หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัตนโกสินทร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัตนโกสินทร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (25)

ใดที่เกิดขึ้นแล้ววนไปเวียนมาจนกลับมาซ้ำรอยเดิมนั้นเรียกว่า “วัฏจักร”

การเมืองไทยในรอบ 60 ปีมานี้ก็ชักจะเป็นวัฏจักรคือเริ่มด้วยการยึดอำนาจซึ่งอาจเรียกชื่อต่าง ๆ กัน เช่น รัฐประหาร ปฏิวัติ การรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ การปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ตามมาด้วยการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไปพลางก่อนแล้วจัดให้มีการยกร่างฉบับถาวร การตั้งรัฐบาลและการมีสมาชิกสภาจากการแต่งตั้งโดยระหว่างนั้นยังไม่ให้มีการเลือกตั้ง เมื่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จจึงจะตามมาด้วยการเลือกตั้ง และลงเอยด้วยการตั้งรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง ต่อจากนั้นสักพักก็จะเริ่มวัฏจักรใหม่อีกรอบ

หลัง พ.ศ. 2475 เราจึงมีรัฐประหารปี 2490 การปฏิวัติปี 2494 ปี 2500 ปี 2502 ปี 2514 ปี 2519 ปี 2520 ปี 2534 และปี 2549 ส่วนที่พยายามทำแต่ไม่สำเร็จกลายเป็นขบถก็มีแทรกเป็นระยะ ๆ อีกหลายครั้ง



ความขัดแย้งทางลัทธิอุดมการณ์ระหว่างเสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ได้เปลี่ยนรูปมาเป็นการก่อการร้ายและการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ดินแดนไทยหลายแห่งถูกประกาศเป็นเขตสีชมพูหรือสีแดง หรือเขตปลดปล่อย เจ้าหน้าที่ของรัฐห้ามเข้า ฝ่ายหนึ่งตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นดำเนินการโดยมีกองกำลังติดอาวุธ ข้างฝ่ายทางการก็ประกาศใช้กฎหมายป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์จัดการแก่ผู้ต้องสงสัยหรือผู้กระทำผิดอย่างรุนแรงและเฉียบขาด

ชัยชนะของฝ่ายเรียกร้องการปลดปล่อยในลาว เขมร เวียดนามระหว่างปี 2517-2518 ทำให้สถานการณ์ในไทยไม่สู้ดีนัก หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ยุคเสรีภาพเบ่งบาน แม้ในโลกความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตจะลดลงจนกลายเป็นสงครามเย็นคือใช้วิธีโฆษณาประชาสัมพันธ์เข้าต่อสู้กันมากกว่าใช้กำลัง แต่ภายในประเทศ การต่อสู้จากฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจรัฐยังคงมีมากขึ้น จนเมื่อมีการก่อความไม่สงบและทางการเข้าปราบปรามถึงขั้นยึดอำนาจในปี 2519 มีผู้หลบหนีเข้าป่าจับอาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐกลายเป็นความแตกแยกรุนแรง

รัฐบาลยุค พล.อ.เปรมได้ออกคำสั่งยุติการปราบปรามที่รุนแรงและให้โอกาสผู้หลบหนีกลับเข้ามา “ร่วมพัฒนาชาติไทย” แรก ๆ ก็ยังระแวงกันอยู่ แต่ภายหลังก็วางอาวุธทยอยกลับมาเรียนต่อบ้าง ทำงานบ้าง เข้ารับราชการบ้าง จนหลายคนได้ก้าวหน้าถึงขั้นเป็นนายทุน เป็น ส.ส. และรัฐมนตรี จังหวะนั้นพรรคคอมมิวนิสต์ในไทยก็อ่อนแอลง ต่างชาติเริ่มลดหรืองดการสนับสนุน พอดีกับที่เกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียต การทลายกำแพงเบอร์ลินในเยอรมัน วิธีการต่อสู้กับอำนาจรัฐแบบใช้ความรุนแรงจึงไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป

สิทธิเสรีภาพและบรรยากาศประชาธิปไตยอันเนื่องมาจากการเรียกร้องชนิดเอาชีวิตเข้าแลกในปี 2516 ไม่ได้สูญเปล่า แม้จะซบเซาไปบางขณะแต่ต้องถือว่าเป็นการจุดชนวนให้ผู้คนตื่นตัวในสิทธิเสรีภาพ และเป็นการเริ่มยุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยก็ว่าได้

นับแต่สมัย พล.อ.เปรม เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นทันตาเห็นด้วยนโยบายปรองดองประการหนึ่ง นโยบายการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคประการหนึ่ง และนโยบายความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนอีกประการหนึ่ง ความเป็นรัฐบาลต่อเนื่องยาวนานถึง 8 ปี ความซื่อสัตย์สุจริตของผู้นำ และการรู้จักใช้คนตลอดจนมีคนมาให้ใช้มากหน้าหลายตาทำให้เกิดโครงการพัฒนาดี ๆ ขึ้นเป็นอันมากจนเป็นปัจจัยสำคัญที่ไทยเกิดความก้าวหน้าดังที่เริ่มมีการพูดถึงไทยในฐานะเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ด้วยซ้ำ

สมัยนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ เศรษฐกิจยังเจริญต่อมาโดยเฉพาะเมื่อผสมกับนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า การผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็ค่อนขอดว่าเศรษฐกิจโตเร็วเหมือนฟองสบู่ ซึ่งฟองสบู่มาแตกลงจริง ๆ ในสมัยรัฐบาลต่อ ๆ มา จนถึงขั้นวิกฤติหนักในปี 2540 สมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อรัฐบาลลดค่าเงินบาท ธุรกิจหลายแห่งล้มครืน เศรษฐีต้องล้มละลาย พ่อแม่ต้องเรียกลูกกลับจากนอกมาเรียนต่อในไทย หนี้สาธารณะสูงจนเราต้องกู้เงินจากกองทุนไอเอ็มเอฟ

รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาพร้อมกับชูนโยบายลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส การปฏิรูปในทุกด้านและการคิดใหม่ทำใหม่ การคิดนอกกรอบโดยมีโครงการประชานิยมเป็นเครื่องมือ ที่จริงก็ต้องยอมรับว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่างในสังคมไทย แต่ด้วยกฎเกณฑ์ที่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเข้มข้นขึ้น มีการชูหลักนิติธรรม และธรรมาภิบาลชัดเจนขึ้น นโยบายและวิธีการหลายอย่างของรัฐบาลจึงเสี่ยงและถูกจับตาดูด้วยความวิตกกังวลในความชอบด้วยกฎหมายและผลกระทบอันอาจเกิดต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศในระยะยาว


ในท่ามกลางความผันผวนและสารพันปัญหาที่รุมล้อมเข้ามาตลอด ช่วงเวลาดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลายอย่างเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางกายและใจของราษฎร ในต่างจังหวัดนั้นหลายโครงการเริ่มผลิดอกออกผลกลายเป็นความช่วยเหลือด้านแหล่งน้ำ ที่ทำกิน การพัฒนาอาชีพ เพื่อให้ราษฎรลุกขึ้นยืนหยัดช่วยตนเองได้ จากพรุอันเฉอะแฉะดินก็เปรี้ยวกลายเป็นนาข้าว จากไร่ฝิ่นบนดอยกลายเป็นสวนผลไม้ ไร่ชา และสวนครัว จากผืนดินที่แตกระแหงกลายเป็นทางผ่านของระบบชลประทาน

ในกรุงนั้น ปัญหาที่ได้รับการผ่อนคลายมีอาทิการแก้ปัญหาจราจร การตัดหรือขยายถนน การสร้างสะพาน การแก้ปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อม

ในอดีตเมื่อต้นกรุงเทพฯ นั้น พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบปัญหาทุกข์สุขของบ้านเมืองจากการฟังคำกราบบังคมทูลถวายรายงานเวลาเสด็จออกทรงว่าราชการ บางรัชกาลถึงกับเสด็จออกว่าราชการวันละสองครั้ง อีกทางหนึ่งคือทรงทราบจากการที่ต้องเสด็จฯ ไปรบทัพจับศึก ระหว่างเดินทัพย่อมทรงเห็นความเป็นไปของบ้านเมืองและผู้คนได้ว่าสุขทุกข์อย่างไร

มาสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงทราบจากการออกขุนนางและการรับฎีกาจากราษฎร สมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์เคยผนวชมาถึง 27 ปี จึงทรงรู้เห็นและฟังมามากจากชาวบ้านระดับทายกทายิกา ยังจะทรงคบค้าชาวต่างชาติและทรงอ่านจากหนังสือพิมพ์ต่างประเทศอีก ว่ากันว่าครั้งยังทรงผนวช เวลาเสด็จออกทรงรับบาตรและก่อนหลังทำวัตรเย็นนั่นแหละคือเวลาที่ราษฎรจะร้องทุกข์บ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟัง

รัชกาลที่ 5 ทรงใช้ทุกวิธี ก่อนบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เสด็จฯไปสิงคโปร์ ชวา อินเดีย หลังบรมราชาภิเษกทรงออกตรวจราชการเอง ยิ่งเมื่อมีมอเตอร์คาร์เข้ามายิ่งเป็นความสะดวกจนได้เสด็จออกไปทอดพระเนตรเห็นความผิดปกติของข้าราชการและความเดือดร้อนของราษฎรในที่ไกล ๆ และใกล้ชิด การเสด็จประพาสต้นตอนปลายรัชกาลและการเสด็จประพาสยุโรป 2 ครั้งเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้ทรงทราบปัญหาและแนวทางแก้ไข


รัชกาลปัจจุบันไม่ได้ประพาสต้น แต่ประพาสในทุกถิ่นที่ บางครั้งต้องทรงขับรถลุยน้ำฝ่าฝนไปประทับอยู่กับราษฎร กางแผนที่ชี้จุดต่าง ๆ ด้วยกันจนค่ำมืดยุงกัดยุงตอม ต้องจุดโคมหรือส่องไฟฉาย อีกทั้งยังมีผู้กราบบังคมทูลนอกระบบอีกมาก เช่น ผ่านทางฎีการ้องทุกข์และจากที่บรรดาข้าราชบริพารทั้งหลายเล่าถวาย เวลาเสด็จฯต่างจังหวัดราษฎรก็ยังจะได้กราบบังคมทูลถวายรายงานตรงไม่ต้องผ่านใครทั้งยังทรงซักถามได้อีกด้วย ความเจริญทางเทคโนโลยี สื่อมวลชนก็เป็นอีกทางที่ทำให้ทรงทราบเรื่องต่าง ๆ ได้มาก ผมเคยกราบบังคมทูลถามถึงเรื่องหนึ่งว่าทรงทราบได้อย่างไร เพราะรัฐบาลเพิ่งจะถือมาเฝ้าฯ เดี๋ยวนี้

ทรงตอบว่า เมื่อวานตื่นนอนแล้วเปิดวิทยุฟังเขาอภิปรายกันในสภา!


ขณะเดียวกันก็ยังต้องปฏิบัติภารกิจของพระราชาคือการลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายปีละนับร้อยฉบับ ทรงวินิจฉัยฎีกานักโทษและฎีกาขอความเป็นธรรมปีละหลายร้อยเรื่อง การพระราชทานปริญญาบัตร เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประดับยศทหาร ตำรวจ การรับผู้มาเฝ้าฯ ปีละหลายร้อยคณะ โดยที่ยังทรงปฏิบัติกิจที่พระมหากษัตริย์ในอดีตทรงถือเป็นกิจอันพึงกระทำมาตลอด รัชกาลนี้จึงทรงดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์เพลง ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ ทรงกีฬา ทรงงานช่าง

แม้แต่การสร้างวัดซึ่งเป็นพระราชประเพณีมานาน นอกจากวัดญาณสังวรารามและวัดพระรามเก้าซึ่งทรงสร้างใหม่ทั้งพระอารามแล้ว น้อยคนที่จะทราบว่าโปรดให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ใช้พระราชทรัพย์ทยอยซ่อมวัดเก่าที่สมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าเคยสร้างไว้แล้วให้กลับบริบูรณ์งดงามขึ้นแทนการสร้างวัดใหม่จนสำเร็จไปแล้วหลายวัดโดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินอีกด้วย

หลังบรมราชาภิเษกในปี 2493 ไม่นาน วันหนึ่งเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรพบว่าพระพุทธรูปปูนองค์ใหญ่หนาเตอะเทอะทะที่เชิญมาจากวัดพระยาไกรอันรกร้างลงและนำมาวางไว้กับพื้นในโรงหลังคาพอกันฝนไม่มีใครใส่ใจ แม้ยกให้วัดใดเชิญไปเป็นพระประธานก็ไม่มีใครอยากได้นั้น บัดนั้นปูนกะเทาะจนแตกร้าวเพราะแรงกระเทือนจากการชักลากเคลื่อนย้ายจนเห็นว่าภายใน “พระเป็นทองทั้งองค์อร่ามตา”

เมื่อกะเทาะออกจนได้ชิ้นปูน 9 ชิ้น จึงแน่ชัดว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำสมัยสุโขทัยทั้งองค์ ขนาดใหญ่ หนักประมาณ 5,000 กิโลกรัม หนังสือกินเนสส์บุ๊กลงข่าวว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ที่สุดในโลก

ประวัติพระพุทธรูปองค์นี้พิสดาร มาจากที่ใด มาได้อย่างไรไม่ปรากฏ น่าจะหล่อสมัยสุโขทัย ผู้สั่งให้หล่อต้องเป็นกษัตริย์ไม่งั้นจะเอาทองมาจากไหน ช่างต้องฝีมือเลิศไม่งั้นจะหล่อได้งามฉะนี้หรือ ต่อมาคงมีผู้หุ้มปูนไว้กันข้าศึกหลอมเอาทองไปใช้ ชาวบ้านนำลงแพล่องลงมาจนถึงบางกอก จึงชักขึ้นไว้ที่วัดพระยาไกรและได้มาอยู่วัดไตรมิตรในที่สุด วัดนี้อยู่หัวถนนเยาวราชย่านร้านทอง พระพุทธรูปก็เป็นทอง นับว่าถูกโฉลกกันดี พระราชทานนามว่า “พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร” ลองเทียบกับนามพระแก้วมรกตซึ่งรัชกาลที่ 1 พระราชทานว่า “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” มณีรัตน์แปลว่าแก้ว สุวรรณแปลว่าทองคำ นอกนั้นขึ้นต้นและลงท้ายเหมือนกัน


ถ้าพระแก้วมรกตเป็น “สิริ” ของบ้านเมืองดังที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตรัส และรัชกาลที่ 1 มีพระราชดำริว่าเป็นพระคู่บารมีเพราะทรงเป็นผู้ไปเชิญลงมาจากเวียงจันทน์ จนเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย เป็นต้นเค้าของ ชื่อกรุงว่า “รัตนโกสินทร์” แปลว่าแก้วของพระอินทร์เพราะตามตำนานว่าทำจากแก้วของพระอินทร์ พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตรซึ่งบัดนี้เชิญขึ้นประดิษฐานในพระมหามณฑปสูงใหญ่งามสง่าเป็นศรีพระนคร น่าจะเป็น “สิริ” ของบ้านเมืองและเป็นพระพุทธรูปคู่พระบารมีของรัชกาลที่ 9 เช่นกัน


ขออานุภาพแห่งพระแก้วมรกต พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตร ไม่ว่าผู้ใดจะเนรมิตขึ้นก็ตาม และพระสยามเทวาธิราชซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงสร้างขึ้น ตลอดจนอานุภาพแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าในกรุงรัตนโกสินทร์ ดวงวิญญาณแห่งบรรพชนที่ช่วยกันก่อร่างสร้างประเทศ รักษาอธิปไตย ช่วยทะนุบำรุงบ้านเมืองไทยจนเรืองรุ่งมาเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือขุนนางหรือไพร่กระยาจก ไม่ว่าเป็นนักรบ ทหารเลว ข้าราชการใหญ่น้อย พ่อค้าวาณิช กรรมกรแบกหาม นักวิชาการ นักการเมือง ชาวไร่ชาวนา ชาวบ้านร้านช่อง และไม่ว่าจะเป็น ชาวไทยหรือชาวต่างประเทศที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารหรือรับราชการจนเป็นบรรพบุรุษต้นเค้าต้นตระกูลต่าง ๆ ของคน 63 ล้านคนสืบมาถึงบัดนี้หลายหมื่นตระกูลวงศ์


จงช่วยปกปักรักษาให้ราชอาณา จักรไทยและกรุงรัตนโกสินทร์ “อมร” และยั่งยืนสืบไป-จบ-

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com
เดลินิวส์ 9 สิงหาคม 2554
----------------------
ใดที่เกิดขึ้นแล้ววนไปเวียนมาจนกลับมาซ้ำรอยเดิมนั้นเรียกว่า “วัฏจักร” เป็น สิ่งใดที่เกิดขึ้น ..... หรือ ใด ๆที่เกิดขึ้น... หรือ สิ่งที่เกิดขึ้น... หรือเปล่า?1?

