วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555
อิหร่านหมูไม่กลัวน้ำร้อน
สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซีย เริ่มร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่า ต้องสั่นคลอนเสถียรภาพของโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ เมื่ออิหร่านของประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจัด เล่นบท “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” พร้อมเปิดหน้าสู้เต็มตัว ยอมรับเร่งเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในโรงงานนิวเคลียร์แห่งใหม่ ที่ไปซุ่มสร้างไว้ใต้ดินในภูเขา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเตหะราน เพื่อป้องกันความเป็นไปได้จากการโจมตีทางอากาศของศัตรู ทำให้กิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไปแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะชาติตะวันตกเลิกสงสัยเสียที เพราะมันเป็นความจริงอย่างไม่มีอะไรเคลือบแคลง และนับจากนี้ไปอีก 1 ปี มีความเป็นไปได้ว่า อิหร่านอาจผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์อีกประเทศหนึ่งก็ได้
เรื่องการเดินเครื่องเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่โรงงานแห่งใหม่ในโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ที่อ้างหนักแน่นว่า มีจุดประสงค์เพื่อสันติ กลายเป็นเรื่องขึ้นมาก็เพราะการเปิดเผยของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ หน่วยงานตรวจสอบนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทาย และไม่ยี่หระต่อมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่นำโดยสหรัฐ ทั้งยังพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า มาตรการคว่ำบาตรไม่ได้ไปสะเทือนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเลย อิหร่านยังเดินหน้าต่อไปได้ ซ้ำยังมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555
ธนบุรีศรีมหาสมุทร (5)
พระอารมณ์แปรปรวนของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะจริงหรือไม่และหนักเบาเพียงใดยากที่ผู้ใดจะชี้ชัดได้ในบัดนี้
แต่เป็นสิ่งที่ตั้งข้อสังเกตของขุนนางและชาววังในขณะนั้นซึ่งดูจะผิดแผกไปจากพระอัธยาศัยเดิม เพราะปกติแล้วแม้จะห้าวหาญเด็ดขาดตามประสานักรบแต่ก็ทรงอ่อนโยนต่ออาณาประชาราษฎร เช่น ตรัสเรียกพระองค์เองว่า “พ่อ” ตรัสเรียกราษฎรว่า “ลูก” พระทัยเป็นธรรมโอบอ้อมอารีและยึดมั่นในศาสนา การที่ทรงคร่ำเคร่งกับวิปัสสนากรรมฐานก็เป็นเรื่องพระอัธยาศัยส่วนพระองค์ไม่น่าจะเป็นปัญหาของบ้านเมือง แต่สภาพของบ้านเมืองที่ขุนนางและข้าราชการบางส่วนฉวยโอกาสข่มเหงย่ำยีรีดไถราษฎรน่าจะมีอยู่จริง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นข่าวอยู่แต่ในวังหากล่วงรู้ไปถึงชาวต่างชาติและเป็นปัญหาบ้านเมืองเดือดร้อนไปถึงชาวบ้านทั่วไปซึ่งย่อมย้อนกลับไปโทษผู้ปกครองได้ในที่สุด
คงเหมือนสมัยนี้ที่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ซี 5 ซี 6 ทำผิด ก็เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีได้!
เรื่องพระเจ้าแผ่นดินวิกลจริตนี้ดูจะมีอยู่ในหลายประเทศ กษัตริย์พม่ายุคหลังพระเจ้าอลองพญาหลายพระองค์ก็มีพระอาการที่พงศาวดารพม่าระบุว่า “วิกลจริต” จนถูกยึดอำนาจก็มี จะว่าเป็นข้ออ้างหาเหตุยึดอำนาจก็ไม่น่าจำเป็นต้องโทษเอาขนาดนั้นเพราะลำพังข้อหาว่าไม่ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมจรรยาสัมมาปฏิบัติก็พอจะใช้ยึดอำนาจได้แล้ว
ในสมัยกรุงธนบุรี เรื่องที่สมเด็จพระสังฆราช (สี) อยู่ในฝ่ายเห็นว่าแม้ฆราวาสบรรลุโสดาปัตติผล แต่พระภิกษุก็ไม่ต้องเคารพนบไหว้ผู้นั้นเพราะพระภิกษุทรงศีลสูงกว่าจนสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวกริ้วให้จับสึกไปทำงานที่วัดหงส์รัตนารามเป็นเรื่องกล่าวถึงไว้หลายแห่ง เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 1 ยังโปรดให้กลับไปครองผ้ากาสาวพัสตร์แล้วทรงสถาปนาคืนเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกในสมัยกรุงเทพฯ ด้วยทรงศรัทธาว่ามีความมั่นคงในพระสัทธรรม ไม่ตามกระแส เรื่องนี้ทางพระเองก็กล่าวถึงแสดงว่าน่าจะเป็นจริง
ในคราวที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ ไปจัดระเบียบการปกครองที่เวียงจันทน์ ขากลับได้นำพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์กลับจากลาวมาด้วยคือพระแก้วมรกตและพระบาง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปีติยินดีมากเพราะพระแก้วมรกตเคยอยู่ในอาณาเขตที่เป็นของไทยมาก่อนคือกำแพงเพชร เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ ต่อมาพระไชยเชษฐาธิราช เชื้อสายผู้ครองอาณาจักรล้านช้างซึ่งลงมาปกครองเชียงใหม่เสด็จกลับไปครองกรุงศรีสตนาคนหุต (หลวงพระบาง) จึงเชิญพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์คือพระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์ไปจากเชียงใหม่ด้วย แต่เมื่อชาวเมืองร่ำร้องขอคืนก็พระราชทานแต่พระพุทธสิหิงค์คืนมา ส่วนพระแก้วมรกตนั้นเก็บเอาไว้ที่อาณาจักรล้านช้าง (หลวงพระบาง) ภายหลังเมื่อย้ายเมืองหลวงไปอยู่เวียงจันทน์ทางลาวก็เชิญไปไว้ที่หอพระแก้วในเวียงจันทน์จนสมเด็จเจ้าพระยาฯ เชิญกลับมากรุงธนบุรีในคราวนี้
