หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เยื้องเวียงจันทน์ ย่างวังเวียง

โดย : ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี
ไลฟ์สไตล์ @กรุงเทพธุรกิจ


สุดที่สายตาคู่นั้นทอดไปก็ยังมองไม่เห็นต้นขบวน ท่ามกลางแสงตะวันที่คล้อยองศาลงมา 2 นาฬิกา บนถนนลูกรังที่คดเคี้ยวตามสภาพภูมิประเทศ

รถยนต์พากันจอดเรียงราย คนขับรถบรรทุกเริ่มจับกลุ่มคุยกับคนขับรถบัสอยู่ใต้ร่มไม้ ขณะที่คนท้องถิ่นและคนแปลกหน้าต่างทยอยหอบหิ้วสัมภาระเดินตามกันไปยังหมู่ บ้านที่อยู่ข้างหน้า

ความจอแจของผู้คน และ "รถเล็ก" ในการขนถ่ายข้าวของ กลายเป็นความอลหม่านเล็กๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากพบว่าสะพานข้ามแม่น้ำตรงหน้า "รถใหญ่" ไม่สามารถผ่านไปได้

"สะพานข้ามแม่น้ำทรุด ตอนนี้กำลังซ่อมกันอยู่" บางคนพูดถึงบรรดาช่างโยธา และเครื่องไม้เครื่องมือที่กองอยู่ตรงบริเวณคอสะพาน

สาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่มีใครระบุได้แน่ชัดว่าเป็นเพราะอะไร แต่เสียงส่วนใหญ่เชื่อว่าอาจเป็นเพราะพายุฝนลูกเมื่อคืน จึงทำให้สะพานเหล็กที่มีสภาพการใช้งานค่อนข้างสมบุกสมบันอยู่พอสมควรแล้ว ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก

"อย่างนี้แหละ เที่ยวลาวหน้า นี้ก็ต้องระวังเรื่องการเดินทางกันเยอะหน่อย" เสียงจากนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มแว่วมา แต่ก็ดูเหมือนสิ่งเหนือความคาดหมายทำนองนี้จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่นัก เดินทางที่จะเลือกกางแผนที่มาเยือนเมืองลาว โดยเฉพาะกับฟ้ากับฝน ปัญหาสะพานขาด ดินถล่ม ถนนทรุดจึงเป็นอะไรที่มักเกิดขึ้นได้เสมอ


หลากมุมเมืองลาว

นอกจากภาพวาดในหนังสือแบบเรียนสังคมศึกษาจะทำให้เห็นว่าเมืองลาวกับ เมืองไทยมีความใกล้ชิดติดกันเพียงแค่เส้นแบ่งพรมแดนกั้นแล้ว ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองประเทศยังแสดงถึงความกลมกลืนของผู้คนที่มีมา ตั้งแต่โบราณ


ยิ่งในแง่มุมของการท่องเที่ยวสำหรับนักเดินทางมือใหม่ที่ยังไม่ค่อยชำนาญด้านภาษา เมืองลาว น่าจะถือเป็นแบบฝึกหัดการ "เที่ยวต่างประเทศ" บทแรกๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจก็ว่าได้ เพราะคงไม่มีที่ไหนในโลกที่จะเปิดโอกาสให้คนไทยใช้ภาษาไทย "เว้าซื่อ" กันได้ทั่วประเทศขนาดนี้ เวลาว่างสัก 3-4 วันจึงถือว่าค่อนข้าง "กำลังดี" สำหรับการจัดทริปเที่ยวลาวสักครั้งหนึ่ง

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งอยู่บนดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ถูกโอบล้อมด้วยประเทศเพื่อนบ้านอย่าง จีน ไทย กัมพูชา พม่า และเวียดนาม เพราะสภาพภูมิประเทศที่ไม่ได้อยู่ติดกับทะเลที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น "ล็อกแลนด์ (Lock Land) แห่งอุษาคเนย์" แม่น้ำโขง หรือลำน้ำของ จึงเปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนลาว


ตลอดระยะทาง 1,835 กิโลเมตรจากลาวเหนือจดลาวใต้ที่สายน้ำโขงไหลผ่าน ทั้งเกษตรกรรม การประมง การผลิตพลังงานไฟฟ้า การคมนาคม และใช้เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศลาวกับ ประเทศเพื่อนบ้านล้วนแต่ต้องพึ่งพิงแม่น้ำสายนี้แทบทั้งสิ้น โดยมีเส้นเลือดฝอยแตกแขนงจากแม่น้ำโขงไปหล่อเลี้ยงผู้คนในภูมิภาคต่างๆ อยู่หลายสาย คือ ทางภาคเหนือมีสายน้ำอู สายน้ำคาน สายน้ำเซือง นครหลวงเวียงจันท์มีสายน้ำซอง สายน้ำลีบ สายน้ำงึม ขณะทางใต้จะมีสายน้ำซัน สายน้ำเซ และสายน้ำเหงียน