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (24)

ถึงบางกอกทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งกรุงเทพฯ แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเพียงเมื่อ 230 ปีมานี้ บริเวณที่เป็นโรงพยาบาลศิริราชทุกวันนี้จะเคยเป็นสวนมังคุด สวนลิ้นจี่ บริเวณตั้งแต่ตลาดนางเลิ้งถึงสนามม้าจะเคยเป็นทุ่งนาใช้ทำพิธีแรกนาขวัญ เพียง 150 ปีมานี้กรุงเทพฯ ยังมีกำแพงเมืองล้อมรอบ ยิ่งลานพระบรมรูปทรงม้า พระที่นั่งอนันตฯ แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังเป็นป่าเป็นทุ่งนาและรกไปด้วยสัตว์ร้าย 100 ปีมานี้สี่แยกราชประสงค์ ถนนสุขุมวิท สวนลุมฯก็ยังเป็นทุ่งนาข้าวออกรวงเหลืองอร่าม

บ้านเมืองเริ่มขยายและมีชาวต่างประเทศเข้ามามากขึ้นภายหลังการลงนามในสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 จนนำไปสู่การออกโฉนดที่ดินในเวลาต่อมา กรุงเทพฯ หลังจากนั้นเริ่มมีตึกสูงและคฤหาสน์หรูหราแบบฝรั่งมากขึ้น




ราว 60 ปีมานี้ถนนวิภาวดีฯ ถนนรัชดาภิเษกยังไม่มี บริเวณนี้ยังเป็นทุ่งนา สวนผัก โคลนตมถึงเข่า ที่ดินราคาถูกแต่ไม่มีคนซื้อ แม่น้ำเจ้าพระยาตอนที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ ยังใส หน้าโรงงานสุราบางยี่ขันเป็นย่านที่ปลานับหมื่นตัวมาชุมนุมกันเพื่อดักกินส่าเหล้า ส่าน้ำตาลที่ไหลลงแม่น้ำ แม่ค้ามาจอดเรือจับขายกันตรงนั้นเอง

เดี๋ยวนี้สภาพทุ่งนาป่าดอน คลองที่บัวหลวงชูช่อบานสะพรั่ง วัดเก่า ๆ ศาลาไม้ที่ตะไคร่น้ำจับ ต้นไม้ที่เอนลงมาให้ร่มเงาคร่อมตลอดลำคลอง และสวนผลไม้อาจพอมีให้เห็นก็แถบชานกรุง แถว ๆ ตลิ่งชัน หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง แต่วันหนึ่งคงหมดไป วันนี้ใครอยากเห็นชีวิตง่าย ๆ เรียบ ๆ ก็ยังพอหาได้ถ้านั่งเรือไปตามคลองแสนแสบ คลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ ซึ่งชวนให้ชาวต่างชาติตื่นเต้นกับการนั่งเรือถ่ายรูป โบกมือทักทายเรือกาแฟ เรือก๋วยเตี๋ยว เรือขนมที่พายผ่านไป เด็ก ๆ ที่แก้ผ้ากระโดดน้ำ และสาว ๆ ที่นุ่งกระโจมอกซักผ้าอยู่
ตามแพยิ่งนัก



ชีวิตชาวกรุงวันนี้รีบร้อน เร่งรีบ และทำอะไรรวบรัดด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจชนิดปากกัดตีนถีบและแข่งกับเวลา แม้แต่จะประดิดประดอยริ้วมะปราง สลักผักผลไม้ หรือคั่วแกงพะแนงผัดอะไรที่ยุ่งยากก็ไม่นิยมกันแล้วไม่ว่าจะทำกินหรือทำขาย ขนมครกวันนี้จึงใช้กาน้ำรินแป้งหยอดลงในครก เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้กุ้งดี ๆ หายากมีแต่กุ้งเลี้ยง ไก่เลี้ยงโตเร็ว ปลาทะเลก็แช่ฟอร์มาลิน ข้าวหุงด้วยหม้อไฟฟ้าจนหาข้าวตังกินได้ยาก การอุ่นใช้เตาไมโครเวฟ การเคี่ยวใช้หม้ออัดแรงดันไอน้ำ ผักก็เต็มไปด้วยสารพิษ ยังจะมีสารตัดแต่งพันธุกรรมอีก

จากระบบตีฆ้องร้องป่าวบอกข่าวกลายมาเป็นโทรทัศน์ขาวดำเมื่อ 50 ปีเศษมานี้ และกลายมาเป็นโทรทัศน์สีในยุคหลังจนเป็นโทรทัศน์ระบบเคเบิล ระบบดาวเทียม และระบบโทรศัพท์มือถือในวันนี้ ทั้งยังจะมีโทรศัพท์ 3 จี 4 จี ที่พัฒนามาจากระบบโทรศัพท์บ้านและตะแล้บแก๊ปจนของเก่าไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป



นึกถึงถนนเมื่อแรกมีซึ่งคนบ่นกันว่าจะเอารถที่ไหนมาวิ่ง วันนี้กว้างเท่าไร ตัดเพิ่มอีกกี่สายก็ไม่พอ กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ วันนี้จึงหมดความเป็นเวนิสตะวันออก เมืองเก่าเมืองใหม่ปนกันจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร

บุญที่เรายังรักษาเอกราชไว้ได้ แต่การพูดไทยปนฝรั่ง การแสดงกิริยาประหลาด ๆขนาดแกล้งทำเป็นนอนตายแข็งทื่อตามที่สาธารณะอวดชาวบ้าน การใช้ภาษาแปลก ๆ การหลงใหลได้ปลื้มกับวัฒนธรรมต่างชาติที่ผ่านเข้ามาทางดารา ละคร และนักร้องเกาหลีจนเห็นได้ทุกเมื่อเชื่อวันทางสารพัดสื่อดังนี้ยังจะเรียกว่ารักษาความเป็นเอกราชไว้ได้จริงหรือไม่หนอ



สิ่งหนึ่งที่เป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือความคิดและค่านิยม หลายเรื่องที่เคยถูก มาวันนี้กลายเป็นผิด เช่น การมีเมียหลายคน หลายเรื่องที่เคยผิด มาวันนี้กลายเป็นถูก เช่น การกล้าแสดงความคิดคัดค้านผู้ใหญ่ การเปลี่ยนธรรมเนียมการปกครองบ้านเมือง

ครั้งรัชกาลที่ 4-5 เคยมีปัญหาทำนองนี้มาแล้วระหว่างเจ้านายและขุนนางรุ่นเก่ากับเจ้านาย ขุนนางรุ่นใหม่และนักเรียนนอกหัวสมัยใหม่ เหตุการณ์มารุนแรงขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6-7 จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 8-9 ความแตกต่างทางความคิดกลายเป็นการต่อสู้รุนแรงเรื่องลัทธิอุดมการณ์ ระหว่างเสรีนิยมกับสังคมนิยม ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ระหว่างอำนาจเป็นธรรมกับธรรมเป็นอำนาจ ราวปีพ.ศ. 2500 ยังมีคำที่คนกลุ่มหนึ่งเรียกคนอีกกลุ่มว่าพวกศักดินาหรือขวาตกขอบทั้งที่ไม่รู้ว่าศักดินาแท้จริงแปลว่าอะไรเพราะไพร่ก็ยังมีศักดินาได้ ข้างคนที่ถูกเรียกว่าศักดินาก็ตอบโต้อีกพวกบ้างว่าฝ่ายเอียงซ้ายหรือพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งวันนี้เปลี่ยนมาเรียกพวกอำมาตย์และไพร่ไปแล้ว

อันที่จริงความขัดแย้งเช่นว่านี้มีอยู่ตลอด ถ้าจะดูให้เป็นระบบจะเห็นว่าตอนต้นกรุงเทพฯ เรามีความขัดแย้งรุนแรงมากในระหว่างชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเจ้าสมัยอยุธยากับเจ้ายุคกรุงธนบุรีหรือระหว่างเจ้ายุคกรุงธนบุรีกับเจ้ายุคกรุงรัตนโกสินทร์หรือในหมู่เจ้าเมื่อต้นกรุงกันเอง ขบถเจ้าฟ้าสุพันธุวงศ์ พระราชโอรสพระเจ้าตาก และขบถวังหน้า ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทคราวพระองค์เจ้าอินทปัตก่อเหตุ ความแตกแยกความคิดระหว่างฝ่ายที่หนุนรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 หรือวิกฤติวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นตัวอย่างได้ดี

ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นกลาง เช่น ขุนนางระดับกลาง พ่อค้า นายทุน ข้าราชการหรือระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นสูง ซึ่งยาวนานจนเป็นเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน ปีพ.ศ. 2475 และยังขัดแย้งต่อเนื่องหลังจากนั้นอีกนาน

ลัทธิอุดมการณ์ ความยากจน การกดขี่ข่มเหงจากข้าราชการ การขาดแคลนที่ทำกิน การใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม การเอารัดเอาเปรียบโดยที่เจ้าหน้าที่จัดการอะไรไม่ได้ มีส่วนสำคัญทำให้ความขัดแย้งไหลลงสู่ระดับชนชั้นล่างหรือที่บางคนเรียกว่ารากหญ้าหรือรากแก้ว เช่น กรรมกร ชาวไร่ชาวนา เกษตรกร ชาวชนบท ซึ่งปกติจะสงบเงียบเรียบร้อย แต่แล้วก็กลับกล้าลุกขึ้นขัดแย้งกับชนชั้นกลาง เช่น นายทุน เจ้าของโรงงาน เจ้าของที่ดิน และข้าราชการ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ดูจะทรงเข้าพระทัยเรื่องเหล่านี้ดี จึงได้ทรงเริ่มโครงการช่วยเหลือประชาชนแบ่งเบาภาระของรัฐบาล และเพื่อให้ผู้ด้อยโอกาส คนลำบากยากจนไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งจากปัญหาที่หมักหมมมานานและลืมตาอ้าปากได้ เริ่มจากโครงการเล็ก ๆ ที่หุบกระพงเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพ ที่ทำกิน แหล่งน้ำ การเกษตร จากหุบกระพงจึงขยายไปเป็นห้วยฮ่องไคร้ คุ้งกระเบน พิกุลทอง และอื่น ๆ

โครงการเหล่านี้ขยายใหญ่ขึ้นและมีจำนวนมากขึ้นตามปัญหาของประเทศจนครอบคลุมถึงการแก้ปัญหาจราจร การแก้ปัญหาอุทกภัย โรคระบาด การสาธารณสุข การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของชาติ การศึกษา พลังงาน สิ่งแวดล้อม สมัยคอมมิวนิสต์ยังรุนแรงตามภาคอีสาน ทรงแนะให้มีการทำถนน สะพาน การพัฒนาอาชีพ การจัดที่ทำกิน และเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร จนมีคนกราบบังคมทูลถามว่าเหตุใดจึงทรงสู้กับคอมมิวนิสต์ รับสั่งว่าไม่ได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่สู้กับความยากจนต่างหาก

อีกคราวรับสั่งว่าถ้าคนยังจนก็จะไม่มีการศึกษา ถ้าขาดการศึกษาก็จะไม่รู้จักสิทธิเสรีภาพของตน และถ้าขาดสิทธิเสรีภาพก็จะไม่มีประชาธิปไตย

ที่จริงรัฐบาลเองก็ได้ทำหลายอย่างเพื่อให้ความขัดแย้งเหล่านี้ลดลงหรือหมดไป แต่จุดอ่อนคือรัฐบาลอยู่ไม่ต่อเนื่อง เวลามีน้อย ทั้งความขัดแย้งทางการเมืองภายในรัฐบาลหรือกับสภา ข้อจำกัดทางงบประมาณและบารมีที่จะผลักดันเรื่องดี ๆ อาจทำได้ยาก ยังจะมีปัญหาวาระจรของประเทศโถมทับเข้ามามากจนต้องหมดเวลา ใช้งบประมาณและม้ารถทศพลไปกับการแก้ปัญหาวาระจรเหล่านั้น

ที่จริงในการแก้ปัญหาการเมืองการปกครองถ้าใช้หลักธรรมาภิบาล ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงและในการแก้ปัญหาสังคมใช้หลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ตามแนวทางที่พระราชทานไว้ก็น่าจะคลี่คลายปัญหาและความขัดแย้งไปได้เป็นอันมาก