ครั้งอยู่กรุงธนบุรี พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่วัดแจ้ง (วัดอรุณฯ) เหลือเชื่อนะครับว่ากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่ 417 ปี พระแก้วมรกตท่านไม่เคยแวะไปเที่ยวชมพระมหานครแห่งนั้นเลย การได้ท่านมาอยู่ที่ธนบุรีจึงเป็นการเพิ่มพูนพระบรมราชกฤดาภินิหารของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างใหญ่ยิ่ง ว่ากันว่าจะทรงปูนบำเหน็จความชอบอันใดแก่สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็เป็นอันถึงที่สุดแล้วจึงทรงถอดพระมหาสังวาล (สร้อย) อันเป็นเครื่องทรงกษัตริย์คล้องคอพระ ราชทาน
พระแก้วมรกตนั้นวันนี้ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สุดในแผ่นดิน ส่วนพระบางนั้นเป็นพระยืนองค์ไม่ใหญ่โตนัก เคยอยู่หลวงพระบางเพราะเหตุนั้นเมืองนั้นจึงได้ชื่อว่าหลวงพระบาง ภายหลังเจ้าลาวเข้ามาเฝ้าฯ รัชกาลที่ 1 ขอพระราชทานคืนก็โปรดฯ ให้คืนไป ครั้งสมัยรัชกาลที่ 3 เรายกทัพไปตีเวียงจันทน์ก็ได้นำพระบางกลับมาอีกหน คราวนี้มาไว้ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส แต่พอถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ก็พระราชทานคืนไป บัดนี้อยู่ที่หลวงพระบาง
การคืนพระบางไปถูกต้องเป็นธรรมแล้วโดยเฉพาะถ้าคิดถึงอกเขาอกเรา
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระราชโอรสธิดาหลายพระองค์ ส่วนใหญ่จะทรงตั้งเป็นเจ้าฟ้าไม่ว่าจะประสูติจากพระภรรยาในลำดับชั้นใด พระภรรยาที่เป็นชั้นพระมเหสีนั้นมีอยู่หลายพระองค์ บางพระองค์เป็นภริยาดั้งเดิมมาแต่ยังทรงเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก เช่น กรมหลวงบาทบริจา พระราชโอรสจากพระมเหสีพระองค์นี้จึงโตพอจะทรงใช้สอยราชการได้บ้างแต่ก็ยังอ่อนพระประสบ การณ์ เช่น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอินทรพิทักษ์ ซึ่งดำรงพระยศเสมอพระมหาอุปราช
สมเด็จเจ้าพระยาฯ เองก็ได้ถวายบุตรีคนแรกที่เกิดจากคุณนาคชื่อ “ฉิม” ซึ่งเป็นพระพี่นางร่วมพระครรภ์กับสมเด็จเจ้าฟ้าชายฉิม (ชื่อซ้ำกัน) ที่ต่อมาเป็นรัชกาลที่ 2 ให้เป็นบริจาริกาของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย และมีพระราช โอรส 1 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าชายสุพันธุวงศ์ เจ้าฟ้าพระองค์นี้จึงเป็นลูกพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นหลานตาของสมเด็จพระยาฯ และหลานน้าของรัชกาลที่ 2
การที่เจ้าต่างแดนและขุนนางจะถวายบุตรสาวเป็นบริจาริกา (แปลว่าเมีย) ของพระเจ้าแผ่นดินเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยก่อน รัชกาลที่ 2 เคยทรงแต่งล้อไว้ในเรื่องไกรทองว่า “เหล่าขุนนางต่างถวายบุตรี พวกที่มีบุตรชายถวายหลาน ปะที่เป็นหมันบุตรกันดาร คิดอ่านไกล่เกลี่ยน้องเมียมา” คือถ้าไม่มีลูกสาวก็ยกหลานสาวถวาย ถ้าเป็นหมันไม่มีลูกหลานก็ไปกล่อมน้องเมียมาถวาย!
ขุนนางผู้หนึ่งถวายแม่ปรางเป็นบริจาริกา ครั้นอุปราชพัฒน์เมืองนครศรี ธรรมราชขึ้นมาเฝ้าฯ ก็ทรงสงสารว่าเมียตายจึงพระราชทานเจ้าจอมปรางให้ไป เจ้าจอมปรางมีท้องอ่อน ๆ ติดไปก่อนแล้ว เจ้านครก็ไม่กล้าแตะต้องจนกระทั่งคลอดบุตรเป็นชายชื่อน้อย คนทั่วไปทราบว่าเป็นพระราชโอรสสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี รัชกาลที่ 1 ก็ทรงทราบภายหลังจึงได้ทรงรับมาชุบเลี้ยงในกรุงเทพฯ และให้ฝึกราชการ ครั้นโตขึ้นก็ส่งกลับไปเป็นเจ้าเมืองนครฯ จนได้เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ต้นสกุล ณ นคร สกุลนี้ถือเป็นเชื้อสายสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
เจ้าจอมยวนอีกคนที่ได้พระราช ทานเจ้าพระยานครราชสีมา ปรากฏว่าท้องติดไปเหมือนกัน บุตรที่คลอดมานี้ต่อไปได้เป็นเจ้าเมืองโคราช ต้นสกุลอินทรกำแหง ณ ราชสีมา
คราวจะเกิดเหตุใหญ่เป็นปี 2324 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงครองราชย์มาแล้ว 13-14 ปี ทางเขมรซึ่งเคยเป็นของไทยเกิดแตกกันเองเป็น 2 ฝ่ายจนรบกันเอง ทางญวนเข้าหนุนเจ้าเขมรฝ่ายหนึ่ง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเกรงว่าเราอาจเสียเขมรให้ญวนทั้งหมดจึงให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ ยกทัพไปปราบ แต่คราวนี้โกลาหลเป็นพิเศษทั้งที่การปราบขบถเมืองเขมรไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือบางทีอาจคิดว่าต้องรบกับญวนด้วยก็ได้ จึงให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นแม่ทัพใหญ่เหมือนคุมทัพหลวง เจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) คุมทัพหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอินทรพิทักษ์คุมอีกทัพหนึ่ง พระยานครสวรรค์คุมอีกทัพ กรมหลวงรามภูเบศร์แยกไปคุมอีกทัพ และทรงสั่งการว่าถ้าจัดการเมืองเขมรเรียบร้อยแล้วก็ให้ตั้งพระมหาอุปราชเจ้าฟ้ากรมหลวงอินทร พิทักษ์เป็นกษัตริย์ครองเมืองเขมรเสียด้วย
ตรงนี้แปลก! แล้วต่อไปจะทรงตั้งผู้ใดครองกรุงธนบุรีต่อจากพระองค์!
