หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเดีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเดีย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ม้ากรำฝนชมวิวเทือกเขา "หิมาลัย"

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคนไทยมักนิยมไปเที่ยวแคว้นจัมมูแคชเมียร์ที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียในช่วงที่มีหิมะปกคลุมเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งอยู่ในช่วงหน้าหนาวตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเดือนเมษายน แต่ด้วยความที่สายการบินโลว์คอร์สน้องใหม่ของอินเดีย "อินดีโก" (IndiGo) เพิ่งมาเปิดเส้นทางบินในประเทศไทยเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เหล่านักข่าวไทย 5 ชีวิตเลยได้รับการเชื้อเชิญให้ไปเยือนแคชเมียร์ โดยนั่งเครื่องของอินดีโก ส่วนนิสโก้แทรเวลรับหน้าที่คอยดูแลทั้งหมด


ว่าไปแล้วการมาแคชเมียร์ในช่วงฤดูมรสุมที่ไม่มีหิมะให้เห็น ให้ได้จับต้อง
แต่มีฝนตกโปรยปรายเข้ามาแทนที่ก็เป็นความสวยงามไปอีกแบบ อย่างไรก็ตามถ้าให้เลือกเชื่อว่าคนไทยร้อยทั้งร้อยย่อมจะเลือกแคชเมียร์ในยามที่หิมะปกคลุมเมืองท่องเที่ยวเลื่องชื่อทั้งกุลมาร์ค โซนามาร์คและพาฮาลแกม มากกว่า ก็แหม…บ้านเราเป็นเมืองร้อนไม่มีหิมะนี่นา ไหนๆ เสียเงินไปแล้วก็ต้องให้คุ้มค่าที่สุด ขอถ่ายรูปกับภูเขาหิมะ ได้มีโอกาสสัมผัสหิมะสักหน่อยก็ยังดี…. จริงมั้ย

"ตำรวจ-ทหาร"คุมทั้งในและนอกเมือง
ทั้งนี้โปรแกรมท่องเที่ยวแคชเมียร์นั้นมีสูตรที่เหมือนกันแทบทุกบริษัททัวร์คือ การไปนอนบ้านเรือ(Boat House)ในทะเลสาบดาลหรือนาร์กิ้น ไม่เช่นนั้นจะถือว่าไปไม่ถึงแคชเมียร์ แล้วก็ต้องไปกุลมาร์ค (Gulmarg) โซนามาร์คและพาฮาลแกม ซึ่งแต่ละแห่งจะมีกิจกรรมแตกต่างกันไป แต่กว่าจะไปถึงจุดหมายนั้นต้องนั่งรถนานเป็นชั่วโมงๆ ขึ้นอยู่กับว่าฝนตกถนนลื่นหรือไม่ จราจรติดขัดหรือเปล่า ผ่านจุดตรวจทหาร-ตำรวจ กี่จุด หรือจะผ่านขบวนฝูงแกะ ฝูงแพะ หรือฝูงควายมากน้อยแค่ไหน ดีแต่ว่าบ้านเมืองเขาแตกต่างจากบ้านเราค่อนข้างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ บ้านเรือน หรือวิถีชีวิตผู้คน เลยไม่เบื่อเวลานั่งรถนาน ซึ่งถ้าไปไม่กี่คนอาจจะใช้รถจี๊ป ถ้าไปกันสัก 5-7 คน จะใช้รถโตโยต้ารุ่นอินโนวา

สาวๆอินเดียแต่งตัวสวยไปเที่ยวกุลมาร์ค

นานๆจะเจอฝูงควายแบบนี้สักครั้ง

บางพื้นที่บางจุดในเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านยังเห็นทหารถือปืน และยังมีรถทหารตระเวนไปมา ทำเอานักท่องเที่ยวไทยเป็นงงและตั้งคำถามกันว่า….ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถานที่มีชายแดนติดกันสงบแน่หรือ

วันที่ลูกทัวร์ของนิสโก้แทรเวลไปยังกุลมาร์คซึ่งห่างจากเมืองศรีนาคาร์ไปเกือบ60 กิโลนั้น เราแวะพักเข้าปั๊มกลางทาง ด้านข้างเป็นทุ่งนาเหลืองอร่ามและมีเพิงเล็กๆจำนวนมาก พอเด็กๆตัวดำๆหน้าตามอมแมมทั้งหญิงและชายเห็นรถนักท่องเที่ยวมาก็เข้ามาขอโน้นขอนี่ ก่อนกลับหลายคนเลยหยิบขนมไปแจกตามสไตล์คนไทยที่ขี้สงสาร

เด็กพวกนี้ติดตามพ่อแม่มาจากแคว้นราชาสถาน เป็นพวกคนจนที่มารับจ้างทำนาทำไรที่แคชเมียร์ แต่พอหน้าหนาวพวกนี้ก็จะอพยพกลับ เป็นการมาขายแรงงานนั่นเอง


แวะเที่ยวสวนแอปเปิ้ล

บ้านยิปซีที่กุลมาร์ค

กุลมาร์คในหน้าร้อนกับหน้าหนาวบรรยากาศแตกต่างกันเยอะมาก ถ้าเป็นหน้าร้อนบริเวณที่เราไปจะเขาทำเป็นสนามกอล์ฟ 18 หลุม ที่อยู่สูงที่สุดในโลก โดยสูง 2,730 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทัวร์ทุกแห่งจะพานักท่องเที่ยวขึ้นกระเช้าลอยฟ้า เคเบิลคาร์หรือที่นั่นรียกว่ากอนโดลา ซึ่งมีทั้งเฟส1 และ 2 แต่ส่วนใหญ่ถ้าไปตอนหน้าหนาวที่มีหิมะแค่ขึ้นเฟส1 ก็เจอแล้ว ตรงนั้นทางทัวร์จะให้เวลานานเป็นชั่วโมงสามารถถ่ายรูปได้อย่างจุใจ แต่ขอบอกไปตอนเดือนกันยายนที่ไม่มีหิมะ ดูภูเขาสูงที่นี่ยังไงก็สวยสู้ตอนมีหิมะปกคลุมไม่ได้