ทุกวันนี้ปัญหาที่เคยรุนแรงในอดีตลดลงมากแล้ว เช่น ปัญหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ แม้แต่ปัญหาความยากจนก็ลดลงได้มาก แต่ท่ามกลางความผันแปรของกระแสโลก ปัญหาเก่าหลายอย่างก็ยังคงอยู่ ปัญหาใหม่หลายเรื่องก็ประดังเข้ามา จะโทษว่าเป็นปัญหาของสังคมเมืองและผลกระทบจากการพัฒนาทางวัตถุและทางเทคโนโลยีก็ได้ สมัยร้อยปีเศษมานี้เมื่อเริ่มมีเครื่องจักรไอน้ำและเครื่องทุ่นแรง โรงงานหลายแห่งต้องโละคนงานออกเพราะหันมาใช้เครื่องจักร วันนี้ความเจริญทางเทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเช่นกัน ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน
แม้คนทุกวันนี้จะสะดวกสบายขึ้นและชื่นชมกับระบบทางด่วนลอยฟ้า รถใต้ดิน ระบบ 3 จี 4 จี อินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ นาโนเทคโนโลยี แต่ก็ยังถวิลหาความรื่นรมย์จากไม้ดอกไม้ใบ อากาศที่ปลอดโปร่ง ชีวิตที่สงบสุขและมีความเป็นส่วนตัว ความเป็นธรรม มีการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และระบอบการปกครองที่เสียงส่วนใหญ่เป็นใหญ่ เราจึงเรียกร้องหาการปฏิรูปกฎหมาย การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ และการสาธารณสุข

กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์วันนี้ไม่ได้จำกัดตีวงอยู่แค่พระมหานครดังเมื่อ 100-200 ปีก่อนแล้ว แต่เป็นราชอาณาจักรไทยทั้งประเทศ กรุงเทพฯจึงไม่ใช่ประเทศไทย หากเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย กรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบันย่อมหมายถึงประเทศไทยทั้งหมดโดยนับรวมดินแดนที่เคยได้มา และตัดดินแดนที่เราต้องสูญเสียไปออก ซึ่งถ้าจะรักษาไว้ให้ “อมร” คืออายุยืนยาวนานด้วยความมั่นคงวัฒนาสถาพรก็ต้องรักษาไว้ทั้งหมดทุกตารางนิ้วและดูแลผู้คนทั้ง 63 ล้านคนบนผืนแผ่นดินนี้

คำว่า “มั่นคง” นั้นทุกวันนี้ชอบใช้กันมากในความหมายว่า “ยั่งยืน” มาจากภาษาอังกฤษว่า sustainable คือได้อยู่ ได้กิน ได้ใช้ ได้อาศัยไปนาน อย่างเช่น การพัฒนาที่ดีต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่สร้างความเจริญแต่ผู้คนได้รับผลกระทบ กลายเป็นเสียอย่างได้อย่าง แทนที่จะเป็นน้ำบ่อทรายได้ใช้ประโยชน์นาน ๆ กลับเป็นไฟไหม้ฟาง วูบเดียวก็ดับ แทนที่จะเก็บห่านในนิทานไว้รอกินไข่ทุกวัน กลับฆ่าห่านหวังเอาไข่ในท้อง ลงท้ายห่านตาย ไข่ก็ไม่ได้กิน

อมรจึงคงไม่ได้แปลว่าอมตะคือไม่ตาย เพราะตามหลักอนิจลักษณะท่านก็บอกว่าทุกสิ่งย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป แต่อมรควรแปลว่ายั่งยืน ทำให้เราได้อยู่ ได้กิน ได้ใช้ ได้อาศัย ได้พึ่งพาไปนาน

อมรรัตนโกสินทร์จึงเป็นเมืองของพระแก้วมรกตที่ยั่งยืน ไม่ว่าด้านการพัฒนาทางวัตถุหรือทางจิตใจ ไม่ว่าในด้านความสวยงามหรือความทันสมัย ไม่ว่าในสายตาชาวไทยหรือชาวต่างชาติ

กรุงศรีอยุธยาอยู่มาได้ 417 ปี ไม่ “อมร” กรุงธนบุรีอยู่มาได้ 15 ปีก็ไม่ “อมร” วันนี้กรุงเทพมหานครอยู่มาได้ 229 ปี จะอมรเพียงใดก็อยู่ที่คนไทยทั้งหลาย อย่างที่จารึกไว้ที่ฐานพระพุทธรูป ภปร ว่า ชาติไทยดำรงความเป็นไทยมาได้ก็ด้วยความสามัคคี.

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (23)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2489 แต่เพราะยังไม่ได้ราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีจึงเป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ไปก่อน จนกระทั่งเสด็จกลับมาถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 8 และทรงราชาภิเษกสมรสกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร โหรจึงได้คำนวณพระฤกษ์ให้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493

พระราชพิธีนี้มีมาแต่โบราณตามคัมภีร์พราหมณ์ รัชกาลที่ 1 ให้ศึกษาตำราพิธีเก่าแล้วกำหนดขึ้นเป็นคู่มือใช้สืบมา ทั้งยังโปรดให้จัดทำเครื่องใช้ต่าง ๆ ในพิธีอีกด้วย เช่น พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ไชยศรี พระราชบัลลังก์


รัชกาลที่ 9 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทำพิธีบรมราชาภิเษกในระบอบการปกครองใหม่นับแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ได้โปรดฯ ให้ยึดการทำพิธีครั้งสุดท้ายสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นหลัก แต่ให้ย่อลงเหลือเท่าที่จำเป็น และให้ผสมผสานกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยให้มาก

วันที่ 5 พฤษภาคม 2493 เสด็จออกสรงน้ำมูรธาภิเษกซึ่งเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งน้ำทุกจังหวัดในประเทศไทย แต่ละจังหวัดควรปักป้ายบอกว่าที่ตรงนี้เคยส่งน้ำเข้าไปในพิธีบรมราชาภิเษก หลายแห่งตื้นเขินสกปรกควรขุดลอกและจัดการให้สะอาด
เสร็จแล้วเปลี่ยนฉลองพระองค์เสด็จเข้าไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณประทับเหนือพระแท่นไม้มะเดื่อ 8 เหลี่ยม (หมายถึงทิศทั้ง 8)

ชื่อพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทรงเลือกหันหน้าสู่ทิศบูรพาตามที่โหรให้ทรงเลือก


มีคำอธิบายว่าถ้าเลือกทิศนี้ประโยชน์สุขจะตกแก่ราษฎร แล้วทรงขยับไปทีละเหลี่ยมทีละทิศ เดิมพราหมณ์และราชบัณฑิตจะเข้าไปถวายน้ำอภิเษก แต่คราวนี้โปรดฯ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเป็นผู้ถวายน้ำในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย

พระแท่นอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ปักเศวตฉัตรนี้ต่อมาเป็นพระราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาล และโปรดฯ ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหลายใช้เป็นตรามหาวิทยาลัย

ต่อจากนั้นเสด็จขึ้นประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ ซึ่งเป็นเก้าอี้เงินมีพนักสร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4 หัวหน้าพราหมณ์เข้าไปร่ายมนต์เชิญพระผู้เป็นเจ้าลงมาสถิตในพระองค์ และถวายราชสมบัติได้แก่เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค สิบสองท้องพระคลัง ทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาสวม บัดนั้นทรงเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยบริบูรณ์

หัวหน้าพราหมณ์กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการซึ่งตรัสตอบว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” แล้วเสด็จออกมหาสมาคมให้พระบรมวงศานุวงศ์

คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการเข้าเฝ้าฯ เสด็จไปทรงปฏิญาณพระองค์ที่วัดพระแก้วแสดงความเป็นพุทธมามกะ

พิธีอื่น ๆ ที่ตามมาคือการสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี การให้ทูตานุทูตเฝ้าฯ และการประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน 1 ราตรี เอาฤกษ์ว่าขึ้นบ้านใหม่แล้ว

หลังจากนั้นพระราชกรณียกิจและพระราชภาระต่าง ๆ ก็ตามมาไม่รู้หมดรู้สิ้น แม้จนวันที่ยังประชวรเช่นในขณะนี้

การเมืองของประเทศในช่วงนั้นมิได้เรียบร้อยนัก ก่อนหน้านั้นมีขบถวังหลวงเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ศิษย์ของนายปรีดี พนมยงค์รวมตัวกันเข้ายึดบางส่วนของพระบรมมหาราชวัง รัฐบาลเข้าปราบปราม ยิงปืนเข้าไปจนประตูวังเสียหาย มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ราษฎรในละแวกนั้นต้องอพยพจ้าละหวั่น รัฐบาลชนะ

ช่วงนั้นเราได้รัฐธรรมนูญที่ทันสมัยมากมาฉบับหนึ่งใน พ.ศ. 2492 สาเหตุเกิดจากประชาชนไม่พอใจรัฐบาลหาว่าเป็นมรดกมาจากการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2490 และเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ รัฐบาลจึงแก้รัฐธรรมนูญให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใน พ.ศ. 2491 เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นอันพอคลายวิกฤติไปได้

วิธีแก้ปัญหาแบบนี้เคยย้อนกลับมาใช้อีกหนใน พ.ศ. 2538
เมื่อประชาชนหาว่ารัฐธรรมนูญเป็นมรดก ร.ส.ช. และเรียกร้องการปฏิรูปการเมือง รัฐบาลนายกฯ บรรหารจึงแก้รัฐธรรมนูญให้มีการจัดตั้งสภาร่าง
รัฐธรรมนูญจนได้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 มา ดู ๆ ไปแล้วการเมืองก็วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้แหละครับ

เรื่องใหญ่อีกเรื่องในคราวนั้นคือขบถแมนฮัตตัน ทหารเรือจำนวนหนึ่งจี้และจับนายกฯ จอมพล ป.พิบูลสงครามในขณะทำพิธีรับมอบเรือแมนฮัตตันจากสหรัฐอเมริกา แล้วนำตัวท่านลงเรือรบศรีอยุธยาแล่นออกไป รัฐบาลให้เครื่องบินกองทัพอากาศถล่มจนเรือศรีอยุธยาล่ม จอมพล ป.ว่ายน้ำขึ้นบกได้ไม่มีอันตรายใด ๆ ท่านจอมพลนี่ก็กระดูกเหล็ก จริง ๆ เคยถูกลอบยิง ลอบวางยาพิษ และถล่มเรือจนล่ม แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง

จอมพล ป.เป็นนายกฯ หนนั้นอยู่ยาวร่วมสิบปีจน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเขียนเรื่องสามก๊กตอนโจโฉ นายกฯ ตลอดกาล ใครได้อ่านเป็นอันต้องยิ้มเพราะโจโฉเวอร์ชั่นหม่อมน้องดูยังไงก็เหมือนจอมพลแปลก!

ปี 2500 มีการเลือกตั้งกึ่งพุทธกาลซึ่งมีเรื่องทุจริตฉาวโฉ่เกิดขึ้นมากมาย แม้พรรครัฐบาลของจอมพล ป.จะชนะแต่คนก็ประท้วงจนจอมพลสฤษดิ์เข้ายึดอำนาจ จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ อีกสองปีต่อมา จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจอีกหนแล้วเข้าเป็นนายกฯ เสียเองจนถึงอสัญกรรมในตำแหน่ง



ชั่วดีมีจนอย่างไรจอมพลสฤษดิ์ก็ทำประโยชน์ไว้หลายอย่างโดยเฉพาะการ กระจายความเจริญจากกรุงเทพมหานครไปสู่จังหวัดอื่น ๆ เช่น พัฒนาเชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ในภาคเหนือ ขอนแก่นเป็นเมืองใหญ่ในอีสาน สงขลาเป็นเมืองใหญ่ในภาคใต้ มีการตัดถนนหนทาง สร้างมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด พัฒนาทั้งแรงงานคนและวัตถุ อาชญากรรมก็ลดลงเพราะรัฐบาลปราบปรามเด็ดขาด

จุดอ่อนของจอมพลสฤษดิ์คือไม่ให้มีการเลือกตั้งจนกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ และรัฐบาลสามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จลงโทษคนโดยไม่ต้องขึ้นศาลอันขัดต่อหลักนิติธรรม หลังอสัญกรรมยังมีข่าวฉาวโฉ่เกี่ยวกับการทุจริต และการใช้ชีวิตส่วนตัวเป็นจอมพลนักรักอีกด้วย

เมืองไทยมักเป็นอย่างนี้เสมอ พอได้คนที่ทำงานดี มีวิสัยทัศน์ มีภาวะผู้นำ ก็จะเจอข้อหาเผด็จการและทุจริต พอสัตย์ซื่อจิตใจเป็นประชาธิปไตยก็ทำงานไม่เป็น หรือเป็นก็ไม่ได้ดังใจประชาชน หรือมีเวลาน้อยไป



จอมพลถนอมเป็นนายกฯ คนต่อมา การร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จลง มีการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 12 ปี ครั้งนั้นแหละที่หนุ่มเอวบางจากเมืองตรังชื่อชวน หลีกภัยเดินเข้าสภาได้เป็น ส.ส.ครั้งแรก

ปี 2514 จอมพลถนอมยึดอำนาจแล้วใช้อำนาจปกครองประเทศอยู่ร่วมปี หลังจากนั้นก็เริ่มร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยยังไม่ให้มีการเลือกตั้ง พ.ศ. 2515 มีการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ที่ 3 ของไทย ปี 2516 มีการประท้วงรัฐบาลเรียกร้องรัฐธรรมนูญจนฝ่ายรัฐบาลเข้าปราบปรามรุนแรง ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก เรียกว่าเหตุการณ์ 14 ตุลามหาวิปโยค รัฐบาลลาออก นายสัญญา ธรรมศักดิ์ องคมนตรีและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตประธานศาลฎีกาฉายาเปาบุ้นจิ้นของไทยได้เป็นนายกรัฐมนตรี ภารกิจคือเร่งร่างรัฐธรรมนูญ และฟื้นฟูความสงบของประเทศ

สงครามอุดมการณ์ระหว่างประชา ธิปไตยกับสังคมนิยมตั้งแต่ระดับอ่อนจนแก่ขนาดคอมมิวนิสต์มีมาก่อนนั้นร่วม 40 ปีแล้วจนเกิดเป็นสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามในเขมร ลาว และยุโรปตะวันออกแต่ชัยชนะของฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม ลาว เขมรในเวลานั้นทำให้เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงว่าฤๅจะเป็นอย่างทฤษฎีโดมิโนที่ว่าไพ่ตัวหนึ่งล้มจะผลักให้ไพ่ตัวต่อ ๆ ไปล้มตามจนหมดสำรับ



หลังใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2517 การเมืองไทยยุ่งยากด้วยเสรีภาพ การประท้วง และการก่อความไม่สงบจากหลายฝ่าย มีการเปลี่ยนรัฐบาลจากชุด ม.ร.ว.เสนีย์ เป็น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์แล้วกลับมาเป็น ม.ร.ว.เสนีย์อีกหน ในที่สุดก็เกิดการยึดอำนาจในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อีก 1 ปีต่อมาก็มีการยึดอำนาจอีกและได้พลเอกเกรียกศักดิ์เป็น นายกฯ หลังเลือกตั้งท่านยังเป็นนายกฯ ต่อแล้วจึงลาออก พลเอกเปรม นายทหารผู้มีประวัติความซื่อสัตย์ สมถะ และจงรักภักดีได้เป็นนายกฯ ต่อมาอีกนานจนผ่านการยุบสภาถึง 3 ครั้ง พลเอกชาติชาย ทายาทจอมพลผิน หัวหน้าคณะรัฐประหารครั้ง พ.ศ. 2490 ได้เป็นนายกฯ คนถัดไป

เมื่อมีการยึดอำนาจใน พ.ศ. 2534 โดยคณะ ร.ส.ช. นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนักการทูตหัวก้าวหน้าผู้ผันมาเป็นนักธุรกิจได้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้งได้พลเอกสุจินดา อดีต ผบ.ทบ.เป็นนายกฯ แต่เผชิญกับการต่อต้านจนเกิดการปะทะกับประชาชนถึงขั้นล้มตายกลายเป็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อท่านลาออก นายกฯ อานันท์ได้กลับมาอีกครั้ง

เมื่อเลือกตั้งใหม่เราก็ได้นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และนายกฯ ชวนอีกหน ทยอยมาเป็นนายกฯ หลังจากนั้นเป็นยุคของเศรษฐีหมื่นล้านชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทำลายสถิติว่าเป็นหัวหน้าพรรคใหม่แต่โตเร็ว อยู่จนครบวาระและยังจะได้รับเลือกตั้งอีกรอบจนเสียงท่วมท้นกว่าเดิม กระทั่งเกิดการยึดอำนาจในปี 2549

ปี 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวครองราชย์ได้ 60 ปี นานที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน พระราชาธิบดีหรือผู้แทนทั่วโลกมาร่วมงาน

ชื่อกรุงเทพมหานคร อมรรัตน โกสินทร์เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้นในโลกนับแต่นั้น และยังเป็นที่รู้จักติดริมฝีปากผู้คนต่อมาอีกหลายปีด้วยวิกฤติการเมืองที่เกิดแทบทุกวันจนวันนี้ก็ยังหาทางออกไม่ได้.