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีหลานชายองค์หนึ่งดูจะแกล้วกล้าอยู่มากคือกรมขุนอนุรักษ์สงคราม คนทั่วไปเรียกว่าเจ้ารามลักษณ์ จัดว่าเป็นคนมีฝีมือแต่ออกจะมุทะลุห้าวหาญอยู่ ส่วนจะเป็นหลานทางไหนนั้นไม่ทราบ
สมเด็จเจ้าพระยาฯ ขอพระบรมราชานุญาตขึ้นไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่นครราชสีมาเพื่อเกณฑ์ไพร่พลและเตรียมเสบียงอาหาร โคราชในเวลานั้นเป็นหน้าด่านใหญ่ไปสู่เขมร ที่น่าสนใจคือเจ้าเมืองโคราชชื่อพระยาสุริยภักดี (ทองอิน) บุตรชายของคุณสา พี่สาวคนโตของสมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงเป็นหลานน้าของสมเด็จเจ้าพระยาฯ การเกณฑ์ไพร่พล การส่งแนวหน้าออกไปสืบข่าวเมืองเขมรและการเตรียมเสบียงใช้เวลาอยู่นานร่วมปีทุกทัพจึงกรีธาทัพเข้าไปตีเมืองเขมรพร้อมกัน
กรุงธนบุรีในขณะนั้นแทบจะว่างเว้นขุนทหารแม่ทัพนายกอง เรียกว่าเกิดสุญญากาศแห่งอำนาจขึ้น จะพอมีเหลืออยู่บ้างคือเจ้ารามลักษณ์และพระราช โอรสรุ่นเยาว์ ตลอดจนขุนนางฝีมือรอง ๆ ท่ามกลางข่าวลือเกี่ยวกับการไม่อยู่ในธรรมของผู้ปกครอง และความไม่พอใจของราษฎรเพราะโจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้นทุกวัน ทางกรุงศรีอยุธยาราษฎร เช่น นายบุนนาคบ้านแม่ลา และขุนนางปลายแถวแท้ ๆ ยังเข้ายึดจวนจับเจ้าเมืองฆ่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงเรียกพระยาสรรค์ เจ้าเมืองสรรคบุรีลงมาสั่งให้ไปเกลี้ยกล่อมพี่น้องของตนที่กำลังซ่องสุมและทำซ่าอยู่ในอยุธยา พระยาสรรค์กลับไปถูกพวกนั้นเกลี้ยกล่อมจนคล้อยตามแล้วนำทหารไม่กี่คนบุกย้อนกลับลงมายึดพระราชวังธนบุรี
คนนำทัพยึดกรุงธนบุรีรอบแรกคือพระยาสรรค์ เจ้าเมืองบ้านนอกแถวชัยนาท นครสวรรค์ ใช้ทหารไม่กี่คนก็เข้าคุมพระองค์สมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรี พระญาติพระวงศ์ และคุมตัวขุนนางในวังได้โดยไม่ยาก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าสมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรีไม่ทรงเห็นด้วยกับการจะต่อสู้ทรงเกรงว่าล้มตายเสียเปล่า ๆ
ในที่สุดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกผนวชเป็นพระภิกษุเพื่อแสดงว่าไม่ทรงปรารถนาจะยุ่งเกี่ยวกับราชการบ้านเมืองอีก พงศาวดารที่ว่าทรงขอบวชเองก็มี แต่ที่ว่าพระยาสรรค์ถวายคำแนะนำว่าควรจะเสด็จออกผนวชชำระพระเคราะห์เมืองคือสะเดาะเคราะห์แก้เคล็ดสัก 3 เดือนก็มี ผมว่าอย่างหลังนี้น่าจะถูกต้องเพราะเคยผนวชมาแล้วก่อนเป็นหลวงยกกระบัตร แต่แม้กระนั่นก็ทรงถูกกักบริเวณไว้ในพระอุโบสถวัดแจ้ง บางเล่มว่าทรงถูกจองจำสังขลิกคือโซ่ตรวนกันหลบหนีด้วยซ้ำ
เจ้านายชั้นลูกเธอ หลานเธอที่ถูกกักบริเวณอยู่ในวัดแจ้งมีหลายพระองค์ ระหว่างนั้นเจ้าจอมพระสนมคนหนึ่งประสูติพระราชกุมาร พระยาสรรค์จะให้ประโคมรับขวัญตามธรรมเนียม แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห้ามว่าสิ้นบุญวาสนาข้าแล้วไม่ต้องประโคม พระยาสรรค์ปล่อยเจ้ารามลักษณ์หลบออกไปได้ซึ่งดูแปลกอยู่ว่าปล่อยไปทำไม ข้อนี้ไปเจือสมกับข้อความในที่ต่าง ๆ กันว่าเจ้ารามลักษณ์ออกไปก่อเหตุจลาจลขึ้น ครั้งแรกได้กราบทูลชวนสมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรีให้หนีไปด้วยกันจะชิงราชสมบัติคืน แต่ก็ทรงปฏิเสธ เจ้ารามลักษณ์จึงคุมทหารที่จงรักภักดีออกไปเองเพื่อสู้กับกองทัพพระยาสุริยอภัยเจ้าเมืองโคราชซึ่งทราบข่าวขบถพระยาสรรค์ก็ยกทัพมาตั้งมั่นที่บ้านเดิมของท่านข้างโรงพยาบาลศิริราช (ตอนนั้นยังไม่มีโรงพยาบาล)คอยระวังเหตุการณ์
เจ้ารามลักษณ์ก็แปลก ไม่ยักเข้าต่อสู้ปราบพระยาสรรค์ทั้งที่เป็นคนยึดวังแต่กลับไปสู้กับพระยาสุริยอภัยซึ่งเป็นคนยกทัพมาต่อสู้กับพระยาสรรค์!