จากจุดจอดรถเพื่อไปยังเคเบิ้ลคาร์นั้นไกลเป็นกิโล ทำเอาพวกผู้สูงอายุบ่นกันเป็นแถวเพราะไม่นึกว่าจะต้องเดินจนเมื่อยขนาดนี้ แถมเป็นทางขึ้นเขาด้วย บางคนถึงกับออกปากว่ารู้แบบนี้ยอมเสียเงินขี่ม้าดีกว่า

อย่างไรก็ตามโชคดีอย่างหนึ่งของการมาเที่ยงกุลมาร์คตอนนี้คือ นักท่องเที่ยวบางตา ฉะนั้นการรอคิวเพื่อจะขึ้นเคเบิลคาร์จึงไม่นานนัก ระหว่างที่นั่งในเคเบิลคาร์ใช้เวลา10 กว่านาทีเห็นจะได้ บางช่วงจะเห็นหมู่บ้านยิปซีอยู่ข้างล่างกำลังเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ คนพวกนี้จะอพยพไปอยู่ที่เมืองจัมมูในช่วงฤดูหนาว และจะกลับมาอยู่อาศัยที่นี่เฉพาะในช่วงฤดูร้อน

สวนแอปเปิ้ลของ”คุณนาซีร์ อาหมัด ปาลา”
ขากลับจากกุลมาร์คไปยังเมืองศรีนาคาร์ “คุณมินท์มันตา พานทอง” เจ้าของนิสโก้ฯจัดให้คณะทัวร์แวะสวนแอปเปิ้ลของ”คุณนาซีร์ อาหมัด ปาลา” อายุ 28 ปี สวนแห่งนี้มีพื้นที่เกือบ 8 เอเคอร์(1เอเคอร์เท่ากับ 2ไร่ครึ่ง) ปลูกทั้งแอปเปิ้ล สเตรอเบอรี่ และลูกแพร์ ซึ่งตามเส้นทางนี้มีหลายสวนเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตร โดยเก็บค่าเข้าสวนคนละ 10 รูปีคิดเป็นเงินไทยตก 7 บาท ถือว่าไม่แพงเลย แต่ถ้าใครอยากเด็ดแอปเปิ้ลจากต้นมารับประทานเสียลูกละ 50 รูปี ปรากฎว่ามีนักท่องเที่ยวยอมควักกระเป๋าจ่ายกันเยอะ เพราะคิดว่าไหนๆก็มาแหล่งปลูกแอปเปิ้ลที่อร่อยที่สุดในอินเดียแล้วต้องลองชิมจากต้นเสียหน่อย พร้อมกับถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเก็บไว้เป็นหลักฐานอวดใครต่อใคร แต่สำหรับทัวร์ไทยกลุ่มนี้ที่อายุเลยเลข4 -6 ไปแล้วไม่มีใครใช้บริการนี้เลย

เหยียบถิ่นปลูกหญ้าฝรั่น
วันรุ่งขึ้นมีโปรแกรมไปพาฮาลแกม (Pahalgam) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองศรีนาคาร์ ไปทางทิศตะวันออกเกือบร้อยกิโล ที่นี่เป็นแหล่งปิกนิกยอดนิยมของชาวแคชเมียร์และนักท่องเที่ยวต่างถิ่น ซึ่งล้วนประทับใจกับทิวทัศน์สวยงามของเทือกเขาหิมาลัยที่ยามนี้มองไปไกลๆจะเห็นเป็นสีฟ้าคราม ถ้าอยู่ใกล้ก็จะเห็นเป็นภูเขาเขียวขจี บางช่วงสายน้ำที่เกิดจากหิมะละลายไหลผ่าน เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก

มุมหนึ่งที่พาฮาลแกม

ก่อนจะไปถึงยังจุดหมาย ทางนิสโก้ฯจัดให้ลูกทัวร์ไปดูแหล่งปลูกหญ้าฝรั่น ซึ่งที่นี่เป็นแหล่งปลูกที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย มองไปไกลสูดลูกหูลูกตา ตอนที่ไปนั้นเกษตรกรกำลังนำเมล็ดเพาะในดิน บางคนยังขอมาปลูกในเมืองไทย

ดอกหญ้าฝรั่นสีม่วงสดสวย
แม้พวกเราจะไม่ได้เห็นต้นหญ้าฝรั่นที่แพงแสนแพงเท่ากับราคาทองคำ(1 กรัมขาย 200รูปี) แต่ก็มีโอกาสแวะร้านขายที่มีรูปต้นและดอกโชว์ไว้ เป็นดอกสีม่วงสดสวยมาก ที่แพงเพราะต้นหนึ่งเขานำเกสรสีแดงสดของมันที่มีต้นหนึ่งแค่3 เส้นมาอบแห้ง สามารถทานเป็นพวกชาหรือผสมกับอาหาร บ้างก็ผสมกับเครื่อมดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย ซึ่งหญ้าเฝรั่นนี้มีสรรพคุณที่ทำให้สมองดี ผิวพรรณดี และแม้จะแพงอย่างไรแต่ลูกทัวร์ของนิสโก้ฯก็ซื้อกันมาด้วยความเชื่อที่ว่าสมุนไพรอินเดียชนิดนี้คงจะดีจริงดังว่า บางคนซื้อไปฝากญาติผู้ใหญ่ แต่บางคนไม่กล้าซื้อเพราะราคาแพงแสนแพงนั่นเอง อีกทั้งยังมองว่าเหมือนดอกคำฝอยบ้านเรา ฉะนั้นกลับไปกินดอกคำฝอยสมุนไพรของเมืองเหนือดีกว่า ไม่แพงด้วย

