ปี 2301 อยุธยาตั้งมาแล้ว 408 ปี มีพระมหากษัตริย์ปกครอง 32 พระองค์ ปีนั้นได้พระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรเป็นพระองค์ที่ 33 อีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็สละราชสมบัติให้พี่ชายคือพระเจ้าเอกทัศเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 34 ไม่มีใครรู้เลยว่าอีก 9 ปี พระนครอันรุ่งเรืองอย่างที่นักเดินเรือยุโรปบรรยายไว้เมื่อ 200 ปีก่อนหน้านั้นว่า “เจริญที่สุดในทวีปเอเชีย และยิ่งใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่งในโลก” จะล่มสลายย่อยยับอัปราชัย
ปรากฏการณ์นี้ยิ่งกว่าฟองสบู่แตกนับร้อยเท่า เพราะถึงขนาดสูญบ้านเสียเมืองเชียวแหละพี่น้องเอ๋ย!
คนที่เรียนประวัติศาสตร์ไทยต้องรู้จักประวัติศาสตร์ประเทศ เพื่อนบ้าน ไว้ด้วย ด้านหนึ่งต้องเข้าใจว่าเราทั้งหลายเป็นสังคมเครือญาติกัน ไม่เกี่ยวกันทางโน้นก็ดองกันทางนี้ พรมแดน ประชิดติดกัน ราษฎรไปมาหาสู่กัน สิ่งที่ไปมากับกองเกวียนไม่ได้มีแค่สินค้าปลากรอบเท่านั้น หากยังมีศิลปวัฒนธรรมรำฟ้อนละครโขนและดนตรีติดมาด้วย แม้กระทั่งภาษา ขนบธรรมเนียม ความเชื่อและแนวคิดต่าง ๆ ดังที่เราได้ ภาษา เขมร พม่า มลายู และสูตรอาหารเขมร ลาว ญวน พม่า มลายูเข้ามามาก ลาวเขมรก็ได้ไปจากไทยมาก
เรื่องระบำรำฟ้อนละครโขน ที่เกี่ยงกันอยู่ก็เหมือนกัน เขมรเจริญมาก่อน รูปปั้นแกะสลักท่านางอัปสร ตามปราสาทหินเขมรน่าจะแสดงว่าเขามีมาก่อน แต่พออิมพอร์ตเข้ามาสู่อยุธยาก็มีการดัดแปลงจนเปลี่ยนไป เช่น อ่อนช้อย ขึ้น ประณีต ขึ้นไม่ตวัดชายผ้านุ่งยกขาฉับ ๆ อย่าง พม่า ไม่ยักไหล่กางแขนอย่าง เขมร จะเป็นของเราแท้หน่อยก็บทละคร เช่น ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี แต่ถ้าเป็นอิเหนาก็ได้เค้ามาจากชวา “ครั้งกรุงเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์” รามเกียรติ์ก็เป็นของสากล พระราม พระลักษมณ์ ทศกัณฐ์ หนุมานล้วนมาจาก คัมภีร์ แขกเล่มเดียวกัน
ท่ารำที่เราดัดแปลงแล้วย่อมเป็นของเรา จะว่าเป็นของต่างชาติก็ไม่ถูก รวมความคือเขาก็ขึ้นทะเบียนตามแบบของเขาไป เราก็ขึ้นทะเบียนตามแบบของเรา สมัยอยุธยา พม่าตีกรุงแตก 2 ครั้งก็กวาดต้อนเชลยไปคงได้ครูละครหลวงจากอยุธยาไปบ้างล่ะน่า! ผมเคยไปดูโชว์ที่โรงแรมของคุณพันธ์เลิศ ใบหยก ในย่างกุ้ง เขาเรียก “ระบำโยเดีย” คล้าย ๆ รำอวยพรของไทย แต่พอยกขาตวัดชายผ้าพึ่บพั่บก็รู้ว่า “อ้อ! แปลงสัญชาติแล้ว”
สมัยผมเป็นรองนายกฯ เคยไปประชุมรัฐมนตรีข่าวสารที่ พนมเปญ ตกค่ำ นายพลเตีย บันห์ มาเป็นเจ้าภาพเลี้ยง มี มโหรี และรำโชว์ ท่านเตีย บันห์ ชี้ให้ดูเครื่องดนตรีแล้วอธิบายว่าชิ้นโน้นเป็นไม้นวม ชิ้นนี้เป็นไม้แข็ง กลองนั้นเรียกว่ามโหระทึกเป็นของขอม ไทยมาตีเขมรได้ก็เอาท่ารำไปดัดแปลง สมัยรัชกาลที่ 5 ครูละครของไทยหนีมาเขมรได้เป็นหม่อมพระเจ้ากรุงพนมเปญชื่อ หม่อมฉวีวาด ท่านเป็นครูสอนดนตรีและท่ารำไทยให้เขมร อะไรที่ดูเป็นไทยเกินไปท่านก็แปลงให้เป็นเขมร อะไรเคยเป็นของเขมรมาก่อนท่านก็สอนให้กลับไปรำแบบเก่า ของมาจากที่ไหน เราก็แปลงให้เข้ากับเราหมด ว่าแล้วก็ชี้ให้ดูสเต๊กบนโต๊ะกระซิบว่า “เหมือนสเต๊กอร่อยยังไงก็ต้องจิ้มแจ่ว!”
อีกด้านหนึ่งที่เราต้องรู้จักประวัติศาสตร์เพื่อนบ้านคือ บางเรื่องอาจเป็นเหตุเป็นผลมากระทบกับเรา ถ้า เวียงจันทน์ ไม่เกิดขบถเราก็ไม่ไปปราบ ป่านนี้ พระแก้วมรกต อาจยังอยู่ที่เวียงจันทน์หรือไม่ก็ที่ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในฝรั่งเศส พนมเปญถ้าไม่รบกันเอง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็คงไม่ต้องส่ง สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ออกไปปราบจนข้างหลังทางนี้เกิดขบถพระยาสรรค์ขึ้น พม่าเองก็เถิดถ้าไม่รบกับมอญ บางทีเราอาจไม่ต้องเสียกรุง!
ได้กล่าวแล้วว่าที่เรียก พม่าหรือที่ฝรั่งเรียกเบอร์มา วันนี้เปลี่ยนชื่อเป็น เมียนมาร์ นั้น เดิมทีเป็นหลายอาณาจักรไม่ขึ้นแก่กัน พม่าแท้ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ กรุงอังวะ พม่าสายไทยใหญ่แยกมาตั้งตนเป็นใหญ่ที่เมือง ตองอู มอญ อยู่ทางใต้ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ กรุงหงสาวดี (วันนี้เรียกว่าบากัน) สามพวกนี้รบกันเองเป็นประจำ กลางสมัยอยุธยาราวรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราชจนถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าตะเบงชะเวตี้กษัตริย์ตองอูและญาติคือบุเรงนองตีหงสาวดีและกรุงอังวะได้ พม่าไทยใหญ่จึงรวมกับพม่าเดิมและมอญเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน แต่เมืองหลวงยังอยู่หงสาวดี
ลูกพระเจ้าบุเรงนองคือพระเจ้านันทบุเรงเคยยกทัพไปตีอังวะซึ่งเป็นขบถแต่ไม่ชนะ ภายหลังกษัตริย์พม่าแท้แห่งกรุงอังวะได้ตั้งตนเป็นใหญ่ชื่อพระเจ้าสีหสุธรรมราชายกทัพไปตีเมืองเล็กเมืองน้อยจนรวมอาณาจักรพม่าได้แทบทั้งหมด และมีอังวะเป็นศูนย์กลาง
ถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศของไทย กษัตริย์พม่ายกทัพไปตีมอญหงสาวดีซึ่งยังแยกตัวเป็นอิสระอยู่ แต่หงสาวดีชนะ มอญกลับผงาดได้อีกครั้งสามารถยกไปตีอาณาจักรพม่าได้ เก่งไหมล่ะ! แต่เพียง 3 ปีต่อมา กำนันบ้านมุตโชโบ ชื่ออองใจยะ เชื้อสายพม่าชาวอังวะสามารถรวบรวมผู้คนได้ขับไล่มอญออกจากอังวะตีลงมาจนถึงตองอู และหงสาวดี รวบรวมพม่ากลับเป็นมหาอาณาจักรหนึ่งเดียวอีกครั้ง สถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าอลองมินตยาคยี คนทั้งปวงเรียกว่าพระเจ้าอลองพญา ตั้งเมืองหลวงที่บ้านมุตโชโบ (เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองรัตนสิงค์)
เมื่อพระเจ้าเอกทัศขึ้นครองอยุธยานั้น มอญมิได้เป็นประเทศอีกต่อไปจนถึงวันนี้ พระเจ้าอลองพญาซึ่งพม่านับถือว่าเป็นมหาราชเท่ากับพระเจ้าบุเรงนอง และพระเจ้าสีหสุธรรมราชายังไล่ตามราวีพวกมอญจนหนีเข้ามาอยู่ในอยุธยาเป็นอันมากเป็นต้นตระกูลชาวไทยเชื้อสายมอญมาจนบัดนี้ ข้าวแช่กะละแมปี่พาทย์มอญก็คงเข้ามาด้วยตอนนั้น!
ทัพพม่ายกไปตีทวาย มะริด ตะนาวศรี ซึ่งเป็นชุมชนมอญแต่เป็นของไทย ครั้นไม่เห็นไทยตอบโต้ เท่านี้พระเจ้าอลองพญาก็ประเมินกำลังได้แล้วว่าอยุธยาใจเสาะ จึงยกทัพเข้ามาทางด่านสิงขรแถวประจวบคีรีขันธ์ ฝ่ายกรุงศรีอยุธยากลับไปฟังข่าวกรองสันติบาลสมัยนั้นว่าพม่าเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์เมืองกาญจน์และด่านแม่ละเมาเมืองตากจึงไปตั้งทัพดักรออยู่ที่โน่น! นี่เรียกว่ายุทธการลับ ลวง พรางของพม่า
พระเจ้าอลองพญานำทัพผ่านราชบุรีเข้ามาจนถึงชานกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าเอกทัศเห็นจวนตัวจึงขอให้พระเจ้าอุทุมพรที่ผนวชอยู่สึกมาว่าราชการช่วยรบทีเถิด เสร็จแล้วจะคืนราชสมบัติให้ ถึงตอนนี้ต้องบอกว่าสมเด็จพระเจ้าบรมโกศท่านมีวิสัยทัศน์ดีแท้ มองลูกชายท่านไม่ผิดเลยว่าเจ้าฟ้าองค์นี้รักษาบ้านเมืองไว้ไม่ได้
พระเจ้าอุทุมพร เป็นผู้นำที่เก่ง พอสึกมามีอำนาจก็สั่งจับขุนนางที่สอพลอยุแหย่ให้คนแตกแยก และสั่งปล่อยขุนนางผู้ใหญ่ที่ต้องโทษถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรมตามแผนปรองดอง แก้ไขไม่แก้แค้น จะเรียกว่า “คืนความเป็นธรรม” ก็ทันสมัยดี แล้วตั้งนักโทษที่ถูกปล่อยตัวมาเป็นแม่ทัพไปรบกับพม่าแต่พวกนี้ถูกพม่าฆ่าตายหมด พม่าเข้าล้อมกรุงอยู่ข้างนอกได้ในปี 2303 จนถึงขนาดยิงปืนจากวัดกษัตราข้ามแม่น้ำไปตกในเมือง อีกทัพมาตั้งปืนใหญ่หน้าวัดหน้าพระเมรุหันปากกระบอกระดมยิงพระราชวังถูก ยอดพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ หักลง
นี่เองที่ว่าเหตุใดวัดหน้าพระเมรุเป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกทำลายในสงคราม คำตอบคือพม่ายิงจากหน้าวัดข้ามไปอีกฟาก ครูเคยพานักเรียนไปดูวัดนี้หรือยัง!