ตรงนี้ต้องเล่าว่าก่อนหน้านั้นพอมีข่าวว่าพระยาสรรค์ยึดกรุงธนบุรีได้ พระยาสุริยอภัยก็นำทหารจากโคราชควบม้าไปแจ้งข่าวให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ ผู้เป็นน้าชายทราบที่เมืองเขมร สมเด็จเจ้าพระยาฯ ให้พระยาสุริยอภัยกลับไปคุมสถานการณ์ก่อนเพราะท่านคุมทัพใหญ่จะเลิกทัพกลับทันทีก็พะรุงพะรัง
พระยาสุริยอภัยจึงลงมาที่ตั้งทัพที่บ้านปูนข้างวัดระฆังฯ ซึ่งเป็นบ้านเดิมของท่านและเข้าก่อกวนฝ่ายพระยาสรรค์ ซึ่งพระยาสรรค์ก็ไม่ได้สู้เองแต่ทำเหมือนปล่อยเจ้ารามลักษณ์เป็นนอมินีออกไปสู้แทน
ขุนนางและชาววังไม่น้อยโดยเฉพาะผู้ที่เคยถูกพระเจ้ากรุงธนบุรีลงโทษลงทัณฑ์และถูกขุนนางเบียด เบียนพากันหันไปเข้าข้างพระยาสุริยอภัย บัดนี้ก็ทำท่าจะเกิดสงครามกลางเมืองย่อม ๆ ระหว่างเจ้ารามลักษณ์กับพระยาสุริยอภัย เจ้าศิริรจจา น้องสาวเจ้ากาวิละ ท่านเป็นเมียเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ซึ่งไปทัพเมืองเขมร สามีไม่อยู่ท่านจึง คุมเรือออกมาช่วยพระยาสุริยอภัยต่อสู้กับฝ่ายเจ้ารามลักษณ์ที่ปากคลองบาง กอกน้อย เอาว่าขณะนั้นเกิดเหตุต่อสู้กันใหญ่โตตั้งแต่ปากคลองบางกอกใหญ่ยันปากคลองบางกอกน้อย
สมเด็จเจ้าพระยาฯ เลิกทัพกลับเข้ามาธนบุรี พระยาสุริยอภัยจับเจ้ารามลักษณ์ได้แถววัดยาง พรานนก เข้าควบคุมพระราชวังธนบุรี จับพระยาสรรค์กับพวกได้โดยละม่อม แล้วรอสมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกลับเข้ามาเพื่อพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป
เวลานั้นเป็นต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2325 กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรดำรงความเป็นราชธานีมาได้ 15 ปี.
วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com
วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555
ตึ่งนั้งท่องโลก
โดย : สกอร์เปี้ยนฟิช
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
เมื่อเร็วๆ นี้ หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ ของจีนรายงานว่า ในบรรดาประเทศเอเชียทั้งหมด ชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศมากที่สุด
แต่ถ้าพิจารณาจากจำนวนประชากรของจีนก็อาจไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะจีนมีจำนวนประชากรมากถึง 1.34 พันล้านคน หรือมากที่สุดในโลก
แต่รายงานนี้น่าสนใจเพราะคนจีนส่วนใหญ่ของจีนมีฐานะยากจนและอยู่กระจัดกระจายตามภูมิภาคต่างๆ ที่การพัฒนายังเข้าไปไม่ถึง ฉะนั้น การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
อย่างไรก็ตาม ชาวจีนเริ่มเดินทางออกนอกประเทศเพื่อท่องเที่ยวเมื่อ 6 ปีที่แล้วนี่เอง ส่วนใหญ่เลือกที่จะเที่ยวในยุโรป พวกเขาใช้จ่ายเงินทั้งหมดกว่า 63,500 พันล้านบาทต่อปี เพื่อท่องเที่ยว ในปี 2552 ปีเดียว นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปฝรั่งเศสใช้จ่ายเงินมากกว่า 40,000 บาทต่อคน ทำให้บริษัทท่องเที่ยวจำนวนมากในยุโรปหันมาให้ความสำคัญกับชาวจีนมากขึ้น เมื่อต้นปี เทศกาลท่องเที่ยวที่นครเบอร์ลินของเยอรมันจัดงานประชุมเฉพาะเรื่องนักท่องเที่ยวจีนในหัวข้อ "นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่" โดยหัวข้อประชุมเน้นไปที่จะทำอย่างไรให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่
นักท่องเที่ยวจีนนิยมไปเยือนสถานที่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของประเทศตนเอง เช่น เมืองเทรียร์ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของ ประเทศเยอรมัน เพราะเป็นบ้านเกิดของคาร์ล มาร์กซ์ นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์การเมือง และนักปฏิวัติชาวเยอรมัน แนวคิดของมาร์กซ์เป็นพื้นฐานของลัทธิมาร์กซิสม์ ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง เขาเป็นแรงบันดาลใจให้นักปฏิวัติคนสำคัญๆ รวมทั้ง เหมา เจ๋อ ตุง ของจีน นอกจากนี้ เมืองนี้ยังมี พิพิธภัณฑ์คาร์ล มาร์กซ์ ด้วย ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวที่เมืองนี้ แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจากจีนไปที่นี่ปีละประมาณ 13,000 คน