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (22)

กรุงเทพมหานครยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ “โพสต์ วอร์” ผ่านมาถึงบัดนี้ (พ.ศ.2554) 65 ปีแล้ว จัดว่าเป็นยุคใหม่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในทุก ๆ ด้าน ชนิดที่คนรุ่นเก่าครั้งรัชกาลที่ 1-8 นึกไม่ถึง

กรุงเทพมหานครเองเปลี่ยนจากสภาพการเป็นบางกอก เรือกสวนไร่นาริมน้ำท้องทุ่งเวิ้งว้างป่าช้าและดงสารพัดสัตว์ ครั้งอยุธยาและธนบุรีกลายมาเป็นกรุงใหม่มีค่ายคูประตูหอรบ มีคลองคูเมือง (หน้ากระทรวงมหาดไทย) เป็นแนวกั้นกรุงชั้นใน คลองรอบกรุง (ตรงสะพานผ่านฟ้า) เป็นแนวกั้นกรุงชั้นนอก ในสมัยต้นกรุงเทพฯ มีกำแพงพระนครเปิดเช้าปิดเย็น ภายในกรุงมีคลองขุดเชื่อมกันเป็นตาราง มีวัง วัด และชุมชนต่าง ๆ ตามเผ่าพันธุ์ เช่น บ้านญวน บ้านเขมร บ้านมอญ สำเพ็ง และชุมชนตามอาชีพ เช่น บ้านหม้อ บ้านบาตร บ้านดอกไม้ บ้านโอ่งอ่าง





ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการตัดถนน ขุดคลองเพิ่มเพื่อขยายแนวกั้นกรุงให้กว้างออกไป เช่น คลองผดุงกรุงเกษม และสร้างถนน สะพานเพิ่มในสมัยรัชกาลที่ 5 กำแพงเมืองบางส่วนถูกทลายเป็นเหตุให้เมืองขยายออกไปถึงทุ่งวัวลำพอง (หัวลำโพง) ทุ่งส้มป่อย (สวนดุสิต) บ้านอีเลิ้ง (นางเลิ้ง) ทุ่งศาลาแดง (ราชดำริ) ตึกรามบ้านช่องแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นทั่วไป ชาวบ้านนิยมย้ายออกไปอยู่นอกเขตพระนครเดิมเพราะที่ดินราคาถูก อากาศดี ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ใครจะไปอยู่ไกลเพียงใดการคมนาคมก็ไม่เป็นปัญหา





รถเมล์ เรือเมล์ และรถยนต์เริ่มเปิดบริการและมีใช้ทั่วไป คูคลองต่าง ๆ ก็ยังใช้สัญจรได้ราวกับ “เวนิสแห่งตะวันออก” วันนี้กำแพงพระนครไม่เหลือร่องรอยให้เห็น ถนนหนทางตัดเชื่อมและทะลุแทบทุกแห่ง ตรอกซอกซอยเข้าไปถึงแทบทุกย่าน คลองถูกถมจนคนรุ่นใหม่เดาไม่ถูกว่าถนนสายนี้เคยเป็นคลองออกแม่น้ำเจ้าพระยาได้

คหบดีที่เคยไปซื้อที่ดินนอกกรุงไว้ผืนละร้อย ๆ ไร่ในราคาแสนถูกร่ำรวยไปตาม ๆ กันเมื่อถนนสุขุมวิท รัชดาภิเษก วิภาวดีฯ บรมราชชนนี เกษตร-นวมินทร์ เพชรเกษม พหลโยธินตัดผ่าน




นายเลิศหรือพระยาภักดีนรเศรษฐผู้เริ่มกิจการโรงน้ำแข็ง ห้างสรรพสินค้า รถเมล์ขาว เรือเมล์ขาว ซื้อที่ดินกลางทุ่งไว้ผืนใหญ่ ปลูกต้นไม้ทำเป็นปาร์คสมัยรัชกาลที่ 6 เรียกว่า “ปาร์คนายเลิศ” ให้ฝรั่งและคนไทยมามอร์นิ่งวอล์ก ชมนกชมไม้ คราวแบ่งที่ดินตอนหน้าขายให้สถานทูตอังกฤษก็ขายเพียงตารางวาละ “บาท” จนลือกันลั่นว่าเจ้าคุณภักดีฯ ได้ไปหลาย รวยนักหนา ต่อมาถนนสุขุมวิทตัดผ่าน วันนี้สถานทูตอังกฤษแบ่งขายอีกทีให้ทำห้างสรรพสินค้าได้ราคาตารางวาละ “หลายแสนบาท”

ผู้คนในกรุงเทพมหานครสมัยรัชกาลที่ 1 มีเป็นหลักหมื่น มาเพิ่มเป็นหลักแสนในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อต่างเชื่อมั่นว่าเมืองนี้ “อมร” คืออยู่ยืนไม่ล่มอีกแล้ว ชาวต่างชาติโดยเฉพาะแรงงานจีนก็เข้ามามากขึ้นเพื่อรับจ้างขุดคลอง ทำโรงงาน เป็นช่าง และค้าขาย หลายคนตั้งตัวได้มีหลานเหลนเจ้าสัวมาจนทุกวันนี้

สมัยรัชกาลที่ 5-6 ราษฎรเพิ่มเป็นหลักล้าน เพราะกรุงเทพฯ เป็นชุมทางการติดต่อกับราชการ ชุมทางการค้าขายทุกชนิด และชุมทางคมนาคม การสร้างสถานีรถไฟหัวลำโพง การมีรถไฟ การขุดอุโมงค์ลอดถ้ำขุนตาลในภาคเหนือ การเปิดเดินรถไฟสายใต้ การเริ่มกิจการไปรษณีย์ โทรเลข ท่าอากาศยาน ทำให้พระมหานครแผ่กว้างไกลไปมาถึงกันได้สะดวก



สมัยรัชกาลที่ 7-8 จำนวนราษฎรยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองลงเพราะภัยสงครามและเศรษฐกิจโลก คนยากจนเริ่มอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองพร้อม ๆ กับที่คนเมืองอพยพหนีภัยออกไปอยู่ต่างจังหวัด สลัมหรือชุมชนแออัดเริ่มเกิดขึ้นตามที่วัด ที่ของทางราชการ ที่รกร้างว่างเปล่าและเกิดการรุกล้ำลำคลอง

หลังสงคราม ความเจริญเติบโตของเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ไร้ระเบียบ ใครใคร่สร้างก็สร้าง โรงงานที่ส่งเสียงหนวกหูปล่อยควันและน้ำเสียผุดขึ้นกลางกรุงและริมแม่น้ำ อาคารเก่าแก่ถูกรื้อถอนเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินให้คุ้มค่า วังเจ้านายและบ้านเศรษฐีถ้าไม่ขายยกหลังก็ตัดที่ติดถนนแบ่งขายหรือให้เช่าโดยก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ แม้วัดเองก็ต้องทำอย่างเดียวกันเพื่อความอยู่รอด ถนนที่ตัดครั้งรัชกาลที่ 4 และร้องกันว่ากว้างนักหนาจะเอารถที่ไหนมาวิ่งเริ่มคับแคบจนต้องรื้อและเลิกรถราง ทุบวงเวียน รื้อสะพาน ขยายช่องทางจราจร โค่นต้นไม้ ถมคลอง




กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองเจริญมากแห่งหนึ่งในเอเชีย แต่รถติด น้ำเสีย ยุงชุม อาชญากรรมมาก เรียกว่าโตน่ะโตอยู่หรอก แต่โตแบบข้ามาคนเดียว ไม่มีชานเมืองหรือเมืองบริวารมาแบ่งรับไปบ้าง เมืองอื่นในราชอาณาจักร เช่น เชียงใหม่ โคราช ภูเก็ต หาดใหญ่ก็ไม่โตอย่างนี้

วันนี้ราษฎรเพิ่มขึ้นเป็น 6-8 ล้านคน ทั้งยังมีประชากรแฝงคือทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด แต่เข้ามาทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับบ้าง กลับอาทิตย์ละหนบ้าง ไม่มีทะเบียนบ้านบ้างอีกเกือบเท่าตัว ยังจะมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอีกไม่รู้เท่าไร คนเหล่านี้ใช้บริการสาธารณะพวกรถเมล์ เรือเมล์ โรงเรียน โรงพยาบาลในกรุงร่วมกัน

สิ่งที่ตามมาติด ๆ คือเรื่องการทรุดตัวของแผ่นดิน การตื้นเขินของคูคลองต่าง ๆ ปัญหาน้ำท่วมขัง พอเจอฝนพันปีเข้าบ้านเมืองก็เป็นอัมพาต ความสกปรก รกรุงรังของอาคารบ้านเรือน แผ่นป้ายโฆษณา การเกิดอัคคีภัย การขาดความเขียวขจีของต้นหมากรากไม้จนไม่มีใครเชื่อว่าที่นี่เคยเป็น “บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน” และความสกปรกของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งครั้งหนึ่งใสจนเห็นปลาแหวกว่ายและสะอาดดุจจะดื่มกินได้



สภาพเช่นนี้เป็นธรรมดาของการที่เมืองหลวง เมืองท่า เมืองพาณิชย์ เมืองราชการ เมืองการศึกษามาอยู่รวมกันจากกรุงเทพมหานครก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 จนเป็นมณฑลกรุงเทพพระมหานครมีอาณาเขตครอบคลุมธนบุรีและบางส่วนของนนทบุรี สมุทรปราการ ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีกระทรวงนครบาลรับผิดชอบแยกต่างหากจากกระทรวงมหาดไทย แล้วกลับมาเป็นจังหวัดพระนครอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 6-7-8 ในขณะที่ธนบุรีแยกไปเป็นอีกจังหวัด มาถึงสมัยหลังได้เป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี แล้วเปลี่ยนเป็นกรุงเทพมหานครในบัดนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง

การพัฒนากรุงเทพมหานครที่เกิดในระยะ 50 ปีมานี้จึงเป็นการกระจายความเจริญออกไปสู่ภูมิภาคไม่ให้กรุงเทพ มหานคร ชายชราอายุร่วม 230 ปีนี้ต้องแบกรับทั้งปัญหาการจราจร ภัยธรรมชาติ อาชญากรรม โรคภัยไข้เจ็บ โรงงาน บ้านจัดสรรแต่ผู้เดียว จอมพลสฤษดิ์ เริ่มด้วยการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นในส่วนภูมิภาค ต่อมามีการสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่สมุทรปราการ ขยายท่าเรือไปอยู่ที่แหลมฉบัง มีการตัดถนนวงแหวนรอบกรุง สร้างสะพานลอย รถไฟฟ้า รถใต้ดิน ทางด่วน โทลล์เวย์ กำหนดพื้นที่ให้มีต้นไม้แซมบ้าง

ตลาดนัดสนามหลวงก็ถูกย้ายออกไปอยู่สวนจตุจักรและพัฒนาเป็นตลาดสี่มุมเมือง มีการสร้างสวนสาธารณะให้เป็นปอดของชาวกรุงเทพมหานครหลายแห่ง นอกเหนือจากสวนลุมพินีสมัยรัชกาลที่ 6 และมีการย้ายส่วนราชการออกไปอยู่ที่ชานเมือง

ที่สำคัญคือมีการตั้งคณะกรรมการโครงการกรุงรัตนโกสินทร์เพื่อดูแลการใช้พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในหรือที่เคยเรียกว่าเกาะรัตนโกสินทร์ แต่คงเป็นเพราะคณะกรรมการที่มีอำนาจดูแลเฉพาะการใช้พื้นที่ของส่วนราชการจึงติดขัดอำนาจทางกฎหมายที่จะดำเนินการต่อภาคเอกชน ขณะเดียวกันความคิดจะให้บริเวณนี้เป็น “โอลด์ ทาวน์” อย่างในเมืองนอกเป็นพื้นที่สีเขียว ไม่มีอาคารร้านค้าของราษฎรทำให้เกิดการต่อต้าน

ความคิดใหม่จึงมีว่าที่ดินทุกวันนี้ราคาแพง ทั้งที่ดินก็มีน้อยลง วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรจึงน่าจะระคนปนไปกับเมืองเก่าหรือโอลด์ ทาวน์ได้ ยังจะดูเป็นสีสันแต่งแต้มให้เมืองเก่ามีชีวิตชีวาอีกด้วย เช่น มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายหนังสือปนไปกับวัด วัง คลอง เมืองเก่าไม่จำเป็นจะต้องมีแค่วัด วัง กำแพงพังๆ โบสถ์ทึมๆ เท่านั้น ปัญหาคือจะผสมผสานให้เข้ากันอย่างไร

การฉลองกรุงเทพมหานครครบ 200 ปี เมื่อ พ.ศ. 2525 เป็นจุดเปลี่ยนแปลงหนึ่งของกรุงเทพมหานคร มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามครั้งใหญ่ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเป็นประธาน บูรณะศาลหลักเมืองโดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงเป็นประธาน มีการรื้อโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทยที่ผ่านฟ้า เปิดให้ผู้คนได้เห็นโลหะปราสาทวัดราชนัดดารามอันตระการตา

