วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555
ปฏิบัติการเช็กบิลอาร์โรโย
คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยและคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ หนึ่งในเพื่อนบ้านอาเซียนของเราเมื่อวันก่อน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระดับองศาเดือดของที่โน่น ซึ่งกรณีนี้แม้จะเป็นคนละเรื่อง คนละวาระกับการไปเยือน แต่เชื่อว่าคุณปูคงได้รับรู้สถานการณ์ รวมทั้งเบื้องหลังเบื้องลึกบ้าง ไม่มากก็น้อยวุฒิสภาฟิลิปปินส์ในกรุงมะนิลา เพิ่งเริ่มกระบวนการถอดถอน หรือ อิมพีชเมนต์ นายเรนาโต โคโรนา ประธานศาลฎีกา ออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา ตามข้อกล่าวหาทุจริต ประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ รวม 8 กระทง ถือเป็นประมุขฝ่ายตุลาการคนแรก ในประวัติศาสตร์วงการยุติธรรมของประเทศ ที่ถูกดำเนินการถอดถอนจากตำแหน่งการเล่นงานโคโรนาเป็นผลพวงสืบเนื่องจากการดำเนินคดีอาญาต่ออดีตประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ผู้นำคนที่แล้ว โดยรัฐบาลของ ประธานาธิบดีเบนิกโน “นอยนอย” อาคีโน ที่ 3 ผู้นำคนปัจจุบัน ในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นโกงการเลือกตั้งโคโรนาซึ่งถูกกล่าวหาว่าขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ช่วยเหลืออาร์โรโยเรื่องคดีความในศาลหลายคดี รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ได้รับการแต่งตั้งจากอาร์โรโยให้เป็นประธานศาลฎีกา หลังจากอาร์โรโยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2553 ได้แค่ 2 วันอาร์โรโยประธานาธิบดีคนที่ 14 ของฟิลิปปินส์ และเป็นผู้นำ 2 สมัย สมัยแรกตอนเป็นรองประธานาธิบดี ได้ขยับเลื่อนชั้นตามรัฐธรรมนูญ หลังจากประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา ถูก “พลังประชาชนภาค 2” เดินขบวนขับไล่ จนต้องลาออกจากตำแหน่ง อาร์โรโยทำหน้าที่แทนตั้งแต่ 20 ม.ค. 2544 จนครบวาระที่เหลือในปี 2547 คราวนี้เธอลงเลือกตั้งเป็นตัวหลัก และชนะได้เป็นประธานาธิบดีเต็มภาคภูมิ และอยู่ได้ครบวาระ 6 ปี ถึง 30 มิ.ย. 2553
วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555
ธนบุรีศรีมหาสมุทร (6)
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเลิกทัพกลับจากเขมรรีบเดินทางเข้ามายังกรุงธนบุรี มาถึงทุ่งแสนแสบแถวมีนบุรี หลวงสรวิชิต (หน) ออกไปรับและแจ้งข่าวว่าการจลาจลในกรุงธนบุรีสงบแล้ว พระยาสุริยอภัยเข้าคุมสถานการณ์ได้ ท่านก็รุดเข้ามาจนถึงวัดสะแกนอกเมืองบางกอก ถือโอกาสชำระสระสรงน้ำที่สระในวัดและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายขึ้นช้างมุ่งไปยังโรงพลับพลาหน้าวัดโพธาราม ซึ่ง ณ ที่นั้นขุนนาง ท้าวนางพญานาง ทหาร พลเรือนกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรรอรับอยู่อย่างพร้อมเพรียง
พูดถึงหลวงสรวิชิตผู้นี้เป็นนักปกครองและนักการเงิน ที่สำคัญคือเป็นกวีมีความรู้ดีทั้งภาษาไทย จีน มอญ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้เป็นเจ้าพระยาพระคลัง เสนาบดีคลัง เป็นผู้กำกับดูแลการแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมเรื่องสามก๊ก ไซ่ฮั่น ราชาธิราชเป็นภาษาไทย
ส่วนวัดสะแกนั้น ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้ทรงถือเป็นศุภนิมิตว่าได้ลงอาบน้ำชำระกายที่นั่นจึงให้บูรณะเป็นพระอารามใหญ่ พระราชทานชื่อว่าวัดสระเกศสืบมาจนบัดนี้
ที่โรงพลับพลาหน้าวัดโพธิ์ พระยาสุริยอภัยได้รายงานเหตุการณ์ ท้าวทรงกันดาลเชิญสมเด็จเจ้าพระยาลงเรือพระที่นั่งข้ามแม่น้ำไปยังพระราชวังธนบุรี นมัสการพระแก้วมรกตแล้วจึงเข้าว่าราชการในท้องพระโรง ขุนนางพร้อมใจกันอัญเชิญขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินเพื่อระงับดับช่องว่างแห่งอำนาจที่เกิดขึ้น
พงศาวดารกล่าวว่าเมื่อสมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกรับการมอบราชสมบัติและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้วก็ได้ประชุมขุนนางพิจารณาชำระความผู้เกี่ยวข้องกับการก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและความบกพร่องของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในฐานะที่เป็นผู้ปกครองบ้านเมืองในขณะนั้น ความจริงสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมิได้ทรงเกี่ยวข้องกับการจลาจล หากแต่ทรงเป็น “ผู้ถูกกระทำ” จากฝ่ายพระยาสรรค์ เจ้ารามลักษณ์ รวมทั้งพระยาสุริยอภัย แต่ขุนนางเสนาพฤฒามาตย์ในเวลานั้นดูจะตั้งธงเสียแต่แรกแล้วว่าผู้ปกครองเดิมไม่อยู่ในฐานะจะดูแลรักษาบ้านเมืองได้อีกต่อไป สมควรล้มล้างเปลี่ยนแปลง