ดอกหญ้าฝรั่น

นักท่องเที่ยวทั้งอินเดียและต่างชาตินั้น หากไปพาฮาลแกม จะมีกิจกรรมให้ทำให้ดูหลายอย่าง อย่างเช่น การตกปลาเทราต์ และขี่ม้าชมวิว นอกจากนี้ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมของทุกปี จีผู้แสวงบุญชาวฮินดูจำนวนมากจะมาประกอบพิธีกรรมยาตราเพื่อไปสักการะถ้ำอัมรนาถอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถือเป็นที่ประทับของพระศิวะ เทศกาลนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม Amarnath Yatra

รีสอร์ทเต็มเมือง
สำหรับคณะของเราทุกคนสมัครใจขี้ม้าชมวิวทิวทัศน์แม้ฝนจะต้องโปรยปรายถึงขั้นต้องหยิบร่มและใส่เสื้อกันฝนกันก็ตาม ระหว่างทางจะเห็นต้นวอลนัต เห็นป้ายรีสอร์ทน้อยใหญ่เต็มไปหมดสมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมจริงๆ

ต้องบอกว่าวิวที่นี่สวยคนละแบบกับกุลมาร์ค ทั้งยังได้ผ่านเข้าไปในชุมชนที่ดูแล้วน่าอยู่มาก เพราะมีแม่น้ำลำธารไหลผ่าน เมื่อถึงจุดแวะลองเอามือลงไปจุ่มปรากฏว่าน้ำเย็นมาก นักข่าวบางคนอุตส่าห์นำขวดพลาสติกไปเก็บน้ำนี้กลับเมืองไทย ไม่รู้จะไปอวดเพื่อนฝูงหรือจะนำไปทำน้ำมนต์หรือเปล่า

สวนคุณลุงHAJIAB AZIZ KHANDAY

ขากลับก็ได้ไปสวนแอปเปิ้ลอีกสวน เป็นของคุณ ลุง HAJIAB AZIZ KHANDAY อายุ 65ปี และลูกชายIMTIYGZ AHMAD KHANDAY อยู่ที่หมู่บ้าน HUGAM ซึ่งไม่ต้องเสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด คุณลุงปลูกมาเป็นรุ่นทึ่7 แล้ว ตอนนี้มีลูกชายและลูกสะใภ้ช่วยกันดูแล ไม่ได้จ้างแรงงานเพิ่ม แกบอกปลูกแอปเปิ้ลยังไงๆก็ต้องใช้สารเคมีไม่อย่างนั้นถูกแมลงกินเสียหายและลูกจะเล็กไม่ได้ขนาด แต่ก่อนจะเก็บผล 1 เดือนนั้น แกจะเลิกฉีด ช่วงที่ไปนั้นแกเพิ่งเด็ดมากองกำลังจะบรรจุใส่กล่องไปขาย โดยขายกิโลละ 50 รูปี ถ้าขายเป็นลูกๆละ 10 รูปี

ลูกทัวร์ต่างสนุกสนานกันไปใหญ่เพราะสองข้างทางเป็นสวนแอปเปิ้ลทั้งนั้น เลยถ่ายรูปและซื้อแอปเปิ้ลกันอย่างจุใจ บางคนซื้อกลับกรุงเทพมาเป็นกล่อง แต่เกือบจะมาไม่ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเพราะน้ำหนักเกินไม่สามารถโหลดใต้ท้องเครื่องได้ ต้องหิ้วขึ้นบนเครื่องแทน

เลี้ยงผึ้งบนภูเขา
และแล้วอีกวันก็ถึงคิวไป "โซนามาร์ค" ซึ่งอยู่ห่างจากศรีนาคาถึง 90 กิโล เรียกว่านั่งรถหลายชั่วโมงเลย เพราะตามเส้นทางผ่านฝูงแกะฝูงแพะหลายขบวน และแถมฝนตกอีกต่างหาก โซนามาร์คนั้นได้ชื่อว่า เป็นประตูสู่เมืองลาดักห์ ในอดีตเส้นทางนี้เป็นเส้นทางสายไหม ระหว่างทางจะพบป่าวอลนัทต้นขนาดใหญ่ปลูกเรียงรายมากมาย เห็นภูเขาสูงใหญ่ที่มีรูปร่างสวยงามแปลกตา ทัวร์บางคณะอาจจัดให้ขี่ม้า แต่พอดีคณะเราขี่ม้าไปแล้วที่พาฮาลแกม เลยใช้วิธีนั่งรถชมวิวและจอดถ่ายรูปเป็นจุดๆ ซึ่งถ้าเป็นหน้าหนาวจะเห็นวิวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนและมีลำธารน้ำแข็งที่ธรรมชาติเสกสรรปั้นแต่งอย่างลงตัว เหมือนภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น

มุมหนึ่งของโซนามาร์ค

เส้นทางขึ้นไปโซนามาร์คจะเจอฝูงแกะฝูงแพะบ่อย

กล่องเลี้ยงผึ้ง

ด้วยความที่รถนักข่าวขอแยกจากคณะทัวร์ตอนขากลับ พวกเราเลยมีเวลาเจาะถ่ายรูปสะดวกขึ้น ที่น่าตื่นเต้นก็คือ เจอบ้านที่เลี้ยงผึ้ง ซึ่งพวกเราเป็นงงกันมากไม่นึกว่าบนภูเขาสูงแบบนี้จะมีการเลี้ยงผึ้งแบบทำกล่องหั้นอยู่เสร็จสรรพ แต่ก็ไม่มีเวลาคุยอะไรกันมาก เพราะมัวแต่ถ่ายรูปอย่างเดียว เนื่องจากตัวสาวเจ้าของบ้านสวยมาก เจ้าหนุ่น้องชายก็หล่อ เลยจับโพสต์ท่าถ่ายรูปอยู่เป็นนาน จะคุยอะไรกันก็ไม่รู้เรื่องเพราะเธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เลยได้แค่ซื้อน้ำผึ้งมาหลายกระปุก เพราะคิดว่าน้ำผึ้งที่นี่น่าจะบริสุทธิ์จริงๆ เธอขายกระปุกละ 150 รูปี คิดง่ายๆก็100 บาท


