อทางภาคใต้อย่างที่ จ.สงขลา จ.ปัตตานีซึ่งเป็นความเชื่อในท้องถิ่นนั้นมีความเชื่อเรื่อง งูทวดหรือทวดงู งูตัวใหญ่ที่จะมาช่วยคุ้มครองปกปักรักษา เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามแม้สัญลักษณ์ของปีมะโรงจะต่างกันไปตามความเชื่อ ตามประเพณีวัฒนธรรมและไม่ว่าจะเป็น งูใหญ่ นาค หรือ มังกร สิ่งที่ไม่ต่างกันคือการนำเอาสัญลักษณ์ของสัตว์เหล่านั้นผูกพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่และปรับความเชื่อ จินตนาการสอดคล้องกับสัญลักษณ์เหล่านั้น หากคิดไปทางบวกก็จะทำให้ผู้นั้นเดินตามความคิดที่ดีงามเป็นผลให้เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในชีวิต แต่หากคิดในทางลบหนทางที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จก็ลดลง

จากที่กล่าวถึงความเป็นมาของมะโรงในความสำคัญของช่วงเวลาเหล่านี้ อาจารย์สาโรชกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้เกิดขึ้นทุกปี สัญลักษณ์ที่เป็นสัตว์ต่าง ๆ ที่มาแทนปีไม่น่าจะมีอิทธิพลเท่ากับความคิดซึ่งหากตั้งมั่น ตั้งความหวังว่าในปีใหม่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดีเป็นมงคลทั้งสิ้น

นอกจากนี้ในเรื่องราวของปีมะโรง อ.เศรษฐพงษ์ จงสงวน นักค้นคว้าวัฒนธรรมจีนให้มุมมองเพิ่มอีกว่า นักษัตรเป็นภาษาสันสกฤตหมายถึงดาวฤกษ์ หลายประเทศได้รับเอาวัฒนธรรมเรื่องเหล่านี้มาซึ่งสัตว์ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ก็จะต่างกันไป อย่าง ปีมะโรงจีนเป็นมังกร ส่วนไทยเป็นพญานาค ขณะที่ปีระกามีไก่เป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกัน แต่ก็มีบางที่ใช้ นก เป็นสัญลักษณ์ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่แผ่กระจายออกไป

“ปีนี้คนจีนเรียกปีมังกร แต่หากจะนับก็ต้องตรุษจีนเมื่อเข้าตรุษจีนก็จะเปลี่ยนปี ส่วนถ้าถามถึงเรื่องราวความนัยของมังกร มังกรจัดเป็นสัตว์ในเทพนิยายเก่าแก่ของจีน มังกรมีความหมายสำคัญถือเป็นตัวแทนของสัตว์ทั้งสี่ประจำทิศ

แต่ต่อมาความเชื่อในเรื่องมังกรแผ่ขยายออกไปทุกที่จะเห็นได้ว่ามังกรอยู่ได้ทั้งบนท้องฟ้า ในแผ่นดิน มังกรมีที่อาศัยอยู่ในทะเลรักษาทะเล รักษาแม่น้ำลำคลอง รักษาแผ่นดิน หุบเขาต่าง ๆ ฯลฯ จะเห็นได้ว่าแผ่ไปทั่วและเกี่ยวข้องผูกพันกับหลายเรื่องในการดำเนินชีวิต”

นอกจากนี้มังกรยังนำมาเป็นสื่อสัญลักษณ์มงคลแทนฐานานุศักดิ์เป็นสิ่งแทนในสถาบันสังคมในด้านศิลปกรรมก็มีการนำรูปมังกรมาใช้อยู่มากแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของมังกรและแม้จะเห็นว่าสามารถพบเห็นมังกรได้ทั่วไป แต่สำหรับชาวจีนมังกรเป็นสิ่งพิเศษเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความผูกพันมายาวนาน

“ช่วงตอนหนึ่งเมื่อพุทธศาสนาเข้ามาในจีน ความเชื่อของมังกรได้รวมเข้ากับเรื่องของพญา
นาค ในเชิงพุทธศาสนามังกรก็คือ พญานาคราช จะเห็นว่าก็มีการผสมผสานความเชื่อในเรื่องมังกรและถ้าเล่าย้อนกลับไปมังกรยังปรากฏในวรรณกรรม เทพนิยายซึ่งก็มีความเชื่อต่าง ๆ บางท่านกล่าวถึงมังกรว่าเป็นการผสมสัญลักษณ์ต่าง ๆอย่างเขาเหมือนกวาง ลำตัวเหมืองู มีเกล็ดเหมือนปลา กรงเล็บเหมือนสิงโต ฯลฯ”

อีกทั้งชื่อมังกรในภาษาจีนยังเป็นมงคลได้รับความนิยมต่อเนื่อง อย่าง เล่ง หลง เฉิงหลงชื่อของผู้ชายแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งก็พบอยู่มาก ขณะที่ภาษาญี่ปุ่น ริว ซึ่งแปลว่ามังกรก็พบว่ามีการนำมาตั้งชื่ออยู่มาก มังกรจึงมีนัยถึง ความเป็นมงคล ความยิ่งใหญ่ที่ยังคงผูกพันกับวิถีชีวิต

เมื่อปีมังกรมาถึงก็เชื่อว่าจะเป็นปีที่ดีนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง แต่ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไปอย่างไรแล้วจึงไม่ควรประมาท อ.เศรษฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า อยากให้พิจารณายึดมั่นหลักธรรมในพุทธศาสนา มองการเปลี่ยนผ่านปีด้วยสติ มองปีใหม่อย่างมีความหวังด้วยความตั้งใจที่จะทำดี โดยที่ไม่มุ่งหวังว่าจะดีได้โดยที่ไม่ทำอะไร

แต่ดีได้ด้วยความพยายาม เพราะเมื่อมีความพยายามแล้วทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดผลสำเร็จขึ้น ช่วงเวลานี้ปีใหม่จึงอาจยึดนำมาเป็นจุดตั้งต้นเริ่มทำสิ่งดีงามทั้งหลาย.

...............................

ตำนานเล่าขานปีนักษัตร์

มะโรง เป็นชื่อปีที่ 5 ของรอบปีนักษัตรเป็นปีตามปฏิทินสุริยคติไทยโดยการนับรอบละ 12 ปีเป็นคติการนับปีที่นิยมใช้กันแพร่หลายในภูมิภาคเอเชีย ในตำนานที่กล่าวขานถึงปีนักษัตร อ.สาโรช บอกเล่าอีกว่า จากที่ปรากฏในตำนานชาวไทยลื้อเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระพรหมถูกตัดเศียร ลูกสาวทั้ง 12 นางของพระพรหมซึ่งก็คือนางสงกรานต์มีหน้าที่เชิญพานที่รองรับเศียรพระพรหมออกแห่ในวันสงกรานต์ทุกปีโดยผลัดกันปีละนาง นางเหล่านี้มีพาหนะต่างกัน นางหนึ่งขี่หนู นางหนึ่งขี่วัว นางหนึ่งขี่เสือ ขี่กระต่าย ขี่พญานาค ขี่งู ขี่ม้า ขี่แพะ ขี่ลิง ขี่ไก่ ขี่สุนัข ขี่หมู ไปตามลำดับ ตามตำนานกล่าวว่าชาวไทยลื้อได้เอาพาหนะที่นางทั้งสิบสองขี่นี่แหละมาใช้เรียกชื่อปี

นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าย้อนไปในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเชิญสัตว์ต่าง ๆ มาร่วมงาน หากสัตว์ใดมาถึงงานเลี้ยงได้ 12 ตัวแรกจะได้รับการแต่งตั้งเป็นสัญลักษณ์ของปีนักษัตรปรากฏว่าในบรรดาสัตว์มากมายมีหนูรวมอยู่ด้วย หนูกระโดดเกาะหางวัวใหญ่ที่กำลังวิ่งอย่างเต็มฝีเท้าผ่านหน้าไปและแซงหน้าสัตว์อื่น ๆ ไปอย่างรวดเร็วจนใกล้ถึงเส้นชัย เจ้าหนูกลับกระโดดวิ่งไปบนหลังวัวและถีบตัวเองลอยลิ่วเข้าสู่เส้นชัยเป็นตัวแรก ฯลฯ ปีเริ่มต้นจึงเริ่มด้วยปีชวดซึ่งมีหนูเป็นสัญลักษณ์