บางทีการเมืองเบื้องหลังเรื่องนี้อาจเป็นว่าคนเหล่านี้เคยได้รับความคับแค้นข้องใจจากการบริหารราชการของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เช่น ถูกลงโทษบ้าง หรือจากการใช้อำนาจของข้าราชบริพารที่แอบอิงพระราชอำนาจกลั่นแกล้งเอาบ้างก็ได้
นอกจากนั้นอาจเชื่อมโยงกับตำแหน่งแห่งหนในทางราชการซึ่งมี “คนของรัฐบาลเก่า” ครองอยู่แล้ว ถ้าไม่หาทางโยกย้ายหรือปลดผู้คนเหล่านั้นแบบล้างบางไฉนเลยคนรุ่นใหม่ซึ่งอาจมีอาวุโสสูงจะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งได้ ตำแหน่งหน้าที่ในสมัยก่อนก็เหมือนเป็นตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการทั้งหลายในกรมเวียง กรมวัง กรมคลัง กรมนา แม่ทัพนายกอง เจ้าเมือง ขุนทหารและตุลาการทั้งปวงก็เหมือนข้าราชการการเมือง ต้องเปลี่ยนผู้นำเสียก่อนจึงจะเปลี่ยนข้าราชการดังกล่าวได้
ปัญหามีอยู่ว่าจะยกเอาเหตุใดเป็นข้ออ้างให้ฟังดู “เข้าเค้า” หน่อยเพื่อสร้างความชอบธรรม “เหตุ” ที่เคยใช้มาตลอดในประวัติศาสตร์ไทยคือการไม่ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมจรรยาสัมมาปฏิบัติดังที่พระพิมลธรรมอ้างคราวยึดอำนาจจากเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ สมเด็จพระนารายณ์อ้างคราวยึดอำนาจจากสมเด็จพระเชษฐาธิราชและคราวยึดอำนาจจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา
ในที่สุดก็ได้มีมติให้จัดการสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับการจลาจลทางฝ่ายพระยาสรรค์
พงศาวดารกล่าวว่าการสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทำที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ข้างพระราชวังธนบุรี แต่การถวายพระเพลิงตามโบราณประเพณีทิ้งช่วงเวลาไว้นานหลายปี จึงเป็นช่องว่างให้เกิดความกังขาว่ามีการสำเร็จโทษจริงหรือไม่ หรือจะมีการปล่อยตัวให้ท่านหลบหนีไปอยู่ที่อื่น แต่ต้องแกล้งออกข่าวเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยว่าได้ถูกสำเร็จโทษแล้ว
พระราชโอรสธิดาบางพระองค์ในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีถูกสำเร็จโทษด้วย โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราชซึ่งเพิ่งเลิกทัพจากเขมรตามเข้ามา ครั้งแรกก็ว่าจะทรงอุปถัมภ์ชุบเลี้ยง แต่พระมหาอุปราชท่านยอมตายตามพระราชบิดา เจ้ารามลักษณ์ก็ถูกสำเร็จโทษ รวมทั้งพระยาสรรค์และขุนนางที่เป็นพรรคพวกร่วมคิดกันมาก็ถูกประหารเสียสิ้น
แม้คำพูดในเวลานั้นจะมีว่า “ตัดไม้อย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก” ซึ่งเป็นหลักในการตัดสินคดี แต่พระราชโอรสธิดาของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็มิได้ถูกสำเร็จโทษเสียหมด พระมเหสีและเจ้าจอมหม่อมพระสนม พระญาติพระวงศ์หลายพระองค์ก็ยังมีชีวิตต่อมา เพียงแต่ถูกถอดเป็นสามัญชน บางคนยังได้เข้ารับราชการจนได้ดีเป็นหมอหลวงในสมัยรัชกาลที่ 2-3 บางคนได้เป็นหม่อมห้าม (เมีย) เจ้านายในพระบรมราชวงศ์ใหม่ และมีลูกหลานเป็นเจ้า เช่น ราชสกุลกุญชร นพวงศ์ สุประดิษฐ์นั้นสืบมาจากทั้งราชวงศ์จักรีและราชวงศ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
สกุลสามัญที่มีบทบาทสำคัญในแผ่นดินและเป็นเชื้อสายสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ยังมีอีกมาก เช่น สินสุข ณ นคร อินทรกำแหง เป็นต้น
กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเป็นราชธานีต่อจากกรุงศรีอยุธยาอยู่ได้ 15 ปีก็ปิดฉากลง รัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้ย้ายราชธานีข้ามฟากมาอยู่ฝั่งบางกอก เพราะทรงเห็นว่าแม้เป็นที่ลุ่มแต่ชัยภูมิดีกว่า มีทางหนีทีไล่จากข้าศึกศัตรูหลายทาง แต่สิ่งก่อสร้าง วัดวาอารามในกรุงธนบุรีก็ยังอยู่และได้รับการทะนุบำรุงมาเป็นลำดับ เช่น พระราชวังธนบุรีก็ให้ใช้เป็นที่ประทับของพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ซึ่งต่อมาเป็นรัชกาลที่ 2 วัดหงส์รัตนาราม วัดแจ้ง วัดอินทาราม วัดระฆัง วัดพลับก็ยังคงเป็นวัดสำคัญสืบมาจนบัดนี้