ด้วยลักษณะพิเศษดังกล่าวนั้นเอง จึงทำให้พื้นที่กว่า 236,800 ตารางกิโลเมตรของลาว อุดมไปด้วยภูเขาและที่ราบสูงหลายแห่ง อันกลายมาเป็นทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ พอๆ กับวิถีชีวิตของชาวลาวที่ยึดโยงอยู่กับพระพุทธศาสนาเป็นหลัก

ชาวลาวส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ (ร้อยละ 60 ของชาวลาวทั้งหมด) ควบคู่ไปกับลัทธินับถือผีบรรพบุรุษของผู้คนในแถบภูเขาสูง พุทธศาสนาแบบเถรวาท จึงนับเป็นแบบแผนหลักของวัฒนธรรมลาว ซึ่งปรากฏให้เห็นทั่วประเทศ ทั้งในด้านภาษา ศิลปะ วรรณคดี และศิลปะการแสดง ฯลฯ

ความ "ขึ้นชื่อ" ของมนต์เสน่ห์ที่ปราศจากการปรุงแต่งนี่เอง ทำให้จังหวะวันหยุดคล้อยหลังฝนต้นลมหนาวจนปลายฤดูร้อน โปรแกรมเยือนถิ่นลาวมักได้รับความสนใจจากก๊วนนักเดินทางมืออาชีพและสมัครเล่นอย่างไม่ขาดสาย

เตร่เตร็ดในเวียงจันทน์

แม่น้ำสายเดียวกัน เมื่อมองกันคนละฝั่งกลับให้ความรู้สึกที่ต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะห่างกันแค่สะพานกั้น แต่หนองคาย-นครหลวงเวียงจันท์ ก็ถูกขีดเส้นแบ่งแดนแยกออกเป็นคนละประเทศไปแล้ว ถึงอย่างนั้น คนบ้านนี้กับคนบ้านโน้นก็ยังคงไปมาหาสู่กันเรื่อยมา

นครหลวงเวียงจันทน์ (นะคอนหลวงเวียงจัน) เป็นเขตที่ตั้งของกรุงเวียงจันทน์เมืองหลวงของประเทศลาว มีเมืองเอกคือจันทะบูลี มีเขตติดต่อเป็นชายแดนกับประเทศไทยระหว่างเวียงจันทน์กับหนองคายของประเทศไทยทางสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 1 โดยเขตปกครองนี้ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยแยกออกมาจากแขวงเวียงจันทน์ เดิมชื่อ "กำแพงนครเวียงจันทน์" ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "นครหลวงเวียงจันทน์" ในภายหลัง

"นครหลวงแปลว่าเมืองใหญ่" แสงมะณี ไซยะสอน มัคคุเทศก์สาวเวียงจันทน์ให้ข้อมูล

ภาพความวุ่นวายของการจราจร ความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของผู้คน และเทคโนโลยีที่พยายามจะล้ำสมัยทุกๆ วินาที ตามองค์ประกอบของเมืองใหญ่แทบจะไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักที่เมืองหลวงของ ประเทศลาวแห่งนี้

แสงมะณีบอกว่า แหล่งท่องเที่ยวในตัวเวียงจันท์ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การจับจ่ายซื้อของมากกว่า ด้วยความที่เวียงจันท์เป็นแหล่งที่พักสินค้าจากเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ที่นี่จึงมีตลาดหลากหลายให้บรรดาขาช้อปได้เลือกเดิน

ตลาดเช้า เปิดขายตั้งแต่ 07.00-16.00 น. ที่ชื่อตลาดเช้าเพราะเมื่อก่อนเปิดขายเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายชนิด ทั้งสินค้าพื้นเมือง และจากต่างประเทศ อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าซิ่น เครื่องเงิน ไม้แกะสลัก เครื่องจักสาน งานฝีมือต่าง ๆ

ตลาดจีน หรือ ตลาดแลง (ตลาดหนองด้วง ก็มีเรียกกัน) เป็นจำหน่ายสินค้าจากประเทศจีน อาทิ กระเป๋าแบรนด์เนมของดียี่ห้อดัง เครื่องใช้ไฟฟ้า ของที่ระลึก เสื้อผ้าสำเร็จรูป รวมไปทั้งอาหารและเครื่องเทศที่นำเข้าจาก ประเทศจีนโดยตรง