หนุ่มๆต่างลงความเห็นว่าอนงค์นางนี้สวยสมเป็นสาวแคชเมียร์จริงๆ ผู้ประกาศข่าวกรมประชาสัมพันธ์หนุ่มโสดอย่าง”คุณจำรัส เซ็นนิล” ถึงกับพูดติดตลกว่าอยากสมัครขอเป็นคนเลี้ยงผึ้งบ้านนี้ แต่ก็ยังไม่วายสงสัยว่าสวยแบบนี้น่าจะมีเจ้าของแล้วแน่เลย

ขากลับลูกทัวร์นิสโก้ฯแฮปปี้กันสุดๆเพราะนอกจากทางทัวร์จะจอดรถให้ช็อปปิ้งระหว่างทางที่เป็นร้านขายพวกวอลนัต หญ้าฝรั่นและอัลมอนต์แล้ว ยังได้แวะตลาดซื้อของตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นทับทิมกิโลละ 150 รูปี หรือน้ำผึ้ง และผ้าพันคอที่สาวๆอยากได้

ผลไม้นานาชนิดที่ปลูกในแคชเมียร์

กลับมาถึงที่พัก ”บ้านเรือ” ที่จะได้นอนเป็นคืนสุดท้าย พวกเราต่างหมดแรง เพราะใช้พลังงานกันเต็มที่ พร้อมกับเงินในกระเป๋าที่หมดลงตามไปด้วย แต่บางคนลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะขอเก็บเงินอีกสักพักเพื่อจะมาเยือนแคชเมียร์ในยามหิมะโปรยปราย

ที่มา : มติชนออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

'เลห์'สุดขอบฟ้า...ศรัทธาแห่งหิมาลัย

สำหรับนักเดินทางทุกคน ดินแดนสุดขอบฟ้าอันเร้นลับที่เข้าถึงยาก มักจะมีเสน่ห์เย้ายวนให้ดั้นด้นออกเดินทางเพื่อไปค้นหาเสมอ เพราะใครๆ ก็อยากซอกแซกไปเสาะหาดินแดนที่ถูกเรียกว่าเป็นสวรรค์ชั้นสุดท้ายของชาวโลกด้วยกันทั้งนั้น ถ้าพูดถึง The Last Shangrila ในฝั่งอินเดีย จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก เมืองเลห์ (Leh) ดินแดนสุดขอบฟ้าบนชายคาชมพูทวีปที่นักเดินทางผู้ไม่รังเกียจความยากลำบากพากันมุ่งหน้าไปที่นั่น เพื่อชันสูตรว่าเลห์คือแผ่นดินใต้เงางามแห่งหิมาลัยที่พวกเขาตามหาอยู่หรือไม่


จากกรุงเทพฯ ฉันบินไปตั้งต้นที่เดลีด้วยสายการบินแอร์เอเชีย (www.airasia.com) ก่อน ทั้งที่จริงเขาเปิดเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ-เดลลี และกรุงเทพฯ-กัลกัตตามาได้พักหนึ่งแล้ว ใช้เวลาบิน 4 ชั่วโมงเศษๆ เรื่องเครื่องก็หายห่วง การันตีว่าเครื่องเขาใหม่จริงๆ เพราะเที่ยวนี้อัตคัดเรื่องเวลา พอถึงเดลีก็บินต่อจากเดลีไปหาเลห์เลย ใช้เวลาบินประมาณชั่วโมงเศษๆ ก็ถึงเลห์แล้ว

เสร็จเรื่องเดินทางก็มาจัดการเรื่องที่พักกันต่อ ทีแรกก็คิดว่าเมืองที่แห้งแล้งความเจริญอย่างเลห์อาจจะมีที่พักให้เลือกไม่เยอะ ที่ไหนได้พอคลิกเข้าไปดูในเว็บไซต์อโกดา (www.agoda.co.th) ก็ต้องบอกว่ามีให้เลือกไม่น้อย แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ช่วงที่ไปมีเทศกาลใหญ่ประจำปีพอดี ใครๆ ก็อยากไปเที่ยวในช่วงนี้ โรงแรมส่วนใหญ่ชิงเต็มไปซะก่อน ยังดีที่โรงแรม Antelope พอมีห้องพักเหลืออยู่บ้าง เราเลยมีที่พักให้จับจอง โรงแรมนี้ทำเลค่อนข้างดี เดินไม่ถึง 5 นาที ก็ถึงถนนสายหลักของเมืองแล้ว


ถึงจะลัดฟ้ามาหาเลห์ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ แต่ยังไม่กล้าออกตัวเที่ยว เพราะถูกเพื่อนฝูงเตือนมาเยอะเรื่องอาการแพ้ความสูง แล้วก็เป็นไปตามคำขู่ทุกประการ มาถึงก็ถูกแอลติจูด ซิกเนสเล่นงานพอหอมปากหอมคอ แต่อาการยังเบาบางกว่าเมื่อตอนแบกเป้ไปเที่ยวสิกขิม ทิเบต และเปรูเยอะ เพราะแค่มึนหัวพอประมาณ ใช้เวลาพักผ่อนและปรับตัวประมาณวันหนึ่งก็คุ้นเคยกับความสูงของเลห์แล้ว

จะว่าไปแอลติจูด ซิกเนสก็ไม่ได้เลวร้าย หน้าที่ของมันเพียงแต่จะย้ำเตือนว่า เราก็เป็นแค่คนแปลกหน้าของเลห์ ที่ก่อนจะได้ทำความรู้จักกับเมืองในหุบหิมาลัย ก็ต้องผ่านบททดสอบอันโหดหินนี้ไปให้ได้ซะก่อน