พระพุทธรูปวัดหน้าพระเมรุคงศักดิ์ สิทธิ์เอาการ พระเจ้าอลองพญา เห็นว่ายอดปราสาทหักเป็นลางร้ายของอยุธยา จึงทรงจุดชนวนปืนใหญ่จะยิงซ้ำอีกลูกกะถล่มพระมหาปราสาทที่ประทับ แต่ปืนใหญ่แตกพระเจ้าอลองพญาบาดเจ็บ พม่าเลิกทัพทันทีแล้วรีบยกทัพกลับทางด่านแม่ละเมา ยังไม่ทันพ้นเมืองตากพระเจ้าอลองพญาสิ้นพระชนม์ (พงศาวดารพม่าบันทึกว่าพระเจ้าอลองพญาไม่ได้ถูกระเบิด แต่เป็นโรคบิดต้องรีบกลับ) เป็นอันว่ายกนี้อยุธยายังไม่แตก!
อยุธยา รู้ว่าแม่ทัพพม่าเจ็บจนหนีกลับไม่เป็นกระบวนก็ยังไม่กล้าสั่งให้ทหารตามไป ทางพม่า มังลอกพระราชโอรสองค์ใหญ่ได้ครองราชย์เป็นพระเจ้าบวรมหาธรรมราชา แต่ปกปิดไม่ให้คนรู้ว่าต้นราชวงศ์อลองพญาสวรรคตแล้ว กลับเเช่พระศพด้วยสมุนไพรห่อผ้าขาวยกขึ้นตั้งเหนือพระแท่น ปิดม่านไว้บาง ๆ แล้วให้มังลอกว่าราชการแทน ราว 4 ปีต่อมามังลอกสิ้นพระชนม์ มังระพระอนุชาที่เคยร่วมทัพกับพระเจ้าอลองพญาผู้เป็นพระชนกมาล้อมกรุงก็ขึ้นเป็นรัชกาลที่ 3 ชื่อพระเจ้าสิริสุธรรมมหาราชาธิบดี
ทางอยุธยา พระเจ้าอุทุมพรขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าเอกทัศเพื่อทวงราชสมบัติก็เห็นพระเจ้าพี่วางดาบพาดตักไว้ตรัสว่าศึกสงครามก็สงบแล้วเจ้าจะอยู่รออะไร พระเจ้าอุทุมพรจึงออกผนวชรอบสอง กลายเป็นขุนหลวงหาวัดไป
พระเจ้ามังระยังโกรธอยุธยาไม่หาย คิดว่าอย่างน้อยน่าจะมาตีสั่งสอนอีกหน แต่คงเพราะมิได้คิดจะเอาบ้านเอาเมืองจริงจังหรือทางพม่าเองอาจเกิดความไม่สงบภายในด้วยจึงไม่เสด็จมาเองอย่างคราวบุเรงนองและพระเจ้าอลองพญา กลับให้เนเมียวสีหบดีและมังมหานรธาเป็นแม่ทัพเข้ามาทางเหนือคนหนึ่ง ทางใต้คนหนึ่ง
กองทัพพม่ายกมาตั้งอยู่รอบอยุธยาชั้นนอก เนเมียวสีหบดีพักทัพอยู่ที่แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ทหารพม่าออกปล้นฆ่าผู้คนฉุดลูกสาวชาวบ้านไปบำเรอทหาร ราษฎรบ้านบางระจันแขวงเมืองสิงห์เดือดร้อนจึงรวมตัวกันได้ราว 500 คนออกต่อสู้ ได้ผ้าประเจียดพระอาจารย์ธรรมโชติ วัดเขานางบวชคุ้มกัน ชาวบ้านบางระจันต่อต้านพม่าได้ชัยชนะถึง 7 ครั้ง ครั้งที่ 8 สุกี้ (ภาษาพม่าเรียกซุกคยี) ตำแหน่งนายกอง เคยอยู่เมืองไทยรับอาสาเข้าตีค่ายบางระจันจนแตกเพราะบางระจันไม่มีอาวุธ ราษฎรก็เหนื่อยล้าเต็มที อยุธยาก็ไม่ยอมไปช่วย
ถึงฤดูฝนน้ำหลากอย่างเช่นที่ท่วมใหญ่ในขณะนี้ ทหารพม่ามี 2 ทางเลือกคือรบต่อจนรู้แพ้รู้ชนะหรือจะรอบางระกำโมเดลแก้น้ำท่วมก่อนระหว่างนี้ควรถอยกลับ ขณะนั้นเนเมียวสีหบดีและมังมหานรธากำลังแย่งกันเป็นใหญ่ชิงนำทัพเพียงผู้เดียว มังมหานรธาให้รบต่อ สั่งให้ทหารนุ่งโสร่งให้กระชับก็แล้วกัน แต่แล้วจู่ ๆ มังมหานรธาก็เสียชีวิตลงที่สีกุกใกล้เสนา
คราวนี้เป็นเคราะห์ร้ายของอยุธยา เดิมเนเมียวสีหบดีและมังมหานรธายังแตกคอกัน น้ำก็ท่วม เราพอรับมือได้ พอน้ำลดอำนาจตกเป็นของเนเมียวสีหบดีแต่ผู้เดียวการสั่งการก็เป็นเอกภาพ พม่าลุยเดินหน้าต่อ ยกทัพมาอยู่ที่วัดท่าการ้อง วัดภูเขาทอง วัดเต่า วัดแดง วัดเจดีย์แดง วัดสามวิหาร วัดนางปลื้ม วัดศรีโพธิ์รอบเกาะเมือง อยุธยาขนปืนประจำเมืองชื่อ “ปราบหงสา” และ “มหากาลมฤตยูราช” ออกมายิงตอบโต้ กระสุนก็ด้านบ้าง ตกไม่ไกลบ้าง ข้างพม่าก็ยิงเอา ๆ ทุกวันจนผู้คนขวัญหนีดีฝ่อ แม่ทัพนายกองที่มีความสามารถก็ถูกกำจัดหมดตัวไปก่อนแล้วตั้งแต่สมัยพระเจ้าบรมโกศ
วันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ ปีกุน พ.ศ.2310 เป็นวันเนาสงกรานต์ ชาวอยุธยากำลังฉลองสงกรานต์ ไม่ได้ตระหนักว่าภัยมาเยือนถึงชานกรุงเพราะเห็นพม่ามาล้อมอยู่กว่าปี ไม่เห็นทำอะไรได้คงนึกว่าเดี๋ยวพระก็ช่วยบันดาลให้ปืนใหญ่ระเบิดหรือไม่แม่ทัพพม่าก็คงเป็นบิดลงท้องจู๊ด ๆ อย่างคราวก่อนโน้นอีกกระมัง
บ่าย 3 โมงวันนั้น พม่าจุดไฟสุมเผารากกำแพงเมืองตรงหัวรอ และระดมยิงปืนใหญ่พร้อมกันจากทุกค่าย ราว 2 ทุ่มกำแพงเมืองก็พังลง พม่าเอาบันไดไม้ไผ่พาดกำแพงกรูเข้าเมืองจากทุกทิศ สุดปัญญาที่ใครจะรับมือได้ 2 ทุ่มวันนั้นกรุงศรีอยุธยาแตก หลังจากอยู่มา 417 ปี และนับถึงวันนี้ 244 ปี
สุนทรภู่เคยไปยืนดูซากกำแพงเมืองอีกไม่กี่ปีต่อมาแล้วรำพึงว่า “กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึก ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้”.
วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com
วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554
เที่ยวลิเบียหลังสิ้นเสียงปืน
โดย : ลิเวอร์ เบิร์ด
@กรุงเทพธุรกิจ
การปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายต่อต้านกับฝ่ายที่ภักดีต่ออดีตผู้นำลิเบียยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะที่เมืองเซิร์ต บ้านเกิดของกัดดาฟี
แม้ว่าเสียงปืนกลางกรุงตริโปลี เมืองหลวงของประเทศลิเบียจะยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสงครามกลางเมืองที่ยังไม่สงบ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในลิเบียยังคงมีความหวังว่านักท่องเที่ยวพร้อมที่จะเลือกดินแดนที่บอบช้ำจากสงครามให้เป็นจุดหมายปลายทางของพวกเขา
ลิเบียเป็นประเทศในทวีปแอฟริกาเหนือ มีดินแดนที่ติดกับทะเลทรายและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนกรุงตริโปลีตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และเนื่องจากเป็นเมืองที่มีประวัติยาวนาน จึงมีแหล่งโบราณคดีมากมายและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
“เพียงเวลาไม่กี่วันที่คุณได้มาสัมผัสลิเบีย คุณจะประทับใจเหมือนรักแรกพบ” เว็บไซต์ของบริษัททัวร์เชอร์เวส เขียนเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวลิเบียยุคหลังสงคราม สนนราคา 12,000 บาทสำหรับทัวร์ 3 วันที่เน้นการเที่ยวชมเมืองหลวง แหล่งโบราณคดีและโบราณสถานสถาปัตยกรรมโรมัน รวมถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของลิเบียผ่านพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติบนย่านกรีนสแควร์
ทัวร์วันแรกเริ่มต้นด้วยการเดินเที่ยวชมศูนย์กลางของกรุงตริโปลี โดยมีไกด์พาทัวร์ วันที่สอง ไปชมเมืองเลปทิส แมกน่า (Leptis Magna) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงตริโปลี เมืองนี้ถูกขนานนามว่าเป็นอาณาจักรโรมันที่มีชื่อเสียงและงดงามมากที่สุดในแอฟริกา ปัจจุบันยังคงสภาพความรุ่งโรจน์ไว้เพราะสร้างขึ้นจากหินปูนจึงทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวและยังขึ้นทำเนียบสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วย
จากนั้นไปชมวิลล่า ซีลีน (Villa Sileen) คฤหาสน์หรูหราในยุคไบแซนไทน์ของมหาเศรษฐีชาวโรมันที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นบ้านพักตากอากาศ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง
ทัวร์วันสุดท้ายจะให้นักท่องเที่ยวหาซื้อของที่ระลึกในกรุงตริโปลีหรือจะเดินเล่นตามถนนหรือตรอกซอกซอยที่วกไปวนมาชวนให้หลงทาง
แต่ความหวังที่จะให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาเที่ยวที่ลิเบียท่ามกลางเสียงปืนที่ยังไม่สงบดูแล้วเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
อิบราฮิม อุสตา เจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลลูกค้าต่างชาติของเชอร์เวสบอกว่า ทัวร์ลิเบียเคยได้รับความนิยมในอดีตแต่นักท่องเที่ยวยังไม่น่ากลับมาเที่ยวตอนนี้
“มีคนสอบถามข้อมูลมามากในขณะนี้ แต่ปัญหาหลักก็คือเรื่องความปลอดภัยและการขอวีซ่า เพราะตอนนี้ระบบการให้วีซ่ายังไม่เรียบร้อยและสถานทูตหลายแห่งก็ยังไม่เปิดทำการ” อิบราฮิม กล่าว
แต่อิบราฮิมก็ส่งสัญญาณเชิงบวกโดยบอกว่า ลิเบียมีทุกอย่าง ไม่ว่าทะเลทราย ทะเลและภูเขา เพียงแต่ต้องการคนที่เหมาะสมกับสถานที่ที่เหมาะสมเท่านั้นเอง
เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ประชาชนลิเบียออกมาประท้วงและเดินขบวนครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาลของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียที่ครองอำนาจมา 40 กว่าปี แม้ว่าฝ่ายกัดดาฟีจะพ่ายแพ้ต่อฝ่ายกบฏในเวลาต่อมา และมีการตั้งสภาเพื่อการถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติลิเบียหรือเอ็นทีซีขึ้นมาปกครองประเทศชั่วคราวแต่ก็ยังไม่สามารถประกาศปลดปล่อยลิเบียอย่างเป็นทางการได้
การปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายต่อต้านกับฝ่ายที่ภักดีต่ออดีตผู้นำลิเบียยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะที่เมืองเซิร์ต บ้านเกิดของกัดดาฟีซึ่งเป็นหนึ่งใน 2 เมืองหลักที่สำคัญที่สุดที่เอ็นทีซียังไม่สามารถปราบปรามกลุ่มผู้สนับสนุนได้หมดแม้จะใช้เวลาปราบกว่า 2 เดือนแล้วก็ตาม
ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวของลิเบียจำนวนมากบอกว่า ลิเบียมีองค์ประกอบหลายอย่างที่เอื้อให้ธุรกิจท่องเที่ยวเติบโต ทั้งอากาศที่อบอุ่น ชายหาดสวยงาม โบราณวัตถุและการอยู่ใกล้กับยุโรป แต่หลายคนกลับเห็นว่าแม้สงครามจะจบลง ลิเบียก็มีอุปสรรคในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอียิปต์และตูนิเซีย เพราะคนลิเบียพูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสไม่ได้ รวมถึงข้อห้ามเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย บางคนคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมาอีกครั้งภายในหนึ่งปีนับจากนี้
บรรยากาศในตริโปลีตอนนี้กำลังค่อยๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างช้าๆ ร้านจิวเวลรี่และร้านกาแฟที่อยู่ริมถนนใหญ่กลับมาเปิดร้านใหม่ แต่ตามตรอกซอกซอยยังคงมีปลอกกระสุนตกอยู่เกลื่อน ตามบันไดหรือหัวมุมถนนจะเห็นชายหนุ่มพร้อมปืนอาก้าข้างกายนั่งสูบบุหรี่และสนทนากัน แม้คนจะบอกว่าพวกเขามีความเป็นมิตรกับชาวต่างชาติแต่การปรากฏตัวของพวกเขาไม่น่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเลย
ถ้าการท่องเที่ยวลิเบียได้รับการพัฒนาจริง มันอาจช่วยลดอัตราการว่างงานของลิเบียที่อยู่ในระดับสูงลง เพราะจะมีการสร้างงานสำหรับไกด์ทัวร์ คนขับรถ พนักงานร้านอาหาร และพนักงานโรงแรม รวมถึงช่วยขยายรายได้ทางเศรษฐกิจจากที่เคยพึ่งพาแต่การขายน้ำมันและก๊าซด้วย
บรรดาผู้ประกอบการท่องเที่ยวบอกว่าก่อนที่จะเกิดสงครามกลางเมือง การท่องเที่ยวในลิเบียไม่เป็นที่นิยมเพราะการขาดความสนใจ การไร้ความสามารถในการจัดการ ความยุ่งยากของการทำวีซ่า ความเข้มงวดของตำรวจและกฎระเบียบภายใต้รัฐบาลกัดดาฟี ซึ่งพวกเขาก็หวังว่าผู้ปกครองคนใหม่จะสามารถช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศให้ดีขึ้นหลังเสียงปืนสิ้นสุดลง
--------------
ที่มา : เว็บไซต์ เดลี่ เมล
@กรุงเทพธุรกิจ
การปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายต่อต้านกับฝ่ายที่ภักดีต่ออดีตผู้นำลิเบียยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะที่เมืองเซิร์ต บ้านเกิดของกัดดาฟี
แม้ว่าเสียงปืนกลางกรุงตริโปลี เมืองหลวงของประเทศลิเบียจะยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสงครามกลางเมืองที่ยังไม่สงบ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในลิเบียยังคงมีความหวังว่านักท่องเที่ยวพร้อมที่จะเลือกดินแดนที่บอบช้ำจากสงครามให้เป็นจุดหมายปลายทางของพวกเขา
ลิเบียเป็นประเทศในทวีปแอฟริกาเหนือ มีดินแดนที่ติดกับทะเลทรายและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนกรุงตริโปลีตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และเนื่องจากเป็นเมืองที่มีประวัติยาวนาน จึงมีแหล่งโบราณคดีมากมายและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
“เพียงเวลาไม่กี่วันที่คุณได้มาสัมผัสลิเบีย คุณจะประทับใจเหมือนรักแรกพบ” เว็บไซต์ของบริษัททัวร์เชอร์เวส เขียนเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวลิเบียยุคหลังสงคราม สนนราคา 12,000 บาทสำหรับทัวร์ 3 วันที่เน้นการเที่ยวชมเมืองหลวง แหล่งโบราณคดีและโบราณสถานสถาปัตยกรรมโรมัน รวมถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของลิเบียผ่านพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติบนย่านกรีนสแควร์
ทัวร์วันแรกเริ่มต้นด้วยการเดินเที่ยวชมศูนย์กลางของกรุงตริโปลี โดยมีไกด์พาทัวร์ วันที่สอง ไปชมเมืองเลปทิส แมกน่า (Leptis Magna) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงตริโปลี เมืองนี้ถูกขนานนามว่าเป็นอาณาจักรโรมันที่มีชื่อเสียงและงดงามมากที่สุดในแอฟริกา ปัจจุบันยังคงสภาพความรุ่งโรจน์ไว้เพราะสร้างขึ้นจากหินปูนจึงทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวและยังขึ้นทำเนียบสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วย
จากนั้นไปชมวิลล่า ซีลีน (Villa Sileen) คฤหาสน์หรูหราในยุคไบแซนไทน์ของมหาเศรษฐีชาวโรมันที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นบ้านพักตากอากาศ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง
ทัวร์วันสุดท้ายจะให้นักท่องเที่ยวหาซื้อของที่ระลึกในกรุงตริโปลีหรือจะเดินเล่นตามถนนหรือตรอกซอกซอยที่วกไปวนมาชวนให้หลงทาง
แต่ความหวังที่จะให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาเที่ยวที่ลิเบียท่ามกลางเสียงปืนที่ยังไม่สงบดูแล้วเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
อิบราฮิม อุสตา เจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลลูกค้าต่างชาติของเชอร์เวสบอกว่า ทัวร์ลิเบียเคยได้รับความนิยมในอดีตแต่นักท่องเที่ยวยังไม่น่ากลับมาเที่ยวตอนนี้
“มีคนสอบถามข้อมูลมามากในขณะนี้ แต่ปัญหาหลักก็คือเรื่องความปลอดภัยและการขอวีซ่า เพราะตอนนี้ระบบการให้วีซ่ายังไม่เรียบร้อยและสถานทูตหลายแห่งก็ยังไม่เปิดทำการ” อิบราฮิม กล่าว
แต่อิบราฮิมก็ส่งสัญญาณเชิงบวกโดยบอกว่า ลิเบียมีทุกอย่าง ไม่ว่าทะเลทราย ทะเลและภูเขา เพียงแต่ต้องการคนที่เหมาะสมกับสถานที่ที่เหมาะสมเท่านั้นเอง
เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ประชาชนลิเบียออกมาประท้วงและเดินขบวนครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาลของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียที่ครองอำนาจมา 40 กว่าปี แม้ว่าฝ่ายกัดดาฟีจะพ่ายแพ้ต่อฝ่ายกบฏในเวลาต่อมา และมีการตั้งสภาเพื่อการถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติลิเบียหรือเอ็นทีซีขึ้นมาปกครองประเทศชั่วคราวแต่ก็ยังไม่สามารถประกาศปลดปล่อยลิเบียอย่างเป็นทางการได้
การปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายต่อต้านกับฝ่ายที่ภักดีต่ออดีตผู้นำลิเบียยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะที่เมืองเซิร์ต บ้านเกิดของกัดดาฟีซึ่งเป็นหนึ่งใน 2 เมืองหลักที่สำคัญที่สุดที่เอ็นทีซียังไม่สามารถปราบปรามกลุ่มผู้สนับสนุนได้หมดแม้จะใช้เวลาปราบกว่า 2 เดือนแล้วก็ตาม
ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวของลิเบียจำนวนมากบอกว่า ลิเบียมีองค์ประกอบหลายอย่างที่เอื้อให้ธุรกิจท่องเที่ยวเติบโต ทั้งอากาศที่อบอุ่น ชายหาดสวยงาม โบราณวัตถุและการอยู่ใกล้กับยุโรป แต่หลายคนกลับเห็นว่าแม้สงครามจะจบลง ลิเบียก็มีอุปสรรคในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอียิปต์และตูนิเซีย เพราะคนลิเบียพูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสไม่ได้ รวมถึงข้อห้ามเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย บางคนคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมาอีกครั้งภายในหนึ่งปีนับจากนี้
บรรยากาศในตริโปลีตอนนี้กำลังค่อยๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างช้าๆ ร้านจิวเวลรี่และร้านกาแฟที่อยู่ริมถนนใหญ่กลับมาเปิดร้านใหม่ แต่ตามตรอกซอกซอยยังคงมีปลอกกระสุนตกอยู่เกลื่อน ตามบันไดหรือหัวมุมถนนจะเห็นชายหนุ่มพร้อมปืนอาก้าข้างกายนั่งสูบบุหรี่และสนทนากัน แม้คนจะบอกว่าพวกเขามีความเป็นมิตรกับชาวต่างชาติแต่การปรากฏตัวของพวกเขาไม่น่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเลย
ถ้าการท่องเที่ยวลิเบียได้รับการพัฒนาจริง มันอาจช่วยลดอัตราการว่างงานของลิเบียที่อยู่ในระดับสูงลง เพราะจะมีการสร้างงานสำหรับไกด์ทัวร์ คนขับรถ พนักงานร้านอาหาร และพนักงานโรงแรม รวมถึงช่วยขยายรายได้ทางเศรษฐกิจจากที่เคยพึ่งพาแต่การขายน้ำมันและก๊าซด้วย
บรรดาผู้ประกอบการท่องเที่ยวบอกว่าก่อนที่จะเกิดสงครามกลางเมือง การท่องเที่ยวในลิเบียไม่เป็นที่นิยมเพราะการขาดความสนใจ การไร้ความสามารถในการจัดการ ความยุ่งยากของการทำวีซ่า ความเข้มงวดของตำรวจและกฎระเบียบภายใต้รัฐบาลกัดดาฟี ซึ่งพวกเขาก็หวังว่าผู้ปกครองคนใหม่จะสามารถช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศให้ดีขึ้นหลังเสียงปืนสิ้นสุดลง
--------------
ที่มา : เว็บไซต์ เดลี่ เมล
วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554
บ้านซอยสวนพลูกับการอยู่อย่างไทย
พันเรื่องถิ่นแผ่นดินไทย
โดย: อัครเดช สุภัคกุล
