โดย : ลิเวอร์ เบิร์ด
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ประเทศซิมบับเวดูจะห่างไกลจากความสนใจของคนไทย จนกระทั่งตกเป็นข่าวเกี่ยวข้องกับการที่รัฐมนตรีใหม่ป้ายแดงของรัฐบาลไทยถูกขึ้นบัญชีดำ
จากสหรัฐอเมริกาในข้อกล่าวหาว่า มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ โรเบิร์ต มูกาเบ ผู้นำจอมเผด็จการซิมบับเว ซึ่งสหรัฐคว่ำบาตรอยู่
ซิมบับเว ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา และเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับประเทศแซมเบีย ทิศตะวันออกติดกับประเทศโมซัมบิก ทิศตะวันตกติดกับประเทศบอตสวานา และทิศใต้ติดกับประเทศแอฟริกาใต้ มีพื้นที่ของประเทศ 390,580 ตารางกิโลเมตร และมีเมืองหลวงคือ กรุงฮาราเร
ในอดีตซิมบับเวได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของทวีปแอฟริกา แต่หลังจากปี ค.ศ. 2000 วิกฤตการณ์ในทุกมิติของประเทศส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมล่มสลาย โดยมีสาเหตุหลักมาจากการบริหารที่ล้มเหลวและการคอร์รัปชันของรัฐบาลมูกาเบ รวมถึงการขับไล่เกษตรกรผิวขาวกว่า 4,000 คน ตามนโยบายการจัดสรรที่ดินที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่เพียงเท่านั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศก็ถูกกระทบด้วย ตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทท่องเที่ยวและโรงแรมหลายแห่งต้องปิดกิจการ สายการบินหลายแห่งระงับการบินเข้าออก
แม้ว่าปัจจุบันซิมบับเวจะถูกหลายประเทศคว่ำบาตร แต่ก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายของสัตว์ป่าหลายสายพันธุ์และน้ำตกอันเลื่องชื่อ
แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมและขึ้นชื่อของซิมบับเวคือ น้ำตกวิกตอเรีย ซึ่งถือเป็นม่านน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นมรดกโลก ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศบนแม่น้ำแซมเบซี คนที่ทำให้โลกได้รู้จักน้ำตกแห่งนี้คือ ดร. เดวิด ลิฟวิ่งสโตน นักสำรวจชาวอังกฤษชื่อดังในปี ค.ศ. 1855 และกลายเป็นพรมแดนทางธรรมชาติของซิมบับเวและแซมเบีย น้ำตกซึ่งถูกตั้งชื่อตามชื่อของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษแห่งนี้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่เลื่องชื่อแห่งหนึ่งของทวีปแอฟริกา และเป็นน้ำตกที่น่าประทับใจมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ชนเผ่าโคโลโลในศตวรรษที่ 18 เรียกน้ำตกนี้ว่า Mosi-oa-Tunya ซึ่งมีความหมายว่า หมอกควันอันเกรี้ยวกราด
สะพานวิกตอเรีย ฟอลล์ ซึ่งสูง 111 เมตร ในอดีตเป็นทางรถไฟแต่ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่ชอบความท้าทายด้วยการกระโดดบันจี้ จั๊มพ์ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นบนสะพานเพื่อชมวิวอันงดงามของน้ำตกและแม่น้ำแซมเบซี กิจกรรมยอดฮิตอีกอย่างคือ การล่องแพผ่านช่องแคบแซมเบซีในช่วงที่น้ำเชี่ยวที่สุดในเดือนในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม การพายเรือแคนูและคยัคก็สามารถทำได้ในช่วงน้ำนิ่ง