อีกทั้งยังมีตำนานกล่าวถึงหลังเกิดไฟบรรลัยกัลป์เทพเจ้าทั้งสามคือพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหมสร้างโลกขึ้น เทพเจ้าได้สร้างสรรพชีวิตและเห็นว่าโลกที่ยังไม่ได้มีการแบ่งช่วงเวลาจึงสร้าง วัน เดือน ปี จากนั้นทรงสร้างสัตว์ 12 ชนิด ขึ้นและนำชื่อสัตว์เหล่านั้นมาตั้งเป็นชื่อ 12 นักษัตร เป็นต้น

ทีมวาไรตี้
@เดลินิวส์

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

ธนบุรีศรีมหาสมุทร (4)


การตั้งเมืองหลวงใหม่ในยุคนี้ขนาดมีเทคโนโลยีพร้อม ไม่มีทุนสร้างก็ยังออกบอนด์หรือพันธบัตรได้ กู้จากต่างประเทศได้แต่ก็ยังนับว่ายากนักหนา

ลองดูข้อเสนอที่ให้ย้ายเมืองหลวงหรือตั้งเมืองบริวารหนีน้ำท่วมสิ แล้วคิดดูว่าสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อ 244 ปีก่อนยากเย็นขนาดไหน จะค่อยยังชั่วอยู่บ้างก็ที่ว่าสมัยก่อนผู้คนยังมีน้อย และความเป็น “เมืองหลวง” หรือราชธานียังไม่ต้องมีอะไรพะรุงพะรังเหมือนทุกวันนี้ ไม่ต้องมีทำเนียบรัฐบาล ไม่ต้องมีอาคารกระทรวงทบวงกรม รัฐสภา ศาล ไม่ต้องมีศูนย์การค้า มหาวิทยาลัย โรงเรียน สนามบิน ท่าเรือ สถานีรถไฟ อีกประการหนึ่งคืออำนาจของพระเจ้าแผ่นดินยัง “เด็ดขาด” ขีดแผนที่ให้ตรงไหนเป็นอะไรก็เป็น เกณฑ์แรงงานคนมาสร้างอะไรก็ต้องมา


เรียกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องผังเมือง การเวนคืน สิ่งแวดล้อม ไม่ต้องกังวลเรื่องม็อบและไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 อย่างกรณีมาบตาพุด


แต่จะว่าคนสมัยก่อนไม่ต้องคิดอะไรมากก็ไม่ใช่ เพียงแต่ว่าท่านคิดตามแบบของท่าน เช่น ต้องดูชัยภูมิเพื่อประโยชน์ในการทำสงคราม ต้องวางผังให้เป็นไปตามแบบในไตรภูมิ วัดอยู่ตรงไหน วังอยู่ตรงไหน ล้อมรอบด้วยอะไร และต้องคำนึงถึงโบราณประเพณี เรื่องนี้จะเห็นชัดกว่ามากเมื่อครั้งตั้งกรุงศรีอยุธยาและตั้งกรุงเทพฯ เพราะกรุงธนบุรีนั้นจะว่าเป็นเมืองหลวงก็แค่พออยู่ไปพลางก่อนเนื่องจากสงครามยังติดพัน ทุนรอนก็ไม่มี ช่างหลวงมีฝีมือก็หายากมี แม้กระนั้นท่านก็ให้มีวัดในวัง มีที่ทำนาเลี้ยงราษฎร มียุ้งฉางหลวงไว้เก็บข้าวเปลือก พระราชวังนั้นแม้จะมุงหลังคาจากแต่ก็ถือเป็นศูนย์ราชการ ทุกอย่างสั่งออกไปจากที่นี่ พวกขุนนางผู้ใหญ่ก็ให้ไปปลูกเรือนอยู่ริมแม่น้ำข้างวัง ขุนนางผู้น้อยให้หลบเข้าไปอยู่สองข้างคลองบางกอกใหญ่ ที่ตรงนั้นจึงเรียกว่าคลองบางหลวง


พวกอพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารและเชลยญวน มอญ ลาว เขมรก็ให้ข้ามไปอยู่ทางฝั่งบางกอก แต่ฝรั่งให้ไปอยู่แถวกะดีจีนเพราะต้องดูแลรักษาป้อม ตลาดก็ให้อยู่ท้ายวัง วัดตรงนั้นจึงได้ชื่อว่าวัดท้ายตลาด (วัดโมลีฯ)

สิ่งที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ต้องเร่งจัดทำและจัดหาในขณะนั้นคือคน และทุน คำว่าคนหมายถึงพวกที่มีฝีมือ มีความรู้เพื่อมาช่วยกันสร้างชาติ ไหนจะต้องช่วยรบ ไหนจะต้องช่วยปกครองดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย จัดระเบียบสังคมใหม่ ไหนจะต้องทำงานธุรการในวังนอกวัง ส่วนทุนหมายถึงเงินทองที่จะต้องใช้จัดหาเสบียง เลี้ยงกองทัพ ซื้อหาข้าวของมาสร้างกรุง และจัดหาอาวุธไว้สู้กับศัตรู ทั้งสองอย่างเป็นวาระแห่งชาติในขณะนั้น

บุญที่พวกข้าราชการเก่าสมัยอยุธยาหลายคนได้กลับเข้ามาสวามิภักดิ์ เช่น หลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) พระสหายเก่าได้นำครอบครัวย้ายจากบางช้างเข้ามาทำราชการ โปรดฯ ให้เป็นพระราชวรินทร์ คุมตำรวจ พระราชทานที่ดินริมแม่น้ำข้างวังให้ปลูกเรือน ภายหลังไปรบทัพจับศึกชนะจึงทรงตั้งเป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ (ระดับ ผบ.ตร.) พระยายมราช (เทียบประมาณ มท.1) เจ้าพระยาจักรี (นี่เทียบระดับนายกรัฐมนตรี) และเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก หลังจากนั้นจึงได้ครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 1

พระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด ต้นสกุลบุณยรัตพันธุ์) ก็เป็นขุนนางเก่ารู้ธรรมเนียมในวังมาก โปรดฯ ให้เป็นเสนาบดีกรมวังดูแลกิจการทั้งปวงในราชสำนัก ศาล วัดวาอารามและพิธีการต่าง ๆ

นายบุญมาน้องชายหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) เคยเป็นนายสุดจินดามหาดเล็กสมัยอยุธยาได้เข้าร่วมตั้งแต่สงครามกู้ชาติ เมื่อสถาปนากรุงธนบุรีแล้วก็ได้ทำราชการต่อไปจนเป็นพระมหามนตรี พระยาอนุชิตราชา พระยายมราช และเจ้าพระยาสุรสีห์ในที่สุด ในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้เป็นกรมพระราชวังบวรฯ พระมหาอุปราชวังหน้า

นายบุนนาค ลูกเจ้าพระยามหาเสนา รมต.กลาโหมครั้งกรุงเก่าเชื้อสายแขกเปอร์เซียเคยทำราชการในวังก่อนเสียกรุงได้เป็นนายฉลองไนยนาถ มหาดเล็ก เมื่อกรุงแตกก็ได้ไปอาศัยอยู่กับหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) ที่บางช้าง คุณนาคภริยาหลวงยกกระบัตรเห็นว่าเป็นพ่อม่ายเมียตาย มีชาติมีสกุล และซื่อสัตย์สุจริตจึงยกคุณนวล น้องสาวให้ แต่มีเรื่องผิดพ้องหมองใจกับพระเจ้าตากมาแต่เด็กจึงไม่ได้เข้าทำราชการ จนเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้ครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 1 ท่านจึงได้เข้าทำราชการด้วยจนได้เป็นเจ้าพระยามหาเสนาเหมือนบิดา ท่านผู้นี้เป็นต้นสกุลบุนนาค