คำว่า “กรุงรัตนโกสินทร์” เริ่มใช้ติดปากมานับแต่การฉลองกรุงคราวนั้นบรรพชนของเราคงปลื้มปีติหาน้อยไม่ถ้ารู้ว่านับแต่วันที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกรับราชสมบัติปราบดาภิเษกเป็นรัชกาลที่ 1 และทรงย้ายเมืองหลวงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาอยู่ที่ฝั่งกรุงเทพฯ ทรงลงหลักเมืองและเริ่มพระมหาราชธานีใหม่ใน พ.ศ. 2325 นั้น เจริญอายุมาได้ถึง 100 ปี ได้ทันฉลองกันในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 200 ปีได้ทันฉลองในสมัยรัชกาลที่ 9

หลัง พ.ศ. 2489 นอกจากความเปลี่ยนแปลงดังว่ามาแล้ว การเมืองการปกครองก็เปลี่ยนไปมาก เราเริ่มมีรัฐธรรมนูญใช้ถี่ขึ้น เปลี่ยนรัฐบาลบ่อยขึ้น คนไทยต้องคุ้นกับคำว่า “รัฐประหาร” “ปฏิวัติ” “การรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” “การปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” และ “แอ่นแอ๊น”

ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทำให้สภาพจิตใจคนว้าเหว่ สลดหดหู่ และเหมือนขาดที่พึ่งพา รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่โดยตรงก็เปลี่ยนบ่อย มาเร็วไปเร็ว การเอารัดเอาเปรียบทุจริต คดโกงชักจะมีมากขึ้นในแทบทุกวงการ ค่านิยมที่เคยเห็นเป็นของไม่ดีกลับกลายเป็นความนิยมทำกัน แถมภัยจากการเมืองนอกประเทศและลัทธิบางอย่างแทรกซึมเข้ามาในท่ามกลางช่องว่างเหล่านี้อีกด้วย จนคิดกันว่าเราอาจล้มครืนตามกันไปเหมือนเกมโดมิโน ผลักนิดเดียวก็ล้ม

คนจะจมน้ำจึงคว้าทั้งนั้นไม่ว่าหยวกกล้วยหรือเรือแพคราวนี้ก็อยู่ที่บทบาทของพระมหากษัตริย์ซึ่งเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ประกาศกันว่าทรงอยู่ใต้กฎหมายและไม่ต้องทรงรับผิดชอบปัญหาบ้านเมืองอีกต่อไป แต่เมื่อความทุกข์ของผู้คนที่รอความช่วยเหลือเป็นที่ประจักษ์อยู่ดังนี้ จะทรงทำสถานใดในเมื่อราษฎรร้องตะโกนจนเสียงลอดเข้าไปถึงในรถยนต์พระที่นั่งว่า

“ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน”.

“ผู้คนในกรุงเทพมหานครสมัยรัชกาลที่ 1 มีเป็นหลักหมื่น มาเพิ่มเป็นหลักแสนในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อต่างเชื่อมั่นว่าเมืองนี้ “อมร” คืออยู่ยืนไม่ล่มอีกแล้ว ชาวต่างชาติโดยเฉพาะแรงงานจีนก็เข้ามามากขึ้นเพื่อรับจ้างขุดคลอง ทำโรงงาน เป็นช่าง และค้าขาย หลายคนตั้งตัวได้มีหลานเหลนเจ้าสัวมาจนทุกวันนี้”

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (21)

ระหว่างสงคราม ผู้ใหญ่สมัยนั้นหลายคนดูเหตุบ้านการเมืองแล้วกินไม่ได้นอนไม่หลับเอาจริง ๆ เกรงว่าฤๅถึงทีกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์จะมาถึงกาลอวสานเสียแล้วหรือไร

ไหนจะความแตกแยกร้าวฉานทางการเมือง ขนาดผู้นำในคณะราษฎรเองก็ยังขัดแย้งกัน ไหนจะวิกฤติเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง ไหนเครื่องบินสัมพันธมิตรจะมาทิ้งระเบิด เสียง “หวอ” เตือนภัยให้คนรีบหลบลงหลุมหลบภัยมันกรีดหัวใจนัก โรงเรียนต้องปิด ผู้ปกครอง ครู นักเรียนต้องอพยพไปอยู่ต่างจังหวัด ยิ่งถ้าสงครามยุติแล้วหากเราอยู่ในฝ่ายแพ้จะทำอย่างไร

อะไรก็ไม่เท่ากับการเสียขวัญและกำลังใจ เราไม่เคยเห็นพระเจ้าแผ่นดินสละราชสมบัติแล้วไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองจนสวรรคตที่นั่น ในหลวงพระองค์ใหม่ก็ทรงพระเยาว์นัก ครั้นเสด็จกลับมาให้พอได้ชื่นใจก็มาด่วนสวรรคตลงอีกอย่างกะทันหัน พอสงครามยุติ เราอยู่ในฝ่ายแพ้จริง ๆ ด้วย และเคยเห็นมาแล้วว่าหลายฝ่ายที่ชนะสงครามทำอย่างไรกับฝ่ายแพ้สงคราม




แต่อะไรที่ว่าร้ายคงไม่ร้ายตลอดไปถ้าใช้สติ ปัญญา และความสามัคคีทั้งของผู้นำและคนในชาติ สามอย่างนี้แหละที่รวมกันเป็นพระสยามเทวาธิราชที่ช่วยคุ้มภัยหรือปัดเป่าจนเหตุร้ายกลายเป็นปกติ ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก เราก็เคยนึกว่าจะเสียบ้านสูญเมืองโงหัวไม่ขึ้นแล้ว กลับมีคนกล้าอย่างพระยาตากขึ้นมากู้บ้านเมืองได้ ครั้งรัชกาลที่ 1 พม่ายกทัพใหญ่มาถึง 9 ทัพ เรามีกำลังแค่หยิบมือ เขามีเป็นแสน แต่เราก็รอดมาได้



ครั้งรัชกาลที่ 5 ยุโรปต้องการจะมายึดบ้านยึดเมืองเราจริง ๆ เพราะเขายึดมาแล้วตั้งแต่จีน อินเดีย พม่า ลาว เขมร เวียดนาม มลายู จนถึงฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จนเราคิดว่าคงเสียเมืองแน่แล้ว แต่เราก็รอดมาได้

สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติในคราวนั้น เราแปลงวิกฤติหลายอย่างให้เป็นโอกาส เริ่มจากการกราบบังคมทูลเชิญรัชกาลที่ 8 เสด็จกลับมาร่วมในการปลดอาวุธซึ่งกลายเป็นว่ากองทหารนานาชาติต้องสวนสนามถวายความเคารพที่ถนนราชดำเนิน การประกาศว่าสถานะสงครามระหว่างไทยกับอังกฤษและอเมริกาเป็นโมฆะ การเจรจาคืนดินแดนที่ยึดมาครั้งสงคราม การจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามบางส่วน การดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดฐานอาชญากรรมสงคราม และการใช้ประโยชน์จากขบวนการเสรีไทยว่าคนไทยไม่ได้ฝักใฝ่สงครามไปเสียหมด รวมความคือในที่สุดเราก็รอดมาได้ไม่ถึงขนาดเสียบ้านสูญเมือง

อ้อ! ในระหว่างสงคราม เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ขนาดหน้าพระรูปน้ำยังแค่อก ชาวบ้านต้องลอยเรือกัน อีกคราว รัฐบาลคิดจะย้ายเมืองหลวงไปอยู่เพชรบูรณ์จนเริ่มขนย้ายกันไปแล้ว แต่ลงท้ายสภาไม่อนุมัติ รัฐบาลต้องลาออก ก่อนหน้านั้นเป็นช่วงเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย และมาลานำไทยไปสู่อำนาจ รัฐบาลส่งเสริมให้ไทยเป็นอารยะด้วยการยกเลิกบรรดาศักดิ์ ให้ผัวจูบเมียก่อนไปทำงาน ให้ผู้หญิงสวมหมวก ให้เลิกกินหมากขนาดโค่นต้นหมากต้นพลูทิ้ง



ชื่อคนต้องให้รู้ว่าเป็นชายหรือหญิง อาจารย์ผมชื่อ ดร.สายหยุด แสงอุทัย ต้องเปลี่ยนเป็นหยุด แสงอุทัย ชื่อประเทศ เพลงชาติ วันขึ้นปีใหม่ก็เปลี่ยน สรรพนามให้ใช้ฉัน-เธอหรือท่านให้หมด นิยายสมัยนั้นตอนเมียโกรธผัวต้องชี้หน้าว่า “ท่านจงออกจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้” ดูเหมือนพอผัวจะขนของย้ายไปต้องเข้ามาหอมแก้มเมียตามรัฐนิยมด้วย!

เมื่อรัชกาลที่ 8 เสด็จกลับเมืองไทยในปี 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ก็พ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัฐบาลเสนอให้ทรงแต่งตั้งเป็นรัฐบุรุษมีหน้าที่ให้คำปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไป และต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่เมื่อเกิดกรณีสวรรคตก็ได้ขอลาออก ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 ซึ่งเพิ่งร่างใหม่และเสร็จลงพอดี พระราชกรณียกิจสำคัญประการหนึ่งคือการเสด็จเยี่ยมชุมชนชาวจีนที่สำเพ็ง



สำเพ็งเป็นย่านชาวจีนมาตั้งแต่ต้นกรุงเทพฯ ยังเถียงกันว่าทำไมจึงเรียกสำเพ็ง บางคนว่ามาจากภาษาจีนว่า “ซาเพ้ง” แต่ที่แน่คือตั้งตามชื่อวัดสำเพ็งซึ่งอยู่แถวนั้น (วัดปทุมคงคา) เป็นแหล่งทำมาค้าขายของสดของแห้ง เมื่อมีตลาดชาวจีนอีกแห่งแถวหัวลำโพง สำเพ็งจึงมีชื่อว่าตลาดใหญ่ ส่วนอีกแห่งชื่อตลาดน้อยหลังสงครามจีนเป็นฝ่ายชนะญี่ปุ่น พ่อค้าชาวจีนดีใจและ “คึกคัก” เห็นได้ชัด แทบทุกบ้านแขวนรูปผู้นำจีน ยิ่งไทยกลายเป็นฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่นซึ่งแพ้สงคราม ชาวจีนหลายคนก็ชักไม่ค่อยฟังรัฐบาล จนเกิดขบวนการกระด้างกระเดื่อง รัชกาลที่ 8 และสมเด็จพระราชอนุชาจึงเสด็จฯ เยี่ยมชาวจีนที่สำเพ็งซึ่งเป็นครั้งแรกที่ในหลวงไทยเสด็จฯสำเพ็งไปตามตรอกแคบๆ ภาพอัศจรรย์คือชาวจีนทุกร้านรวงตั้งแถวรับเสด็จและตั้งโต๊ะหมู่บูชาหน้าร้าน หลายบ้านปูผ้า โรยทรายรองพระบาทแล้วเก็บขึ้นหิ้งบูชา ไทยจีนกลับมาสามัคคีกันใหม่ตั้งแต่นั้o

เร็ว ๆ นี้เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ช่างเข้าไปวาดภาพฝาผนังที่พุทธรัตนสถานในพระบรมมหาราชวัง ทรงกำหนดให้วาดภาพหนึ่งเป็นเหตุการณ์คราวเสด็จฯ สำเพ็ง ช่างวาดไปตามภาพถ่ายแต่ทรงให้แก้ไขรายละเอียดใหม่ตามที่ทรงจำได้และยังประทับพระราชหฤทัย ทรงแนะแม้กระทั่งว่าใครแต่งตัวอย่างไรสีอะไร ร้านนั้นชื่ออะไรขายอะไร ส่วนใดที่ไม่ทรง แน่พระทัยก็รับสั่งว่า “ให้ไปถามคุณอุเทน เตชะไพบูลย์ เพราะยืนอยู่ตรงนั้น” ตอนนั้นคุณอุเทนยังมีชีวิตอยู่ หลังสวรรคต รัฐบาลได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระราชอนุชา สมเด็จเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชสมบัติตามกฎมณเฑียรบาลและตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัชกาลที่ 8 ยังไม่อภิเษกสมรส เมื่อทรงรับแล้วรัฐบาลได้เสนอรัฐสภาลงมติเห็นชอบ เป็นอันว่าเริ่มรัชกาลที่ 9 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489



เคยทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า สถาน การณ์ในประเทศเวลานั้นน่าวิตก แต่แรกทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะรับราชสมบัติเพื่อให้เกิดความกระจ่างในคดีสวรรคตจนถึงการถวายพระเพลิงพระบรมศพ แต่เมื่อวันจะเสด็จฯ จากประเทศไทยกลับไปทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ มีชาวบ้านตะโกนที่ท้องสนามหลวงขณะที่รถพระที่นั่งผ่านไปว่า “ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน” จึงได้ทรงคิดว่าภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่และหนักอึ้งยังรอพระองค์อยู่ คนไทยยังต้องการในหลวงโปรดให้เครื่องบินพระที่นั่งวนรอบกรุง เพื่อทอดพระเนตรบ้านเมืองของพระองค์ ชาวไทยที่อยู่ข้างล่างโบกมือส่งเสด็จ หลายคนน้ำตาอาบแก้ม ไม่มีใคร รู้ว่าจะได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับมาอีกหรือไม่



รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบ สวนกรณีสวรรคต โดยตั้งประเด็นว่าอาจเป็นการปลงพระชนม์เองหรืออุบัติเหตุหรือมีผู้ปลงพระชนม์ ต่อมาได้จับตัวผู้ต้องรับผิดชอบได้ 3 คน และดำเนินคดีจนศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิต

แม้รัชกาลที่ 8 ยังมิได้ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี แต่ในทางกฎหมายถือว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ ครั้งแรกทางการให้ออกพระนามาภิไธยว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล บัดนี้รัชกาลปัจจุบันได้ถวายพระนามาภิไธยใหม่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระอัฐมรามาธิบดินทรฯ

รัชกาลที่ 9 เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2489 แต่ก็ยังไม่ได้เข้าพิธีบรมราชาภิเษกเพราะต้องเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ เดิมเคยทรงศึกษาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ แต่เมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงเปลี่ยนไปศึกษาวิชาการปกครองและกฎหมายต่อมาได้ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร พระธิดา ม.จ.นักขัตรมงคล และม.ล.บัว ราชทูตไทยในฝรั่งเศสได้มาถวายพยาบาล ม.จ.นักขัตร มงคลเป็นพระโอรสของกรมพระจันทบุรี นฤนาถ อดีตเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ พระราชโอรสรัชกาลที่ 5 ส่วนม.ล.บัว เกิดในราชสกุลสนิทวงศ์ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากรัชกาลที่ 2 พระนามภูมิพลอดุลยเดชนั้น รัชกาลที่ 7 ทรงตั้งพระราชทานแปลว่า “กำลังของแผ่นดิน” ครั้งแรกสะกดภูมิพลอดุลเดช แต่อยู่มาก็สะกดเป็น “อดุลยเดช” ม.จ.นักขัตรมงคล เคยเป็นราชองครักษ์รัชกาลที่ 7 ม.ล.บัว เคยเป็นนางพระกำนัลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

เมื่อรักษาพระองค์เป็นปกติแล้ว พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงหมั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์และได้เสด็จกลับมาถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 8 ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษกและราชาภิเษกสมรสกับพระคู่หมั้น ม.ร.ว. สิริกิติ์ ใน พ.ศ. 2493 หลังจากนั้นได้เสด็จกลับไปสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง
คงจำสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาได้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นพระอัครมเหสีชั้นพระบรมราชเทวี ในสมัยรัชกาลที่ 6 และ 7 ทรงเป็นพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า (ป้า) ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 8 และ 9 ทรงเป็นพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (ย่า) ประทับที่วังสระปทุม ทรงมีพระคุณูปการหลายอย่างต่อการสาธารณสุข การศึกษา และการสังคมสงเคราะห์ ปีนี้รัฐบาลเสนอพระนามต่อยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในด้านเหล่านี้ ได้สวรรคตลงใน พ.ศ. 2498 พระชนมายุ 93 พรรษา จัดว่าเป็นเจ้านายพระชนมายุยืนพระองค์หนึ่งในพระราชวงศ์ คือ เป็นสมเด็จ 6แผ่นดิน มีการถวายพระเพลิงที่พระเมรุท้องสนามหลวง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวชใน พ.ศ. 2499 หลังจากนั้นจึงได้เริ่ม พระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ต่อเนื่องมาตลอดเป็นผลให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อ ยอดไปจากที่พระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้ทรงเริ่มไว้ในอดีตตามควรแก่พระราชสถานะในระบอบการปกครองใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่อง ร่วมสมัยจึงน่าจะได้ยินกันบ่อยและรู้กันดีอยู่แล้ว แต่เมื่อว่ามามากแล้วก็ต้องว่าต่อไปให้สมบูรณ์ เพราะกรุงเทพมหานครจะ “อมรรัตนโกสินทร์” หรือไม่ ก็อยู่ที่บ้านเมือง รัฐบาล และผู้คนร่วมสมัยทุกวันนี้แหละครับ!.