ตลาดขัวดิน เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าของสด ที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์ เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ กุ้งหอย ปู ปลา และสินค้าอื่น ๆ ที่ชาวบ้านสามารถสรรหาได้ มาวางจำหน่าย

นอกจากนี้ยังมี ศูนย์หัตถกรรมผ้าซิ่นทอมือ ให้สำหรับนักท่องเที่ยวได้ซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกอีกด้วย

ถึงแม้เวียงจันทน์จะได้ชื่อว่าเป็นแขวงที่เจริญที่สุดใน 18 แขวงของลาว แต่การผสมผสานระหว่างวิถีชีวิตดั้งเดิมและการพัฒนาประเทศ ที่ไม่ได้ให้น้ำหนักกับเทคโนโลยีมากกว่าเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตนั้น ทำให้วันนี้เรายังเห็นหนุ่มสาวชาวลาวรุ่นใหม่ยังรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมเอาไว้อย่างค่อนข้างเหนียวแน่น

ผ้าซิ่น ยังถูกบรรจุอยู่ในเครื่องแบบราชการ หลานยังจูงยายเดินออกมาปั้นข้าวเหนียวใส่บาตรตั้งแต่เช้าตรู่ งานบุญประเพณีต่างๆ ยังปรากฏอยู่ในปฏิทินราชการ แต่ก็ใช่ว่าคนเวียงจันทน์เองจะไม่ถูกกระแสของความเปลี่ยนแปลงพัดพาไปเสียที เดียว ย่านแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีที่เริ่มมีมากขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาว ต่างชาติเป็นหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจน กับแฟชั่นของบรรดาขาเที่ยวที่ "ทันเทรนด์" ไม่แพ้ปารีส หรือมิลานเหมือนกัน

เวียงจันทน์มักถูกจัดเส้นทางให้อยู่ในสายเดียวกับวังเวียงและหลวงพระบาง ที่นี่จึงกลายเป็นแลนด์มาร์กแรกสำหรับเริ่มต้นทริปอยู่บ่อยครั้ง นักท่องเที่ยว หากไม่ค้างที่หนองคาย ก็มักจะข้ามโขงมาชมวิวประเทศไทยที่เวียงจันทน์ก่อน รุ่งเช้าจะออกเดินทางสู่วังเวียงที่อยู่ห่างออกไปอีก 160 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างการเดินทางสามารถแวะชมความสวยงามของเกาะและดอนของ เขื่อนน้ำเทิม เขื่อนที่ใช้เป็นสถานที่คุมขังนักโทษชาย (ดอนท้าว) กับนักโทษหญิง (ดอนนาง) ในอดีต ซึ่งที่นี่ช่วงวันหยุด หรือเทศกาลก็มักจะมีชาวลาวมาพักผ่อนอยู่เป็นประจำ ก่อนจะลัดเลาะตามภูมิประเทศต่อไปจนถึงวังเวียง

"ค่อยๆ ข้ามกันเด้อ เดี๋ยวสะพานพัง" เสียงร้องบอกทีเล่นทีจริงของเจ้าหน้าที่เรียกสีหน้าของคนต่างถิ่นออกมาได้พอ สมควร หลังจากต้องเดินเสียเหงื่อกันอยู่พักใหญ่ก่อนจะข้ามสะพานไปขึ้นรถอีกฝั่ง หนึ่งได้

บรรดารถขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าแช่แข็งเริ่มทยอยขนย้ายของถ่ายลงรถเล็กเพื่อดำเนินการขนส่ง ต่อไปก่อนที่น้ำแข็งจะละลายหมด บางรายออกท่าทางหัวเสียอย่างชัดเจน ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าต่างพากันออกมานั่งเรียงหน้าสลอนขายเครื่องดื่มเท่าที่พอ หาได้

ทั้งหมด เป็นความวุ่นวายเล็กน้อยที่บรรดานักเดินทางรุ่นพี่ต่างยืนยันว่ามีสิทธิเกิดขึ้นได้เสมอ


ตามฝันที่ วังเวียง

บางความคิดหวนนึกถึงวังเวียงในความทรงจำ เมื่อแนวเทือกเขาตะปุ่มตะป่ำเบื้องหลัง "ลานเดินยนต์" หรือ สนามบินเก่าปรากฏอยู่ตรงหน้า ภาพใครคนนั้นกำลังนั่งอิงเบาะบนแคร่ไม้ริมลำน้ำซอง ไล้หมอก มองดาวพราวฟ้า ใต้เงาตะเกียงทอแสง ขาดเพียงใครอีกคนที่ไม่ได้นั่งโอบไออุ่นอยู่เคียงข้างให้บรรยากาศความรัก นั้นได้เติมเต็ม ภาพของพนักงานบนเครื่องบินกำลังลำเลียงกระเป๋าลงจากเครื่องเพื่อจัดสรร เก้าอี้ดนตรีให้ผู้โชคดีคนนั้นรอคิวบินเที่ยวต่อไป หรือตลาดเช้าแหล่งรวมของแปลกให้ได้เปิดหูเปิดตา...