สำหรับฝรั่งเศส นักท่องเที่ยวจากจีนนิยมไปแวะเยี่ยม มองทาร์จีส์ เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของนครปารีส เพราะที่นี่ช่วยวางรากฐานให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทั้งยังเคยเป็นที่เล่าเรียนของลูกหลานขุนนางจีนและเป็นที่ก่อกำเนิดของขบวนการของจีน เมื่อปี 2463 นักศึกษาจีนคนหนึ่งเขียนจดหมายถึงนายเหมา เจ๋อ ตุง ซึ่งต่อมากลายเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อถกเถียงเรื่องการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ เรื่องราวนี้เองที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจีน
ส่วนชาวจีนที่แสวงหาความโรแมนติกก็ต้องมายืนชมต้นหลิวใน คิง คอลเลจ (King’s College) แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้เพราะโซว่ ซีโหม่ว (Xu Zhimo) กวีเอกของจีนที่เคยเรียนที่นี่ได้เขียนบรรยายความงามของต้นหลิวไว้ในกลอน “Saying Goodbye to Cambridge” ของเขา โซว่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรมตะวันตก แต่ในจีน เขาเป็นเสมือนบรมครูของการประพันธ์ เขาชอบเขียนกลอนเกี่ยวกับชีวิต ความรักและความเศร้า เขาเสียชีวิตเพราะเครื่องบินตกเมื่ออายุ 34 ปีเท่านั้น หลังเขาเสียชีวิต ทางมหาวิทยาลัยนำหินสลักบทกลอนของเขามาวางไว้ใกล้ๆ ต้นหลิวด้วย
ชาวจีนชอบไปเที่ยวที่ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี นวนิยายหรือภาพยนตร์ เช่น ไปที่ เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของลุดวิก บีโธเฟน นักดนตรีและนักประพันธ์เพลงที่ยิ่งใหญ่ของโลก ที่นั่นยังมี พิพิธภัณฑ์บีโธเฟน อีกด้วย
นอกจากนี้ เมืองเวโรนา ประเทศอิตาลี ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแสนโรแมนติกของนักท่องเที่ยวจีน เพราะที่นี่เป็นฉากหลังของโรมีโอและจูเลียต วรรณกรรมรักเลื่องชื่อของวิลเลียม เชคส์เปียร์ส ชาวจีนนิยมพากันไปยืนชื่นชมระเบียงของจูเลียตที่โรมีโอมายืนพร่ำคำรักอยู่เบื้องล่าง วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นที่ชื่นชอบของชาวจีนเพราะเนื้อเรื่องคล้ายกับเรื่อง Butterfly Lovers ของจีน
นักท่องเที่ยวจีนก็บ้าชอปปิงเหมือนกับนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ คณะกรรมการการท่องเที่ยวยุโรปรายงานว่า 1 ใน 3 ของเงินที่คนจีนใช้ในระหว่างท่องเที่ยวหมดไปกับการชอปปิง เมื่อปีที่แล้ว พวกเขาใช้จ่ายไปเกือบ 2 แสนล้านปอนด์ เพื่อชอปปิงที่ย่านถนนบอนด์ในลอนดอนเพียงที่เดียวเท่านั้น
ส่วนนักท่องเที่ยวจีนกระเป๋าหนักที่ชอบชอปปิงก็พากันเฮละโลไปที่เมตชินเกน เยอรมัน เพราะมีเอาท์เล็ท (outlet) ของฮิวโก้ บอส สินค้าแบรนด์ดัง ส่วนที่ปารีส ร้านหลุยส์ วิตตอง ก็แน่นขนัดไปด้วยคนจีน จริงอยู่ สินค้าหรูหราที่ขายในยุโรปส่วนใหญ่ผลิตในจีน แต่พวกเขาชอบมาซื้อที่ยุโรปมากกว่า เพราะถ้าซื้อสินค้าแบรนด์ของยุโรปในจีน เช่น กระเป๋าและนาฬิกา พวกเขาต้องจ่ายแพงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์
เมืองบอร์กโดซ์ ของ ฝรั่งเศส ก็เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจากจีน โดยเฉพาะพวกกระเป๋าหนักที่นิยมไวน์แดงแพงๆ พวกเขาจะได้รับเชิญให้เข้าชม ชาร์โต้ ลาฟิเต้ ร็อธชายด์ (Chateau Lafite Rothschild) ซึ่งไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม แต่รสนิยมนิยมไวน์แพงก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะชอบอาหารยุโรป เพราะระหว่างท่องเที่ยวพวกเขาเลือกเข้าภัตตาคารจีนเป็นส่วนใหญ่ การสำรวจเมื่อปี 2549 แสดงว่า 46 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวจีน กินอาหารยุโรปเพียงครั้งเดียวระหว่างเดินทาง
....................