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวชใน พ.ศ.2499 หลังจากนั้นจึงได้เริ่ม พระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ต่อเนื่องมาตลอดเป็นผลให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อยอดไปจากที่พระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้ทรงเริ่มไว้ในอดีต”

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (20)


เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 7 ยังอยู่ในราชสมบัตินั้น แม้จะไม่มีพระราชโอรสธิดา แต่จะปักใจว่าเจ้านายพระองค์ใดได้รับราชสมบัติต่อไปยังเป็นเรื่องไม่ชัดเจนนัก เพราะตามกฎมณเฑียรบาลที่รัชกาลที่ 6 ทรงตราขึ้น พระมหากษัตริย์อาจทรงยกเจ้านายพระองค์ใดเป็นรัชทายาทก็ได้

ก่อน พ.ศ. 2472 มีผู้เข้าใจอยู่บ้างว่าถ้าพูดถึงเจ้านายที่มีพระอำนาจก็ต้องเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ฯ พระราชโอรสรัชกาลที่ 5 ประสูติจากพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี แต่ถ้าว่าถึงเจ้านายที่อยู่ในลำดับสูงตามชั้นพระยศพระราชชนนีและควรรับราชสมบัติก็ต้องเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ พระราชโอรสรัชกาลที่ 5 ประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (สูงกว่าพระราชเทวี)

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ สิ้นพระชนม์ในปีพ.ศ. 2472



เมื่อเจ้าชายวิลเลียมแห่งอังกฤษเสกสมรสกับเคท มิดเดิลตัน สื่อประโคมข่าวครึกโครมว่าอังกฤษจัดลำดับผู้สืบราชสันตติวงศ์ให้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระราชโอรสของควีนเอลิซาเบธอยู่ในลำดับที่ 1 เจ้าชายวิลเลียม พระโอรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์อยู่ในลำดับที่ 2 เจ้าชายแฮรี่ พระอนุชาของเจ้าชายวิลเลียมอยู่ในลำดับที่ 3 แต่ถ้าเจ้าชายวิลเลียมและพระชายามีพระโอรสหรือแม้แต่พระธิดาก็จะแทรกเข้ามาอยู่ในลำดับที่ 3 แล้วเลื่อนเจ้าชายแฮรี่ออกไป

ทางฝ่ายไทยเอง กระทรวงมุรธาธรหรือกระทรวงวังก็เคยจัดทำบัญชีทำนองนี้ไว้เงียบ ๆ ว่า ถ้ารัชกาลที่ 7 ไม่ทรงตั้งผู้ใดเป็นรัชทายาท ราชสมบัติจะเคลื่อนไปตามสายแห่งชั้นพระยศของพระมเหสีในรัชกาลที่ 5 เริ่มจากสายพระบรมราชินีนาถ (ปีพ.ศ. 2472 หมดสายแล้ว) พระบรมราชเทวี (สายสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา) พระราชเทวี (สายพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี) พระอัครชายาเธอ (สายพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ) และสายเจ้าจอมพระสนมต่าง ๆ ตามลำดับ

ถ้าพระราชโอรสแต่ละสายสิ้น พระชนม์แล้ว ให้ตกทอดลงไปยังพระโอรสของพระราชโอรสนั้นในแต่สะสายที่ประสูติจากพระชายาเอกอีกทอดหนึ่ง ตามนัยนี้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระโอรสสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์และหม่อมสังวาลย์ พระชายาเอกจึงกลายเป็นผู้อยู่ในลำดับที่ 1 หลังพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ในปีพ.ศ. 2472

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลาฯ หม่อมสังวาลย์ได้นำพระธิดาและพระโอรสสองพระองค์ไปประทับที่สวิตเซอร์แลนด์ เพราะอากาศที่สวิสน่าจะเหมาะแก่พระสุขภาพของพระองค์เจ้าอานันทมหิดล นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่สงบเงียบ เป็น
กลาง จึงไม่มีความเสี่ยงใด ๆ

เมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติและทรงสละพระราชอำนาจที่จะระบุเจ้านายพระองค์ใดให้รับราชสมบัติใน พ.ศ.2477 ความชัดเจนก็เกิดขึ้นทันทีว่าตามลำดับผู้มีสิทธิแล้ว ราชบัลลังก์ย่อมตกแก่พระโอรสพระองค์ใหญ่ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลาฯ ในสายสมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า (พระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวีในรัชกาลที่ 5)

ที่จริงรัชกาลที่ 7 ได้เคยตรัสแก่ผู้แทนรัฐบาลที่ไปเฝ้าฯ ที่อังกฤษเหมือนกันว่า เมื่อหมดสายสมเด็จพระพันปีหลวง (พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) แล้ว ควรข้ามไปที่สายสมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า (ป้า) เมื่อสิ้นทูลกระหม่อมแดง (กรมหลวงสงขลาฯ) ในสายนั้นก็ควรลงไปที่โอรสของท่านคือพระองค์เจ้าอานันทมหิดล ปัญหามีอยู่เพียงว่า 1. พระองค์เจ้าอานันทมหิดลมีพระชนมายุเพียง 9 ชันษา จะเป็นปัญหาไหม 2. พระชนนีคือหม่อมสังวาลย์ สมเด็จพระพันวัสสา (ย่า) และพระองค์เจ้าอานันทมหิดลเองจะทรงยอมรับไหม 3. ต้องเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบ สภาจะเห็นชอบไหม

ปัญหาอื่นดูจะหมดไป เช่น เรื่องพระชนมายุน้อยก็พอจะตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ เรื่องสภาก็อยู่ที่รัฐบาลจะดำเนินการ เหลือแต่ว่าจะทรงรับเป็นไหม ในกรณีนี้ความเห็นของหม่อมสังวาลย์ดูจะสำคัญที่สุด

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะผู้ก่อการได้ขอให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ฯ เสด็จออกไปประทับนอกประเทศ เพราะเห็นว่าทรงเป็นเจ้านายผู้ใหญ่สูงสุดที่มีอยู่ มีกำลังสนับสนุนมากทั้งทหารและพลเรือน เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของบุคคลในคณะราษฎร นับว่ามีพระอำนาจมากจนเป็นที่ครั่นคร้าม ทั้งที่ความจริงแล้วทรงเป็นเจ้านายที่ประนีประนอม สุขุมรอบคอบและรักชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ฯ ได้เสด็จไปประทับที่บันดง เกาะชวาจนสิ้นพระชนม์ที่นั่น แต่ต้องไม่ลืมว่าด้วยความที่ทรงเป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในสายสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี จึงทรงอยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิสืบราชสันตติวงศ์ด้วยในลำดับที่ 3 ต่อจากพระองค์เจ้าอานันทมหิดล และพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งอยู่ในสายสมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า

คนสมัยนั้นวิตกอยู่เหมือนกันว่าถ้าหม่อมสังวาลย์ปฏิเสธไม่ยอมให้พระองค์เจ้าอานันทมหิดลรับราชสมบัติ ซึ่งย่อมแปลว่าพระโอรสอีกพระองค์คือพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดชจะปฏิเสธด้วย อนาคตประเทศสยามจะเป็นอย่างไรต่อไป

ข้อที่ว่าถ้ากระนั้นก็ให้ไปตกอยู่ที่ผู้มีสิทธิลำดับถัดไปคือสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ฯ ก็ดูจะเป็นไปได้ยากเพราะเพิ่งทรงถูกรัฐบาล “เนรเทศ” ให้ไปประทับที่ชวาจึงเป็นเรื่องแปลกหากรัฐบาลจะกล้าทูลเชิญเสด็จกลับมาครองราชย์

ที่จริงรัฐบาลอาจไม่ได้คิดอะไรมาก และอาจมีทางออกอื่นในใจอยู่แล้ว เพราะลำดับที่ 4 คือ พระโอรสกรมพระนครสวรรค์ฯ ลำดับที่ 5-6 และ 7 เป็นสายพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วยังมีพระโอรส 3 พระองค์ลงไปอีกทอดคือพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ฯ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฯ และพระองค์เจ้าอนุสรณ์ฯ

วันที่ผู้แทนรัฐบาลไปเฝ้าพระองค์เจ้าอานันทมหิดลที่โลซาน จึงเป็นวันที่คนไทยจับตาดูด้วยความระทึกใจว่าจะเกิดวิกฤติราชบัลลังก์หรือไม่ สมเด็จพระพันวัสสาฯ นั้นตรัสแล้วว่า “สุดแต่แม่เขา”

ในที่สุดหม่อมสังวาลย์ได้ยอมตอบรับด้วยความโล่งอกของทุกฝ่าย วิกฤติราชบัลลังก์คลี่คลายแล้ว เงื่อนไขมีเพียงว่าแม้จะทรงรับราชสมบัติแต่ขอให้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงศึกษาเล่าเรียนต่อไปในต่างประเทศ โดยดำรงพระชนม์อย่างเรียบง่ายดังเดิม และรัฐบาลอย่าได้รบกวนพระองค์ท่านมากนัก

ไทยได้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 แล้ว พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าอานันทมหิดล ประสูติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2468 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่เมืองไฮเด็นเบิร์กประเทศเยอรมนี เพราะพระราชบิดาทรงศึกษาอยู่ที่นั่น รัชกาลที่ 6 พระราชทานชื่อแปลว่า “ผู้เป็นที่รักที่พอใจของแผ่นดิน” มีพระพี่นาง 1 พระองค์คือพระองค์เจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มีพระราชอนุชา 1 พระองค์คือพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อแรกทรงศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แล้วจึงเสด็จไปประทับที่สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างนั้นมหาสงครามโลกได้เกิดขึ้นแล้วในยุโรป แม้สวิตเซอร์แลนด์จะเป็นกลางแต่ก็ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ น้ำมันขาดแคลน อาหารขาด แคลน ต้องใช้บัตรปันส่วน ทางรัฐบาลได้จัดเจ้าหน้าที่ไปประจำตามพระเกียรติ แต่ทุกคนก็ได้รับผลกระทบกันทั่ว

ก่อนสงครามจะรุนแรงเคยเสด็จกลับมาประเทศสยามช่วงสั้น ๆ ครั้งหนึ่ง แล้วเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ พอติดสงครามก็ประทับอยู่ยาว ได้ทรงศึกษาปริญญาเอกทางกฎหมาย เมื่อสงครามสงบจึงได้เสด็จกลับประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2488 พร้อมพระราชอนุชาและพระราชชนนี

บัดนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญวัยเป็นหนุ่มพระชนมพรรษา 20 พรรษา พระรูปพระโฉมงดงาม พระราชจริยวัตรอัธยาศัยละมุนละไมเป็นที่ชื่นชมแก่คนไทยทั้งปวง

ในช่วงเวลาแห่งรัชสมัยนั้น คนไทยประสบกับภัยแห่งมหาสงครามอยู่มาก การเมืองภายในประเทศก็ยุ่งเหยิง มีการตั้งศาลพิเศษเล่นงานศัตรูทางการเมือง และจับกุมเจ้านาย บุคคลสำคัญไปดำเนินคดี ขณะนั้นทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกและไทยยอมวางอาวุธ เครื่องบินสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดแทบทุกวัน เพราะเราเลือกอยู่ฝ่ายญี่ปุ่น “ร่วมวงศ์ไพบูลย์” กัน รัฐบาลเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็น 1 มกราคม ออกประกาศรัฐนิยมหลายเรื่องรวมทั้งแก้ไขภาษาไทย รัฐบาลเปลี่ยนมาเป็นคณะจอมพล ป. นายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และนายปรีดี พนมยงค์

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีหลายชุด จนกระทั่งมาเป็นนายปรีดี พนมยงค์ แต่ผู้เดียว คณะคนไทยที่รักชาติจำนวนหนึ่งจัดตั้งขบวนการเสรีไทยทำงานกู้ชาติใต้ดิน คนไทยหวาดผวาว้าเหว่ไม่รู้ว่าลงท้ายญี่ปุ่นจะชนะหรือแพ้สงคราม ถ้าแพ้แล้วไทยจะอยู่อย่างไร เพราะเราไปเกาะติดญี่ปุ่นเสียแล้ว

ปลายปีพ.ศ. 2488 อเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่นจนญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ สงครามโลกสงบ ประเทศที่ชนะสงครามจะยาตราเข้ามาปลดอาวุธในไทยแต่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของไทย รัฐบาลจึงกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จกลับมาร่วมพิธีด้วย เรียกว่าปลด
ร่วมกัน

การเสด็จนิวัติพระนครคราวนั้นมีเวลาไม่นานนัก ในเดือนมิถุนายน 2489 จะเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อและทำวิทยานิพนธ์ให้จบแล้วจึงเสด็จกลับมาเป็นการถาวร

แต่ไม่กี่วันก่อนเสด็จกลับ ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2489 ชาวไทยต้องตกตะลึงสุดขีดและวิปโยคสุดแสนจะบรรยายเมื่อทราบว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลยุวกษัตริย์พระชนมพรรษา 20 พรรษา ต้องพระแสงปืนสวรรคตที่ชั้นสอง พระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง

ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์มืดมิดอีกครั้ง พระเจ้าแผ่นดินมาสวรรคตลงในเวลาที่ชะตากรรมไทยยังไม่แน่ชัดว่านานาชาติที่ชนะสงครามจะปฏิบัติต่อเราอย่างไร เศรษฐกิจกำลังตกต่ำ เงินเฟ้อ คนว่างงาน จิตใจคนไทยในยามนั้นน่าจะเหมือนเมื่อกรุงแตก หัวใจแทบจะแหลกสลาย

หลายคนรวมทั้งสื่อมวลชนมองหน้าแล้วถามกันเองว่า “แล้วเราจะรอดไหมเนี่ย”.


วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (19)

ก่อนปี 2475 เรื่องราวของประเทศไทยคือเรื่องราวของกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ เมืองอื่น ๆ เป็นเพียงตัวประกอบ และเรื่องราวของกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ก็คือเรื่องราวของพระมหากษัตริย์เป็นหลัก อย่างที่รัชกาลที่ 1 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่าอันพระนครทั้งหลายก็เหมือนกับกายสังขารกษัตริย์คือจิตวิญญาณเป็นประธานแก่ร่างและอินทรีย์

แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 แม้ความเจริญจะยังไม่ไหลเทไปยังต่างจังหวัด ก็นับว่าทุกแห่งมีความสำคัญ การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรจากทุกจังหวัดทำให้คนไทยได้รู้ว่าปัตตานี นราธิวาส ระนอง เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของไทย ทั้งตัวละครที่เปลี่ยนหน้ามาเล่นในยุคใหม่นี้ไม่ใช่เจ้าพระยา หรือกรมหลวงกรมขุนอะไรอีกแล้ว แต่เป็นครู เป็นชาวนา เป็นกรรมกร เป็นพ่อค้า เป็นข้าราชการชั้นตรี ทหารยศนายสิบ เพราะอาจได้รับเลือกเป็น ส.ส. และสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ออกกฎหมายได้ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีเสียเองก็ได้

พระมหากษัตริย์นั้นทรงลดบทบาทลงมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญซึ่งถูกยกให้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแทน อำนาจในการปกครองและบริหารราชการแผ่นดินไปตกอยู่แก่คณะรัฐบาล แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังทรงมีพระราชอำนาจทางสังคมที่สะสมมาแต่พระราชบรรพบุรุษ บางคนถือว่าถึงอย่างไรก็ทรงเป็นเทวราชา ถ้าไม่มีบุญ ไฉนจะได้เป็น บางคนถือว่าทรงเป็นธรรมราชา ถึงจะลดพระราชอำนาจลงแต่ก็ยังทรงไว้ซึ่งพระราชคุณธรรมซึ่งหาไม่ได้จากนักการเมือง

ความผูกพันระหว่างคนไทยกับพระมหากษัตริย์หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองยังคงแยกกันไม่ออก เพราะเคยรัก เคยเคารพ เคยเห็นพระคุณของท่าน พี่ท่าน พ่อท่าน ปู่ท่าน ทวดท่านอย่างไรก็ยังทำอย่างนั้นเพราะได้สัมผัสมาแล้วกว่า 150 ปี


หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนไทยทั่วไปมิได้คิดว่าพระราชสถานะของรัชกาลที่ 7 แตกต่างไปจากเดิมเท่าใดนัก หลายเรื่องที่รัฐบาลเป็นผู้ทำ เช่น การแต่งตั้งข้าราชการ สภาเป็นผู้ทำ เช่น การออกกฎหมาย หรือศาลเป็นผู้ทำ เช่น การพิพากษาคดีก็ยังต้องอาศัยพระราชลัญจกร พระปรมาภิไธย หรือพระบรมราชโองการอยู่ดี

แต่ความสัมพันธ์กันเองระหว่างคนภายในรัฐบาลไม่ดีนัก แม้แต่ระหว่างรัฐบาลหรือนักการเมือง ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามามีอำนาจกับพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่สู้ดีนัก การกระทบกระทั่งเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ตั้งแต่เรื่องที่รัฐบาลถูกมองว่าไม่ได้ถวายพระเกียรติยศเท่าที่ควร การปฏิบัติที่รุนแรงต่อพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ เช่น กรมพระนครสวรรค์ฯ ซึ่งต้องเสด็จไปประทับที่ต่างประเทศ และยังมีการปล่อยให้เกิดการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์หลายครั้งจนถึงขนาดทรงถูกฟ้องร้องในศาล

ต่อมายังกระทบไปถึงงานในหน้าที่หรือพระราชเกียรติยศ เช่น เมื่อไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติบางฉบับ แต่รัฐสภาก็มีมติยืนยันจนต้องนำออกประกาศใช้โดยไม่มีพระปรมาภิไธย

ความกดดันทั้งหมดมาลงที่พระเจ้า อยู่หัว ไม่ว่าความกดดันจากพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่อาจทรงดูแลพระราชวงศ์ให้พ้นภัยได้ ความกดดันจากประชาชน ซึ่งต้องการที่พึ่งที่อาศัย อย่างสมัยก่อน แต่ก็ทรงถูกจำกัดพระราชอำนาจเสียแล้ว และความกดดันจาก พระสุขภาพอนามัยที่เบียดเบียนมาแต่ทรงพระเยาว์

ในการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 เป็นไปตามฤกษ์ที่พระธรรมวโรดม วัดสระเกศคำนวณ ท่านเป็นโหรใหญ่ เป็นอุปัชฌาย์ของสมเด็จเกี่ยว ต่อมาได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช

วันเสด็จพระราชดำเนินที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญ แม้จะทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์เต็มพระอิสริยยศแต่รับสั่งว่าไม่ต้องถวายพระมหาสังวาลที่รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้น และให้ชักพระแท่นมนังคศิลาของพ่อขุนรามคำแหงออก ตรัสว่าเมื่อรักษาของท่านไว้ไม่ได้ก็ไม่ควรใช้ของท่าน เมื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญ เจ้าพระยาพิชัยญาติ (ดั่น บุนนาค) ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นเป็นผู้เข้าไปรับ

หลายปีต่อมามีผู้กราบบังคมทูลถามถึงการทรงฉลองพระองค์ยิ่งใหญ่ครั้งนั้น ตรัสว่าเมื่อแรกที่ทรงบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์อย่างนี้คือเมื่อทรงรับราชสมบัติอันเป็นการถวายอำนาจมาให้พระองค์ทรงใช้ บัดนี้จึงทรงบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์นั้นเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อส่งต่อพระราชอำนาจกลับคืนสู่ราษฎรให้ไปปกครองกันเอง

ใครอยากเห็นว่าฉลองพระองค์นี้เป็นอย่างไรดูได้จากพระบรมราชานุสาวรีย์ที่หน้าอาคารรัฐสภา

ความจริงหลายเรื่องจะโทษคณะราษฎรก็ไม่ได้ ในภาพรวมต้องยกประโยชน์ให้ว่าคณะบุคคลกลุ่มนี้มีเจตนาดีที่จะเห็นบ้านเมืองมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางเป็นประชาธิปไตย ทั้งมีความกล้าหาญเสี่ยงตายไม่ใช่เล่น และเวลานั้นก็เป็น กระแสของโลกด้วย (หลวงประดิษฐ์ฯ จึงเสนอให้เรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้นว่า “การอภิวัฒน์”) แนวพระราช ดำริที่ว่าจะพระราชทานรัฐธรรมนูญและการปกครองตนเองแก่ราษฎรก็ใช่ว่าจะรับรู้กันในสมัยนั้น สถานะทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำอันเป็นมรดกตกทอดจากสมัยราชาธิปไตย ตลอดจนการกดขี่ข่มเหงราษฎรจากระบบเจ้าขุนมูลนายก็ยังคงมีอยู่จริง เหตุเหล่านี้เป็นตัวเร่งความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น

คณะราษฎรประกอบด้วยบุคคลที่ต่างภูมิหลัง ต่างความคิด ต่างวิธีการ แม้เป้าหมายตอนแรกจะตรงกัน แต่พอได้อำนาจแล้วก็เกิดความขัดแย้งกันเอง อันดูจะเป็นธรรมดาของการยึดอำนาจทั่วโลกเพราะอำนาจไม่เข้าใครออกใคร หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ดร.ปรีดี พนมยงค์) นักกฎหมายจากฝรั่งเศสผู้ปราดเปรื่องดูจะเป็นนักเปลี่ยนแปลงคนสำคัญที่สุด แต่พรรคพวกและสังคมก็ยังตามไม่ทันในหลายเรื่องจนท่านเองต้องเคยถูกขอให้ไป “ดูงาน” ต่างประเทศเสียระยะหนึ่ง

ดาวรุ่งพุ่งแรงของคณะราษฎรในเวลานั้นยังมีหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป.พิบูลสงคราม) หลวงโกวิทอภัยวงศ์ (นายควง อภัยวงศ์) คนเหล่านี้ผลัดกันมีบทบาทในการเมืองไทยต่อมาอีกหลายสิบปี

ความรุนแรงครั้งใหญ่มาเกิดขึ้นในปี 2476 เมื่อเกิดขบถบวรเดช พระองค์เจ้าบวรเดชทรงนำทหารลงมาจากโคราช ประกาศจะยึดอำนาจถวายคืนรัชกาลที่ 7 ขณะนั้นประทับอยู่ที่หัวหิน รัฐบาลจึงทูลเชิญเสด็จกลับกรุงเทพฯ เหมือนให้เห็นว่าในหลวงอยู่ข้างรัฐบาล พวกขบถเป็นฝ่ายล้มเจ้าหรืออยากเป็นใหญ่เอง แต่ไม่ทรงต้องการเข้าไปข้องแวะกับข้อขัดแย้ง จึงเสด็จไปประทับที่สงขลา

รัฐบาลปราบขบถสำเร็จ หลังจากที่ปะทะกันที่หลักสี่จนล้มเจ็บหรือตายทั้งสองฝ่าย ตรงนั้นจึงมีอนุสาวรีย์ปราบขบถ หลังจากนั้นรัฐบาลดูจะมั่นใจตนเองมากขึ้น แต่ก็เหมือนจะกินใจอะไรต่ออะไรจนร้าวฉานไปหมด

หลังจากนั้นรัชกาลที่ 7 ก็เสด็จไปทรงรักษาพระเนตรที่อังกฤษ พอถึงวันที่ 2 มีนาคม 2477 ก็มีพระราชหัตถเลขามาถึงรัฐบาล ทรงสละราชสมบัติหลังจากอยู่ในราชสมบัตินาน 9 ปีเพราะไม่อาจจะทรงอยู่ภายใต้ภาวะกดดันได้อีกต่อไป และไม่ประสงค์จะให้ฝ่ายใดอาศัยประโยชน์จากพระองค์ไปจัดการกับอีกฝ่ายหนึ่ง

รัชกาลที่ 7 มีพระมเหสีพระองค์เดียวตามแบบยุโรป และไม่ทรงมีพระราช โอรสธิดา ได้เคยทรงขอพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาษ พระโอรสสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช น้องร่วมพระครรภ์กับรัชกาลที่ 5 มาทรงเลี้ยงอย่างพระราชโอรสบุญธรรม พระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ จึงมีศักดิ์เป็นลูกผู้น้องของรัชกาลที่ 7 เมื่อเสด็จไปประทับที่อังกฤษ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ ได้เป็นนักบินเข้าร่วมกองทัพอากาศอังกฤษในระหว่างสงคราม และประสบอุบัติเหตุสิ้นพระชนม์

ทางเมืองไทยสถานการณ์การเมืองผันผวนหลายอย่าง ก่อนสละราชสมบัติ พระยามโนฯ นายกรัฐมนตรีมีข้อขัดแย้งกับสภาฯ จนออกพระราชกฤษฎีกาปิดสภาฯ และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ต่อมาคณะทหารขอให้ท่านลาออก สภาฯ เลือกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎรเป็นนายกฯ ต่อมาท่านได้เสนอให้ยุบสภาเป็นครั้งแรก พอเลือกตั้งใหม่ก็ได้จอมพลแปลก พิบูลสงครามเป็นนายกฯ

พระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติมีใจความสำคัญตอนหนึ่งที่เราจำกันได้ดีคือทรงเต็มใจสละอำนาจให้แก่ราษฎรทั้งหลาย ไม่ได้มอบให้แก่หมู่ใดคณะใด ความหมายประการหนึ่งที่ซ่อนอยู่คือทรงสละสิทธิที่จะยกราชสมบัติแก่ผู้ใดทั้งที่ตามกฎมณเฑียรที่ตราขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงกระทำเช่นนั้นได้

หลังสละราชสมบัติ ทางการได้ยึดวังเจ้านายบางพระองค์โดยอ้างว่าใช้ทรัพย์ของแผ่นดินซื้อหามา ในจำนวนนี้มีวังสุโขทัย (เขียนศุโขทัย) ซึ่งเป็นเรือนหอรัชกาลที่ 7 และวังบางขุนพรหมของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ฯ ด้วย

รัชกาลที่ 7 ประทับอยู่ที่อังกฤษกับสมเด็จพระบรมราชินีอย่างเงียบ ๆ นานถึง 7 ปี ทรงย้ายที่ประทับหลายครั้ง ขณะนั้นสงครามโลกเกิดขึ้นในยุโรปแล้วจึงทรงลำบากพอสมควร วันที่ 30 พฤษภาคม 2484 เสด็จสวรรคต พระชนมพรรษา 48 พรรษา

การถวายพระเพลิงทำอย่างเงียบ ๆ ที่สุสานในลอนดอน ไม่มีพระราชพิธี ไม่มีพระบรมโกศ ไม่มีการประโคม มีผู้มาร่วมงานไม่กี่คน ฝรั่งคนหนึ่งเห็นงานเงียบเชียบนักจึงอาสามาสีไวโอลินเพลงที่ทรงโปรดข้างหีบพระบรมศพ หลังจากนั้นอีกหลายปีจนสงครามสงบถึงสมัยรัชกาลที่ 9 รัฐบาลจึงกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีให้เสด็จกลับ รัฐบาลอังกฤษจัดเรือรบเชิญพระบรมอัฐิมาส่ง ทางการไทยจัดริ้วกระบวนเชิญพระบรมอัฐิไปประดิษฐานในพระบรมมหาราชวัง

เรื่องราวของรัชกาลที่ 7 ถ้าไม่อยากอ่านหนังสือก็แวะไปชมได้ที่พิพิธภัณฑ์รัชกาลที่ 7 ตรงหัวถนนราชดำเนินเชิงสะพานผ่านฟ้าที่เคยเป็นกรมโยธาธิการ บัดนี้สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้ดูแล ในนั้นมีภาพเก่า ๆ งาม ๆ ข้าวของส่วนพระองค์รัชกาลที่ 7 หนังสือที่ทรงโปรด เครื่องทรงต่าง ๆ และภาพพระตำหนักในอังกฤษ รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเป็นคนไทยรุ่นแรก ๆ ที่นำกีฬากอล์ฟมาเผยแพร่ สมเด็จฯ นั้นน่าจะเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่เล่นกอล์ฟด้วยซ้ำ

ครูควรพานักเรียนไปชม จะได้รู้จักพระมหากษัตริย์ผู้อาภัพและยิ่งด้วยความอดทน ความเสียสละพระองค์นี้

แม้รัชกาลที่ 7 สวรรคตในปี 2484 แต่รัชกาลใหม่ก็เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2477 คือ 7 ปีก่อนนั้นแล้ว วาระนั้นเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองครั้งใหญ่ ทุกคนรู้ว่าพระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระชนมายุ 9 ชันษาได้เป็นรัชกาลที่ 8 ในเวลาต่อมา แต่ที่อาจงง ๆ กันคือทำไมราชสมบัติจึงตกแก่เจ้านายพระองค์น้อยนี้และเหตุใดจึง กล่าวกันว่าการที่สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงยินยอมให้พระราชโอรสรับราชสมบัติในครั้งนั้นเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งใหญ่

เรื่องนี้มีคำตอบครับ.