น้ำท่วมบ้านเมืองมากมายอย่างนี้ ผู้เขียนนึกถึงผู้ใหญ่ 2 ท่านในชีวิต ที่ผู้เขียนเรียกว่า “พ่อ” ท่านหนึ่งล่วงลับไปแล้วคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อีกท่านยังมีชีวิตอยู่คือ ดร.วทัญญู ณ ถลาง ที่จะพูดถึงในคราวนี้คือ ทั้งสองท่านมีอะไรคล้ายกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาน้ำท่วมบ้านแล้วท่านไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับใครเขาเลย โดยเฉพาะท่านแรกนั้น กลับรู้สึกเฮฮาตามประสาของท่าน มากกว่าใครในชีวิต เท่าที่ผู้เขียนได้เคยประสบพบเห็นมา
ขอเล่าถึงท่านแรกก่อน เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วมา ที่ผู้เขียนยังอาภัพอัปภาคย์อยู่ ต้องนั่งรถเมล์มาจากบ้านไหนไม่ทราบ (เพราะย้ายไปหลายที่) มาลงที่ถนนสีลม แล้วเดินเท้ามาข้ามถนนสาทร เพื่อมาขอข้าวขอเหล้า บ้านซอยสวนพลูของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กินทุกวันในตอนเย็น จำได้แม่นยำอยู่อย่างหนึ่งว่า วันไหนที่กรุงเทพฯ ฝนตกหนัก น้ำยังไม่ท่วมที่ไหน หากใครไปบ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในเวลานั้น จะต้องลุยน้ำท่วมเข้าไปขนาดหน้าแข้ง ตั้งแต่ปากซอยพระพินิจกันไปเลย
ไม่พักที่จะต้องพูดถึงเรือนไทยของท่าน ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็มีอาการอย่างเดียวกัน คืออยู่ในน้ำเลยทีเดียว แทนที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้เป็นเจ้าของบ้านจะทุกข์ใจ เมื่อเวลามีแขกไปใครมายามน้ำท่วมบ้านอย่างนี้ ท่านกลับมีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ที่จะได้จัดสำรับกับข้าว ต้อนรับแขกเหรื่อลูกศิษย์ลูกหา ที่มาร่วมกินข้าวค่ำ ที่บนเรือน ซึ่งปกติจะกินข้าวกันที่โต๊ะอาหารใต้ถุนเรือนอยู่เป็นประจำ เคยมีคนไปถามท่านว่า “ไม่เดือดร้อนหรือที่น้ำท่วมบ้าน” ท่านบอกว่า “ผมสร้างบ้านนี้ไว้รับน้ำท่วม”
อีกท่านต่อมาคือ อดีตผู้ว่าฯ การเคหะแห่งชาติท่านแรก ดร.วทัญญู ณ ถลาง ท่านมีบ้านอยู่ที่เมืองนนทบุรี ตรงข้ามเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน บ้านท่านอยู่ในซอยลึกเข้าไป ผู้เขียนเคยมองลงมาจากเครื่องบิน เห็นเป็นบ้านหลังเดียวในละแวกนั้น ที่ยังเป็นป่าคลุมอยู่ มองแทบจะไม่เห็นตัวบ้านเลยก็ว่าได้ ด้วยความเป็นนักสิ่งแวดล้อมที่อยู่อย่างเข้าใจในธรรมชาติ ตัวเรือนที่ออกแบบอย่างสมัยใหม่ ได้ยกสูงกว่าระดับพื้นดินเกือบเมตรครึ่ง ถึงน้ำจะท่วมท่านก็ไม่เดือดร้อนเช่นกัน
นอกไปจากนั้นบ้านของท่านอีกหลังหนึ่งที่ บ้านหลวง ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ก็เป็นเรือนไม้ธรรมดา หลังคามุงแป้นเกร็ด ยกใต้ถุนสูงเกือบ 2 เมตร อยู่ท่ามกลางแมกไม้สายธาร เวลาใครไปหาก็จะต้องผ่านป่าเข้าไปจึงจะถึงตัวบ้าน จะเห็นได้ว่า ทั้งสองท่านมีความเป็นอยู่อย่างไทย เข้าใจวิถีชีวิตไทยดั้งเดิมเป็นอย่างดี แม้ทั้งสองท่านจะจบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในตะวันตก แต่ท่านก็ไม่ลืมความเป็นไทย และมองอย่างคนในอดีตว่า น้ำท่วมนั้นดี เอาปุ๋ย เอาพันธุ์ปลามาให้ รวมถึงได้มีการชะล้างสิ่งปฏิกูลต่างๆ จากผืนดินออกไป ถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่คนไทยเราจะกลับมาอยู่อย่างไทยในอดีต จะได้ไม่ต้องแก้ปัญหาด้วยการสร้างเขื่อนกันอีกต่อไป
@คมชัดลึก
โดย: อัครเดช สุภัคกุล
น้ำท่วมบ้านเมืองมากมายอย่างนี้ ผู้เขียนนึกถึงผู้ใหญ่ 2 ท่านในชีวิต ที่ผู้เขียนเรียกว่า “พ่อ” ท่านหนึ่งล่วงลับไปแล้วคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อีกท่านยังมีชีวิตอยู่คือ ดร.วทัญญู ณ ถลาง ที่จะพูดถึงในคราวนี้คือ ทั้งสองท่านมีอะไรคล้ายกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาน้ำท่วมบ้านแล้วท่านไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับใครเขาเลย โดยเฉพาะท่านแรกนั้น กลับรู้สึกเฮฮาตามประสาของท่าน มากกว่าใครในชีวิต เท่าที่ผู้เขียนได้เคยประสบพบเห็นมา
ขอเล่าถึงท่านแรกก่อน เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วมา ที่ผู้เขียนยังอาภัพอัปภาคย์อยู่ ต้องนั่งรถเมล์มาจากบ้านไหนไม่ทราบ (เพราะย้ายไปหลายที่) มาลงที่ถนนสีลม แล้วเดินเท้ามาข้ามถนนสาทร เพื่อมาขอข้าวขอเหล้า บ้านซอยสวนพลูของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กินทุกวันในตอนเย็น จำได้แม่นยำอยู่อย่างหนึ่งว่า วันไหนที่กรุงเทพฯ ฝนตกหนัก น้ำยังไม่ท่วมที่ไหน หากใครไปบ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในเวลานั้น จะต้องลุยน้ำท่วมเข้าไปขนาดหน้าแข้ง ตั้งแต่ปากซอยพระพินิจกันไปเลย
ไม่พักที่จะต้องพูดถึงเรือนไทยของท่าน ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็มีอาการอย่างเดียวกัน คืออยู่ในน้ำเลยทีเดียว แทนที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้เป็นเจ้าของบ้านจะทุกข์ใจ เมื่อเวลามีแขกไปใครมายามน้ำท่วมบ้านอย่างนี้ ท่านกลับมีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ที่จะได้จัดสำรับกับข้าว ต้อนรับแขกเหรื่อลูกศิษย์ลูกหา ที่มาร่วมกินข้าวค่ำ ที่บนเรือน ซึ่งปกติจะกินข้าวกันที่โต๊ะอาหารใต้ถุนเรือนอยู่เป็นประจำ เคยมีคนไปถามท่านว่า “ไม่เดือดร้อนหรือที่น้ำท่วมบ้าน” ท่านบอกว่า “ผมสร้างบ้านนี้ไว้รับน้ำท่วม”
อีกท่านต่อมาคือ อดีตผู้ว่าฯ การเคหะแห่งชาติท่านแรก ดร.วทัญญู ณ ถลาง ท่านมีบ้านอยู่ที่เมืองนนทบุรี ตรงข้ามเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน บ้านท่านอยู่ในซอยลึกเข้าไป ผู้เขียนเคยมองลงมาจากเครื่องบิน เห็นเป็นบ้านหลังเดียวในละแวกนั้น ที่ยังเป็นป่าคลุมอยู่ มองแทบจะไม่เห็นตัวบ้านเลยก็ว่าได้ ด้วยความเป็นนักสิ่งแวดล้อมที่อยู่อย่างเข้าใจในธรรมชาติ ตัวเรือนที่ออกแบบอย่างสมัยใหม่ ได้ยกสูงกว่าระดับพื้นดินเกือบเมตรครึ่ง ถึงน้ำจะท่วมท่านก็ไม่เดือดร้อนเช่นกัน
นอกไปจากนั้นบ้านของท่านอีกหลังหนึ่งที่ บ้านหลวง ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ก็เป็นเรือนไม้ธรรมดา หลังคามุงแป้นเกร็ด ยกใต้ถุนสูงเกือบ 2 เมตร อยู่ท่ามกลางแมกไม้สายธาร เวลาใครไปหาก็จะต้องผ่านป่าเข้าไปจึงจะถึงตัวบ้าน จะเห็นได้ว่า ทั้งสองท่านมีความเป็นอยู่อย่างไทย เข้าใจวิถีชีวิตไทยดั้งเดิมเป็นอย่างดี แม้ทั้งสองท่านจะจบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในตะวันตก แต่ท่านก็ไม่ลืมความเป็นไทย และมองอย่างคนในอดีตว่า น้ำท่วมนั้นดี เอาปุ๋ย เอาพันธุ์ปลามาให้ รวมถึงได้มีการชะล้างสิ่งปฏิกูลต่างๆ จากผืนดินออกไป ถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่คนไทยเราจะกลับมาอยู่อย่างไทยในอดีต จะได้ไม่ต้องแก้ปัญหาด้วยการสร้างเขื่อนกันอีกต่อไป
@คมชัดลึก
สตุตการ์ท บาดหัวใจ
โดย : มานพ จันทรฯ
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ช่วงเดือนตุลาคมทุกปี เยอรมนีมีเทศกาล “ออคโทเบอร์ เฟสต์” สนุกกับการดื่มเบียร์อย่างเป็นล่ำสัน
เยอรมนีไม่ได้มีชื่อเสียงแต่เบียร์เพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมยานยนต์ก็อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก หนึ่งในเมืองที่เป็นที่ตั้งโรงงานก็คือ “ชตุตการ์ท” ที่คนไทยมักคุ้นปากเรียก สตุตการ์ท (Stuttgart) นั่นเอง
ในอดีตปี ค.ศ.1800 สตุตการ์ท เป็นเพียงเมืองเล็กๆ มีผู้คนอยู่ราว 22,000 คน ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นนับแต่กลางศตวรรษที่ 18 เมื่อชนชั้นนายทุนไม่ยอมขึ้นกับระบบเจ้าขุนมูลนาย มารวมตัวกันประกอบธุรกิจ เปลี่ยนสภาพเมืองจากระบบกษัตริย์ กลายเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการค้าในเวลาต่อมา
สิ่งที่ภาคภูมิใจของชาวเมืองแห่งนี้ก็คือ การเป็นบ้านเกิดของ ก็อตลีบ เดมเลอร์ นักประดิษฐ์เครื่องจักรเล็กๆ น้ำหนักเบาหมุนเร็วได้ด้วยแก๊สโซลีน ต้นกำเนิดของรถยนต์นั่นเอง
สตุตการ์ท เป็นเมืองหลวงของรัฐบาเดน-วูร์ตเทมแบร์ก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีศิลปวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป โบราณสถานต่างๆ ยังสมบูรณ์เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 น้อยกว่าเมืองอื่น บ้านของคนที่นี่มักตั้งอยู่ตามไหล่เขาลดหลั่นกันไป และมีสีสันสวยงามตัดกับสีเขียวของทุ่งหญ้าป่าไม้
ในเมืองมีสถาปัตยกรรมยุคเก่าน่าสนใจหลายแห่ง ทั้งโอเปร่าเฮ้าส์ มหาวิทยาลัยศิลปะ สวนสาธารณะที่ชาวเมืองเรียกว่า “ชลอสปาร์ค” (Schlosspark) แหล่งพักผ่อนและปอดของเมืองที่มีผู้นิยมมานอนอาบแดดในช่วงบ่าย