ซิมบับเวมีอุทยานที่ขึ้นชื่อหลายแห่งที่เหมาะแก่การท่องซาฟารี เช่น อุทยานแห่งชาติวานกี้ อุทยานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีพื้นที่ทั้งหมด 14,620 ตารางกิโลเมตร วานกี้เคยเป็นสนามล่าสัตว์ของมซิลิกาซี กษัตริย์แห่งชนเผ่าซูลู อุทยานแห่งนี้เป็นที่อยู่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 100 สายพันธุ์ มีนกกว่า 400 ชนิด และยังเป็นอุทยานที่มีช้างป่าอาศัยอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่งคือราว 40,000 เชือก รวมถึงต้นไม้กว่า 100 ชนิด วานกี้อยู่ห่างจากน้ำตกวิคตอเรียเพียง 2 ชั่วโมงหากเดินทางด้วยรถยนต์
ทะเลสาบคาริบา ตั้งอยู่บนแม่น้ำแซมเบซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศติดชายแดนแซมเบีย มีพื้นที่ราว 7,770 ตารางกิโลเมตร คาริบาเป็นสวรรค์ของทะเลสาบน้ำใสสะอาดที่มีเกาะแก่งมากมาย รายรอบไปด้วยภูเขาและป่าอันเป็นทิวทัศน์ที่งดงามจนยากจะลืมเลือนได้ คาริบายังเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าและนกนานาชนิด ถือเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้
มาน่า พูลส์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของซิมบับเว และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกด้วย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศและอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแซมเบซี มีพื้นที่ป่าราว 2,196 ตารางกิโลเมตร สัตว์ป่าที่พบได้ที่นี่คือ ฮิปโป ช้าง แรด ควาย สิงโต ไฮยีน่า หรือหมาใน และละมั่งหลากชนิด จุดเด่นของมาน่า พูลส์ที่ไม่มีที่ไหนเหมือนคือ การที่นักท่องเที่ยวสามารถท่องซาฟารีได้โดยการเดินเท้าโดยลำพัง ไม่ต้องมีไกด์นำทาง เพราะมีทัศนวิสัยที่ดีและอันตรายจากสัตว์ป่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก การเดินท่องป่ายามเช้า พายเรือแคนู และท่องซาฟารีบนรถ ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวยิ่งสำหรับนักผจญภัย
อุทยานแห่งชาติมาโตโบ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองบูลาวาโย เมืองใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ มาโตโบซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเป็นอุทยานที่มีเนินเขามาโตโบที่เต็มไปด้วยกองหินแกรนิต ซึ่งมีชื่อเสียงมาก และพลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยว และยังมีถ้ำดังอย่างนสวัทตูกิและโพมองเว่ที่มีภาพวาดโบราณอยู่ภายใน
แม้ว่านักท่องเที่ยวจะเพลิดเพลินกับการท่องซาฟารี แต่ทริปสู่ซิมบับเวจะไม่สมบูรณ์ถ้าคุณไม่ได้ไปเยี่ยมชม เมืองโบราณเกรท ซิมบับเว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองมาสวินโก้ เมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ เกรท ซิมบับเวเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นอนุสรณ์สถานโบราณที่สำคัญที่สุดของทะเลทรายซาฮาร่าตอนใต้
กำแพงหลักของเมืองซึ่งปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพัง เป็นกำแพงที่มีความยาว 244 เมตร สูง 10 เมตร หนา 5 เมตร สิ่งที่หลงเหลืออยู่ภายในกำแพงเมืองเป็นซากของความเจริญรุ่งเรืองในยุคศตวรรษที่ 12-15
...........................