ที่มา เว็บไซต์ อีโคโนมิส ไชน่าเดลี่ บีบีซี บิซิเนสวีค
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
เมื่อเร็วๆ นี้ หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ ของจีนรายงานว่า ในบรรดาประเทศเอเชียทั้งหมด ชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศมากที่สุด
แต่ถ้าพิจารณาจากจำนวนประชากรของจีนก็อาจไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะจีนมีจำนวนประชากรมากถึง 1.34 พันล้านคน หรือมากที่สุดในโลก
แต่รายงานนี้น่าสนใจเพราะคนจีนส่วนใหญ่ของจีนมีฐานะยากจนและอยู่กระจัดกระจายตามภูมิภาคต่างๆ ที่การพัฒนายังเข้าไปไม่ถึง ฉะนั้น การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
อย่างไรก็ตาม ชาวจีนเริ่มเดินทางออกนอกประเทศเพื่อท่องเที่ยวเมื่อ 6 ปีที่แล้วนี่เอง ส่วนใหญ่เลือกที่จะเที่ยวในยุโรป พวกเขาใช้จ่ายเงินทั้งหมดกว่า 63,500 พันล้านบาทต่อปี เพื่อท่องเที่ยว ในปี 2552 ปีเดียว นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปฝรั่งเศสใช้จ่ายเงินมากกว่า 40,000 บาทต่อคน ทำให้บริษัทท่องเที่ยวจำนวนมากในยุโรปหันมาให้ความสำคัญกับชาวจีนมากขึ้น เมื่อต้นปี เทศกาลท่องเที่ยวที่นครเบอร์ลินของเยอรมันจัดงานประชุมเฉพาะเรื่องนักท่องเที่ยวจีนในหัวข้อ "นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่" โดยหัวข้อประชุมเน้นไปที่จะทำอย่างไรให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่
นักท่องเที่ยวจีนนิยมไปเยือนสถานที่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของประเทศตนเอง เช่น เมืองเทรียร์ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของ ประเทศเยอรมัน เพราะเป็นบ้านเกิดของคาร์ล มาร์กซ์ นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์การเมือง และนักปฏิวัติชาวเยอรมัน แนวคิดของมาร์กซ์เป็นพื้นฐานของลัทธิมาร์กซิสม์ ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง เขาเป็นแรงบันดาลใจให้นักปฏิวัติคนสำคัญๆ รวมทั้ง เหมา เจ๋อ ตุง ของจีน นอกจากนี้ เมืองนี้ยังมี พิพิธภัณฑ์คาร์ล มาร์กซ์ ด้วย ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวที่เมืองนี้ แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจากจีนไปที่นี่ปีละประมาณ 13,000 คน
สำหรับฝรั่งเศส นักท่องเที่ยวจากจีนนิยมไปแวะเยี่ยม มองทาร์จีส์ เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของนครปารีส เพราะที่นี่ช่วยวางรากฐานให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทั้งยังเคยเป็นที่เล่าเรียนของลูกหลานขุนนางจีนและเป็นที่ก่อกำเนิดของขบวนการของจีน เมื่อปี 2463 นักศึกษาจีนคนหนึ่งเขียนจดหมายถึงนายเหมา เจ๋อ ตุง ซึ่งต่อมากลายเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อถกเถียงเรื่องการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ เรื่องราวนี้เองที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจีน
ส่วนชาวจีนที่แสวงหาความโรแมนติกก็ต้องมายืนชมต้นหลิวใน คิง คอลเลจ (King’s College) แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้เพราะโซว่ ซีโหม่ว (Xu Zhimo) กวีเอกของจีนที่เคยเรียนที่นี่ได้เขียนบรรยายความงามของต้นหลิวไว้ในกลอน “Saying Goodbye to Cambridge” ของเขา โซว่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรมตะวันตก แต่ในจีน เขาเป็นเสมือนบรมครูของการประพันธ์ เขาชอบเขียนกลอนเกี่ยวกับชีวิต ความรักและความเศร้า เขาเสียชีวิตเพราะเครื่องบินตกเมื่ออายุ 34 ปีเท่านั้น หลังเขาเสียชีวิต ทางมหาวิทยาลัยนำหินสลักบทกลอนของเขามาวางไว้ใกล้ๆ ต้นหลิวด้วย
![]() |
| Beethoven's geburtshaus |
ชาวจีนชอบไปเที่ยวที่ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี นวนิยายหรือภาพยนตร์ เช่น ไปที่ เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของลุดวิก บีโธเฟน นักดนตรีและนักประพันธ์เพลงที่ยิ่งใหญ่ของโลก ที่นั่นยังมี พิพิธภัณฑ์บีโธเฟน อีกด้วย
นอกจากนี้ เมืองเวโรนา ประเทศอิตาลี ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแสนโรแมนติกของนักท่องเที่ยวจีน เพราะที่นี่เป็นฉากหลังของโรมีโอและจูเลียต วรรณกรรมรักเลื่องชื่อของวิลเลียม เชคส์เปียร์ส ชาวจีนนิยมพากันไปยืนชื่นชมระเบียงของจูเลียตที่โรมีโอมายืนพร่ำคำรักอยู่เบื้องล่าง วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นที่ชื่นชอบของชาวจีนเพราะเนื้อเรื่องคล้ายกับเรื่อง Butterfly Lovers ของจีน
นักท่องเที่ยวจีนก็บ้าชอปปิงเหมือนกับนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ คณะกรรมการการท่องเที่ยวยุโรปรายงานว่า 1 ใน 3 ของเงินที่คนจีนใช้ในระหว่างท่องเที่ยวหมดไปกับการชอปปิง เมื่อปีที่แล้ว พวกเขาใช้จ่ายไปเกือบ 2 แสนล้านปอนด์ เพื่อชอปปิงที่ย่านถนนบอนด์ในลอนดอนเพียงที่เดียวเท่านั้น
ส่วนนักท่องเที่ยวจีนกระเป๋าหนักที่ชอบชอปปิงก็พากันเฮละโลไปที่เมตชินเกน เยอรมัน เพราะมีเอาท์เล็ท (outlet) ของฮิวโก้ บอส สินค้าแบรนด์ดัง ส่วนที่ปารีส ร้านหลุยส์ วิตตอง ก็แน่นขนัดไปด้วยคนจีน จริงอยู่ สินค้าหรูหราที่ขายในยุโรปส่วนใหญ่ผลิตในจีน แต่พวกเขาชอบมาซื้อที่ยุโรปมากกว่า เพราะถ้าซื้อสินค้าแบรนด์ของยุโรปในจีน เช่น กระเป๋าและนาฬิกา พวกเขาต้องจ่ายแพงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์
เมืองบอร์กโดซ์ ของ ฝรั่งเศส ก็เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจากจีน โดยเฉพาะพวกกระเป๋าหนักที่นิยมไวน์แดงแพงๆ พวกเขาจะได้รับเชิญให้เข้าชม ชาร์โต้ ลาฟิเต้ ร็อธชายด์ (Chateau Lafite Rothschild) ซึ่งไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม แต่รสนิยมนิยมไวน์แพงก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะชอบอาหารยุโรป เพราะระหว่างท่องเที่ยวพวกเขาเลือกเข้าภัตตาคารจีนเป็นส่วนใหญ่ การสำรวจเมื่อปี 2549 แสดงว่า 46 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวจีน กินอาหารยุโรปเพียงครั้งเดียวระหว่างเดินทาง
....................