หลายเรื่องราวหลากความทรงจำต่างผุดพรายขึ้นมาประกอบกันเป็นความประทับใจ ในมุมที่ต่างออกไป ด้วยความที่วังเวียงเต็มไปด้วยภูเขาหินปูนน้อยใหญ่เรียงรายสลับกัน โดยมีแม่น้ำซองไหลผ่าน ที่นี่จึงได้รับขนานนามว่าเป็น "กุ้ยหลินน้อยแห่งเมืองลาว" และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสสักครั้งในชีวิต

ไกด์สาวคนเดิมเล่าว่า ในสมัยก่อน วังเวียง หรือ เวียงคำ จะเป็นเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไผ่ มีเจ้าชีวิต (เจ้าเมือง) คนหนึ่งครองเมืองอยู่ ต่อมาเมื่อเจ้าฟ้างุ้มวีรกษัตริย์ชาวลาวผู้ กอบกู้ 3 อาณาจักรอันได้แก่ หลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้าง-นครหลวงเวียงจันท์ และอาณาจักรล้านช้างจำปาสัก มาเป็นอาณาจักรเดียว ได้ยกกองทัพมาตีเมืองเวียงคำนั้น พระองค์ได้ใช้กลอุบายเอาเพชรพลอยเงินทองมาติดหัวธนู แล้วยิงใส่กอไผ่ที่ล้อมเมืองนั้น เพื่อให้คนเข้าใจว่า มีเงินมีทองมีคำอยู่ที่นั่น แล้วจึงถอยกลับมาตั้งทัพอยู่ที่เวียงจันทน์

"ทางฝ่ายชาวเมืองเวียงคำออกมาดูเมื่อเห็นว่ามีเงินมีทองคำอยู่ในกอไผ่ ก็พากันตัดต้นไผ่เพื่อจะเอาทอง เอาเงินที่อยู่ในกอไผ่นั้น หลังจากนั้น 2-3 เดือนเจ้าฟ้างุ้มก็บุกมาอีกครั้งจนได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย และเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองวังเวียงในภายหลัง ส่วนกอไผ่ก็ถูกนำมารวมกองแล้วเผาตรงริมแม่น้ำ ไหลลงแม่น้ำกลายเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำซอง" แสงมะณีบอก

ถ้าไม่หาที่นั่งชมทัศนียภาพ หรือเดินเล่นละเลียดบรรยากาศริมน้ำซอง การล่องเรือก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ถือว่าเป็นที่นิยมไม่น้อย แต่สำหรับใครที่ชอบความตื่นเต้นของการผจญภัยก็สามารถไปแถบ "ย่านฝรั่งบ้า" ที่มีทั้งล่องห่วงยาง สไลเดอร์ โหนสลิงกระโดดน้ำ ล่อง "กงเบ่ง" หรือห่วงยาง และพายคายัค แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล

วันนี้ ในสายตาของใครหลายคนอาจมองว่า วังเวียงกำลังจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ มีโรงแรม รีสอร์ท เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร บาร์เบียร์ ตลอดจนร้านขายของต่างๆ ทยอยผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ของกินเริ่มแพง และไม่อร่อย

แต่ถึงอย่างนั้นภาพทุ่งนาสีเขียวที่มีริ้วหมอกโอบกอดขุนเขาอยู่เบื้อง หลัง ตลอดจนภาพฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวก็ยังทำให้ใครต่อใครพากันมาที่ นี่อยู่ดี

"วังเวียงก็คือพวกที่หนีปายมายังไงล่ะ" บางสุ้มเสียงสรุปสิ่งที่เกิดขึ้น

* การเดินทาง

วังเวียง สามารถไปได้สองเส้นทางด้วยกัน หากรักจะนั่งรถ สามารถข้ามไปยังฝั่งลาวผ่าน ทางด่านจังหวัดหนองคายหรืออุดรธานี เพื่อไปยังเวียงจันทน์ ที่เวียงจันทน์ มีรถโดยสารต่อไปยังวังเวียงให้เลือกทั้งรถบัส รถตู้ หลายรูปแบบ มีทั้งวีไอพี มีแอร์ ไม่มีแอร์ เฉลี่ยระยะเวลาเดินทางจากเวียงจันทน์สู่วังเวียง ราวๆ 3-4 ชั่วโมง