ที่มา วิกิทราเวล, www.worldtravelguide.net, www.afrizim.com, www.uyaphi.com
วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555
ซีล ทีม ซิกซ์ ฮีโร่ตัวจริง
ภายหลังประสบความสำเร็จในการปลิดชีพโอซามา บินลาเดน หัวหน้าก่อการร้ายตัวฉกาจจากเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ หน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐก็ได้รับความไว้วางใจให้เป็นกองกำลังพิเศษอีกครั้งในปฏิบัติการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ 2 คนที่ถูกคนร้ายจับเป็นตัวประกันเอาไว้มานานถึง 3 เดือนในโซมาเลีย
เจ้าหน้าที่สหรัฐยืนยันว่า หน่วยนาวี ซีล ได้ปฏิบัติการดังกล่าวก่อนรุ่งอรุณจริง แต่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ (เพนตากอน) อ้างว่า ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของปฏิบัติการ ทำให้ไม่สามารถยืนยันรายงานข่าวของสื่อได้ว่า หน่วยนาวี ซีล ที่ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นซีล ทีม ซิกซ์ หน่วยเดียวกับที่บุกสังหารบินลาเดนถึงบ้านพักในปากีสถานเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว
วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555
“ชนวัว” อำลาหน้าหนาวของเนปาล
ภาพของวัวหนักกวาครึ่งตันที่ก้าวเข้าสู่วงล้อมก่อนที่จะพุ่งเข้าใส่กัน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องทั้งด้วยความกลัวและสะใจของฝูงชน อาจดูไม่แตกต่างจากาภพของการชนวัวในสนามของสเปน แต่นี่คือการชนวัวในสไตล์เนปาลที่ต้องปีนป่ายขึ้นไปชมภาพอันน่าตื่นเต้นนี้บนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในยุโรป
ทุกปีชาวเนปาลนัลพันคนจะเดินทางมาเพื่อชมการต่อสู้ของสัตว์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลมาคี ซันกราติ ในวันแรกของเดือน 10 ตามปติทินของเนปาล ซึ่งเป็นวันที่ชาวพื้นเมืองจะพากันเฉลิมฉลองฤดูหนาวที่กำลังจะสิ้นสุดลง ขณะที่ฤดูร้อนกำลังจะเริ่มต้น
แต่กรชนวัวของที่นี่จะต่างออกไปเพราะไม่มีมาทาดอร์มาทำหน้าที่บังคับ และวัวก็เป็นวัวพันธุ์พื้นเมืองซึ่งเป็นที่เคารพบูชาตามความเชื่อในศาสนาฮินดู
“การชนวัวเกิดขึ้นที่นี่นานมาแล้ว ปู่ของผมบอกว่ามันน่าจะมีมาแล้วกว่า 200 ปี การชนวัวจะมีการเปลี่ยนสถานที่จัดไปเรื่อย ๆ รอบ ๆ อำเภอนูวากต แต่ 6 ปีที่ผ่านมาเรานำการชนวัวที่มีอยู่ทั้งหมดมารวมกันเพื่อจัดเป็นการแข่งขันใหญ่เพียงหนึ่งเดียว” จานัก ราจ ดุงกานา ผู้จัดงานของหมู่บ้านทารูกาซึ่งห่างจากกรุงกาฐมัณฑุไปทางเหนือราว 80 กิโลเมตร บอกเล่า