ใกล้ๆ กันนั้นมีพระราชวังใหม่ (New Castle Palace) ของกษัตริย์ เฟรเดอริก แห่งวูลลัมแบร์ก (King of Frederich) สร้างโดย คาร์โลเอเกน ศิลปินชื่อดังของสตุตการ์ท มีอายุกว่า 260 ปี ทำให้พระราชวังแห่งนี้มีอายุกว่า 260 ปี ปัจจุบันถูกปรับให้เป็นศูนย์ราชการ เป็นที่ตั้งของกระทรวงการคลัง กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นแหล่งชอปปิงที่ใหญ่ของเมือง มีทั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และร้านค้าเล็กๆ ตั้งอยู่รายรอบ
สตุตการ์ทในปัจจุบันเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมากที่สุดของประเทศ เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ เมอเซเดส-เบนซ์ และ พอร์ช โดยสัญลักษณ์ของพอร์ชที่เป็นม้ากระโจนนั้น เป็นสัญลักษณ์เดียวกับเมืองแห่งนี้
นอกจากนี้ยังเป็นเมืองแห่งการศึกษา มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยสตุตการ์ท (Universitat Stuttgart) และมหาวิทยาลัยโฮเฮนไฮม (Universitat Hohenheim) นั่นเอง
หากมีเวลาอยากสัมผัสชีวิตผู้คนให้ใกล้ชิดมากขึ้นการเดินชมตลาดสดกลางเมือง คือตลาดสตุตการ์ท (Verkaufszeiten der markthalle) ซึ่งมีสินค้าของกินหลากหลาย ทั้งไส้กรอก ชีส เครื่องเทศ ผลไม้ ผัก ไวน์ และอีกสารพัด
สตุตการ์ทมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะและห้องแสดงงานแห่งรัฐ (Staatsgalerie), พิพิธภัณฑ์ศิลปะ (Art Museum Stuttgart) พิพิธภัณฑ์รถยนต์เมอเซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz-Museum), สวนสัตว์, เดอะกรีนยู (The "Green U") สวนสาธารณะที่ตกแต่งอย่างสวยงาม
ในภาพยนตร์ Unveiled (2005) เล่าเรื่องของคนอิหร่านในเยอรมนี “ฟาริบา ทาบริจิ” (แจสมีน ทาบาทาไบ) หญิงสาวคนหนึ่งหลบหนีจากการประหารชีวิตในประเทศบ้านเกิด ด้วยการปลอมแปลงเอกสารเพื่อขอลี้ภัยในประเทศเยอรมนี ด้วยข้ออ้างทางการเมือง แต่ความจริงแล้วเธอเป็นเลสเบี้ยน ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับในอิหร่าน ทางการเยอรมนีจึงส่งตัวกลับทันที แต่เพื่อนชายของเธอซึ่งขอลี้ภัยมาพร้อมๆ กันฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ฟาริบาจึงสวมรอยเป็น "เซียมัค" (นาวิด อัคคาวาน) เข้ามาอาศัยอยู่ในเยอรมนีจนได้
ฟาริบา ในนามของเซียมัค พักอยู่ในชนบทตอนใต้ของเยอรมนีอย่างจำกัดพื้นที่ ผู้คนที่นั่นคิดว่าเธอคือผู้ชายคนหนึ่ง ฟาริบาใช้ชีวิตอย่างรอบคอบปกปิดทุกอย่างไว้อย่างเงียบเชียบ เพราะถ้าความจริงเปิดเผยเธอจะถูกส่งตัวกลับประเทศทันที เธอต้องปลอมแปลงเอกสารทุกอย่างซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น ฟาริบาจึงจำเป็นต้องหางานทำ และเธอก็ได้พบสนิทสนมกับหญิงหม้ายชาวเยอรมันคนหนึ่งที่เข็ดขยาดกับการคบหาผู้ชาย
Unveiled กำกับโดย แองเจลินา แมกคาโรนี่ ผู้กำกับหญิงคนเก่งชาวเยอรมัน จับเอาปัญหาระหว่างประเทศมาย่อยลงให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ และให้คนดูได้ลุ้นเอาใจช่วยตัวละครเป็นระยะๆ โดยใช้สถานที่หลักๆ ในการดำเนินเรื่องที่เมืองสตุตการ์ท แห่งแคว้นบาเดน-วูร์ตเทมแบร์ก ทางตอนใต้ของประเทศ
เมืองเล็กๆ แต่อบอุ่น ทัศนียภาพงามบาดตาบาดใจ
…………….
City : Stuttgart
State : Baden-Württemberg
Country : Germany
Population : 606,588
Film : Unveiled (2005)
Director : Angelina Maccarone
Cast : Jasmin Tabatabai, Navíd Akhavan, Bernd Tauber
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ช่วงเดือนตุลาคมทุกปี เยอรมนีมีเทศกาล “ออคโทเบอร์ เฟสต์” สนุกกับการดื่มเบียร์อย่างเป็นล่ำสัน
เยอรมนีไม่ได้มีชื่อเสียงแต่เบียร์เพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมยานยนต์ก็อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก หนึ่งในเมืองที่เป็นที่ตั้งโรงงานก็คือ “ชตุตการ์ท” ที่คนไทยมักคุ้นปากเรียก สตุตการ์ท (Stuttgart) นั่นเอง
ในอดีตปี ค.ศ.1800 สตุตการ์ท เป็นเพียงเมืองเล็กๆ มีผู้คนอยู่ราว 22,000 คน ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นนับแต่กลางศตวรรษที่ 18 เมื่อชนชั้นนายทุนไม่ยอมขึ้นกับระบบเจ้าขุนมูลนาย มารวมตัวกันประกอบธุรกิจ เปลี่ยนสภาพเมืองจากระบบกษัตริย์ กลายเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการค้าในเวลาต่อมา
สิ่งที่ภาคภูมิใจของชาวเมืองแห่งนี้ก็คือ การเป็นบ้านเกิดของ ก็อตลีบ เดมเลอร์ นักประดิษฐ์เครื่องจักรเล็กๆ น้ำหนักเบาหมุนเร็วได้ด้วยแก๊สโซลีน ต้นกำเนิดของรถยนต์นั่นเอง
สตุตการ์ท เป็นเมืองหลวงของรัฐบาเดน-วูร์ตเทมแบร์ก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีศิลปวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป โบราณสถานต่างๆ ยังสมบูรณ์เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 น้อยกว่าเมืองอื่น บ้านของคนที่นี่มักตั้งอยู่ตามไหล่เขาลดหลั่นกันไป และมีสีสันสวยงามตัดกับสีเขียวของทุ่งหญ้าป่าไม้
ในเมืองมีสถาปัตยกรรมยุคเก่าน่าสนใจหลายแห่ง ทั้งโอเปร่าเฮ้าส์ มหาวิทยาลัยศิลปะ สวนสาธารณะที่ชาวเมืองเรียกว่า “ชลอสปาร์ค” (Schlosspark) แหล่งพักผ่อนและปอดของเมืองที่มีผู้นิยมมานอนอาบแดดในช่วงบ่าย
ใกล้ๆ กันนั้นมีพระราชวังใหม่ (New Castle Palace) ของกษัตริย์ เฟรเดอริก แห่งวูลลัมแบร์ก (King of Frederich) สร้างโดย คาร์โลเอเกน ศิลปินชื่อดังของสตุตการ์ท มีอายุกว่า 260 ปี ทำให้พระราชวังแห่งนี้มีอายุกว่า 260 ปี ปัจจุบันถูกปรับให้เป็นศูนย์ราชการ เป็นที่ตั้งของกระทรวงการคลัง กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นแหล่งชอปปิงที่ใหญ่ของเมือง มีทั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และร้านค้าเล็กๆ ตั้งอยู่รายรอบ
สตุตการ์ทในปัจจุบันเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมากที่สุดของประเทศ เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ เมอเซเดส-เบนซ์ และ พอร์ช โดยสัญลักษณ์ของพอร์ชที่เป็นม้ากระโจนนั้น เป็นสัญลักษณ์เดียวกับเมืองแห่งนี้
นอกจากนี้ยังเป็นเมืองแห่งการศึกษา มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยสตุตการ์ท (Universitat Stuttgart) และมหาวิทยาลัยโฮเฮนไฮม (Universitat Hohenheim) นั่นเอง
หากมีเวลาอยากสัมผัสชีวิตผู้คนให้ใกล้ชิดมากขึ้นการเดินชมตลาดสดกลางเมือง คือตลาดสตุตการ์ท (Verkaufszeiten der markthalle) ซึ่งมีสินค้าของกินหลากหลาย ทั้งไส้กรอก ชีส เครื่องเทศ ผลไม้ ผัก ไวน์ และอีกสารพัด
สตุตการ์ทมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะและห้องแสดงงานแห่งรัฐ (Staatsgalerie), พิพิธภัณฑ์ศิลปะ (Art Museum Stuttgart) พิพิธภัณฑ์รถยนต์เมอเซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz-Museum), สวนสัตว์, เดอะกรีนยู (The "Green U") สวนสาธารณะที่ตกแต่งอย่างสวยงาม
ในภาพยนตร์ Unveiled (2005) เล่าเรื่องของคนอิหร่านในเยอรมนี “ฟาริบา ทาบริจิ” (แจสมีน ทาบาทาไบ) หญิงสาวคนหนึ่งหลบหนีจากการประหารชีวิตในประเทศบ้านเกิด ด้วยการปลอมแปลงเอกสารเพื่อขอลี้ภัยในประเทศเยอรมนี ด้วยข้ออ้างทางการเมือง แต่ความจริงแล้วเธอเป็นเลสเบี้ยน ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับในอิหร่าน ทางการเยอรมนีจึงส่งตัวกลับทันที แต่เพื่อนชายของเธอซึ่งขอลี้ภัยมาพร้อมๆ กันฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ฟาริบาจึงสวมรอยเป็น "เซียมัค" (นาวิด อัคคาวาน) เข้ามาอาศัยอยู่ในเยอรมนีจนได้
ฟาริบา ในนามของเซียมัค พักอยู่ในชนบทตอนใต้ของเยอรมนีอย่างจำกัดพื้นที่ ผู้คนที่นั่นคิดว่าเธอคือผู้ชายคนหนึ่ง ฟาริบาใช้ชีวิตอย่างรอบคอบปกปิดทุกอย่างไว้อย่างเงียบเชียบ เพราะถ้าความจริงเปิดเผยเธอจะถูกส่งตัวกลับประเทศทันที เธอต้องปลอมแปลงเอกสารทุกอย่างซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น ฟาริบาจึงจำเป็นต้องหางานทำ และเธอก็ได้พบสนิทสนมกับหญิงหม้ายชาวเยอรมันคนหนึ่งที่เข็ดขยาดกับการคบหาผู้ชาย
Unveiled กำกับโดย แองเจลินา แมกคาโรนี่ ผู้กำกับหญิงคนเก่งชาวเยอรมัน จับเอาปัญหาระหว่างประเทศมาย่อยลงให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ และให้คนดูได้ลุ้นเอาใจช่วยตัวละครเป็นระยะๆ โดยใช้สถานที่หลักๆ ในการดำเนินเรื่องที่เมืองสตุตการ์ท แห่งแคว้นบาเดน-วูร์ตเทมแบร์ก ทางตอนใต้ของประเทศ
เมืองเล็กๆ แต่อบอุ่น ทัศนียภาพงามบาดตาบาดใจ
…………….