ถ้านับจากจำนวนปีก็น่าจะประมาณ 37 ปีแล้ว ที่อินเดียแหวกม่านหิมาลัยให้ชาวโลกได้รู้จักกับหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทอดตัวอยู่ในหุบเขาอย่างสงบงาม นับตั้งแต่นั้นมา เลห์แห่งแคว้นลาดัค ก็ไม่ใช่เมืองลับแลอีกต่อไป จากเดิมพื้นที่บริเวณเหนือสุดของประเทศ ซึ่งเชื่อมกับพรมแดนจีนและปากีสถาน ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญเชิงการเมืองการปกครอง แต่เมื่ออินเดียเปิดประตูรับนักท่องเที่ยว แคว้นลาดัคจึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้เหล่านักผจญโลกดั้นด้นฝ่าอุปสรรคและถิ่นทุรกันดารเพื่อมาเห็นชุมชนโบราณแห่งนี้


ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเลห์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ บ้างก็ว่าก่อนจะเป็นชุมชนเช่นนี้ กว่า 2,500 ปีที่ผ่านมา มีพวกชาวเผ่าต่างๆ อพยพมาจากทั้งฝั่งทิเบต และปากีสถาน นั่นทำให้ทุกวันนี้ชาวแคว้นลาดัคจึงมีหน้าตากระเดียดไปทางจีนก็จริง แต่บนใบหน้าก็ฉายความคมเข้มอวดผู้พบเห็น


ต่อมาพวกเขาก็เริ่มก่อร่างสร้างเมืองและยกระดับลาดักขึ้นเป็นรัฐอิสระได้สำเร็จ โดยมีกษัตริย์ปกครองและฝังรากศาสนาพุทธลงบนแผ่นดินลาดัค นับจากนั้น แคว้นลาดัคก็ค่อยๆ ขยับขยายเติบใหญ่ขึ้น ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจและการปกครองของกลุ่มต่างๆ แต่พุทธศาสนายังคงฝังรากลึกในจิตใจของผู้คน จากนั้นราชวงศ์ก็เริ่มเสื่อมอำนาจลง และช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ลาดัคจึงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นจัมมูแคชเมียร์


ความสำคัญของลาดัคยังอยู่ที่เป็นเมืองบนเส้นทางการค้าระหว่างจีน ทิเบตและแถบเอเชียกลาง เรียกว่าเป็นชุมทางการค้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและศาสนาของผู้คนก็จึงเกิดขึ้นไปโดยปริยาย และเพราะแบบนี้เลยทำให้คนลาดัคติดนิสัยชอบทำการค้ามาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตัวเมืองเลห์เอง ต้องบอกว่าเป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางของแคว้นลาดัคที่มีผู้คนอาศัยอยู่ราวๆ 3 หมื่นกว่าคนเท่านั้นเอง ย่านใจกลางเมืองก็ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก เดินเที่ยวได้สบายๆ แต่ไม่สบายก็ตรงเรื่องอากาศที่เบาบาง ทำให้เหนื่อยง่าย เร่งสปีดตามใจเท้าไม่ได้มาก สิ่งที่ทำได้คือค่อยๆ ก้าวขาอย่างช้าๆ จะเรียกว่าเนิบนาบสัญจรก็ได้

ฉันอุ่นครื่องด้วยการเดินสำรวจตัวเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่รีบเร่ง ย่านเมน บาซาร์ เป็นถนนใจกลางเมืองที่มีร้านค้าตั้งเรียงรายรอการจับจ่ายของนักเดินทาง ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกร้านขายของที่ระลึก แต่ถ้าเป็นพวกร้านอาหารเขาจะทำบนดาดฟ้าของอาคารให้นั่งบริโภควิวทิวทัศน์ไปในตัวด้วย

นอกจากนี้บนถนนสายกลางเมืองก็ยังมีพวกออฟฟิศสายการบิน และทราเวล เอเย่นต์ตั้งอยู่เต็มไปหมด เพราะการท่องเที่ยวในเลห์ไม่ได้จบอยู่แค่ตัวเมือง แต่ยังมีหมู่บ้านอยู่รายรอบเลห์รอการไปเยือนของนักท่องเที่ยวอีกมากมาย

มุมหนึ่งของเมน บาซาร์ เป็นตลาดขายผักสดและผลไม้ ที่วางขายกันริมถนนเลย จะเห็นว่าไม่ได้มีแค่ชาวเมืองเท่านั้นที่มาอุดหนุน แต่นักท่องเที่ยวหลายคนที่มาปักหลักอยู่นานๆ หอบหิ้วผักพวกนี้กลับไปทำอาหารกินที่เรือนพักด้วย

ย่านใจกลางเมืองช่างพลุกพล่านไปด้วยนักเดินทางหลากสัญชาติ ท่ามกลางเสียงตะโกนโหวกเหวกเชื้อเชิญให้แวะเข้าไปดูสินค้าในร้านของพวกเขา บนท้องถนนยังคงถูกแทรกไว้ด้วยประชากรวัวที่เดินเหินบนเมน บาซาร์ ก็เป็นแบบนี้แทบทุกเมือง ที่ท้องถนนอินเดียไม่ได้มีไว้ให้รถหรือมนุษย์เท่านั้น แต่วัวก็ใช้บริการได้อย่างอิสระ

แต่อะไรคงไม่น่าดูเท่าผู้คนเจ้าถิ่นที่เขาแต่งเนื้อแต่งตัวกันอย่างเป็นเอกลักษณ์ ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่เราอาจเห็นเขานุ่งยีนและห่อห่มอาภรณ์ด้วยอาภรณ์สมัยใหม่ แต่ถ้าเป็นคนรุ่นเก่า ผู้ชายเขาจะสวมกางเกงตัวยาวแล้วมีเสื้อชุดยาวสีน้ำตาลเข้มหรือสีเทากรอมเท้าคลุมทับไว้ด้านนอก ด้านหน้าติดกระดุม ตั้งแต่คอพาดเฉียงมายังด้านข้างลำตัว แล้วใช้ผ้าชิ้นเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่สีชมพูหรือไม่ก็ฟ้า คาดเอวแทนเข็มขัด และสวมหมวกหนังใบโต ในมือถือประคำพวงโตเอาไว้ด้วยเสมอ