วันที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเข้ากรุงธนบุรีและรับราชสมบัตินั้นเป็นวันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช 1144 เวลาบ่าย 2 โมงเศษ ตรงกับวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325
หลังจากนั้นก็ได้มีพระราชดำริให้ย้ายพระนครมาตั้งที่ฝั่งตรงข้าม มีพิธียกเสาหลักเมืองเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ เวลาย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที หรือ 06.45 น. ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325
ส่วนการปราบดาภิเษกพอเป็นสังเขปเพราะขณะนั้นยังไม่พร้อมมีขึ้นในวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช 1144 ตรงกับวันที่ 10 มิถุนายน 2325 และมีการเฉลิมพระราชมณเฑียร (ขึ้นบ้านใหม่) ในวันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2325 เมื่อการสร้างพระนครเรียบร้อยแล้วจึงมีพิธีปราบดาภิเษกเต็มตามแบบแผนโบราณราชประเพณีอีกครั้งเมื่อปีมะเส็งสัปตศก จุลศักราช 1147 ตรงกับ พ.ศ.2328
การเล่าเรื่องกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรต้องเล่าต่อเนื่องไปถึงกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอย่างนี้แหละครับ อ้อ! ขอเรียนอีกครั้งว่าที่เรียกกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเพราะเป็นชื่อทางการที่ตั้งมาอย่างนั้นตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
สถานะของกรุงธนบุรีถูกลดลงเป็นลำดับตามอนิจลักษณะที่ว่าด้วยการเกิดขึ้น การตั้งอยู่และการดับไป แต่ความที่กรุงธนบุรีอยู่ใกล้พระนครใหม่แค่นี้เอง สถานะของกรุงธนบุรีจะเป็นอะไรจึงไม่สู้จะมีใครสนใจมากนัก พระสงฆ์ฝั่งธนข้ามไปรับบาตรฝั่งกรุงเทพฯ เป็นปกติ เจ้านายกรุงเทพฯ หลายพระองค์ก็ยังคงประทับอยู่ฝั่งธน ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนก็อยู่ทางฝั่งธนเพราะมีที่ว่างมากกว่า อย่างนายบุนนาคที่ต่อมาได้เป็นเจ้าพระยามหาเสนา สมุหพระกลาโหม สมัยรัชกาลที่ 1 ก็มีที่ทางอยู่ฝั่งธน ภายหลังบุตรชายทั้งสองของท่านคือสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ และสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยจนถึงหลานปู่ของท่านซึ่งได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ก็มีที่พักถาวรอยู่ฝั่งธนบุรี เรียกกันว่า “เจ้าคุณฝั่งขะโน้น”
ในเวลาต่อมาธนบุรีได้รับการยกขึ้นเป็นจังหวัด แต่มาในระยะหลังก็ถูกผนวกเข้ากับกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง เรียกว่านครหลวงกรุงเทพธนบุรี จนกระทั่งเป็นกรุงเทพมหานครในที่สุด การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานับแต่สะพานพระราม 6 สะพานพุทธฯ สะพานกรุงธนฯ สะพานกรุงเทพฯ สะพานพระปิ่นเกล้าฯ จนถึงอีกสารพัดสะพานเปิดทางให้กรุงเทพฯ และธนบุรีเชื่อมติดต่อเหมือนเป็นเมืองเดียวกันยิ่งขึ้น เมื่อเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 ทำให้หลายคนเริ่มคิดว่ากรุงเทพมหานครจะกว้างใหญ่ไพศาลเกินไปหรือไม่กับการบริหารในลักษณะท้องถิ่นรูปแบบพิเศษภายใต้ผู้บริหารชุดเดียวและสภาท้องถิ่นชุดเดียวกันเช่นนี้
ข้อเรียกร้องที่เคยมีคนอยากให้กลับไปคงชื่อธนบุรีเป็นเมืองเอกเทศต่อไป หากอ้างแต่เหตุผลในทางประวัติศาสตร์อาจมีน้ำหนักน้อยเพราะบางกอกเคยรวมทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งกรุงเทพฯ มาก่อน แต่การบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับมือภัยธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพอาจเป็นข้อพิจารณาที่ใหญ่กว่าอย่างอื่น ซึ่งคงต้องพิจารณาข้อดีข้อเสียและความคุ้มค่าทุกสถานในการจะแยกธนบุรีออกเป็นอีกจังหวัดหรืออีกมหานครที่มีรูปแบบเป็นการปกครองท้องถิ่นพิเศษเพราะอาจบั่นทอนความเจริญของธนบุรีลงก็เป็นได้ พอดีจะร้ายจะกลายเป็น “ท้องถิ่นบ้านนอก”
ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าการพิจารณาต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาไม่ใช่เหตุผลทางการเมืองหรือการแบ่งเขตเลือกตั้ง การหาเสียง และต้องคำนึงถึงความรู้สึก ความต้องการของประชาชนควบคู่ไปด้วย
ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด พระนามสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีควรอยู่ในใจของคนไทยตลอดไป และเป็นผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในบรรดาสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทั้งหลายของไทยตราบกาลนาน.