City : Stuttgart
State : Baden-Württemberg
Country : Germany
Population : 606,588
Film : Unveiled (2005)
Director : Angelina Maccarone
Cast : Jasmin Tabatabai, Navíd Akhavan, Bernd Tauber
วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ศรีอยุธยา (10)
การสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มิได้มีความหมายเพียงว่าสิ้นราชวงศ์ปราสาททองเท่านั้น แต่หมายถึง การสิ้นสุดความเจริญทางการปกครอง การค้า การต่างประเทศ และความรุ่งเรืองทางวรรณคดีอีกด้วย
ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา มีการฟื้นกฎหมายห้ามคนไทยแต่งงานกับคนต่างชาติต่างศาสนา (ยกเว้นจีน) ขุนนางมีฝีมือหลายคนถูกกำจัด พงศาวดารกล่าวว่าก่อนสวรรคตสมเด็จพระนารายณ์ทรงแช่งขุนนางสองพ่อลูกคือพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ไว้เป็นอันมาก โชคดีที่ระหว่างนั้นพม่ามีเรื่องไม่สงบภายในจึงมิได้ถือโอกาสยกทัพมาตีอยุธยาอย่างที่เคยทำ
สิ้นสมัยสมเด็จพระเพทราชาก็เป็นสมัยสมเด็จพระสรรเพชญที่ 8 หรือสมเด็จพระเจ้าเสือ ที่จริงก็เกือบไม่ได้ขึ้นครองราชย์เพราะสมเด็จพระเพทราชามีพระราชโอรสอีกพระองค์ที่ประสูติ “ในเศวตฉัตร” คือเจ้าพระขวัญ แต่สมเด็จพระเจ้าเสือก็จับฆ่าแล้วเอาศพไปฝังที่วัดโคกพระยา สมเด็จพระเพทราชากริ้วมากจึงมอบราชสมบัติให้เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ผู้เป็นหลาน
ครั้นสมเด็จพระเพทราชาสวรรคตแล้ว เจ้าพระพิไชยสุรินทร์กลัวภัยจึงยกราชสมบัติถวายสมเด็จพระเจ้าเสือ นี่อาจเป็นเวรกรรมตามคำสาปแช่งของสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้
สมเด็จพระเจ้าเสือมีพระราชโอรสสำคัญ 2 พระองค์คือเจ้าฟ้าเพชร และเจ้าฟ้าพร เมื่อสมเด็จพระเจ้าเสือสวรรคต เจ้าฟ้าเพชรซึ่งครองตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯพระอุปราชได้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 31 ลำดับที่ 3 ของราชวงศ์บ้านพลูหลวง ทรงพระนามว่าสมเด็จพระสรรเพชญที่ 9 แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าพระเจ้าท้ายสระ เพราะโปรดประทับที่พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ข้างสระน้ำ และด้วยความที่พอพระทัยเสวยปลาตะเพียน จนออกกฎหมายห้ามราษฎรจับกิน ถ้าฝ่าฝืนให้ปรับ 5 ตำลึง ผู้คนจึงเรียกอีกชื่อว่าขุนหลวงปลาตะเพียน
ผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่าเมนูปลาตะเพียนของพระเจ้าท้ายสระได้แก่ปลาตะเพียนทอดกรอบ ปลาตะเพียนต้มเค็มไร้ก้าง วิธีทำคือวางอ้อยทุบรองก้นหม้อ ล้างปลาตะเพียนให้สะอาดแล้ววางเรียง ใส่น้ำตาลโตนด เกลือ หัวหอม จะใส่น้ำส้มมะขามเปียกด้วยก็ได้ แล้วปิดฝาเคี่ยวไว้ 2-3 วันจนก้างยุ่ยนุ่มนิ่มทั้งตัว
กฎหมายนี้มาเลิกสมัยกรุงเทพฯ แต่คนรุ่นเก่าที่เคยกลัวก็ยังชินอยู่ไม่กล้าบริโภคสืบมาอีกหลายปี
พระเจ้าท้ายสระตั้งน้องชายคือเจ้าฟ้าพรเป็นกรมพระราชวังบวรฯวังหน้า แปลว่าในระหว่างนั้นจะทำหน้าที่ช่วยราชการสำคัญ ๆ และต่อไปจะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ตำแหน่งนี้มีตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาเป็นกษัตริย์ ก็ได้ตั้งสมเด็จพระนารายณ์มาแล้ว ภาษาทั่วไปเรียกว่า “พระบัณฑูรใหญ่” ถือว่าสูงศักดิ์เป็นที่ 2 รองจากพระเจ้าแผ่นดิน
อยุธยาและปริมณฑลสมัยนั้นก็เหมือนสมัยนี้คือพอถึงหน้าฝนน้ำก็หลากจากเหนือลงมาท่วมไปทั่ว ถ้าน้ำกำลังพอดีชาวไร่ชาวนาก็ทำนาได้ดี ถ้าน้ำนองอยู่นานนาก็ล่ม พอย่างเข้าฤดูทำนาต้องทำพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีไหนน้ำน้อยต้องทำพิธีขอฝน ปีไหนน้ำมากได้เวลาจะเก็บเกี่ยวต้องมีพระราชพิธีไล่น้ำ บรรพบุรุษของเราอยู่มาได้ด้วยข้าว ปลาที่มากับน้ำ และความมากน้อยของน้ำเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว เราจึงมีพิธีทำขวัญข้าว ไหว้แม่โพสพ ขอขมาแม่คงคา เห่เรือ ทอดกฐินทางน้ำ
จะว่าไปแล้วน้ำก็ช่วยรักษาบ้านเมืองไว้หลายครั้ง เวลาพม่าข้าศึกยกมาล้อมอยุธยาต้องหลีกฤดูน้ำหลากให้ดี เพราะช้างม้ากลัวน้ำ ถึงทหารพม่าเองก็เถอะ นุ่งแต่โสร่งอย่างนั้น น้ำมาปลาตอดลอดโสร่ง ปลิงเกาะ คงยุ่งเหมือนกัน
พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกนั้นสร้างไว้หลายปีแล้ว ต่อมาน้ำท่วมกัดเซาะตลิ่งพังจวนถึงวิหาร เดิมทีพระเจ้าท้ายสระจะให้รื้อไปก่อใหม่แต่พระสงฆ์ทัดทานไว้จึงโปรดฯ ให้พระยาราชสงคราม ซึ่งเป็นตำแหน่งทางทหารตั้งจากผู้มีฝีมือทางช่างหรือการโยธาในการสร้างค่ายคูประตูหอรบ เรียกว่าเอ็นจิเนียร์ประจำชาติไปจัดการชะลอเลื่อนเคลื่อนย้ายโดยขุดดินใต้องค์พระแล้วสอดไม้ซุงเข้ารองรับพระ ค่อย ๆ ฉุดลากจนย้ายพระนอนได้ ใช้เวลา 5 เดือน พระยาราชสงครามผู้นี้คือคนที่ไปขุดคลองโคกขามอันคดเคี้ยวจนตรงเชื่อมกันได้ พระราชทานชื่อว่าคลองมหาไชย
ทหารคนไหนมีฝีมือทางช่างจะได้เป็นพระหรือพระยาราชสงครามตลอดมา สมัยรัชกาลที่ 5 พระราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นคนไปย้ายพระที่นั่งจากเกาะสีชังมาสร้างใหม่จนเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆ เวลาทหารออกรบจึงมักเรียกว่า “ยุทธโยธา” คือรบไปสร้างไปรื้อไป ไม่ใช่เอาแต่รบลูกเดียว
ก่อนสวรรคต พระเจ้าท้ายสระกลับไปยกราชสมบัติให้เจ้าฟ้าอภัย พระราชโอรส ทีนี้พระมหาอุปราชเจ้าฟ้าพรซึ่งนั่งรอมานานแล้วก็ไม่ยอมสิครับ น้อยพระทัยว่าเสียแรงร่วมตายกันมา จำจะต้องรบกันให้ตายไปข้างหนึ่ง
พ.ศ.2274-2275 เกิดสงครามใหญ่ที่สุดเท่าที่เกิดภายในประเทศเรียกว่าสงครามกลางเมือง (civil war) คือคนไทยรบกันเองคล้าย ๆ ที่ต่อมาอเมริกาทำสงครามเลิกทาส ฝ่ายหนึ่งนำโดยเจ้าฟ้าอภัยและน้องคือเจ้าฟ้าปรเมศวร์ อีกฝ่ายนำโดยเจ้าฟ้าพรผู้เป็นอา แต่ละฝ่ายมีรี้พลพอกัน ส่วนใหญ่เจ้าฟ้าอภัยจะชนะ แต่สุดท้าย
พระมหาอุปราชก็จับตัวเจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าปรเมศวร์ได้ โปรดฯ ให้นำไปประหารพร้อมกับพวกที่เข้าด้วยช่วยเหลือนับไม่ถ้วน
การที่เจ้าฟ้าพรทำศึกกลางเมืองกับหลานชายคือเจ้าฟ้าอภัยนั้นจะว่าขัดพระบรมราชโองการเป็นขบถก็ว่าได้ แต่ประวัติศาสตร์ต้องอ่านกันหลายฉบับและพิจารณาหลายแง่ เจ้าฟ้าเพชร (พระเจ้าท้ายสระ) มิได้เป็นลูกรักของสมเด็จพระเจ้าเสือ พระราชชนกเคยกริ้วจนคว้าอาวุธจะทำร้ายแต่เจ้าฟ้าพรทรงออกรับแทน ตอนจะตั้งอุปราชเดิมก็จะทรงข้ามเจ้าฟ้าเพชรไปตั้งเจ้าฟ้าพรเพราะฉลาดหลักแหลมกว่า แต่เจ้าฟ้าพรทูลขอให้ตั้งพี่ชายก่อน
เมื่อพระเจ้าท้ายสระเป็นกษัตริย์ก็ทรงตั้งเจ้าฟ้าพรเป็นพระมหาอุปราช เท่ากับมีสัญญาลูกผู้ชายต่อกัน อยู่มาก็จะไปมอบราชสมบัติแก่เจ้าฟ้านเรนทร พระราชโอรสองค์ใหญ่ แต่เจ้าฟ้านเรนทรเห็นว่าควรมอบให้พระเจ้าอาจึงจะเป็นธรรม แล้วเสด็จออกผนวชเสีย พระเจ้าท้ายสระยังหาทาง “เบี้ยว” อีกจึงไปมอบให้เจ้าฟ้าอภัย พระราชโอรสองค์รอง คราวนี้เจ้าฟ้าพรก็เหลืออดสิครับ “อย่างนี้เบี้ยวกันชัด ๆ นี่หว่า”
เจ้าฟ้าพรได้เป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 32 ลำดับที่ 4 แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง เรียกกันว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ อยู่ในราชสมบัติ 26 ปี แรก ๆ ท่านไม่ยอมทำศพพระเจ้าท้ายสระพี่ท่านจะให้เอาไปลอยน้ำ แต่พอขุนนางทัดทานก็ให้ทำพอเป็นพิธี ครั้งนั้นกรุงศรีอยุธยากลับรุ่งเรืองขึ้นใหม่ทางการค้า ศาสนา และวรรณคดี เราได้ส่งพระสงฆ์ไปเจริญศาสนไมตรีกับลังกาตามคำทูลขอของกษัตริย์ลังกา เดิมลังกาเคยมาเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยตั้งแต่ครั้งสุโขทัย ได้บวชให้ชาวไทยเป็นอันมากเรียกกันว่าพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ หลักฐานยังปรากฏเป็นศิลปกรรม รูปทรงเจดีย์ บทสวดแบบลังกาในภาคใต้ของไทย
ต่อมาลังกาถูกต่างชาติปกครองหลายปี มีการทำลายล้างพระและวัดจนหาพระสงฆ์ลังกาไม่ได้ (มีแต่เณร) เมื่อลังกาจะฟื้นพุทธศาสนาใหม่ก็หาอุปัชฌาย์ที่บริสุทธิ์ไม่ได้ จึงนึกได้ว่าพระไทยเคยบวชจากพระลังกาจึงขอนิมนต์พระไทยผู้ใหญ่ไปเป็นอุปัชฌาย์บวชกลับให้ชาวลังกาบ้าง เราส่งพระอุบาลีนำคณะไปทางเรือสำเภา ได้บวชให้กุลบุตรลังกาเป็นร้อยเป็นพัน พระในฝ่ายนี้เรียกว่าสยามวงศ์ ปัจจุบันลังกามีสมเด็จพระสังฆราช 2 องค์ เป็นฝ่ายลังกาวงศ์และสยามวงศ์ ทั้งยังหล่อรูปปั้นพระอุบาลีไว้บูชา ปีที่แล้วผมไปไหว้พระที่ศรีลังกาได้ไปเยี่ยมวัดที่พระอุบาลีเคยอยู่และมรณภาพ เห็นแล้วปลื้มใจแท้
อย่างไรก็ตามความอัปยศของกรุงศรีอยุธยาสมัยนี้คือแม้เจ้าฟ้าพรจะชนะจนได้ราชสมบัติ แต่เจ้านาย แม่ทัพนายกอง ทหารกล้าและขุนนางล้มตายมากมาย ที่รอดตายก็ทิ้งราชการหนีเข้าป่าไปเป็นโจรบ้าง ทำสวนทำนาบ้าง บ้านเมืองหาคนดี คนเก่ง คนกล้าไม่ได้ มีแต่การหวาดระแวงกันเอง ไม่รู้จักแก้ไขหรือปรองดอง มีแต่แก้แค้นและจับดองไว้! เรื่องนี้ทำไมพม่าจะไม่รู้ ฉะนั้นอีก 30 ปีเศษต่อมา พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา กรุงจึงแตกอย่างง่ายดาย!