ที่มา เว็บไซต์ อีโคโนมิส ไชน่าเดลี่ บีบีซี บิซิเนสวีค
วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555
ซนไดและโทโฮขุ...ที่นี่ยังเหมือนเดิม
“คุณคือคนไทยคนที่ 2 ที่ผมเจอที่เซนไดหลังจากแผ่นดินไหว” ทาคุมะ โอยามาดะ เจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมกิจกรรมระหว่างประเทศ กรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจระหว่างประเทศเมืองเซนได บอกเล่าหลังจากได้พบกัน
หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นนอกชายฝั่งภูมิภาคโทโฮขุ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมายังภูมิภาคนี้รวมทั้งเมืองหลักอย่างเซนไดแทบจะเรียกได้ว่าเกือบจะเป็นศูนย์ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เมืองเซนไดเชิญชวนผู้สื่อข่าวจากเมืองไทยไปพิสูจน์ว่าทุกอย่างที่นี่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติดังเดิมแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นอิจิบังโจ หรือโคะคุบุนโจ ย่านชอปปิงที่เต็มไปด้วยผู้คนใจกลางเมืองเซนไดที่เคยไฟดับอยู่ 2 วันหลังแผ่นดินไหว หรือโจเซนจิ ถนนที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเซนไดสมกับสมญานามที่ว่า “เมืองแห่งต้นไม้” ซึ่งประดับประดาไปด้วยดวงไฟดวงเล็ก ๆ กว่า 4.6 แสนดวงในช่วงเดือนธันวาคมที่เรียกว่า Pageant of Starlight ซึ่งลดจำนวนดวงไฟที่ใช้ในเทศกาลนี้ลงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มาเพื่อประหยัดพลังงาน แต่ความโรแมนติกของถนนสายนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ลดน้อยถอยลง
ขณะที่อ่าวมัตสึชิมาที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอ่าวที่มีความสวยงามที่สุดหนึ่งในสามของญี่ปุ่นนั้น แม้ว่าจะได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์ที่พัดเข้าฝั่ง แต่เมื่อเทียบกับชายฝั่งแห่งอื่น ๆ แล้วมัตสึชิมาได้รับผลกระทบไม่มากมายนัก เพราะความสูงของคลื่นเพียงเมตรกว่ายังไม่สามารถพัดเข้าไปถึงเขตวัดซุยกันจิที่อยู่ด้านใน เช่นเดียวกับศาลเจ้าโกไดโด ศาสนสถานในศาสนาพุทธ ซึ่งตั้งอยู่บนโขดหิน ณ ริมอ่าวมิยาจิมายังคงตั้งอยู่ที่เดิมไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ซึ่งรวมทั้งพระพุทธรูปที่อยู่ภายในซึ่งจะเปิดให้นมัสการทุก 33 ปี เพียง 3 วันยังคงอยู่รอเวลาที่จะเปิดให้ผู้คนได้มานมัสการอีกครั้ง โดยเพิ่งเปิดให้นมัสการครั้งล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2549
ว่ากันว่าเป็นเพราะคนโบราณรู้ดีว่าภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้นมีความรุนแรงมากเพียงใด จึงได้สร้างวัดให้เลยเข้ามาจากชายฝั่งเกือบหนึ่งกิโลเมตร โดยมีหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้านั้นช่วยลดแรงปะทะของคลื่น และเพราะภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่ที่คาดการณ์ธรรมชาติไว้อย่างแม่นยำนั่นเองวัดนี้เลยกลายเป็นที่หลบภัยของคนกว่า 300 ชีวิตหลังจากได้รับการเตือนภัย บริเวณที่ได้รับความเสียหายจึงอยู่เพียงแค่ร้านค้าที่อยู่ด้านหน้าบางส่วน ซึ่งปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูจนเกือบจะกลับคืนมาดังเดิมแล้ว
ส่วนสนามบินเซนไดที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลและกลายเป็นภาพข่าวไปทั่วโลกนั้น คลื่นยักษ์ความสูงกว่า 3 เมตรได้พัดพาเอาสิ่งก่อสร้างที่อยู่ริมชายฝั่งรวมทั้งรถยนต์บางส่วนที่นำออกไปไม่ทันเข้ามายังชั้นล่างของสนามบิน แต่เพียงแค่เวลาเดือนกว่า สนามบินที่เต็มไปด้วยทรายแห่งนี้ก็สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ดังเดิมด้วยอาคารชั่วคราว
หลัง 6 เดือนผ่านไป สนามบินนานาชาติเซนไดที่ใช้งบประมาณในการบูรณะราว 1 ใน 5 ของงบประมาณที่เคยใช้ในการก่อสร้างนั้น ทุกอย่างได้รับการฟื้นฟูกลับมาราวกับไม่เคยเกิดเหตุคลื่นยักษ์ถล่ม หากว่าไม่มีสัญลักษณ์ของระดับน้ำที่ท่วมเข้ามาและมุมลงชื่อร่วมให้กำลังใจจากผู้คนทั่วโลกไว้เป็นหลักฐานยืนยัน โดยที่นี่เป็นที่พักพิงของผู้คนกว่า 2,000 คนในห้วงเวลานั้น หลังจากได้รับสัญญาณเตือนภัยแผ่นดินไหว โดยมีขนมอร่อยนานาชนิดที่วางจำหน่ายในร้านขายของที่ระลึกเป็นเสบียงหลัก ซึ่งรวมทั้งขนมเค้กไส้คัสตาร์ดแสนนุ่มหวานมัน ขนมขึ้นชื่อของเซนไดที่บางคนเรียกมันว่าขนมพระจันทร์เพราะรูปที่ติดอยู่หน้ากล่องและหน้าตาของขนม
ขณะที่พื้นที่รอบนอกของสนามบินที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมและชุมชนริมชายทะเลนั้น วันนี้อาจเหลือเพียงแค่ฐานรากของบ้านแบบน็อกดาวน์ และพื้นที่ร้างว่างเปล่าที่ยังพอดูออกว่าเคยเป็นทุ่งนามาก่อน ที่มีโรงเผาขยะที่เมืองเซนไดสร้างขึ้นใหม่ 3 แห่งเพื่อจัดการกับขยะจำนวนมหาศาล