วัวทั้ง 7 ตัวจะเข้าสู่สนามแข่งขันที่อยู่บนลานดินด้านหนึ่งของหมู่บ้านที่อุดสมบูรณ์ที่มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาของนูวากต โดยมีฝูงชนกว่า 5,000 นั่งชมอยู่บนสนามหญ้าและดินโคลนที่ลาดเอียงลงสู่สนามแข่งขันที่อยู่ตรงกลาง
นี่ไม่ใช่การแข่งขันที่จะทำเงินให้กับเจ้าของเหมือนอย่างในสเปน ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลจากกองทุนของหมู่บ้านเพียง 1,000 รูปี หรือราว 360 บาท ขณะที่ฝ่ายที่แพ้จะได้เงินรางวัลครึ่งหนึ่ง
ลูกวัวที่ได้รับการคัดเลือกจะถูกส่งเข้ารับการฝึกเพื่อเข้าร่วมแข่งขันในเทศกาลนี้ทันทีที่คลอดออกมา พวกมันจะถูกขุนให้ผิวหนังมีความเหนียวทนต่อการต่อสู้ นั่นจึงทำให้การชนวัวของเนปาลต่างจากยุโรป พวกมันไม่ต้องต่อสู้กันจนเลือดตกยางออก เพียงแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหนื่อยและยอมแพ้ก็เป็นอันจบ คล้ายกับการกีฬาชนวัวกับคนของสเปนที่แค่เพียงไล่ขวิดเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับทำให้อีกฝ่ายเสียชีวิต
ผู้ชมที่มาเฝ้าดูการแข่งขันอย่างใกล้ชิดนั้นก็ต้องคอยระวังตัวด้วย เพราะแม้จะอยู่ในเขตปลอดภัยแต่หากวัวตัวนั้นเกิดหันมาพุ่งเข้าใส่ผู้ชม พวกเขาก็ต้องพร้อมที่จะหลบฉากเรื่องความบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ของที่นี่ เจ้าของและผู้จัดการจะคอยเอาไม้ไผ่แยงเข้าไประหว่างคู่ต่อสู้เพื่อแยกพวกมันออกจากัน หากว่าเห็นอีกฝ่ายกำลังจะได้รับบาดเจ็บ แต่ใช่ว่าจะไม่เคยมีวัวที่ได้รับบาดเจ็บเลย เครือข่ายสงเคราะห์สัตว์แห่งเนปาลเคยพบว่าวัวเคยได้รับบาดเจ็บถึงขั้นกระดูกหักมาแล้ว
“เราจึงต้องสอนพวกมันให้รู้จักการต่อสู้ตั้งแต่ยังเด็ก ผมจึงไม่ค่อยกังวลว่าพวกมันจะได้รับบาดเจ็บเท่าไหร่นัก เพราะผมไม่เคยเห็นว่าพวกมันต้องเจ็บมาก่อนเลย” โทย่า ปราสาด ดาคาล เทรนเนอร์วัววัย 48 ผู้มีประสบการณ์ในการสอนกว่า 19 ปี บอกเล่าการชนวัวในเนปาลอาจจะมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่สำหรับที่ทารูกานั้นเพิ่งเริ่มต้นเมื่อปี 1900 เท่านั้น โดยไจ ปริธวี บาฮาเดอร์ ซิงค์ กษัตริย์ของอาณาจักรบาจแฮงทว่าการชนวัวในสเปนมีประวัติศาสตร์มายาวนาน ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 16 แต่ปัจจุบันกลับได้รับความนิยมน้อยลง จากการสำรวจในปี 2008 มีชาวคาตาโลเนียเพียงร้อยละ 23 เท่านั้นที่ยังสนใจประเพณีโบราณนี้ ขณะที่การชนวัวในชุมชนเล็ก ๆ ของเนปาลนั้นกลับกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“ตอนนี้เรามีผู้ชมจำนวนนับพันคน แต่อีกไม่นานเชื่อว่ามันจะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 คนได้แน่ เพราะประเพณีนี้กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ” ซอราฟ ปราทานานกา นักเรียนจากกาฐมัณฑุที่เดินทางขึ้นมาชมการแข่งขันที่นี่คาดการณ์.