ส่วนพวกผู้หญิง ส่วนใหญ่จะไว้ผมเปียยาวสองข้าง สวมชุดคลุมยาวเป็นกระโปรงกรอมเท้าสีดำ น้ำเงินหรือไม่ก็น้ำตาล จัมพ์ตรงช่วงเอว ผู้หญิงบางคนสวมใส่เครื่องประดับครบเซตทั้งสร้อยคอที่เป็นหินสี กำไล ตุ้มหู แต่แน่นอนในมือของพวกเธอไม่เคยขาดลูกประคำหรือไม่ก็กงล้อภาวนา ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาลงานประเพณี พวกเธอจะใส่เครื่องประดับแบบเต็มยศมากกว่านี้ เช่น บนหัวก็จะมีเครื่องประดับที่เรียกว่าเปรัคสวมมาด้วย เท่าที่สังเกต ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ในยามปกติ ปากก็จะงึมงำอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีเรื่องอะไรให้บ่น แต่พวกเธอสวดมนต์ภาวนาในทุกลมหายใจเข้าออก


ชีวิตที่เรียบง่าย ผูกพันกับธรรมชาติ มีความสุขจากสิ่งรอบตัว ในเวลาเดียวกันยังมุ่งมั่นในศรัทธาต่อพุทธศาสนา นี่แหละ ชีวิตเบาสบายของชาวแคว้นลาดัค

โดย กาญจนา หงษ์ทอง
คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า@คมชัดลึก
วันที่ 18 กันยายน 2554

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

‘ฟาเตปูร์ศิขรี’...อินเดียไม่ได้มีแต่ทัช มาฮาล

“ทัช มาฮาล“
เปล่งรัศมีบดบังปราสาทราชวังอื่นๆ เกือบทั้งหมด
อัครา อดีตราชธานีเกริกไกรของ “อักบาร์มหาราช” จอมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์โมกุล ผู้ครอบครองอินเดียเมื่อราว 450 ปีก่อน ร่วมสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา ชื่อ “อัครา” ระบือไกล เพราะเป็นที่ตั้ง “ทัช มาฮาล” อนุสาวรีย์แห่งความรักสะเทือนโลกของจักรพรรดิ “ชาห์ ญะฮาน” ราชนัดดาหรือหลานปู่ของอักบาร์ และยังเป็นที่ตั้งของ “ป้อมแดง” ซึ่งเป็นพระราชวังของอักบาร์ แต่ภายหลังกลายเป็นที่คุมขังชาห์ ญะฮาน เพราะมัวแต่สร้างทัช มาฮาล จนถูกโอรสแย่งชิงบัลลังก์

ทว่า อัครา มิมีเพียงทัช มาฮาล กับป้อมแดง หากยังมีอีกวังหนึ่งของอักบาร์มหาราช ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา และทรงเคยประทับอยู่ที่นี่นานถึง 13 ปี นามว่า “ฟาห์เตปูร์ ศิขรี” อยู่ห่างจากทัช มาฮาล ไปทางใต้ราว 38 กิโลเมตร แม้เป็นเวลาเนิ่นนาน ที่ถูกรัศมีแห่งทัช มาฮาล ในฐานะ ”1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” บดบัง แต่พลันเมื่อ “ฟาห์เตปูร์ ศิขรี” เปิดสู่สายตาชาวโลก ก็เผยความงามของปราสาทหินทรายแดงอันอลังการให้เป็นที่ประจักษ์ ที่น่าสนใจคือนครวัด รวมทั้งปราสาทหินทุกแห่งในกัมพูชาและไทย แม้จะสร้างด้วยหินทราย แต่ก็เป็นเพียง “เทวาลัย” หรือที่ประทับของเทพเจ้า มิใช่พระราชวังที่กษัตริย์ประทับบรรทมจริง ดังนั้น หากมีการจำแนกแยกแยะทางโบราณคดีแล้ว “ฟาห์เตปูร์ ศิขรี” อาจเป็นปราสาทหินทรายอันเป็นที่ประทับจริง ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้

ในขณะที่ทัช มาฮาล มีสถานะเป็นพระราชสุสานที่สร้างด้วยศรัทธาในรักแท้ ระหว่างชาห์ ญะฮาน กับมุมตัส มาฮาล ไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า “ฟาห์เตปูร์ ศิขรี” คือพระราชวังแห่งรักและหวังของอักบาร์มหาราชเช่นกัน แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า “โมกุล” เป็นราชวงศ์มุสลิมที่เข้ามาปกครองดินแดนที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นฮินดู ในระยะแรกจึงมีการกดขี่ กีดกัน จำกัด ไม่ให้ชาวฮินดูมีบทบาททั้งทางศาสนา สังคม การปกครอง จนถึงรัชสมัยอักบาร์มหาราช ทรงเปิดรับวิทยาการจากทุกศาสนา ทรงมีที่ปรึกษาเป็นนักปราชญ์ชาวพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู เชน ทรงแต่งตั้งมหาราชาชาวฮินดูเป็นขุนนางที่มีบทบาทในราชสำนัก และแน่นอนว่าภายใต้นโยบายสมานฉันท์ ทรงมีมเหสีจากหลายศาสนา โดยทรงเปิดกว้างให้ทุกมเหสีประกอบพิธีทางศาสนาได้เสรีตามแต่ศรัทธา จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ 49 ปีในรัชสมัยของพระองค์ เป็นห้วงยามที่ราชวงศ์โมกุลแข็งแกร่งสุด ราชอาณาเขตกว้างไกลสุด จนทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “ที่สุด” แห่งจักรพรรดิโมกุลทั้งปวง