วงศาคณาญาติฝ่ายหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) ได้เข้าทำราชการหลายคน รวมทั้งพ่อทองอิน บุตรชายของคุณสา พี่สาวของหลวงยกกระบัตร ต่อมาพ่อทองอินได้เป็นพระยาสุริยอภัย เจ้าเมืองโคราช เมื่อรัชกาลที่ 1 ผู้เป็นน้าได้ครองราชย์แล้ว ท่านได้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข วังหลัง ซึ่งเป็นวังหลังพระองค์เดียวในสมัยกรุงเทพฯ

พระเจ้าตากทรงเริ่มนำทัพไปปราบก๊กต่าง ๆ ที่ตั้งตนเป็นใหญ่ตั้งแต่ปีแรก เริ่มจากก๊กเจ้าพิมายจับได้กรมหมื่นเทพพิพิธ ครั้งแรกจะทรงเว้นชีวิตไว้และให้มาช่วยกันทำราชการ แต่กรมหมื่นเทพพิพิธเห็นว่าตนเป็นลูกพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึง “จมไม่ลง” กลับกระด้างกระเดื่องจึงให้นำไปสำเร็จโทษเสีย พระราชวรินทร์ (ทองด้วง) ทำสงครามได้ชัยชนะในครั้งนี้นี่เองจึงได้เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ จางวางพระตำรวจ

หลังจากนั้นเสด็จลงเรือไปปราบก๊กเจ้าพระยานครศรีธรรมราชจนจับตัวเจ้าเมืองได้ ขุนนางจะให้ประหารแต่ตรัสว่ายามบ้านแตกเมืองเสียทุกคนก็หมายตั้งตัวเป็นใหญ่ทั้งนั้น เจ้านครกับพระองค์ก็ไม่ได้เป็นเจ้าเป็นข้ากันมาก่อน จะเอาผิดฐานอะไรก็ยาก เมื่อยอมอ่อนน้อมโดยดีก็ให้ไปทำราชการในกรุงธนบุรีแล้วยังเสด็จลงไปจัดการหัวเมือง เช่น สงขลา พัทลุง ปัตตานีจนเรียบร้อย


ศึกต่อมาคือการปราบก๊กเจ้าพระยาพิษณุโลกและก๊กเจ้าพระฝางจนราบคาบ ได้ผู้คนเข้ามาอยู่ใต้พระบารมีหลายหมื่นคน ต่อมายังได้ยกทัพไปปราบเขมร ลาว ทรงตีได้เชียงใหม่จากพม่าจนรวบรวมอาณาจักรล้านนาคือ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน กลับมาอยู่ในพระราชอาณาเขตธนบุรีสำเร็จ

เมื่อวันเวลาผ่านไปพอจะทรงมีเวลาว่างเว้นจากการรบบ้างก็ทรงหันมาทำเรื่องเศรษฐกิจ เช่น การค้าครั่ง การขุดคูคลอง และเรื่องศิลปวัฒนธรรมอันแสดงความรุ่งเรืองของบ้านเมือง เช่น โปรดฯ ให้ซ่อมวัดต่าง ๆ ทรงเสาะหาช่างฝีมือมาทำข้าวของเครื่องใช้และยังมีเวลาทรงพระราชนิพนธ์หนังสือดี ๆ หลายเล่มหรือมิฉะนั้นก็ส่งเสริมกวีหลายคน เข้าใจกันว่าพระองค์เองจะทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระมงกุฎประลองศร ตอนหนุมานเกี้ยวนางวาริน ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ และตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด สำนวนนี้ว่ากันว่าเป็นพระราชนิพนธ์

เมื่อนั้น พระทรงจตุศีลยักษา
ครั้นเห็นนวลนางสีดา เสน่หาปราบปลื้มหฤทัย
อั้นอัดกำหนัดในนาง พลางกำเริบราคร้อนพิสมัย
พิศเพ่งเล็งแลทรามวัย มิได้ที่จะขาดวางตา
ชิชะโอ้ว่าสีดาเอ๋ย มางามกระไรเลยเลิศเลขา
ถึงนางสิบสองห้องฟ้า จะเปรียบสีดาได้ก็ไม่มี