แต่หากใครอยากใช้ชีวิตช้าๆ แบบลาวสไตล์ แนะนำเส้นทางสุดชิลล์อย่างการล่องน้ำโขงก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน โดยตั้งต้นจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ข้ามมาฝั่งลาวสู่ บ้านห้วยทราย ก่อนจะลงเรือล่องสู่หลวงพระบาง ซึ่งต้องพักที่เมืองปากแบ่ง 1 คืน ก่อนจะล่องลงมาจนถึงหลวงพระบาง แวะพักสักคืนสองคืน แล้วจึงนั่งรถโดยสารต่อมาที่วังเวียง และกลับบ้านเราผ่านทางเวียงจันทน์ สู่อุดรธานี หรือหนองคายก็ได้ตามสะดวก

ปล.ว่า "บ่ต้องกลัวหลง ไทยกะลาว ก็คื้อกัน"

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

"คิลิมันจาโร" ใกล้ไร้ธารน้ำแข็ง

ไม่นานมานี้เพิ่งมีข่าวจาก "ภูฏาน" ประเมินว่า

ธารน้ำแข็งและน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยอาจละลายหมดภายในไม่กี่สิบปี

เพราะผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง หรือ วิกฤตโลกร้อน!

ล่า สุด คุณลอนนี่ ทอมป์สัน นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็ง (กลาเซียร์) ประจำศูนย์วิจัยขั้วโลก มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา และคณะ ออกมาเตือนภัยในลักษณะเดียวกัน ว่า

ถ้าสถานการณ์ โลกร้อนยังคงไม่บรรเทาเบาบาง ลง ภายในปีค.ศ. 2022 (พ.ศ. 2565) หรืออีก 12-13 ปีข้างหน้า กลาเซียร์ รวมถึงน้ำแข็ง และหิมะ จะมลายหมดสิ้นไปจากยอดเทือกเขา "คิลิมันจาโร" ประเทศแทนซาเนีย!

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ฟุตบอลโลก

......ฟุตบอลโลกทำการแข่งครั้งแรกในปี 1930 โดยฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) โดยประเทศอุรุกวัยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

ประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกมีทั้งหมด 13 ประเทศ ตอนนั้นยังไม่มีการแข่งขันรอบคัดเลือก ที่อุรุกวัยประเทศเจ้าภาพได้ส่งจดหมายเชิญประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมการแข่งขัน

เพราะระยะทางที่ไกล ทำให้มีเพียงประเทศจากยุโรป 4 ประเทศเท่านั้นที่ตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ โดยส่วนมากปฏิเสธที่จะเดินทางโดยเรือหลายอาทิตย์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

ที่มอนเตวิเดโอ เจ้าภาพได้สร้างสนามแข่งขันที่สวยงามสนามหนึ่ง ซึ่งจุผู้ชมได้ถึง 95,000 คน โครงการสร้างสนามดังกล่าวต้องเลื่อนกำหนดสร้างเสร็จออกไป เนื่องจากมีฝนตกหนัก ซึ่งทำให้สนามแข่งขันเสร็จก่อนหน้าการแข่งขันเพียง 5 วันเท่านั้น

แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้อุรุกวัยเหมาะสมสำหรับการจัดการแข่งขันครั้งนี้ พวกเขาเป็นแชมป์โอลิมปิกสองสมัยแรก ที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับพวกเขา นอกจากนั้นเดือนกรกฎาคม 1930 ยังเป็นเดือนที่ประเทศกำลังเฉลิมฉลอง 100 ปีแห่งการเป็นอิสระ ที่ทำให้ช่วงสองสัปดาห์ของการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่แทบจะทั้งทัวร์นาเมนท์แข่งขันกันที่เมืองหลวงของอุรุกวัยแห่งนี้ มีเทศกาลคาร์นิวัลฉลองเอกราชอยู่ด้วย