ในเวลาต่อมาธนบุรีได้รับการยกขึ้นเป็นจังหวัด แต่มาในระยะหลังก็ถูกผนวกเข้ากับกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง เรียกว่านครหลวงกรุงเทพธนบุรี จนกระทั่งเป็นกรุงเทพมหานครในที่สุด การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานับแต่สะพานพระราม 6 สะพานพุทธฯ สะพานกรุงธนฯ สะพานกรุงเทพฯ สะพานพระปิ่นเกล้าฯ จนถึงอีกสารพัดสะพานเปิดทางให้กรุงเทพฯ และธนบุรีเชื่อมติดต่อเหมือนเป็นเมืองเดียวกันยิ่งขึ้น
วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com
วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555
ธารน้ำแข็งและหิมะ ณ ฮอกไกโด
ณ อาบาชิริ ทางตะวันออกของเกาะฮอกไกโด เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ราว 40,000 คน แห่งนี้เป็นที่ตั้งของคุกโบราณสมัยยุคบุกเบิกที่ใครไปใครมาต้องแวะมาเดินเที่ยวชม แต่อีกอย่างที่ที่นี่มีไม่เหมือนใครก็คือ แผ่นน้ำแข็งที่จับตัวเป็นแพเมื่อฤดูหนาวเริ่มมาเยือนที่เรียกกันว่า โอโฮทสึกุ
ธารน้ำแข็งที่จะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคมเรื่อยไปจนถึงราวปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายนนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูไม่ได้ง่าย ๆ หากไม่มาให้ถูกช่วงถูกเวลา น้ำทะเลที่มีความเค็มซึ่งไม่น่าจะกลายเป็นน้ำแข็งได้จะกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งคลุมอยู่บนผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง
เหตุที่ทำให้น้ำทะเลทางชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะฮอกไกโดกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งหนา เพราะน้ำจืดที่ไหลมาจากแม่น้ำเอมอร์ฝั่งรัสเซียที่อยู่เหนือขึ้นไป เมื่อน้ำจืดที่ไหลลงมากระทบกับอากาศเย็นและน้ำทะเล ส่วนที่เป็นน้ำจืดซึ่งยังสามารถจับตัวกลายเป็นน้ำแข็งที่จุดเยือกแข็งได้ก็จะรวมตัวกันกลายเป็นแผ่นน้ำแข็ง
การล่องเรือตัดน้ำแข็งตะลุยไปตามธารน้ำแข็งที่จับตัวเป็นแผ่น จึงกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาฮอกไกโดช่วงฤดูหนาวไม่ยอมพลาด แต่การล่องเรือที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าจะไปได้ทุกวัน เพราะหากมีพายุหิมะจนทำให้ทัศนวิสัยไม่ดีพอ หรือลมแรงจนเกินไป กิจกรรมที่ว่านี้จะถูกยกเลิกในทันทีเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพราะการบังคับเรือให้ล่องไปตามธารน้ำแข็งที่มีน้ำแข็งขนาดเล็กและใหญ่ หนาและบางไม่เท่ากันนั้นจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง
ขณะที่การลงไปเดินสัมผัสกับธารน้ำแข็งของจริงนั้นอาจเป็นไปได้น้อยลงหลังจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสได้จับต้องธารน้ำแข็งหนึ่งในมหัศจรรย์ธรรมชาติที่ว่า เพราะที่เมืองอาบาชิริแห่งนี้ได้มีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ธารน้ำแข็งโอโฮทสึกุขึ้น โดยนำเอาก้อนน้ำแข็งที่ตัดมาได้จากธารน้ำแข็งมาเก็บรักษาไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิที่ -15 องศาเซลเซียส
ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ถูกเก็บรักษาไว้นั้น เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเรียนรู้ เพราะไม่มีใครรับรองได้ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้จะยังคงเกิดขึ้นต่อไปอีกนานเท่าไหร่ เพราะนอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นแล้ว น้ำจืดที่ไหลมาจากแม่น้ำเอมอร์ของรัสเซียเองก็มีส่วนสำคัญ เช่นเดียวกับอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น
นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปสัมผัสกับธารน้ำแข็งหลากหลายขนาดที่ถูกเก็บรักษาไว้และเข้าชมได้แม้กระทั่งในช่วงฤดูร้อนนี้ นอกจากจะต้องสวมใส่เสื้อคลุมกันหนาวที่จัดเตรียมไว้ให้แล้ว ทุกคนยังได้รับผ้าขนหนูขนาดเล็กที่ชุ่มไปด้วยน้ำให้ถือติดมือเข้าไปด้วย
เมื่อเข้าไปในห้องปรับอุณหภูมิแล้วผ้าขนหนูผืนที่ว่าจะค่อย ๆ กลายสภาพจากนิ่มเป็นแข็ง และเมื่อแข็งได้ที่จนกลายเป็นแท่งเมื่อไหร่ก็หมายความว่า เราได้เวลาที่จะต้องออกจากห้องนั้นด้วยเช่นกัน เพราะอุณหภูมิติดลบที่เข้าไปสัมผัสนั้นมีข้อจำกัดไม่ควรอยู่นานจนเกินไป แต่หากอยู่ในช่วงฤดูหนาวที่ร่างกายปรับอุณหภูมิสู้กับอากาศได้ที่แล้ว อาจจะอยู่ได้นานกว่านั้น
นอกจากจะได้สนุกกับห้องเก็บก้อนน้ำแข็งแล้ว สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างคลิโอเน (Clione) หรือซีแองเจิล (Sea Angle) สัตว์ทะเลแปลกตาที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในเขตโอโฮทสึกุ ซึ่งถูกจัดแสดงไว้ในห้องที่อยู่ติดกันนั้นเป็นอีกไฮไลต์ที่หาชมได้ยาก สัตว์หน้าตาน่ารักสมชื่อเรียกชนิดนี้ไม่ได้น่ารักแสนดีเหมือนอย่างรูปลักษณ์ที่เห็น ซีแองเจิลเป็นสัตว์กินเนื้อ ปีกเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ด้านหลังช่วยให้มันเคลื่อนที่ไปหาเหยื่อได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ก่อนจะงาบเหยื่อแล้วเก็บเข้าไปในท้องใสแจ๋วให้เห็นกันชัด ๆ ส่วนสีแดงบนลำตัวนั้นคือส่วนของหัวใจ