เจอร์นีแมน@เดลินิวส์
ปฏิบัติการเช็กบิลอาร์โรโย
คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยและคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ หนึ่งในเพื่อนบ้านอาเซียนของเราเมื่อวันก่อน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระดับองศาเดือดของที่โน่น ซึ่งกรณีนี้แม้จะเป็นคนละเรื่อง คนละวาระกับการไปเยือน แต่เชื่อว่าคุณปูคงได้รับรู้สถานการณ์ รวมทั้งเบื้องหลังเบื้องลึกบ้าง ไม่มากก็น้อยวุฒิสภาฟิลิปปินส์ในกรุงมะนิลา เพิ่งเริ่มกระบวนการถอดถอน หรือ อิมพีชเมนต์ นายเรนาโต โคโรนา ประธานศาลฎีกา ออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา ตามข้อกล่าวหาทุจริต ประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ รวม 8 กระทง ถือเป็นประมุขฝ่ายตุลาการคนแรก ในประวัติศาสตร์วงการยุติธรรมของประเทศ ที่ถูกดำเนินการถอดถอนจากตำแหน่งการเล่นงานโคโรนาเป็นผลพวงสืบเนื่องจากการดำเนินคดีอาญาต่ออดีตประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ผู้นำคนที่แล้ว โดยรัฐบาลของ ประธานาธิบดีเบนิกโน “นอยนอย” อาคีโน ที่ 3 ผู้นำคนปัจจุบัน ในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นโกงการเลือกตั้งโคโรนาซึ่งถูกกล่าวหาว่าขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ช่วยเหลืออาร์โรโยเรื่องคดีความในศาลหลายคดี รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ได้รับการแต่งตั้งจากอาร์โรโยให้เป็นประธานศาลฎีกา หลังจากอาร์โรโยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2553 ได้แค่ 2 วันอาร์โรโยประธานาธิบดีคนที่ 14 ของฟิลิปปินส์ และเป็นผู้นำ 2 สมัย สมัยแรกตอนเป็นรองประธานาธิบดี ได้ขยับเลื่อนชั้นตามรัฐธรรมนูญ หลังจากประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา ถูก “พลังประชาชนภาค 2” เดินขบวนขับไล่ จนต้องลาออกจากตำแหน่ง อาร์โรโยทำหน้าที่แทนตั้งแต่ 20 ม.ค. 2544 จนครบวาระที่เหลือในปี 2547 คราวนี้เธอลงเลือกตั้งเป็นตัวหลัก และชนะได้เป็นประธานาธิบดีเต็มภาคภูมิ และอยู่ได้ครบวาระ 6 ปี ถึง 30 มิ.ย. 2553
วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555
ธนบุรีศรีมหาสมุทร (6)
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเลิกทัพกลับจากเขมรรีบเดินทางเข้ามายังกรุงธนบุรี มาถึงทุ่งแสนแสบแถวมีนบุรี หลวงสรวิชิต (หน) ออกไปรับและแจ้งข่าวว่าการจลาจลในกรุงธนบุรีสงบแล้ว พระยาสุริยอภัยเข้าคุมสถานการณ์ได้ ท่านก็รุดเข้ามาจนถึงวัดสะแกนอกเมืองบางกอก ถือโอกาสชำระสระสรงน้ำที่สระในวัดและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายขึ้นช้างมุ่งไปยังโรงพลับพลาหน้าวัดโพธาราม ซึ่ง ณ ที่นั้นขุนนาง ท้าวนางพญานาง ทหาร พลเรือนกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรรอรับอยู่อย่างพร้อมเพรียง
พูดถึงหลวงสรวิชิตผู้นี้เป็นนักปกครองและนักการเงิน ที่สำคัญคือเป็นกวีมีความรู้ดีทั้งภาษาไทย จีน มอญ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้เป็นเจ้าพระยาพระคลัง เสนาบดีคลัง เป็นผู้กำกับดูแลการแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมเรื่องสามก๊ก ไซ่ฮั่น ราชาธิราชเป็นภาษาไทย
ส่วนวัดสะแกนั้น ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้ทรงถือเป็นศุภนิมิตว่าได้ลงอาบน้ำชำระกายที่นั่นจึงให้บูรณะเป็นพระอารามใหญ่ พระราชทานชื่อว่าวัดสระเกศสืบมาจนบัดนี้