“ฟาห์เตปูร์ ศิขรี” นามนี้เป็นคำผสมระหว่างภาษาเปอร์เซีย คือ “ฟาห์เต” แปลว่าชัยชนะ กับภาษาสันสกฤต คือ “ปูร์” หรือ “ปุระ” ที่แปลว่าเมือง กับ “ศิขรี” แปลว่าภูเขา รวมความว่า “เมืองแห่งชัยชนะที่ตั้งบนภูเขา” ที่มาแห่งนามนี้คือชัยชนะในการรบที่อักบาร์มหาราชมีต่อมหาราชาแห่งแคว้นคุ ชราต จึงทรงสร้างประตูทางเข้าดุจดังประตูชัยอย่างใหญ่โตมโหระทึก แต่ชัยชนะที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือการที่ทรงประสบความสำเร็จในการมีรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ เพราะเมื่ออักบาร์ 27 ชันษาแล้วยังไม่มีพระโอรส-ธิดา จึงมีคนแนะนำว่าที่ตำบลเล็กๆ ใกล้เนินเขาแห่งหนึ่ง มีนักบวชเปอร์เชียนาม “ชีค ซาลิม ซิสตี” มีชื่อเสียงในทางช่วยให้คนมีลูกยากได้สมปรารถนา อักบาร์จึงดั้นด้นไปหา ท่านชีคแนะนำให้ส่งพระมเหสี เจาะจงว่าต้องเป็นมเหสีชาวฮินดูเท่านั้น มาถือศีลอยู่กับท่านที่วัด (บางตำราว่าอักบาร์ส่งมเหสีฮินดู ด้วยเป็นมเหสีที่โปรดสุด) จนเวลาผ่านไป 1 เดือน มเหสีก็ทรงพระครรภ์ แล้วต่อมามีประสูติกาลเป็นโอรสน้อย เฉลิมนามตามชื่อนักบวชว่า “เจ้าชายซาลิม” ภายหลังขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ “ยะฮาน กีร์” (หรือ ชาหังคีร์ แปลว่าผู้ยึดครองโลก) และเป็นพระราชบิดาของ “ชาห์ ญะฮาน” ผู้สร้างทัช มาฮาล

ชัยชนะเหนือแคว้นคุชราต และการได้องค์รัชทายาท ทำให้อักบาร์มหาราชจัดสินใจสร้าง “ฟาห์เตปูร์ ศิขรี” แล้วย้ายราชธานีจากอัครามาอยู่ที่นี่ ซึ่งมีสถานะเปรียบดั่งศูนย์กลางโลกและจักรวาลแห่งใหม่ของพระองค์ แต่เป็นระยะเวลาเพียง 13 ปี ก็ต้องทิ้งเมืองนี้อันเนื่องจากปัญหาขาดแคลนน้ำ แล้วไปสร้างราชธานีใหม่ที่ละฮอร์ เนิ่นนานเกือบกึ่งสหัสวรรษ ที่ “ฟาห์เตปูร์ ศิขรี” ถูกทิ้งร้าง ทว่ายังคงความเป็นปราสาทหินทรายแดงอันงามสง่า ด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานศิลปะฮินดูกับมุสลิมเปอร์เชียอย่างเนียนสนิท ร่องรอยจำหลักหินแบบนูนต่ำเป็นลวดลายพรรณพฤกษาและเรขาคณิต ยังโดดเด่นท้าทายไรแดดยามบ่ายที่ทอดทาบอยู่วันแล้ววันเล่า

พระตำหนักของมเหสีชาวคริสต์ ยังตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากตำหนักมเหสีมุสลิม แต่ถึงอย่างไรก็ไม่โอ่อ่าอลังการเท่าพระตำหนักมเหสีฮินดูสุดโปรด นั่น พลับพลาที่ประทับริมสระน้ำ ที่เคยมีเหล่าสาวสวรรค์กำนัลในรำร่ายให้ทรงพระเกษมสำราญ แต่ที่ยกให้เป็นที่สุดของการออกแบบสถาปัตยกรรมมารับใช้พระราชอำนาจอย่างแยบ ยล ไม่มีที่ไหนเกินพระตำหนักทรงงาน อันเป็นที่ประชุมร่วมกับเหล่ามุขมนตรี โดยสร้างเป็นบัลลังก์ทรงกลมยกสูงไว้ตรงกลาง แล้วทำทางเชื่อมกับที่นั่งมุขมนตรีทั้งสี่ทิศ ดุจอักบาร์มหาราชทรงเป็นศูนย์กลางแห่งสุริยจักรวาล ที่สำคัญคือ มิใช่ไม้ มิใช่ปูน แต่เป็นหินทรายแดงล้วนๆ ได้เห็นแล้วชวนให้ใหลหลงจนแทบลืมเลือน “ทัช มาฮาล” ไปเลย

ลวดลายประดับเสางามตาใน “ฟาห์เตปูร์ ศิขรี”

ท้องพระโรงใหญ่ภายใน “ฟาห์เตปูร์ ศิขรี” อีกราชธานีหนึ่งของอักบาร์มหาราช

“ฟาห์เตปูร์ ศิขรี” งามสง่าด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานศิลปะฮินดูกับมุสลิมเปอร์เชีย

ภาพแกะสลักนูนต่ำลายพรรณพฤกษาและเรขาคณิต

บรรลังก์จตุรทิศที่ไม่เหมือนใคร ภายในพระตำหนักทรงงาน


โดย : ธีรภาพ โลหิตกุล
ท่องไปกับใจตน @คมชัดลึก

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มุมไบในบางมุม

โดย : มานพ จันทรฯ
LifeStyle @กรุงเทพธุรกิจ



หลายเมืองของประเทศนี้มีชื่อเสียงต่างกันไปซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนแตกต่างกันไป

อินเดียเป็นประเทศที่ กว้างใหญ่ไพศาล มีพลเมืองจำนวนมาก ทั้งระดับมหาเศรษฐีติดอันดับโลกและยากจนจมปลักอยู่ในสลัมตลอดชีวิต หลายเมืองของประเทศนี้มีชื่อเสียงต่างกันไปซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีแรงดึงดูดนัก ท่องเที่ยวและนักลงทุนแตกต่างกันไป

อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียที่ผลิตป้อนชาวภารตะนั้น ส่วนใหญ่เป็นผลิตผลมาจากเมืองมุมไบ (Mumbai) แทบทั้งสิ้นจนได้ชื่อ Ballywood และเมืองมุมไบแท้ที่จริงแล้วก็คือเมือง “บอมเบย์” ในอดีตนั่นเอง