ขณะที่ซีแองเจิลจะลอยมาพร้อมกับธารน้ำแข็ง ปลาบอลลูนสีส้มแสบตาที่อยู่ในแทงก์ใกล้ ๆกันก็เป็นอีกหนึ่งสัตว์ที่อยู่ในท้องทะเลอันเย็นยะเยือกบริเวณนี้ ปลาสีส้มสดนี้จะกินตะไคร่น้ำที่ติดอยู่ตามเปลือกหอย โดยจะเกาะอยู่นิ่งสนิทอย่างนั้นราวกับเป็นตุ๊กตาที่ถูกแปะไว้ นอกจากสีส้มแสบตาแล้วยังพร้อมจะเปลี่ยนสีคล้ายกับหินปะการังหากเกาะอยู่กับเปลือกหอยที่สีซีดกว่า
หากยังไม่สะใจกับความหนาวเย็นของฮอกไกโด ขอแนะนำให้ไปสัมผัสความหนาวแบบสุดขั้วต่อที่คามิคาว่าไอซ์พาวิลเลียน ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ที่จัดสร้างขึ้นนั้นจะรักษาอุณหภูมิตลอดทั้งปีไว้ที่ -20 องศาเซลเซียส โดยต้องผ่านประตูกลที่บอกระดับอุณหภูมิภายในเข้าไว้อย่างชัดเจน ก่อนจะเข้าไปพบกับอุโมงค์ทางเดินที่เป็นน้ำแข็งทั้งหมด เพื่อเข้าไปสู่โถงขนาดใหญ่ด้านในที่คล้ายกับถ้ำ
หินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นจากการจับตัวของน้ำแข็งกว่า 10 ปีนั้น หากไม่บอกว่ากำลังอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส บางคนอาจเข้าใจว่าเป็นหินงอกหินย้อยในถ้ำแบบเดียวกับบ้านเรา แต่เพราะมีอิกลู บ้านแบบชาวเอสกิโมที่ก่อไว้ด้านในอีกมุมหนึ่ง จึงยืนยันได้ว่านี่ไม่ใช่ถ้ำแน่นอน และยิ่งได้เข้าไปสัมผัสกับห้องพิเศษที่จะมีลมเป่าให้อุณหภูมิในนั้นกลายเป็น -41 องศาเซลเซียส ในชั่วเวลาไม่กี่วินาที ยิ่งยืนยันได้ว่ากำลังอยู่ที่ฮอกไกโดจริง ๆ
ที่ไอซ์พาวิลเลียนแห่งนี้นอกจากจะมีผ้าขนหนูฉ่ำน้ำให้ถือเข้าไปทดสอบอากาศข้างในแบบเดียวกันแล้ว หากใครอยากลองปั่นไอศกรีมกับมือตัวเอง จะจ่ายเงินซื้อนมขวดเล็ก ๆ เพิ่มแล้วพกเข้าไปเขย่าให้กลายเป็นไอศกรีมด้านในด้วยก็ได้ ส่วนกล้วยหอมแช่แข็งที่วางไว้ให้ทดสอบว่าใช้
แทนค้อนตอกตะปูได้จริงนั้น ทดสอบฝีมือได้ฟรีไม่เสียตังค์
ใครอยากไปสัมผัสความหนาวเย็นของฮอกไกโดขอแนะนำให้ไปช่วง 6-12 ก.พ.นี้ เพราะจะมีงานซับโปโร สโนว์ เฟสติวัล ครั้งที่ 63 เทศกาลฤดูหนาวที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของญี่ปุ่น ชมการประกวดสร้างประติมากรรมหิมะและประกวดสลักน้ำแข็งที่สวนโอโดริและย่านซูกิโนะ สอบถามที่เวิลด์เซอร์ไพร้ส์ ทราเวิล โทร. 0-2676-9449 หรือ www.worldsurprise.com
อธิชา ชื่นใจ
อิหร่านหมูไม่กลัวน้ำร้อน
สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซีย เริ่มร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่า ต้องสั่นคลอนเสถียรภาพของโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ เมื่ออิหร่านของประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจัด เล่นบท “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” พร้อมเปิดหน้าสู้เต็มตัว ยอมรับเร่งเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในโรงงานนิวเคลียร์แห่งใหม่ ที่ไปซุ่มสร้างไว้ใต้ดินในภูเขา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเตหะราน เพื่อป้องกันความเป็นไปได้จากการโจมตีทางอากาศของศัตรู ทำให้กิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไปแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะชาติตะวันตกเลิกสงสัยเสียที เพราะมันเป็นความจริงอย่างไม่มีอะไรเคลือบแคลง และนับจากนี้ไปอีก 1 ปี มีความเป็นไปได้ว่า อิหร่านอาจผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์อีกประเทศหนึ่งก็ได้
เรื่องการเดินเครื่องเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่โรงงานแห่งใหม่ในโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ที่อ้างหนักแน่นว่า มีจุดประสงค์เพื่อสันติ กลายเป็นเรื่องขึ้นมาก็เพราะการเปิดเผยของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ หน่วยงานตรวจสอบนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทาย และไม่ยี่หระต่อมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่นำโดยสหรัฐ ทั้งยังพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า มาตรการคว่ำบาตรไม่ได้ไปสะเทือนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเลย อิหร่านยังเดินหน้าต่อไปได้ ซ้ำยังมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555
ธนบุรีศรีมหาสมุทร (5)
พระอารมณ์แปรปรวนของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะจริงหรือไม่และหนักเบาเพียงใดยากที่ผู้ใดจะชี้ชัดได้ในบัดนี้
แต่เป็นสิ่งที่ตั้งข้อสังเกตของขุนนางและชาววังในขณะนั้นซึ่งดูจะผิดแผกไปจากพระอัธยาศัยเดิม เพราะปกติแล้วแม้จะห้าวหาญเด็ดขาดตามประสานักรบแต่ก็ทรงอ่อนโยนต่ออาณาประชาราษฎร เช่น ตรัสเรียกพระองค์เองว่า “พ่อ” ตรัสเรียกราษฎรว่า “ลูก” พระทัยเป็นธรรมโอบอ้อมอารีและยึดมั่นในศาสนา การที่ทรงคร่ำเคร่งกับวิปัสสนากรรมฐานก็เป็นเรื่องพระอัธยาศัยส่วนพระองค์ไม่น่าจะเป็นปัญหาของบ้านเมือง แต่สภาพของบ้านเมืองที่ขุนนางและข้าราชการบางส่วนฉวยโอกาสข่มเหงย่ำยีรีดไถราษฎรน่าจะมีอยู่จริง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นข่าวอยู่แต่ในวังหากล่วงรู้ไปถึงชาวต่างชาติและเป็นปัญหาบ้านเมืองเดือดร้อนไปถึงชาวบ้านทั่วไปซึ่งย่อมย้อนกลับไปโทษผู้ปกครองได้ในที่สุด
คงเหมือนสมัยนี้ที่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ซี 5 ซี 6 ทำผิด ก็เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีได้!