ที่โรงพลับพลาหน้าวัดโพธิ์ พระยาสุริยอภัยได้รายงานเหตุการณ์ ท้าวทรงกันดาลเชิญสมเด็จเจ้าพระยาลงเรือพระที่นั่งข้ามแม่น้ำไปยังพระราชวังธนบุรี นมัสการพระแก้วมรกตแล้วจึงเข้าว่าราชการในท้องพระโรง ขุนนางพร้อมใจกันอัญเชิญขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินเพื่อระงับดับช่องว่างแห่งอำนาจที่เกิดขึ้น
พงศาวดารกล่าวว่าเมื่อสมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกรับการมอบราชสมบัติและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้วก็ได้ประชุมขุนนางพิจารณาชำระความผู้เกี่ยวข้องกับการก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและความบกพร่องของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในฐานะที่เป็นผู้ปกครองบ้านเมืองในขณะนั้น ความจริงสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมิได้ทรงเกี่ยวข้องกับการจลาจล หากแต่ทรงเป็น “ผู้ถูกกระทำ” จากฝ่ายพระยาสรรค์ เจ้ารามลักษณ์ รวมทั้งพระยาสุริยอภัย แต่ขุนนางเสนาพฤฒามาตย์ในเวลานั้นดูจะตั้งธงเสียแต่แรกแล้วว่าผู้ปกครองเดิมไม่อยู่ในฐานะจะดูแลรักษาบ้านเมืองได้อีกต่อไป สมควรล้มล้างเปลี่ยนแปลง
บางทีการเมืองเบื้องหลังเรื่องนี้อาจเป็นว่าคนเหล่านี้เคยได้รับความคับแค้นข้องใจจากการบริหารราชการของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เช่น ถูกลงโทษบ้าง หรือจากการใช้อำนาจของข้าราชบริพารที่แอบอิงพระราชอำนาจกลั่นแกล้งเอาบ้างก็ได้
นอกจากนั้นอาจเชื่อมโยงกับตำแหน่งแห่งหนในทางราชการซึ่งมี “คนของรัฐบาลเก่า” ครองอยู่แล้ว ถ้าไม่หาทางโยกย้ายหรือปลดผู้คนเหล่านั้นแบบล้างบางไฉนเลยคนรุ่นใหม่ซึ่งอาจมีอาวุโสสูงจะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งได้ ตำแหน่งหน้าที่ในสมัยก่อนก็เหมือนเป็นตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการทั้งหลายในกรมเวียง กรมวัง กรมคลัง กรมนา แม่ทัพนายกอง เจ้าเมือง ขุนทหารและตุลาการทั้งปวงก็เหมือนข้าราชการการเมือง ต้องเปลี่ยนผู้นำเสียก่อนจึงจะเปลี่ยนข้าราชการดังกล่าวได้
ปัญหามีอยู่ว่าจะยกเอาเหตุใดเป็นข้ออ้างให้ฟังดู “เข้าเค้า” หน่อยเพื่อสร้างความชอบธรรม “เหตุ” ที่เคยใช้มาตลอดในประวัติศาสตร์ไทยคือการไม่ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมจรรยาสัมมาปฏิบัติดังที่พระพิมลธรรมอ้างคราวยึดอำนาจจากเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ สมเด็จพระนารายณ์อ้างคราวยึดอำนาจจากสมเด็จพระเชษฐาธิราชและคราวยึดอำนาจจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา
ในที่สุดก็ได้มีมติให้จัดการสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับการจลาจลทางฝ่ายพระยาสรรค์
พงศาวดารกล่าวว่าการสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทำที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ข้างพระราชวังธนบุรี แต่การถวายพระเพลิงตามโบราณประเพณีทิ้งช่วงเวลาไว้นานหลายปี จึงเป็นช่องว่างให้เกิดความกังขาว่ามีการสำเร็จโทษจริงหรือไม่ หรือจะมีการปล่อยตัวให้ท่านหลบหนีไปอยู่ที่อื่น แต่ต้องแกล้งออกข่าวเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยว่าได้ถูกสำเร็จโทษแล้ว
พระราชโอรสธิดาบางพระองค์ในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีถูกสำเร็จโทษด้วย โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราชซึ่งเพิ่งเลิกทัพจากเขมรตามเข้ามา ครั้งแรกก็ว่าจะทรงอุปถัมภ์ชุบเลี้ยง แต่พระมหาอุปราชท่านยอมตายตามพระราชบิดา เจ้ารามลักษณ์ก็ถูกสำเร็จโทษ รวมทั้งพระยาสรรค์และขุนนางที่เป็นพรรคพวกร่วมคิดกันมาก็ถูกประหารเสียสิ้น