4 ทีมเท่านั้นที่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก และไม่มีทีมไหนเลยที่ได้รับการคาดหมายว่าจะคว้าแชมป์ไปครอง ประเทศมหาอำนาจอย่างอิตาลี, เยอรมัน, ฮอลแลนด์, อังกฤษ และสเปน พากันอยู่ที่บ้าน หนึ่งในประเทศที่ส่งทีมเข้าร่วมอย่างโรมาเนีย ที่แม้ว่าจะมีกษัตริย์คิง แคโรล เป็นผู้จัดการทีม แต่โรมาเนียก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ฝรั่งเศส และเม็กซิโก ลงเล่นฟุตบอลโลกนัดแรกในประวัติศาสตร์ และทีมตราไก่เป็นฝ่ายชนะ 4-1 โดยลูเซียน โลรองต์ ของฝรั่งเศสยิงประตูแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก แต่สองทีมที่แข็งแกร่งในทัวร์นาเมนต์นี้คืออาร์เจนติน่า และอุรุกวัย ที่ทั้งสองทีมเป็นแชมป์ของกลุ่มอย่างง่ายดาย

สตาบิเล่ ได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนท์ จากจุดเริ่มต้นคือผู้เล่นสำรอง เขาลงสนาม และซัดแฮตทริกนัดเตะกับเม็กซิโก

ในรอบรองชนะเลิศอาร์เจนติน่าถล่มสหรัฐ อเมริกา 6-1 และอุรุกวัยชนะด้วยสกอร์เดียวกันในการเตะกับยูโกสลาเวีย ตอนนั้นไม่มีการแข่งขันชิงอันดับสาม ทำให้สหรัฐ และยูโกสลาเวียได้ครองอันดับสามร่วมกัน

รอบชิงชนะเลิศมีขึ้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 1930 ณ สนามเอสตาดิโอ เซนเตนาริโอ ที่อุรุกวัยเจ้าภาพพบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอาร์เจนติน่า

ถ้วยรางวัล World Cup

ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ โทรฟี่


ความเป็นมาของถ้วยฟุตบอลโลกที่นับเป็นแรงบันดาลใจให้นักเตะทีมต่างๆต่อสู้เพื่อพิสูจน์ฝีมือและศักดิ์ศรีของประเทศนั้นมีด้วยกันสองรุ่น โดยรุ่นล่าสุดนี้เป็นถ้วยรางวัลที่มีน้ำหนักถึง 4,970 กรัม ทำด้วยทองแท้ 18 กะรัต สูง 36 เซนติเมตร เรียกว่าถ้วยฟีฟ่าเวิลด์คัพ (FIFA World Cup Trophy) ออกแบบโดยประติมากรรมชาวอิตาเลียน ซิลวิโอ กาซซานิก้า ในปีค.ศ.1971 โดยเส้นของรูปปั้นบิดขึ้นมาจากฐานเป็นรูปนักกีฬาสองคนยืนหันหลังยกโลก ดูมีพลังเคลื่อนไหวในตัวเพื่อเป็นจังหวะแห่งการฉลองชัยชนะ

ถ้วยเวิลด์คัพใบนี้เริ่มใช้ครั้งแรกในการแข่งขันปีค.ศ.1974 ที่ประเทศเยอรมนีเป็นเจ้าภาพ และเยอรมนีก็คว้าถ้วยใบนี้สำเร็จครอบครองไว้นาน 4 ปี จากนั้นจึงลงไปอยู่อเมริกาใต้ แล้วกลับขึ้นมายุโรป สลับกัน 2 ทวีป อย่างนี้ในทุก 4 ปี เพราะประเทศที่ได้แชมป์จากเยอรมนีก็คือ อาร์เจนตินา (1978) อิตาลี (1982) เยอรมนี (1990) แล้วก็ล่าสุดคือบราซิล (1994)

แต่ถ้วยฟีฟ่าไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะฟีฟ่า หรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ถือว่าถ้วยนี้จะต้องอยู่ถาวรกับฟีฟ่า ผู้ชนะจะได้รับถ้วยจำลองที่ทำจากทองผสม ส่วนที่ฐานซึ่งมีแหวนคาดสองเส้น มีพื้นที่ไว้สลักชื่อผู้ชนะ 17 ช่อง ซึ่งเมื่อถึงปีค.ศ.2038 ชื่อก็จะเต็มช่องเหล่านี้ จากนั้นจะทำอย่างไรต่อไป ฟีฟ่าก็คงต้องปรึกษากัน


ถ้วย ชูลส์ ริเมต์


สำหรับถ้วยเดิมชื่อถ้วยจูลส์ ริเมต์ ซึ่งเป็นชื่อของประธานฟีฟ่าชาวฝรั่งเศสที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกสำเร็จในปีค.ศ.1930 ถ้วยแรกทำจากเงินและทองหนัก 3.8 กิโลกรัม สูง 38 เซนติเมตร ฐานทำด้วยหินล้ำค่าสีฟ้า หรือไพฑูรย์ (Lapislazule) เป็นรูปเทพธิดาแห่งชัยชนะ (Goddess of Victory) ตรงเหลี่ยม 4 ด้านของฐาน สลักชื่อประเทศที่ได้แชมป์ที่ 9 ราย ชื่อนับตั้งแต่ปี 1930-1970