เรื่องพระเจ้าแผ่นดินวิกลจริตนี้ดูจะมีอยู่ในหลายประเทศ กษัตริย์พม่ายุคหลังพระเจ้าอลองพญาหลายพระองค์ก็มีพระอาการที่พงศาวดารพม่าระบุว่า “วิกลจริต” จนถูกยึดอำนาจก็มี จะว่าเป็นข้ออ้างหาเหตุยึดอำนาจก็ไม่น่าจำเป็นต้องโทษเอาขนาดนั้นเพราะลำพังข้อหาว่าไม่ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมจรรยาสัมมาปฏิบัติก็พอจะใช้ยึดอำนาจได้แล้ว
ในสมัยกรุงธนบุรี เรื่องที่สมเด็จพระสังฆราช (สี) อยู่ในฝ่ายเห็นว่าแม้ฆราวาสบรรลุโสดาปัตติผล แต่พระภิกษุก็ไม่ต้องเคารพนบไหว้ผู้นั้นเพราะพระภิกษุทรงศีลสูงกว่าจนสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวกริ้วให้จับสึกไปทำงานที่วัดหงส์รัตนารามเป็นเรื่องกล่าวถึงไว้หลายแห่ง เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 1 ยังโปรดให้กลับไปครองผ้ากาสาวพัสตร์แล้วทรงสถาปนาคืนเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกในสมัยกรุงเทพฯ ด้วยทรงศรัทธาว่ามีความมั่นคงในพระสัทธรรม ไม่ตามกระแส เรื่องนี้ทางพระเองก็กล่าวถึงแสดงว่าน่าจะเป็นจริง
ในคราวที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ ไปจัดระเบียบการปกครองที่เวียงจันทน์ ขากลับได้นำพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์กลับจากลาวมาด้วยคือพระแก้วมรกตและพระบาง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปีติยินดีมากเพราะพระแก้วมรกตเคยอยู่ในอาณาเขตที่เป็นของไทยมาก่อนคือกำแพงเพชร เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ ต่อมาพระไชยเชษฐาธิราช เชื้อสายผู้ครองอาณาจักรล้านช้างซึ่งลงมาปกครองเชียงใหม่เสด็จกลับไปครองกรุงศรีสตนาคนหุต (หลวงพระบาง) จึงเชิญพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์คือพระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์ไปจากเชียงใหม่ด้วย แต่เมื่อชาวเมืองร่ำร้องขอคืนก็พระราชทานแต่พระพุทธสิหิงค์คืนมา ส่วนพระแก้วมรกตนั้นเก็บเอาไว้ที่อาณาจักรล้านช้าง (หลวงพระบาง) ภายหลังเมื่อย้ายเมืองหลวงไปอยู่เวียงจันทน์ทางลาวก็เชิญไปไว้ที่หอพระแก้วในเวียงจันทน์จนสมเด็จเจ้าพระยาฯ เชิญกลับมากรุงธนบุรีในคราวนี้
ครั้งอยู่กรุงธนบุรี พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่วัดแจ้ง (วัดอรุณฯ) เหลือเชื่อนะครับว่ากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่ 417 ปี พระแก้วมรกตท่านไม่เคยแวะไปเที่ยวชมพระมหานครแห่งนั้นเลย การได้ท่านมาอยู่ที่ธนบุรีจึงเป็นการเพิ่มพูนพระบรมราชกฤดาภินิหารของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างใหญ่ยิ่ง ว่ากันว่าจะทรงปูนบำเหน็จความชอบอันใดแก่สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็เป็นอันถึงที่สุดแล้วจึงทรงถอดพระมหาสังวาล (สร้อย) อันเป็นเครื่องทรงกษัตริย์คล้องคอพระ ราชทาน
พระแก้วมรกตนั้นวันนี้ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สุดในแผ่นดิน ส่วนพระบางนั้นเป็นพระยืนองค์ไม่ใหญ่โตนัก เคยอยู่หลวงพระบางเพราะเหตุนั้นเมืองนั้นจึงได้ชื่อว่าหลวงพระบาง ภายหลังเจ้าลาวเข้ามาเฝ้าฯ รัชกาลที่ 1 ขอพระราชทานคืนก็โปรดฯ ให้คืนไป ครั้งสมัยรัชกาลที่ 3 เรายกทัพไปตีเวียงจันทน์ก็ได้นำพระบางกลับมาอีกหน คราวนี้มาไว้ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส แต่พอถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ก็พระราชทานคืนไป บัดนี้อยู่ที่หลวงพระบาง
การคืนพระบางไปถูกต้องเป็นธรรมแล้วโดยเฉพาะถ้าคิดถึงอกเขาอกเรา
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระราชโอรสธิดาหลายพระองค์ ส่วนใหญ่จะทรงตั้งเป็นเจ้าฟ้าไม่ว่าจะประสูติจากพระภรรยาในลำดับชั้นใด พระภรรยาที่เป็นชั้นพระมเหสีนั้นมีอยู่หลายพระองค์ บางพระองค์เป็นภริยาดั้งเดิมมาแต่ยังทรงเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก เช่น กรมหลวงบาทบริจา พระราชโอรสจากพระมเหสีพระองค์นี้จึงโตพอจะทรงใช้สอยราชการได้บ้างแต่ก็ยังอ่อนพระประสบ การณ์ เช่น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอินทรพิทักษ์ ซึ่งดำรงพระยศเสมอพระมหาอุปราช
สมเด็จเจ้าพระยาฯ เองก็ได้ถวายบุตรีคนแรกที่เกิดจากคุณนาคชื่อ “ฉิม” ซึ่งเป็นพระพี่นางร่วมพระครรภ์กับสมเด็จเจ้าฟ้าชายฉิม (ชื่อซ้ำกัน) ที่ต่อมาเป็นรัชกาลที่ 2 ให้เป็นบริจาริกาของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย และมีพระราช โอรส 1 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าชายสุพันธุวงศ์ เจ้าฟ้าพระองค์นี้จึงเป็นลูกพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นหลานตาของสมเด็จพระยาฯ และหลานน้าของรัชกาลที่ 2
การที่เจ้าต่างแดนและขุนนางจะถวายบุตรสาวเป็นบริจาริกา (แปลว่าเมีย) ของพระเจ้าแผ่นดินเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยก่อน รัชกาลที่ 2 เคยทรงแต่งล้อไว้ในเรื่องไกรทองว่า “เหล่าขุนนางต่างถวายบุตรี พวกที่มีบุตรชายถวายหลาน ปะที่เป็นหมันบุตรกันดาร คิดอ่านไกล่เกลี่ยน้องเมียมา” คือถ้าไม่มีลูกสาวก็ยกหลานสาวถวาย ถ้าเป็นหมันไม่มีลูกหลานก็ไปกล่อมน้องเมียมาถวาย!