และแล้วก็มาถึงเรื่องที่ทรงหันหน้าเข้าวัดเข้าศาสนา คงจะเป็นว่าชีวิตนักรบที่ผกโผนอยู่บนหลังม้าไล่ฆ่าฟันผู้คนมานานต่อให้เป็นศัตรูก็เถิด วันหนึ่งย่อมรู้สึกเกรงในบาปบุญคุณโทษอยู่เหมือนกัน หนทางจะระงับดับความรู้สึกนั้นคือการใช้ศาสนาเข้าช่วย เช่น กรณีของพระเจ้าอโศกมหาราช ผมเองก็เคยพบครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เป็นขุนศาลตุลาการหลายคน ท่านบอกว่าแม้การตัดสินลงโทษจำคุกหรือประหารชีวิตคนจะถือว่าเป็นหน้าที่ และเราทำไปโดยสุจริตตามกฎหมาย เราไม่ได้ก่อกรรมแต่เป็นผู้ชี้กรรมเขา กระนั้นก็อดตะขิดตะขวงใจบ้างไม่ได้ว่าจะผิดพลาดหนักเบาไปบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้จึงต้องอาศัยทางพระทางเจ้าเข้าช่วย ใจจะได้สบาย



พระเจ้าตากทรงหันไปเรียนวิปัสสนา ส่วนใหญ่ก็ที่สำนักวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆัง) วัดนาค วัดกลาง (บัดนี้รวมกันเป็นวัดนาคกลาง) วัดบางยี่เรือใต้ (วัดอินทาราม) วัดหงส์ (วัดหงส์รัตนาราม) ราชการงานเมืองทั่วไปก็โปรดฯ ให้เจ้านายขุนนางดูแลกันเอง ตรงนี้แหละที่พงศาวดารและหนังสือหลายเล่มบรรยายว่าทรงหมกมุ่นเกินไป หรือบางทีครูบาอาจารย์ที่บอกกรรมฐานอาจพาเข้ารกเข้าพงไปด้วยก็ได้ จนทรงคิดว่าได้บรรลุธรรมอันวิเศษ ทำท่าจะศักดิ์สิทธิ์เหาะได้ คงเหมือนหลายสำนักในเวลานี้ที่พาถอดจิตไปเฝ้าพระอินทร์ ไปไหว้พระธาตุจุฬามณี ขึ้นสวรรค์ลงนรก ข้ามภพข้ามชาติอะไรทำนองนั้น

บางเล่มก็กล่าวว่าระยะหลังพระอารมณ์ชักจะแปรปรวนหงุดหงิดง่าย เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ และทรงพระพิโรธลงโทษคนได้ง่าย ๆ ทั้งที่ไม่ใช่พระอารมณ์ดังนี้มาแต่เดิม

ตัวอย่างที่มักยกขึ้นกล่าวในพงศาวดาร จดหมายเหตุและหนังสือต่าง ๆ เช่น ทรงกริ้วว่าเงินทองที่ทรงเก็บไว้สูญหายไป เข้าพระทัยว่าเจ้าจอมคนโปรดจะเม้มไว้จึงให้ประหาร เสร็จแล้วมาพบภายหลังว่าทรงเก็บไว้ในหีบที่ซ้อนกันแล้วทรงลืมเสีย ทรงให้โบยสตรีมีบรรดาศักดิ์หลายคนในวังรวมทั้งคุณสา พี่สาวสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมารัชกาลที่ 1 สถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์ใหญ่) ทรงชุบเลี้ยงหญิงชาวบ้านร้านตลาดเป็นเจ้าจอมทำราชการซึ่งถือว่าผิดธรรมเนียม โปรดฯ ให้เชิญเจ้ามาประทับทรงพระองค์ มีพระราชสาส์นไปขอธิดาพระเจ้ากรุงจีน ที่ถือว่าแหวกแนวไปมาก เช่น โปรดฯ ให้นิมนต์สมเด็จพระสังฆราช และพระราชาคณะผู้ใหญ่มาถามว่าถ้าฆราวาสบรรลุธรรมชั้นโสดาบัน พระภิกษุธรรมดาจะต้องไหว้ไหม คำถามนี้เล่นเอาพระแบ่งกันเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกตอบว่าต้องไหว้เพราะพระเองยังไม่บรรลุ อีกฝ่ายตอบว่าไม่ต้องเพราะถึงอย่างไรพระก็มีศีล 227 ข้อ ทรงกริ้วพวกหลังมากจับสึกหมดแล้วส่งไปทำงานหนัก