มร.มิชิโอะ คายาบา ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมของเมืองเซนได บอกว่า เซนไดสร้างเตาเผาขยะทั้ง 3 แห่งขึ้นในพื้นที่ประสบภัยเพื่อความสะดวกในการจัดการ โดยตลอด 6 เดือนที่ผ่านมานั้น นอกจากจัดการแยกประเภทของขยะที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้กับขยะที่ต้องทำลายแล้ว เตาเผาขยะแบบไร้มลพิษก็ถูกสร้างขึ้นพร้อม ๆ กันเพื่อจัดการกับขยะที่ต้องทำลาย
วันนี้ทุ่งนาว่างเปล่าริมทะเลจะถูกทิ้งไว้อย่างนั้นโดยจะไม่มีการทำการเพาะปลูกใด ๆ เป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้ดินกลับคืนสภาพ ขณะที่ย่านที่พักอาศัยที่เคยอยู่ในเขตประสบภัยนั้น เมืองเซนไดมีการพิจารณาว่าจะไม่ใช้พื้นที่เหล่านั้นเพื่อเป็นเขตชุมชนอีก เพราะแม้ว่าสึนามิครั้งใหญ่อย่างที่เกิดขึ้นนี้จะไม่เกิดซ้ำสองในระยะเวลาอันใกล้อีก แต่เพื่อความปลอดภัยของผู้คนที่มาเป็นอันดับหนึ่ง พื้นที่เสี่ยงภัยจะไม่ถูกนำมาพัฒนาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอีกครั้งอย่างแน่นอน
ออกไปที่เมืองฮิราอิซูมิ ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกในเขตอิวาเตะ แม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ แต่ที่นี่วันนี้กลับมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมคอนจิกิโด หรืออาคารทอง มรดกโลกของเมืองฮิราอิซูมิ ณ วัดชูซอนจิ พอสมควรอย่างไม่หวั่นเกรงกับความหนาวเหน็บ โบราณสถานซึ่งสร้างขึ้นในปี 850 เป็นวัดนิกายเทนได ซึ่งมาจากประเทศจีนแห่งนี้ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ จากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทั้งที่ตั้งอยู่บนเนินเขา คงเป็นเพราะภูมิปัญญาของคนโบราณที่เลือกทำเลได้อย่างเหมาะเจาะและปลอดภัย
นอกจากภาพความเสียหายที่แทบไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว ในเรื่องของอากาศที่หลายคนยังกังวลเกี่ยวกับกัมมันตรังสีนั้น เครื่องมือวัดกัมมันตรังสีขนาดพกพาที่ถูกนำไปด้วยทุกที่เพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยนั้น พบว่าค่ากัมมันตรังสีที่วัดได้นั้นอยู่ระหว่าง 0.04-0.1 เท่านั้น ซึ่งไม่ถือว่าเป็นระดับที่มีอันตรายใด ๆ เพราะสำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้วหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติเมื่อต้นปี มีการวัดค่ากัมมันตรังสีอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยหากพื้นที่ใดวัดค่าได้ถึงระดับ 0.2 จะมีการปิดพื้นที่เพื่อทำความสะอาดทันที ทั้งที่ระดับที่ว่านั้นไม่ได้มีผลใด ๆ กับการใช้ชีวิต และระดับที่ว่านั้นเป็นระดับที่มีอยู่ตามเมืองใหญ่หลายแห่งของโลก
“ความจริงแล้วกัมมันตรังสีมีอยู่ทุกที่รอบ ๆ ตัวเรา ไม่ใช่เฉพาะที่นี่เท่านั้น ที่เมืองไทยเองก็มี จากสถิติการวัดปริมาณกัมมันตรังสีทั่วโลก” ทาคุมะ อธิบาย
มร.ฮิโรโตโมะ มิเนะงิชิ ผู้อำนวยการแผนกสนับสนุนการแลกเปลี่ยน กรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมืองเซนได ฝากบอกว่า อยากจะเชิญชวนคนไทยให้กลับมาเที่ยวเซนไดและโทโฮขุอีกครั้ง แหล่งท่องเที่ยวไม่เพียงยังคงอยู่แต่ยังคงสวยงามดังเดิมด้วยเช่นกัน.
อธิชา ชื่นใจ
ลุ้นศึกชิงตัวแทนพรรครีพับลิกัน
กระบวนการสรรหาตัวแทนพรรครีพับลิกัน เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย. ปลายปีนี้ เริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันอังคาร (3 ม.ค.) ด้วยการโหวตเลือกตัวแทนพรรคแบบ “คอคัส” ที่รัฐไอโอวา ซึ่งปรากฏว่า นายมิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ เต็ง 1 “ในขณะนี้” ชนะตามคาด แต่ก็หืดขึ้นคอ เพราะเฉือนอันดับ 2 แค่ 8 คะแนนจากผู้มีสิทธิลงคะแนนในเขตรัฐไอโอวาจำนวน 122,255 คน รอมนีย์ได้เสียงสนับสนุน 30,015 คิดเป็นอัตราส่วน 24.55% อันดับ 2 นายริค แซนทอรั่ม อดีต ส.ว. รัฐเพนซิลเวเนีย ได้ 30,007 หรือ 24.54% ตามด้วยนายรอน พอล ส.ส. จากรัฐเศรษฐีน้ำมันเทกซัส 21.5%อันดับ 4 นายนิวท์ กิงริช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร อันดับ 5 นายริค แพร์รี่ นักการเมืองปากกล้า ผู้ว่าการรัฐเทกซัส และอันดับ 6 อันดับสุดท้ายได้แค่ 5% นางมิเชล บาคมานน์ ส.ส. จากรัฐมินนิโซตา ซึ่งพอทราบผลการโหวต เธอก็ถอดใจ ประกาศถอนตัวออกจากการแข่งขันไปเรียบร้อย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