แม้คำพูดในเวลานั้นจะมีว่า “ตัดไม้อย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก” ซึ่งเป็นหลักในการตัดสินคดี แต่พระราชโอรสธิดาของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็มิได้ถูกสำเร็จโทษเสียหมด พระมเหสีและเจ้าจอมหม่อมพระสนม พระญาติพระวงศ์หลายพระองค์ก็ยังมีชีวิตต่อมา เพียงแต่ถูกถอดเป็นสามัญชน บางคนยังได้เข้ารับราชการจนได้ดีเป็นหมอหลวงในสมัยรัชกาลที่ 2-3 บางคนได้เป็นหม่อมห้าม (เมีย) เจ้านายในพระบรมราชวงศ์ใหม่ และมีลูกหลานเป็นเจ้า เช่น ราชสกุลกุญชร นพวงศ์ สุประดิษฐ์นั้นสืบมาจากทั้งราชวงศ์จักรีและราชวงศ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
สกุลสามัญที่มีบทบาทสำคัญในแผ่นดินและเป็นเชื้อสายสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ยังมีอีกมาก เช่น สินสุข ณ นคร อินทรกำแหง เป็นต้น
กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเป็นราชธานีต่อจากกรุงศรีอยุธยาอยู่ได้ 15 ปีก็ปิดฉากลง รัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้ย้ายราชธานีข้ามฟากมาอยู่ฝั่งบางกอก เพราะทรงเห็นว่าแม้เป็นที่ลุ่มแต่ชัยภูมิดีกว่า มีทางหนีทีไล่จากข้าศึกศัตรูหลายทาง แต่สิ่งก่อสร้าง วัดวาอารามในกรุงธนบุรีก็ยังอยู่และได้รับการทะนุบำรุงมาเป็นลำดับ เช่น พระราชวังธนบุรีก็ให้ใช้เป็นที่ประทับของพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ซึ่งต่อมาเป็นรัชกาลที่ 2 วัดหงส์รัตนาราม วัดแจ้ง วัดอินทาราม วัดระฆัง วัดพลับก็ยังคงเป็นวัดสำคัญสืบมาจนบัดนี้
วันที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเข้ากรุงธนบุรีและรับราชสมบัตินั้นเป็นวันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช 1144 เวลาบ่าย 2 โมงเศษ ตรงกับวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325
หลังจากนั้นก็ได้มีพระราชดำริให้ย้ายพระนครมาตั้งที่ฝั่งตรงข้าม มีพิธียกเสาหลักเมืองเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ เวลาย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที หรือ 06.45 น. ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325
ส่วนการปราบดาภิเษกพอเป็นสังเขปเพราะขณะนั้นยังไม่พร้อมมีขึ้นในวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช 1144 ตรงกับวันที่ 10 มิถุนายน 2325 และมีการเฉลิมพระราชมณเฑียร (ขึ้นบ้านใหม่) ในวันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2325 เมื่อการสร้างพระนครเรียบร้อยแล้วจึงมีพิธีปราบดาภิเษกเต็มตามแบบแผนโบราณราชประเพณีอีกครั้งเมื่อปีมะเส็งสัปตศก จุลศักราช 1147 ตรงกับ พ.ศ.2328
การเล่าเรื่องกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรต้องเล่าต่อเนื่องไปถึงกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอย่างนี้แหละครับ อ้อ! ขอเรียนอีกครั้งว่าที่เรียกกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเพราะเป็นชื่อทางการที่ตั้งมาอย่างนั้นตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