เรื่องพวกนี้จะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่น่าจะมีมูลอยู่บ้าง เพียงแต่จะสรุปว่าทรงวิกลจริตหรือ “บ้า” นั้นไม่น่าจะถึงขนาดนั้น คงแค่ “แปลก ๆ” อยู่ พงศาวดารบางเล่มจึงใช้คำว่า “จริตวิกล” ซึ่งก็คงเป็นพัก ๆ เพราะพงศาวดารเองก็กล่าวว่าบางครั้งยังทรงออกว่าราชการได้ตามปกติ เช่น คราวจะส่งคณะทูตไปเมืองจีน เป็นต้น

แต่ที่แน่ ๆ คือพระอาการและพระอารมณ์เช่นนี้ย่อมเป็นจุดอ่อนเปิดทางให้พวกฉวยโอกาสซึ่งมีอยู่ทุกสมัยเข้าแสวงหาประโยชน์ กดขี่ข่มเหงราษฎรบ้าง อ้างพระราชดำรัสตรัสสั่งบ้าง ขุนนางหลายคนกอบโกยหาผลประโยชน์ใส่ตน เช่นที่อยุธยามีการเก็บภาษีพวกลูกหลานที่กลับไปขุดหาทรัพย์ที่บรรพบุรุษฝังไว้ เมื่อในวังอ่อนแอก็เท่ากับว่ารัฐบาลอ่อนแอ ข้าราชการเข้าเกียร์ว่าง แล้วพวกนี้เองที่
ไปรีดไถประชาชน แอบอ้าง “ข้างบน” ขนาดเจ้าหน้าที่เก็บภาษียังไปเอาพระที่เป็นพรรคพวกกันมาทั้งผ้าเหลืองช่วยเก็บค่าต๋งแบ่งกัน

ในที่สุดสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงเป็นจำเลยของสังคมพูดตามภาษาการเมืองสมัยนี้ก็คือเกิดวิกฤติศรัทธา โดยสรุปคือทรงมีจุดอ่อนสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ ในด้านการรบแม้ทรงมีทีมงานที่เก่งกล้าอยู่หลายคน กล้าเป็นกล้าตายทั้งนั้น แต่พอศึกสงบจะหาคนที่ช่วยดูแลการปกครองให้เรียบร้อยยากเต็มที สมเด็จเจ้าพระยาฯ และน้องชายก็ถูกใช้ให้ไปรบที่โน่นที่นี่ไม่หยุดหย่อน พระเจ้าตากเองก็มีพระราชโอรสน้อยพระองค์ ไม่พอจะช่วยราชการ ที่พอมีก็โตไม่ทันใช้ พระญาติพระวงศ์ที่เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่มี การมีลูกน้อยน้องน้อยบริวารน้อยมีข้อเสียอย่างนี้เอง

อีกเรื่องคือแม้จะทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ความรู้สึกของพวกขุนนางเก่า ผู้ดีเก่าที่ว่าทรงเป็นสามัญชนมาก่อน ไม่รู้ขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งยังมีเชื้อสายจีนเสียอีกจึงทำให้ขุนนางบางส่วนไม่ “สนิทใจ” เท่าไรนักพอมาทรงเข้าวัดคร่ำเคร่งทำวิปัสสนา แล้วมีแต่ภาพลักษณ์ด้านลบออกมาจึงทำให้ขาดความศรัทธาวางใจได้

เรื่องอย่างนี้เรียกว่าเป็น “ปัญหาการเมืองภายใน” ไม่ได้มาจากข้าศึกศัตรูที่ไหนทั้งนั้น.

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com