ถ้วยจูลส์ ริเมต์ หายไปถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในปีค.ศ.1966 ช่วงที่อังกฤษได้แชมป์ มีคนมาพบว่าถูกฝังอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง โดยฝีมือการดมหาของเจ้าสุนัขตัวเล็กชื่อพิกเกิ้ลส์ แต่ถ้วยมาหายจริงๆในปีค.ศ.1983 ช่วงบราซิลได้สิทธิ์ครอบครองถ้วยนี้อย่างถาวร หลังจากคว้าแชมป์ 3 สมัยได้สำเร็จ โดยขโมยมือดีฉกจากที่เก็บในนครริโอ เดอจาเนโร

ทำเนียบบอลโลก
ครั้งที่ ปี เจ้าภาพ คู่ชิง แชมป์
1 1930 อุรุกวัย อาร์เจนตินา อุรุกวัย
2 1934 อิตาลี เชโกสโลวะเกีย อิตาลี
3 1938 ฝรั่งเศส ฮังการี อิตาลี
4 1950 บราซิล บราซิล อุรุกวัย
5 1954 สวิตเซอร์แลนด์ ฮังการี เยอรมันตะวันตก
6 1958 สวีเดน สวีเดน บราซิล
7 1962 ชิลี เชโกสโลวะเกีย บราซิล
8 1966 อังกฤษ เยอรมันตะวันตก อังกฤษ
9 1970 เม็กซิโก อิตาลี บราซิล
10 1974 เยอรมันตะวันตก ฮอลแลนด์ เยอรมันตะวันตก
11 1978 อาร์เจนตินา ฮอลแลนด์ อาร์เจนตินา
12 1982 สเปน เยอรมันตะวันตก อิตาลี
13 1986 เม็กซิโก เยอรมันตะวันตก อาร์เจนตินา
14 1990 อิตาลี อาร์เจนตินา เยอรมัน
15 1994 สหรัฐอเมริกา อิตาลี บราซิล
16 1998 ฝรั่งเศส บราซิล ฝรั่งเศส
17 2002 เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น เยอรมัน บราซิล

ที่มา : สยามสปอร์ต,ผู้จัดการออนไลน์

ยาแก้อาการอกหัก

สูตรส่วนผสมตัวยา
1. น้ำใจเพื่อนที่ปรารถนาดี 5 กรัม
2. น้ำตาพ่อแม่ที่รักเรา 10 หยดหรือมากกว่านั้น
3. ความเข้มแข็ง 10 ช้อนชา
4. รากแห่งศักดิ์ศรี 10 กรัม
5. ใบเจ็บแล้วจำ 5 ใบ
6. ความใฝ่ดี 5 ช้อนชา
7. ความเข้าใจ(ในรัก) 5 ช้อนชา
8. สติ 20 กรัม
9. สมาธิ 5 กรัม
10. ปัญญา 20 กรัม
11. น้ำล้างตา(ให้สว่าง) 2 ฝา
12. ความรักตัวเอง เท่ากับกำปั้นของผู้ใช้ยา
13. ความชัดเจน ชัดเจน เท่าที่คนข้างๆ ต้องการ (อันนี้ผมปรุงเพิ่มเอง)

วิธีปรุงยา
ทันทีที่อกหัก ให้รีบนำส่วนผสมทั้งหมดมาบดให้ละเอียด
แล้วผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ปั้นเป็นรูปหัวใจเล็กๆ..
(เพื่อความน่ารัก)..ใส่ขวด..อย่าลืมติดฉลาก "ยาแก้อกหัก"

วิธีใช้
ให้กินวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร จนกว่าจะหายจากอาการเจ็บอก
ยานี้ไม่มีวันหมดอายุ สามารถเก็บไว้รักษาโรคอกหักได้ตลอดไป...