แม้กระนั้น 26 ปีของรัชกาลนี้ ราษฎรทั่วไปที่ไม่อยู่ฝ่ายใดก็เป็นสุขสบายดี ข้าศึกไม่มี ศาสนาเจริญ การค้าเจริญ กวีมีมากมาย ทำไร่ทำนาได้ผล มีโขนระบำรำฟ้อนให้ดู เรายังพูดถึงรัชกาลนี้ต่อมาอีกหลายสิบปีว่า “เมื่อครั้งบ้านเมืองดี” โดยเทียบกับสมัยก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้น
ในรัชกาลนี้มีเด็กสามัญชนที่ควรรู้จักมาเกิด 4 คน และเป็นเพื่อนรักกันด้วย รุ่นโตชื่อพ่อสิน รุ่นกลางชื่อพ่อทองด้วง รุ่นเล็กชื่อพ่อบุญมาและพ่อบุนนาค พ่อสินเป็นลูกจีนแม่ไทย พ่อทองด้วงและพ่อบุญมาเป็นพี่น้องกันเป็นลูกไทยเชื้อสายมอญและอาจมีเชื้อจีนทางมารดาด้วยก็ได้ พ่อบุนนาคเป็นลูกไทยเชื้อสายเปอร์เซียต้นตระกูลเป็นมุสลิมแต่แม่เป็นไทย ระยะหลังบรรพบุรุษเปลี่ยนมานับถือพุทธ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมีพระราชโอรสที่สำคัญ 3 พระองค์คือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เรารู้จักกันในนามเจ้าฟ้ากุ้ง ได้เป็นกรมขุนเสนาพิทักษ์) เจ้าฟ้าเอกทัศ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) และเจ้าฟ้าอุทุมพร (กรมขุนพรพินิต)
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรได้เป็นอุปราช แต่ด้วยนิสัยกวีปากหวานเจ้าชู้ ภายหลังลอบเป็นชู้กับพระสนมของพ่อจึงถูกโบยจนสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าองค์นี้แหละที่แต่ง “เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ นกบินเฉียงไปทั้งหมู่” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเห็นว่าเจ้าฟ้าเอกทัศไม่เฉลียวฉลาด โฉดเขลา ไม่พากเพียร ไม่กล้าหาญ ไม่ควรเป็นผู้ปกครองได้จึงข้ามไปตั้งเจ้าฟ้าอุทุมพรพระราชโอรสพระองค์เล็กเป็นพระมหาอุปราช
เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต เจ้าฟ้าอุทุมพรจึงได้ครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 33 ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 แต่อยู่ได้ 10 วัน เจ้าฟ้าเอกทัศผู้เป็นพี่ทำท่าปรารถนาราชสมบัติ วังก็ไม่ย้ายจะยึดวังหลวงอยู่อย่างนั้น พระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรคงรำคาญจึงถวายราชสมบัติแล้วเสด็จออกผนวช
เจ้าฟ้าเอกทัศได้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 34 ลำดับที่ 6 ของราชวงศ์บ้านพลูหลวงและพระองค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 คนทั่วไปเรียกว่าพระเจ้าอยู่หัวสุริยามรินทร์ตามชื่อพระที่นั่งที่ไม่ทรงยอมย้ายออก บางคนเรียกพระเจ้าเอกทัศ มีบ้างที่เรียกว่า “ขุนหลวงขี้เรื้อน” ตามพระโรคที่ทรงเป็น
บัดนั้นพม่าซึ่งเล็งอยู่นานด้วยความแค้นตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรทรงทำยุทธหัตถีชนะเมื่อ 200 ปีก่อน ก็จับสายตามาที่พระมหานครแห่งนี้ และให้สัญญาณนัดหมายว่า “ไม่ต้องแก้ไข” แต่ได้เวลาแก้แค้นแล้ว!”.
“อยุธยาและปริมณฑลสมัยนั้นก็เหมือนสมัยนี้คือพอถึงหน้าฝนน้ำก็หลากจากเหนือลงมาท่วมไปทั่ว ถ้าน้ำกำลังพอดีชาวไร่ชาวนาก็ทำนาได้ดี ถ้าน้ำนองอยู่นานนาก็ล่ม พอย่างเข้าฤดูทำนาต้องทำพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีไหนน้ำน้อยต้องทำพิธีขอฝน ปีไหนน้ำมากได้เวลาจะเก็บเกี่ยวต้องมีพระราชพิธีไล่น้ำ บรรพบุรุษของเราอยู่มาได้ด้วยข้าว ปลาที่มากับน้ำ และความมากน้อยของน้ำเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว เราจึงมีพิธีทำขวัญข้าว ไหว้แม่โพสพ ขอขมาแม่คงคา เห่เรือ ทอดกฐินทางน้ำ”
วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com
ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา มีการฟื้นกฎหมายห้ามคนไทยแต่งงานกับคนต่างชาติต่างศาสนา (ยกเว้นจีน) ขุนนางมีฝีมือหลายคนถูกกำจัด พงศาวดารกล่าวว่าก่อนสวรรคตสมเด็จพระนารายณ์ทรงแช่งขุนนางสองพ่อลูกคือพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ไว้เป็นอันมาก โชคดีที่ระหว่างนั้นพม่ามีเรื่องไม่สงบภายในจึงมิได้ถือโอกาสยกทัพมาตีอยุธยาอย่างที่เคยทำ
สิ้นสมัยสมเด็จพระเพทราชาก็เป็นสมัยสมเด็จพระสรรเพชญที่ 8 หรือสมเด็จพระเจ้าเสือ ที่จริงก็เกือบไม่ได้ขึ้นครองราชย์เพราะสมเด็จพระเพทราชามีพระราชโอรสอีกพระองค์ที่ประสูติ “ในเศวตฉัตร” คือเจ้าพระขวัญ แต่สมเด็จพระเจ้าเสือก็จับฆ่าแล้วเอาศพไปฝังที่วัดโคกพระยา สมเด็จพระเพทราชากริ้วมากจึงมอบราชสมบัติให้เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ผู้เป็นหลาน
ครั้นสมเด็จพระเพทราชาสวรรคตแล้ว เจ้าพระพิไชยสุรินทร์กลัวภัยจึงยกราชสมบัติถวายสมเด็จพระเจ้าเสือ นี่อาจเป็นเวรกรรมตามคำสาปแช่งของสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้
สมเด็จพระเจ้าเสือมีพระราชโอรสสำคัญ 2 พระองค์คือเจ้าฟ้าเพชร และเจ้าฟ้าพร เมื่อสมเด็จพระเจ้าเสือสวรรคต เจ้าฟ้าเพชรซึ่งครองตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯพระอุปราชได้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 31 ลำดับที่ 3 ของราชวงศ์บ้านพลูหลวง ทรงพระนามว่าสมเด็จพระสรรเพชญที่ 9 แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าพระเจ้าท้ายสระ เพราะโปรดประทับที่พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ข้างสระน้ำ และด้วยความที่พอพระทัยเสวยปลาตะเพียน จนออกกฎหมายห้ามราษฎรจับกิน ถ้าฝ่าฝืนให้ปรับ 5 ตำลึง ผู้คนจึงเรียกอีกชื่อว่าขุนหลวงปลาตะเพียน
ผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่าเมนูปลาตะเพียนของพระเจ้าท้ายสระได้แก่ปลาตะเพียนทอดกรอบ ปลาตะเพียนต้มเค็มไร้ก้าง วิธีทำคือวางอ้อยทุบรองก้นหม้อ ล้างปลาตะเพียนให้สะอาดแล้ววางเรียง ใส่น้ำตาลโตนด เกลือ หัวหอม จะใส่น้ำส้มมะขามเปียกด้วยก็ได้ แล้วปิดฝาเคี่ยวไว้ 2-3 วันจนก้างยุ่ยนุ่มนิ่มทั้งตัว
กฎหมายนี้มาเลิกสมัยกรุงเทพฯ แต่คนรุ่นเก่าที่เคยกลัวก็ยังชินอยู่ไม่กล้าบริโภคสืบมาอีกหลายปี
พระเจ้าท้ายสระตั้งน้องชายคือเจ้าฟ้าพรเป็นกรมพระราชวังบวรฯวังหน้า แปลว่าในระหว่างนั้นจะทำหน้าที่ช่วยราชการสำคัญ ๆ และต่อไปจะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ตำแหน่งนี้มีตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาเป็นกษัตริย์ ก็ได้ตั้งสมเด็จพระนารายณ์มาแล้ว ภาษาทั่วไปเรียกว่า “พระบัณฑูรใหญ่” ถือว่าสูงศักดิ์เป็นที่ 2 รองจากพระเจ้าแผ่นดิน
อยุธยาและปริมณฑลสมัยนั้นก็เหมือนสมัยนี้คือพอถึงหน้าฝนน้ำก็หลากจากเหนือลงมาท่วมไปทั่ว ถ้าน้ำกำลังพอดีชาวไร่ชาวนาก็ทำนาได้ดี ถ้าน้ำนองอยู่นานนาก็ล่ม พอย่างเข้าฤดูทำนาต้องทำพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีไหนน้ำน้อยต้องทำพิธีขอฝน ปีไหนน้ำมากได้เวลาจะเก็บเกี่ยวต้องมีพระราชพิธีไล่น้ำ บรรพบุรุษของเราอยู่มาได้ด้วยข้าว ปลาที่มากับน้ำ และความมากน้อยของน้ำเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว เราจึงมีพิธีทำขวัญข้าว ไหว้แม่โพสพ ขอขมาแม่คงคา เห่เรือ ทอดกฐินทางน้ำ
จะว่าไปแล้วน้ำก็ช่วยรักษาบ้านเมืองไว้หลายครั้ง เวลาพม่าข้าศึกยกมาล้อมอยุธยาต้องหลีกฤดูน้ำหลากให้ดี เพราะช้างม้ากลัวน้ำ ถึงทหารพม่าเองก็เถอะ นุ่งแต่โสร่งอย่างนั้น น้ำมาปลาตอดลอดโสร่ง ปลิงเกาะ คงยุ่งเหมือนกัน
พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกนั้นสร้างไว้หลายปีแล้ว ต่อมาน้ำท่วมกัดเซาะตลิ่งพังจวนถึงวิหาร เดิมทีพระเจ้าท้ายสระจะให้รื้อไปก่อใหม่แต่พระสงฆ์ทัดทานไว้จึงโปรดฯ ให้พระยาราชสงคราม ซึ่งเป็นตำแหน่งทางทหารตั้งจากผู้มีฝีมือทางช่างหรือการโยธาในการสร้างค่ายคูประตูหอรบ เรียกว่าเอ็นจิเนียร์ประจำชาติไปจัดการชะลอเลื่อนเคลื่อนย้ายโดยขุดดินใต้องค์พระแล้วสอดไม้ซุงเข้ารองรับพระ ค่อย ๆ ฉุดลากจนย้ายพระนอนได้ ใช้เวลา 5 เดือน พระยาราชสงครามผู้นี้คือคนที่ไปขุดคลองโคกขามอันคดเคี้ยวจนตรงเชื่อมกันได้ พระราชทานชื่อว่าคลองมหาไชย