มุมไบ เป็นเมืองหลวงของรัฐมหาราษฎร ตั้งอยู่บนริมฝั่งทะเลอาระเบียน ท่ามกลางชายฝั่งที่ทอดยาวกับภูเขาสูงที่ปกคลุมด้วยป่าเขตร้อนชื้นและป่าผลัด ใบ มีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่า และเป็นศูนย์กลางทางการค้า การท่องเที่ยว ที่ผสมผสานโลกสมัยใหม่เข้าวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างลงตัว

ภาพของเมืองมุมไบถูก ถ่ายทอดผ่านตึกรามบ้านช่องแบบโกธิค ที่เคยรุ่งเรืองขีดสุดเมื่อครั้งเป็นเมืองอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ในศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะที่ Victoria Terminus ซึ่งเป็นอาคารสถานีรถไฟที่ออกแบบมาอย่างวิจิตรงดงาม เป็นศิลปะแบบโกธิค ซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามพระนามของพระราชินี วิกตอเรียแต่ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Chatrapati Shivaji ตามชื่อกษัตริย์ชาวมาราตี


ด้านหนึ่งมุมไบเป็น เมืองศูนย์กลางธุรกิจ แต่อีกด้านเป็นเมืองมายาที่มีเสน่ห์เย้ายวนน่าค้นหาในด้านศิลปะการแสดง ทั้งสตูดิโอภาพยนตร์ โรงละคร ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ แกลเลอรีศิลปะและพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง เช่น แหล่งพักผ่อนทางทะเลบริเวณชายหาด Chowpatty เวิ้งชายฝั่งที่ระยิบระยับจากแสงไฟยามเย็นจนถูกเรียกว่า สร้อยพระศอราชินี (Queen's Necklace)


จุดหลักๆ ที่นักเดินทางต่างถิ่นมักจะต้องไปเยือน ยังมี ประตูชัยสัญลักษณ์ของมุมไบ (Gateway of India) สร้างด้วยหินบะซอลต์สีเหลือง เมื่อปี 1911 เพื่อระลึกถึงการเดินทางเข้ามาในอินเดียครั้งแรกของราชวงศ์อังกฤษ ตั้งอยู่บริเวณโคลาบา (Colaba Causeway) มีอาคารร้านรวงสถาปัตยกรรมแบบกรีกโรมัน เป็นแหล่งชอปปิงค้าขาย สินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก ร้านอาหาร เป็นถนนคนเดินแห่งมุมไบนั่นเอง

 

ใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของ โรงแรมทัชมาฮาลพาเลซ (Taj Mahal Palace Hotel and Tower) ของกลุ่มบริษัททาทา เป็นสถาปัตยกรรมแบบอินเดียผสมอิสลาม ซึ่งเมื่อราว 2 ปีก่อนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่โดยผู้ก่อการร้ายในโรงแรมแห่งนี้สร้างความ ตื่นตระหนกไปทั่วเมืองและทั่วโลก


Bride & Prejudice (2004) เล่าเรื่องของครอบครัวชั้นกลางของนางบาค์ศรี ผู้มีลูกสาว 4 คน คนหนึ่งนั้นกำลังเข้าพิธีแต่งงานแบบอินเดีย แต่ก็ยังรู้สึกวิตกว่าลูกสาวอีก 3 คนที่เหลืออาจจะไม่ได้คู่ครองที่เหมาะสม จึงพยายามเสาะแสวงหาผู้ชายดีๆ มาให้ลูกสาวของเธอได้รู้จัก แต่บรรดาชายเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในสายตาเอาเสียเลย โดยเฉพาะ “ลลิตา” (อัชวารยา ไร) ลูกสาวคนรองที่ทั้งฉลาดไม่ยอมรับในสิ่งที่มารดาจัดหาให้


ลลิตายืนยันจะแต่งงานกับคนที่เธอรักเท่านั้น และแล้วเธอก็ได้พบกับ "วิลล์ ดาร์ซี่" (มาร์ติน ฌอนเดอร์สัน) ชายหนุ่มชาวอเมริกันทายาทเจ้าของโรงแรมที่บังเอิญมาพบกันในงานแต่งของเพื่อน บ้านชานเมืองเล็กๆ ซึ่งกว่าทั้งสองจะลงตัวกันได้ก็ต้องเจออุปสรรคปัญหา ความไม่เข้าใจของความแตกต่างของเชื้อชาติ


Bride & Prejudice ตั้งชื่อล้อ Pride & Prejudice นวนิยายของนักเขียนดัง “เจน ออสติน” เป็นผลงานของผู้กำกับหญิงอินเดียผู้เกิดในเคนยาแต่เติบโตในอังกฤษ นำเค้าโครงจากนวนิยายมาปรับเปลี่ยนให้ทันกับยุคสมัย ฉายภาพของคนอินเดียยุคใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม การแต่งงานคลุมถุงชนอาจใช้ไม่ได้สำหรับคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันก็เผยทัศนคติของคนอินเดียและคนต่างชาติที่มีต่อกัน เป็นภาพยนตร์อินเดียภาษาอังกฤษที่ได้อดีตมิสเวิลด์ ปี 1994 มาเป็นแม่เหล็ก โดยปักหลักใช้มุมไบเป็นสถานที่ถ่ายทำเป็นหลัก


ชีวิตในมุมไบอาจดูยุ่งเหยิงในสายตาคนต่างถิ่น แต่ก็เป็นวิถีแห่งความหลากหลาย ผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ผู้มา

เยือนหรือผู้ที่ใช้ชีวิตที่นี่ให้การยอมรับและอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข เพราะมุมไบ มีมุมดีๆ อยู่มากมาย

…………….

City : Mumbai
State : Maharashtra
Country : India
Population : 13,830,884
Film : Bride & Prejudice (2004)
Director : Gurinder Chadha
Cast : Aishwarya Rai, Martin Henderson, Nadira Babbar, Anupam Kher, Daniel Gillies