สถานะของกรุงธนบุรีถูกลดลงเป็นลำดับตามอนิจลักษณะที่ว่าด้วยการเกิดขึ้น การตั้งอยู่และการดับไป แต่ความที่กรุงธนบุรีอยู่ใกล้พระนครใหม่แค่นี้เอง สถานะของกรุงธนบุรีจะเป็นอะไรจึงไม่สู้จะมีใครสนใจมากนัก พระสงฆ์ฝั่งธนข้ามไปรับบาตรฝั่งกรุงเทพฯ เป็นปกติ เจ้านายกรุงเทพฯ หลายพระองค์ก็ยังคงประทับอยู่ฝั่งธน ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนก็อยู่ทางฝั่งธนเพราะมีที่ว่างมากกว่า อย่างนายบุนนาคที่ต่อมาได้เป็นเจ้าพระยามหาเสนา สมุหพระกลาโหม สมัยรัชกาลที่ 1 ก็มีที่ทางอยู่ฝั่งธน ภายหลังบุตรชายทั้งสองของท่านคือสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ และสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยจนถึงหลานปู่ของท่านซึ่งได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ก็มีที่พักถาวรอยู่ฝั่งธนบุรี เรียกกันว่า “เจ้าคุณฝั่งขะโน้น”
ในเวลาต่อมาธนบุรีได้รับการยกขึ้นเป็นจังหวัด แต่มาในระยะหลังก็ถูกผนวกเข้ากับกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง เรียกว่านครหลวงกรุงเทพธนบุรี จนกระทั่งเป็นกรุงเทพมหานครในที่สุด การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานับแต่สะพานพระราม 6 สะพานพุทธฯ สะพานกรุงธนฯ สะพานกรุงเทพฯ สะพานพระปิ่นเกล้าฯ จนถึงอีกสารพัดสะพานเปิดทางให้กรุงเทพฯ และธนบุรีเชื่อมติดต่อเหมือนเป็นเมืองเดียวกันยิ่งขึ้น เมื่อเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 ทำให้หลายคนเริ่มคิดว่ากรุงเทพมหานครจะกว้างใหญ่ไพศาลเกินไปหรือไม่กับการบริหารในลักษณะท้องถิ่นรูปแบบพิเศษภายใต้ผู้บริหารชุดเดียวและสภาท้องถิ่นชุดเดียวกันเช่นนี้
ข้อเรียกร้องที่เคยมีคนอยากให้กลับไปคงชื่อธนบุรีเป็นเมืองเอกเทศต่อไป หากอ้างแต่เหตุผลในทางประวัติศาสตร์อาจมีน้ำหนักน้อยเพราะบางกอกเคยรวมทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งกรุงเทพฯ มาก่อน แต่การบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับมือภัยธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพอาจเป็นข้อพิจารณาที่ใหญ่กว่าอย่างอื่น ซึ่งคงต้องพิจารณาข้อดีข้อเสียและความคุ้มค่าทุกสถานในการจะแยกธนบุรีออกเป็นอีกจังหวัดหรืออีกมหานครที่มีรูปแบบเป็นการปกครองท้องถิ่นพิเศษเพราะอาจบั่นทอนความเจริญของธนบุรีลงก็เป็นได้ พอดีจะร้ายจะกลายเป็น “ท้องถิ่นบ้านนอก”
ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าการพิจารณาต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาไม่ใช่เหตุผลทางการเมืองหรือการแบ่งเขตเลือกตั้ง การหาเสียง และต้องคำนึงถึงความรู้สึก ความต้องการของประชาชนควบคู่ไปด้วย
ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด พระนามสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีควรอยู่ในใจของคนไทยตลอดไป และเป็นผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในบรรดาสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทั้งหลายของไทยตราบกาลนาน.
ในเวลาต่อมาธนบุรีได้รับการยกขึ้นเป็นจังหวัด แต่มาในระยะหลังก็ถูกผนวกเข้ากับกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง เรียกว่านครหลวงกรุงเทพธนบุรี จนกระทั่งเป็นกรุงเทพมหานครในที่สุด การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานับแต่สะพานพระราม 6 สะพานพุทธฯ สะพานกรุงธนฯ สะพานกรุงเทพฯ สะพานพระปิ่นเกล้าฯ จนถึงอีกสารพัดสะพานเปิดทางให้กรุงเทพฯ และธนบุรีเชื่อมติดต่อเหมือนเป็นเมืองเดียวกันยิ่งขึ้น
วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