ทหารคนไหนมีฝีมือทางช่างจะได้เป็นพระหรือพระยาราชสงครามตลอดมา สมัยรัชกาลที่ 5 พระราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นคนไปย้ายพระที่นั่งจากเกาะสีชังมาสร้างใหม่จนเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆ เวลาทหารออกรบจึงมักเรียกว่า “ยุทธโยธา” คือรบไปสร้างไปรื้อไป ไม่ใช่เอาแต่รบลูกเดียว
ก่อนสวรรคต พระเจ้าท้ายสระกลับไปยกราชสมบัติให้เจ้าฟ้าอภัย พระราชโอรส ทีนี้พระมหาอุปราชเจ้าฟ้าพรซึ่งนั่งรอมานานแล้วก็ไม่ยอมสิครับ น้อยพระทัยว่าเสียแรงร่วมตายกันมา จำจะต้องรบกันให้ตายไปข้างหนึ่ง
พ.ศ.2274-2275 เกิดสงครามใหญ่ที่สุดเท่าที่เกิดภายในประเทศเรียกว่าสงครามกลางเมือง (civil war) คือคนไทยรบกันเองคล้าย ๆ ที่ต่อมาอเมริกาทำสงครามเลิกทาส ฝ่ายหนึ่งนำโดยเจ้าฟ้าอภัยและน้องคือเจ้าฟ้าปรเมศวร์ อีกฝ่ายนำโดยเจ้าฟ้าพรผู้เป็นอา แต่ละฝ่ายมีรี้พลพอกัน ส่วนใหญ่เจ้าฟ้าอภัยจะชนะ แต่สุดท้าย
พระมหาอุปราชก็จับตัวเจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าปรเมศวร์ได้ โปรดฯ ให้นำไปประหารพร้อมกับพวกที่เข้าด้วยช่วยเหลือนับไม่ถ้วน
การที่เจ้าฟ้าพรทำศึกกลางเมืองกับหลานชายคือเจ้าฟ้าอภัยนั้นจะว่าขัดพระบรมราชโองการเป็นขบถก็ว่าได้ แต่ประวัติศาสตร์ต้องอ่านกันหลายฉบับและพิจารณาหลายแง่ เจ้าฟ้าเพชร (พระเจ้าท้ายสระ) มิได้เป็นลูกรักของสมเด็จพระเจ้าเสือ พระราชชนกเคยกริ้วจนคว้าอาวุธจะทำร้ายแต่เจ้าฟ้าพรทรงออกรับแทน ตอนจะตั้งอุปราชเดิมก็จะทรงข้ามเจ้าฟ้าเพชรไปตั้งเจ้าฟ้าพรเพราะฉลาดหลักแหลมกว่า แต่เจ้าฟ้าพรทูลขอให้ตั้งพี่ชายก่อน
เมื่อพระเจ้าท้ายสระเป็นกษัตริย์ก็ทรงตั้งเจ้าฟ้าพรเป็นพระมหาอุปราช เท่ากับมีสัญญาลูกผู้ชายต่อกัน อยู่มาก็จะไปมอบราชสมบัติแก่เจ้าฟ้านเรนทร พระราชโอรสองค์ใหญ่ แต่เจ้าฟ้านเรนทรเห็นว่าควรมอบให้พระเจ้าอาจึงจะเป็นธรรม แล้วเสด็จออกผนวชเสีย พระเจ้าท้ายสระยังหาทาง “เบี้ยว” อีกจึงไปมอบให้เจ้าฟ้าอภัย พระราชโอรสองค์รอง คราวนี้เจ้าฟ้าพรก็เหลืออดสิครับ “อย่างนี้เบี้ยวกันชัด ๆ นี่หว่า”
เจ้าฟ้าพรได้เป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 32 ลำดับที่ 4 แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง เรียกกันว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ อยู่ในราชสมบัติ 26 ปี แรก ๆ ท่านไม่ยอมทำศพพระเจ้าท้ายสระพี่ท่านจะให้เอาไปลอยน้ำ แต่พอขุนนางทัดทานก็ให้ทำพอเป็นพิธี ครั้งนั้นกรุงศรีอยุธยากลับรุ่งเรืองขึ้นใหม่ทางการค้า ศาสนา และวรรณคดี เราได้ส่งพระสงฆ์ไปเจริญศาสนไมตรีกับลังกาตามคำทูลขอของกษัตริย์ลังกา เดิมลังกาเคยมาเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยตั้งแต่ครั้งสุโขทัย ได้บวชให้ชาวไทยเป็นอันมากเรียกกันว่าพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ หลักฐานยังปรากฏเป็นศิลปกรรม รูปทรงเจดีย์ บทสวดแบบลังกาในภาคใต้ของไทย
ต่อมาลังกาถูกต่างชาติปกครองหลายปี มีการทำลายล้างพระและวัดจนหาพระสงฆ์ลังกาไม่ได้ (มีแต่เณร) เมื่อลังกาจะฟื้นพุทธศาสนาใหม่ก็หาอุปัชฌาย์ที่บริสุทธิ์ไม่ได้ จึงนึกได้ว่าพระไทยเคยบวชจากพระลังกาจึงขอนิมนต์พระไทยผู้ใหญ่ไปเป็นอุปัชฌาย์บวชกลับให้ชาวลังกาบ้าง เราส่งพระอุบาลีนำคณะไปทางเรือสำเภา ได้บวชให้กุลบุตรลังกาเป็นร้อยเป็นพัน พระในฝ่ายนี้เรียกว่าสยามวงศ์ ปัจจุบันลังกามีสมเด็จพระสังฆราช 2 องค์ เป็นฝ่ายลังกาวงศ์และสยามวงศ์ ทั้งยังหล่อรูปปั้นพระอุบาลีไว้บูชา ปีที่แล้วผมไปไหว้พระที่ศรีลังกาได้ไปเยี่ยมวัดที่พระอุบาลีเคยอยู่และมรณภาพ เห็นแล้วปลื้มใจแท้
อย่างไรก็ตามความอัปยศของกรุงศรีอยุธยาสมัยนี้คือแม้เจ้าฟ้าพรจะชนะจนได้ราชสมบัติ แต่เจ้านาย แม่ทัพนายกอง ทหารกล้าและขุนนางล้มตายมากมาย ที่รอดตายก็ทิ้งราชการหนีเข้าป่าไปเป็นโจรบ้าง ทำสวนทำนาบ้าง บ้านเมืองหาคนดี คนเก่ง คนกล้าไม่ได้ มีแต่การหวาดระแวงกันเอง ไม่รู้จักแก้ไขหรือปรองดอง มีแต่แก้แค้นและจับดองไว้! เรื่องนี้ทำไมพม่าจะไม่รู้ ฉะนั้นอีก 30 ปีเศษต่อมา พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา กรุงจึงแตกอย่างง่ายดาย!
แม้กระนั้น 26 ปีของรัชกาลนี้ ราษฎรทั่วไปที่ไม่อยู่ฝ่ายใดก็เป็นสุขสบายดี ข้าศึกไม่มี ศาสนาเจริญ การค้าเจริญ กวีมีมากมาย ทำไร่ทำนาได้ผล มีโขนระบำรำฟ้อนให้ดู เรายังพูดถึงรัชกาลนี้ต่อมาอีกหลายสิบปีว่า “เมื่อครั้งบ้านเมืองดี” โดยเทียบกับสมัยก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้น
ในรัชกาลนี้มีเด็กสามัญชนที่ควรรู้จักมาเกิด 4 คน และเป็นเพื่อนรักกันด้วย รุ่นโตชื่อพ่อสิน รุ่นกลางชื่อพ่อทองด้วง รุ่นเล็กชื่อพ่อบุญมาและพ่อบุนนาค พ่อสินเป็นลูกจีนแม่ไทย พ่อทองด้วงและพ่อบุญมาเป็นพี่น้องกันเป็นลูกไทยเชื้อสายมอญและอาจมีเชื้อจีนทางมารดาด้วยก็ได้ พ่อบุนนาคเป็นลูกไทยเชื้อสายเปอร์เซียต้นตระกูลเป็นมุสลิมแต่แม่เป็นไทย ระยะหลังบรรพบุรุษเปลี่ยนมานับถือพุทธ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมีพระราชโอรสที่สำคัญ 3 พระองค์คือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เรารู้จักกันในนามเจ้าฟ้ากุ้ง ได้เป็นกรมขุนเสนาพิทักษ์) เจ้าฟ้าเอกทัศ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) และเจ้าฟ้าอุทุมพร (กรมขุนพรพินิต)
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรได้เป็นอุปราช แต่ด้วยนิสัยกวีปากหวานเจ้าชู้ ภายหลังลอบเป็นชู้กับพระสนมของพ่อจึงถูกโบยจนสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าองค์นี้แหละที่แต่ง “เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ นกบินเฉียงไปทั้งหมู่” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเห็นว่าเจ้าฟ้าเอกทัศไม่เฉลียวฉลาด โฉดเขลา ไม่พากเพียร ไม่กล้าหาญ ไม่ควรเป็นผู้ปกครองได้จึงข้ามไปตั้งเจ้าฟ้าอุทุมพรพระราชโอรสพระองค์เล็กเป็นพระมหาอุปราช
เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต เจ้าฟ้าอุทุมพรจึงได้ครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 33 ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 แต่อยู่ได้ 10 วัน เจ้าฟ้าเอกทัศผู้เป็นพี่ทำท่าปรารถนาราชสมบัติ วังก็ไม่ย้ายจะยึดวังหลวงอยู่อย่างนั้น พระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรคงรำคาญจึงถวายราชสมบัติแล้วเสด็จออกผนวช
เจ้าฟ้าเอกทัศได้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 34 ลำดับที่ 6 ของราชวงศ์บ้านพลูหลวงและพระองค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 คนทั่วไปเรียกว่าพระเจ้าอยู่หัวสุริยามรินทร์ตามชื่อพระที่นั่งที่ไม่ทรงยอมย้ายออก บางคนเรียกพระเจ้าเอกทัศ มีบ้างที่เรียกว่า “ขุนหลวงขี้เรื้อน” ตามพระโรคที่ทรงเป็น
บัดนั้นพม่าซึ่งเล็งอยู่นานด้วยความแค้นตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรทรงทำยุทธหัตถีชนะเมื่อ 200 ปีก่อน ก็จับสายตามาที่พระมหานครแห่งนี้ และให้สัญญาณนัดหมายว่า “ไม่ต้องแก้ไข” แต่ได้เวลาแก้แค้นแล้ว!”.
“อยุธยาและปริมณฑลสมัยนั้นก็เหมือนสมัยนี้คือพอถึงหน้าฝนน้ำก็หลากจากเหนือลงมาท่วมไปทั่ว ถ้าน้ำกำลังพอดีชาวไร่ชาวนาก็ทำนาได้ดี ถ้าน้ำนองอยู่นานนาก็ล่ม พอย่างเข้าฤดูทำนาต้องทำพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีไหนน้ำน้อยต้องทำพิธีขอฝน ปีไหนน้ำมากได้เวลาจะเก็บเกี่ยวต้องมีพระราชพิธีไล่น้ำ บรรพบุรุษของเราอยู่มาได้ด้วยข้าว ปลาที่มากับน้ำ และความมากน้อยของน้ำเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว เราจึงมีพิธีทำขวัญข้าว ไหว้แม่โพสพ ขอขมาแม่คงคา เห่เรือ ทอดกฐินทางน้ำ”
วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