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สก็อตช์ (Scotch)

เดิมที สก็อตช์ นั้นเป็นเหล้าพื้นเมืองสกอตแลนด์ ที่นิยมทำดื่มกันเองมานามนมแล้ว จวบจนปี 1170 เมื่อสกอตแลนด์ได้เป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษ ทำให้เหล้าพื้นเมืองของสก็อตช์ ได้เริ่มแพร่หลายเป็นที่รู้จักไปทั่ทุกมุมโลก จนกระทั่งกลายเป็นเล้าที่นิยมดื่มกันมากที่สุดชนิดหนึ่งในปัจจุบบัน

เมื่อในอดีต สก็อตช์ นั้น คงมีภาพพจน์ที่ดีมากเนื่องจากเป็นเหล้าที่นิยมดื่มกันเฉพาะในกลุ่มสังคมชั้น สูงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว สก็อตช์สามารถอื่นกมันได้ทุกคน ซึ่งสก็อตช์ก็ไม่ใช่เหล้าสำหรับคนมีเงินเท่านั้น หากแต่เป็นเหล้าที่เหมาสมกับนักดื่มที่มีประสบการณ์ เพราะคนที่จะชอบจริง ๆ จะต้องติดใจในรสชาติที่พิเศษซึ่งเป็นกลิ่นรมควัน อันเป็นเอกลักษณ์พิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้สก็อตช์ผสมห้ก็แต่เฉพาะน้ำแข็ง น้ำ หรือโซดานิดหน่อยเท่านั้น แต่จะไม่มีวันที่จะถูกนำไปผสมกับของหวาน ๆ เพื่อเปลี่ยนเป็นค็อกเทลให้น่าดื่มเหมือนกับเหล้าตระกูลอื่น ๆ ได้


สก็อตช์ เป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวบาร์เลย์ (Malted Barley) ซึ่งหลังจากที่แช่น้ำไว้จนได้ที่แล้ว ก็จะนำมาอบให้แห้งโดยใช้ไม้พีตเป็นถ่านสุมไฟให้ร้อนและแห้งเร็วขึ้น แล้วจึงนำมาหสักกับยีสต์ในน้ำอุ่นในหม้อทองแดง จนกลายเป็นไอน้ำเพื่อไปผ่านการกลั่นซึ่งในการกลั่นสก็ตช์นั้นจะต้องทำติดต่อ กันหลาย ๆ เที่ยว เพื่อให้ออกมาเป็นเหล้าแท้ ๆซึ่งจะมีกลิ่นและรสชาติแตกต่างกันไปจากสก็อตช์ที่รู้จัก เพราะต้องผ่านการผสม (Blen) ด้วยนิวทราล สปิริต และวิสกี้ที่ทำมาจากเมล็ดข้าวชนิดอื่น ๆ จนมาเป็นวิสกี้ผสม อาจจะสงสัยว่าทำไมต้องใช้ควันจากการเผาถ่านไม้พีตเท่านั้น ซึ่งคงตอบได้ว่าเพราะนั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้สก็อตช์มีเอกลักษณที่พิเศษ เฉพาะตัวของมันเอง แต่ถ้าหากให้ไปถามคนปรุงเหล้าสก็อตช์ ก็มักจะได้คำตอบอีกอย่างหนึ่งซึ่งเขาจะบอกว่า เครื่องปรุงที่เป็นเคล็ดลับในการทำให้สก็อตช์มีรสและกลิ่นที่ยวนใจนักดื่อ มมากจะเป็นผลมาจากไอเค็มของทะเลและน้ำใสจากลำธารในสก็อตช์แลนด์ต่างหาก

สิ่งที่ทำให้สก็อตช์เป็นสก็อตช์และวิสกี้ ทั้งที่เป็นเหล้าตระกูลเดียวกันที่ทำมาจากธัญชาตินั้น จึงเป็นเพียงความแตกต่างของถ่านไฟที่ใช้และวัตถุดิบจากแหล่งผลิตนั่นเอง นอกจากนั้นกฏหมายของสก็อตแลนด์ยังระบุไว้ว่า เหล้าที่ใช้ชื่อสก็อตช์นั้จะต้องบ่มไว้ไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงจะนำออกมาจำหน่ายได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะบ่มไว้ประมาณ 7-12 ปี แต่ก็ไม่เกิน 15 ปี จะมีก็แต่ ชีวาส อยู่เพียงรุ่นเดียวเท่านั้นที่บ่มกันนานถึง 17 ปี โดยถึงที่ใช้บ่มเหล้าชนิดนี้จะทำมาจากไม้โอ๊ค ซึ่งอาจเป็นถึงใหม่หรือถังที่เคยใช้บ่มเหล้ามาแล้วก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะนิยมถังที่บ่มเหล้าไวน์องุ่น หรือไวน์เชอร์รี่มาก่อน

เคล็ดลับสำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับการผลิตสก็อตช์ให้น่าดื่ม ก็คือสูตรผสมเพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติอันละมุนทีถูกคอนักดื่มทั้งหลายนั่นเอง