ขุนนางผู้หนึ่งถวายแม่ปรางเป็นบริจาริกา ครั้นอุปราชพัฒน์เมืองนครศรี ธรรมราชขึ้นมาเฝ้าฯ ก็ทรงสงสารว่าเมียตายจึงพระราชทานเจ้าจอมปรางให้ไป เจ้าจอมปรางมีท้องอ่อน ๆ ติดไปก่อนแล้ว เจ้านครก็ไม่กล้าแตะต้องจนกระทั่งคลอดบุตรเป็นชายชื่อน้อย คนทั่วไปทราบว่าเป็นพระราชโอรสสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี รัชกาลที่ 1 ก็ทรงทราบภายหลังจึงได้ทรงรับมาชุบเลี้ยงในกรุงเทพฯ และให้ฝึกราชการ ครั้นโตขึ้นก็ส่งกลับไปเป็นเจ้าเมืองนครฯ จนได้เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ต้นสกุล ณ นคร สกุลนี้ถือเป็นเชื้อสายสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
เจ้าจอมยวนอีกคนที่ได้พระราช ทานเจ้าพระยานครราชสีมา ปรากฏว่าท้องติดไปเหมือนกัน บุตรที่คลอดมานี้ต่อไปได้เป็นเจ้าเมืองโคราช ต้นสกุลอินทรกำแหง ณ ราชสีมา
คราวจะเกิดเหตุใหญ่เป็นปี 2324 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงครองราชย์มาแล้ว 13-14 ปี ทางเขมรซึ่งเคยเป็นของไทยเกิดแตกกันเองเป็น 2 ฝ่ายจนรบกันเอง ทางญวนเข้าหนุนเจ้าเขมรฝ่ายหนึ่ง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเกรงว่าเราอาจเสียเขมรให้ญวนทั้งหมดจึงให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ ยกทัพไปปราบ แต่คราวนี้โกลาหลเป็นพิเศษทั้งที่การปราบขบถเมืองเขมรไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือบางทีอาจคิดว่าต้องรบกับญวนด้วยก็ได้ จึงให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นแม่ทัพใหญ่เหมือนคุมทัพหลวง เจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) คุมทัพหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอินทรพิทักษ์คุมอีกทัพหนึ่ง พระยานครสวรรค์คุมอีกทัพ กรมหลวงรามภูเบศร์แยกไปคุมอีกทัพ และทรงสั่งการว่าถ้าจัดการเมืองเขมรเรียบร้อยแล้วก็ให้ตั้งพระมหาอุปราชเจ้าฟ้ากรมหลวงอินทร พิทักษ์เป็นกษัตริย์ครองเมืองเขมรเสียด้วย
ตรงนี้แปลก! แล้วต่อไปจะทรงตั้งผู้ใดครองกรุงธนบุรีต่อจากพระองค์!
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีหลานชายองค์หนึ่งดูจะแกล้วกล้าอยู่มากคือกรมขุนอนุรักษ์สงคราม คนทั่วไปเรียกว่าเจ้ารามลักษณ์ จัดว่าเป็นคนมีฝีมือแต่ออกจะมุทะลุห้าวหาญอยู่ ส่วนจะเป็นหลานทางไหนนั้นไม่ทราบ
สมเด็จเจ้าพระยาฯ ขอพระบรมราชานุญาตขึ้นไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่นครราชสีมาเพื่อเกณฑ์ไพร่พลและเตรียมเสบียงอาหาร โคราชในเวลานั้นเป็นหน้าด่านใหญ่ไปสู่เขมร ที่น่าสนใจคือเจ้าเมืองโคราชชื่อพระยาสุริยภักดี (ทองอิน) บุตรชายของคุณสา พี่สาวคนโตของสมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงเป็นหลานน้าของสมเด็จเจ้าพระยาฯ การเกณฑ์ไพร่พล การส่งแนวหน้าออกไปสืบข่าวเมืองเขมรและการเตรียมเสบียงใช้เวลาอยู่นานร่วมปีทุกทัพจึงกรีธาทัพเข้าไปตีเมืองเขมรพร้อมกัน
กรุงธนบุรีในขณะนั้นแทบจะว่างเว้นขุนทหารแม่ทัพนายกอง เรียกว่าเกิดสุญญากาศแห่งอำนาจขึ้น จะพอมีเหลืออยู่บ้างคือเจ้ารามลักษณ์และพระราช โอรสรุ่นเยาว์ ตลอดจนขุนนางฝีมือรอง ๆ ท่ามกลางข่าวลือเกี่ยวกับการไม่อยู่ในธรรมของผู้ปกครอง และความไม่พอใจของราษฎรเพราะโจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้นทุกวัน ทางกรุงศรีอยุธยาราษฎร เช่น นายบุนนาคบ้านแม่ลา และขุนนางปลายแถวแท้ ๆ ยังเข้ายึดจวนจับเจ้าเมืองฆ่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงเรียกพระยาสรรค์ เจ้าเมืองสรรคบุรีลงมาสั่งให้ไปเกลี้ยกล่อมพี่น้องของตนที่กำลังซ่องสุมและทำซ่าอยู่ในอยุธยา พระยาสรรค์กลับไปถูกพวกนั้นเกลี้ยกล่อมจนคล้อยตามแล้วนำทหารไม่กี่คนบุกย้อนกลับลงมายึดพระราชวังธนบุรี
คนนำทัพยึดกรุงธนบุรีรอบแรกคือพระยาสรรค์ เจ้าเมืองบ้านนอกแถวชัยนาท นครสวรรค์ ใช้ทหารไม่กี่คนก็เข้าคุมพระองค์สมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรี พระญาติพระวงศ์ และคุมตัวขุนนางในวังได้โดยไม่ยาก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าสมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรีไม่ทรงเห็นด้วยกับการจะต่อสู้ทรงเกรงว่าล้มตายเสียเปล่า ๆ
ในที่สุดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกผนวชเป็นพระภิกษุเพื่อแสดงว่าไม่ทรงปรารถนาจะยุ่งเกี่ยวกับราชการบ้านเมืองอีก พงศาวดารที่ว่าทรงขอบวชเองก็มี แต่ที่ว่าพระยาสรรค์ถวายคำแนะนำว่าควรจะเสด็จออกผนวชชำระพระเคราะห์เมืองคือสะเดาะเคราะห์แก้เคล็ดสัก 3 เดือนก็มี ผมว่าอย่างหลังนี้น่าจะถูกต้องเพราะเคยผนวชมาแล้วก่อนเป็นหลวงยกกระบัตร แต่แม้กระนั่นก็ทรงถูกกักบริเวณไว้ในพระอุโบสถวัดแจ้ง บางเล่มว่าทรงถูกจองจำสังขลิกคือโซ่ตรวนกันหลบหนีด้วยซ้ำ
เจ้านายชั้นลูกเธอ หลานเธอที่ถูกกักบริเวณอยู่ในวัดแจ้งมีหลายพระองค์ ระหว่างนั้นเจ้าจอมพระสนมคนหนึ่งประสูติพระราชกุมาร พระยาสรรค์จะให้ประโคมรับขวัญตามธรรมเนียม แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห้ามว่าสิ้นบุญวาสนาข้าแล้วไม่ต้องประโคม พระยาสรรค์ปล่อยเจ้ารามลักษณ์หลบออกไปได้ซึ่งดูแปลกอยู่ว่าปล่อยไปทำไม ข้อนี้ไปเจือสมกับข้อความในที่ต่าง ๆ กันว่าเจ้ารามลักษณ์ออกไปก่อเหตุจลาจลขึ้น ครั้งแรกได้กราบทูลชวนสมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรีให้หนีไปด้วยกันจะชิงราชสมบัติคืน แต่ก็ทรงปฏิเสธ เจ้ารามลักษณ์จึงคุมทหารที่จงรักภักดีออกไปเองเพื่อสู้กับกองทัพพระยาสุริยอภัยเจ้าเมืองโคราชซึ่งทราบข่าวขบถพระยาสรรค์ก็ยกทัพมาตั้งมั่นที่บ้านเดิมของท่านข้างโรงพยาบาลศิริราช (ตอนนั้นยังไม่มีโรงพยาบาล)คอยระวังเหตุการณ์
เจ้ารามลักษณ์ก็แปลก ไม่ยักเข้าต่อสู้ปราบพระยาสรรค์ทั้งที่เป็นคนยึดวังแต่กลับไปสู้กับพระยาสุริยอภัยซึ่งเป็นคนยกทัพมาต่อสู้กับพระยาสรรค์!
ตรงนี้ต้องเล่าว่าก่อนหน้านั้นพอมีข่าวว่าพระยาสรรค์ยึดกรุงธนบุรีได้ พระยาสุริยอภัยก็นำทหารจากโคราชควบม้าไปแจ้งข่าวให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ ผู้เป็นน้าชายทราบที่เมืองเขมร สมเด็จเจ้าพระยาฯ ให้พระยาสุริยอภัยกลับไปคุมสถานการณ์ก่อนเพราะท่านคุมทัพใหญ่จะเลิกทัพกลับทันทีก็พะรุงพะรัง
พระยาสุริยอภัยจึงลงมาที่ตั้งทัพที่บ้านปูนข้างวัดระฆังฯ ซึ่งเป็นบ้านเดิมของท่านและเข้าก่อกวนฝ่ายพระยาสรรค์ ซึ่งพระยาสรรค์ก็ไม่ได้สู้เองแต่ทำเหมือนปล่อยเจ้ารามลักษณ์เป็นนอมินีออกไปสู้แทน
ขุนนางและชาววังไม่น้อยโดยเฉพาะผู้ที่เคยถูกพระเจ้ากรุงธนบุรีลงโทษลงทัณฑ์และถูกขุนนางเบียด เบียนพากันหันไปเข้าข้างพระยาสุริยอภัย บัดนี้ก็ทำท่าจะเกิดสงครามกลางเมืองย่อม ๆ ระหว่างเจ้ารามลักษณ์กับพระยาสุริยอภัย เจ้าศิริรจจา น้องสาวเจ้ากาวิละ ท่านเป็นเมียเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ซึ่งไปทัพเมืองเขมร สามีไม่อยู่ท่านจึง คุมเรือออกมาช่วยพระยาสุริยอภัยต่อสู้กับฝ่ายเจ้ารามลักษณ์ที่ปากคลองบาง กอกน้อย เอาว่าขณะนั้นเกิดเหตุต่อสู้กันใหญ่โตตั้งแต่ปากคลองบางกอกใหญ่ยันปากคลองบางกอกน้อย
สมเด็จเจ้าพระยาฯ เลิกทัพกลับเข้ามาธนบุรี พระยาสุริยอภัยจับเจ้ารามลักษณ์ได้แถววัดยาง พรานนก เข้าควบคุมพระราชวังธนบุรี จับพระยาสรรค์กับพวกได้โดยละม่อม แล้วรอสมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกลับเข้ามาเพื่อพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป
เวลานั้นเป็นต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2325 กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรดำรงความเป็นราชธานีมาได้ 15 ปี.
วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