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (18)

ใครรู้วิชาโหรน่าจะลองผูกดวง พระชะตาพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ดูว่าเป็นอย่างไร เพราะแปลกเหลือหลาย

เมื่อแรกประสูติจนทรงเป็นหนุ่ม ไม่มีใครคาดคิดว่าต่อไป “ทูลกระหม่อมเอียดน้อย” สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ พระราชโอรสพระองค์สุดท้องในรัชกาลที่ 5 ประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี และเป็นลำดับที่ 76 จากทุกพระครรภ์จะได้ครองราชสมบัติเพราะยังมีพระเชษฐาร่วมพระครรภ์อีกหลายพระองค์ ความจริงหลังจากประสูติ 1 วัน สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาได้ประสูติพระราชธิดาเป็นลำดับที่ 77 แต่อยู่ได้วันเดียวก็สิ้นพระชนม์

คนมักสะกดคำว่า “ศักดิเดชน์” ผิดเป็น “เดช” ซึ่งแปลว่าอำนาจ แต่ “เดชน์” แปลว่าลูกศร เมื่อครองราชย์แล้วจึงทรงใช้ตราประจำพระองค์เป็นรูปศร 3 เล่ม เมื่อทรงพระเยาว์ พระสุขภาพไม่ดีเจ็บออด ๆ แอด ๆ มาตลอด แพทย์แนะนำให้ทรงเรียนวิชาทหารเพื่อจะได้ออกพระกำลัง เสด็จกลับจากอังกฤษแล้ว
จึงได้ทรงเข้าทำราชการในสมัยรัชกาลที่ 6



ตอนต้นรัชกาลที่ 6 เข้าใจกันว่าถ้าแม้นไม่มีพระราชโอรส พระราชอนุชาที่ทรงพระชนม์และอยู่ในลำดับถัดไปคือสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ น่าจะได้สืบราชสมบัติ เพราะรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดและเจ้าชายพระองค์นี้ก็ทรงพระปรีชาสามารถมาก

เรื่องของเจ้าชายพระองค์นี้น่าสนใจ รัชกาลที่ 5 ทรงส่งไปเรียนที่รัสเซีย พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 กษัตริย์รัสเซียที่เคยช่วยไทยให้รอดจากการถูกยุโรปคุกคามทรงรับเป็นผู้ปกครอง วันหนึ่งเจ้าฟ้าหนุ่มจากสยามได้ทรงพบกับสาวรัสเซียในงานเลี้ยงหรูหราที่พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จนเกิดเป็นความรักและเสกสมรสด้วยจนมีพระโอรสคือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

ผมเคยไปชมวังปีเตอร์ฮอฟ ไกด์รัสเซียอธิบายละเอียดลออว่าทรงพบกันตรงนี้ เสด็จไปเต้นรำตรงนั้น ดนตรีเล่นเพลงอะไร วัทอะโรแมนติก! แต่เมื่อเสด็จกลับไทย รัชกาลที่ 5 กริ้วมาก วังของกรมหลวงพิษณุโลกฯ อยู่ข้างกระทรวงศึกษาธิการชื่อ “วังปารุสกวัน” ทรงมีพระอารมณ์ขันว่าไหน ๆ ฝรั่งก็ออกพระนามว่า “ปรินซ์ จักรกระบอง” (จักรพงษ์) จึงทรงคิดตราประจำพระองค์เป็นรูปจักรมีกระบองสอด ยังติดอยู่หน้าประตูวังปารุสก์ ถนนราชดำเนินนอก ผ่านไปมาลองสังเกตดู

ต่อมากรมหลวงพิษณุโลกฯ ทรงหย่าจากหม่อมชาวรัสเซีย วันหนึ่งเสด็จไปราชการที่สิงคโปร์ กลับจากงานเลี้ยงก็ประชวรสิ้นพระชนม์ที่นั่น

เมื่อเจ้าฟ้าประชาธิปกฯ ทรงผนวชประทับที่วัดบวรฯ และจะทรงลาผนวช สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เจ้าอาวาสและพระอุปัชฌาย์ทรงแนะนำว่าน่าจะบวชต่อไป เพราะสึกไปก็คงเอาดีทางโลกยาก พี่ชายก็มีอยู่หลายคน แม้นครองผ้าเหลืองต่อไปอาจได้ดีเป็นใหญ่ทางคณะสงฆ์ แต่ทูลกระหม่อมทูลว่าไปหลงรักผู้หญิงเข้าแล้ว

ลาผนวชแล้วได้เสกสมรสกับ ม.จ.รำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ พระธิดากรมพระสวัสดิ์ฯ (พระราชโอรสรัชกาลที่ 4 ประสูติจากเจ้าจอมมารดาเปี่ยม จึงทรง
เป็นน้าแท้ ๆ ของเจ้าฟ้าประชาธิปกฯ)

พระเชษฐาร่วมพระครรภ์ของเจ้าฟ้าประชาธิปกฯ ค่อย ๆ สิ้นพระชนม์ไปจนหมด คราวนี้มีวี่แววแล้วว่าอาจทรงเป็นรัชทายาทราชบัลลังก์สยาม รัชกาลที่ 6
จึงเริ่มให้ทรงศึกษาระบบระเบียบราชการเตรียมไว้ แต่ความไม่แน่นอนก็ยังมีเพราะใน พ.ศ. 2468 พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงพระครรภ์ ถ้าประสูติเป็นชาย เจ้าฟ้าพระองค์ใหม่ก็จะเป็นกษัตริย์ อย่างมากเจ้าฟ้าประชาธิปกฯ ก็แค่สำเร็จราชการแทนพระองค์

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2468 รัชกาลที่ 6 ประชวรหนัก พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ได้ประสูติพระราชธิดา นาทีนั้นจึงแน่แล้วว่า
เจ้าฟ้าประชาธิปกฯ กรมหลวงศุโขทัยธรรมราชาจะได้ครองราชย์ วันต่อมารัชกาลที่ 6 สวรรคต ขณะพระชนมพรรษา 45 พรรษา

เจ้านายและเสนาบดีเปิดประชุมทันที และทูลเชิญเจ้าฟ้าประชาธิปกฯ พระชนมายุ 32 พรรษา ทรงรับราชสมบัติแต่ตรัสถ่อมพระองค์ว่า พระชนมายุและพระประสบการณ์ยังน้อย พระเชษฐาต่างพระราชชนนีที่มีความสามารถยังมีอีกหลายพระองค์ โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต


กรมพระนครสวรรค์ฯ คุกเข่าลงถวายบังคมทูลย้ำว่าขอให้ทรงรับราชสมบัติเพราะเป็นไปทั้งตามกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 2467 ที่รัชกาลที่ 6 ทรงตราไว้ และพระราชประสงค์รัชกาลที่ 6 ที่ทรงสั่งไว้ ทุกพระองค์ขอปฏิญาณความจงรักภักดีและสนองราชการแบ่งเบาพระราชภาระ นั่นแหละ
จึงทรงรับ

รัชกาลที่ 7 เป็นพระเจ้าแผ่นดิน 9 ปี จึงสละราชสมบัติ ที่จริงเป็นความยากลำบากในการเป็นผู้นำประเทศขณะนั้น เพราะ
เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ในอเมริกาเกิดเหตุยิ่งกว่าฟองสบู่แตกเรียกว่า Great Depression โรงงานในญี่ปุ่นหลายแห่งต้องปิด คนว่างงานทั่วโลก ในสยามการเก็บภาษีก็ทำได้น้อย การค้าขายฝืดเคือง รัฐบาลขาดเงินสดจนต้องเลื่อนบรรดาศักดิ์แทนขึ้นเงินเดือนข้าราชการ บางปีก็ต้อง “ดุลย์” คือ เอาข้าราชการออก พระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลดเงินปีของพระองค์และค่าใช้จ่ายประเทศ



ในสมัยรัชกาลที่ 1 พระน้องนางเธอของรัชกาลที่ 1 ชื่อพระองค์เจ้าหญิงกุ กรมหลวงนรินทรเทวี มีวังอยู่ข้างวัดโพธิ์ คนทั่วไปเรียกว่าเจ้าครอกวัดโพธิ์ ทรงเป็นนักบันทึกจดหมายเหตุความทรงจำ จะว่าเป็นคนไทยคนแรกที่เขียนไดอารี่ก็ได้ เคยทรงบันทึกไว้ว่าเวลาลงเสาหลักเมืองพระนครนั้น เห็นงูอยู่ที่ก้นหลุม จะเขี่ยออกก็ไม่ทัน หลักเมืองเลื่อนลงไปทับพอดีจึงมีคำพยากรณ์ว่าพระนครจะอยู่แค่ 150 ปี

ข้อที่คนโบราณร่ำลือกันเรื่องคำทำนายอายุพระนคร ไม่ใช่ว่าคนจะเชื่อตามไปหมด บางคนที่รู้เรื่องดีก็แย้งว่าสมัยรัชกาลที่ 4 เคยมีการยกเสาหลักเมืองใหม่อีกหน จึงเท่ากับแก้เคล็ดไปแล้ว บ้างก็ว่าถ้าจะสิ้นพระนครก็น่าจะสิ้นเสียตั้งแต่รัชกาลที่ 5
เมื่อฝรั่งเศสและอังกฤษเข้ามาคุกคาม เมื่อรอดจากคราวนั้นจึงเห็นจะไม่มีอีก

รัชกาลที่ 7 ทรงทราบดีว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา โลกเห็นจะไม่เหมือนเดิม จึงทรงเตรียมการหลายอย่างเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะพระองค์เองก็เป็นนักเรียนอังกฤษ เรียนประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์มาไม่น้อย ได้ทอดพระเนตรเห็นความเปลี่ยนแปลงมาบ้าง

หลังครองราชย์ไม่นาน ดร.ฟรานซิส บี. แซยร์ นักกฎหมายอเมริกันซึ่งเคยรับราชการสมัยรัชกาลที่ 6 จนได้เป็นพระยากัลยาณไมตรี ผ่านมาทางเมืองไทยอีกหน ได้โปรดให้ฝรั่งผู้นี้ยกร่างรัฐธรรมนูญถวายฉบับหนึ่ง ราวปีพ.ศ. 2473 ได้โปรดให้ที่ปรึกษาชาวอเมริกันชื่อ นายสตีเวนส์และพระยาศรีวิสารวาจา ร่างรัฐธรรมนูญถวายอีกฉบับ แต่ก็ไม่ได้ประกาศใช้



ระหว่างนั้นได้ทรงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และมีพระราชดำริให้ยกร่างกฎหมายเทศบาล (เรียกว่าประชาภิบาล) เพื่อให้ราษฎรในท้องถิ่นมีการปกครองตนเอง เลือกผู้บริหารเอง มีงบประมาณใช้เอง ตรัสว่าเป็นการเริ่มจากฐานล่างขึ้นไปถึงชั้นบน เมื่อฐานล่างทำได้ก็จะเริ่มใช้ในระดับประเทศ แต่ดูจะไม่มีใครเข้าใจกัน จนมีพระราชหัตถเลขาไปเร่งว่า “หวังว่าจะได้ทันเห็นก่อนชีวิตข้าพเจ้าหาไม่” แต่ก็ไม่เสร็จอยู่ดี

เคยมีพระราชหัตถเลขาไปถึงกระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ) ว่า สักวันหนึ่งดีโมเครซี่คงเข้ามา ถ้าคิดว่าจะรักษาแอปโซลุท โมนากีไว้ได้ก็แล้วไป แต่ถ้าคิดว่าจะต้านทานไม่ได้ก็ให้เตรียมตั้งรับดีโมเครซี่เถิด น่าคิดว่าทำไมจึงทรงสั่งกระทรวงสอนหนังสือ ไม่สั่งกระทรวงกลาโหมหรือตั้ง ศอฉ.มารับมือการล้มเจ้า คำตอบคือมีพระราชประสงค์จะใช้การศึกษา ครู เด็กและเยาวชนเป็นฝ่ายตั้งรับนั่นเอง ซึ่งตรงกับความเข้าใจในปัจจุบันว่าประชาธิปไตยต้องเริ่มที่บ้านและโรงเรียน



แต่รัชกาลที่ 7 เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่อาภัพ ผู้มีอำนาจสมัยนั้นล้วนเป็นอาเป็นน้าเป็นพี่ท่านหรือไม่ก็ขุนนางหลายแผ่นดินทั้งนั้น จึงดูจะไม่ค่อยได้ดังพระราชหฤทัย ปัญหานี้รัชกาลที่ 5 ก็เคยประสบมาแล้วในช่วง 10 ปีแรก จึงอย่าคิดว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินจะทำอะไรได้ดังใจเสมอไป

วันที่ 6 เมษายน 2475 กรุงเทพ มหานครมีอายุครบ 150 ปี เคยมีคนคาดว่าอาจจะพระราชทานรัฐธรรมนูญเป็นของขวัญให้คนไทยปกครองกันเองแบบญี่ปุ่น แต่ก็ไม่มี เข้าใจว่ามีผู้ทักท้วงว่ายังไม่ถึงเวลา ควรให้ราษฎรมีการศึกษาและมีความรู้ความเข้าใจมากกว่านี้

ลงท้ายก็มีแต่พิธีเปิดสะพาน พุทธฯ เชื่อมกรุงเทพฯ กับกรุงธนฯ มีขบวนชลมารค และงานสมโภชพระนคร

หลังจากนั้นเข้าหน้าร้อน รัชกาลที่ 7 และพระประยูรญาติเสด็จฯไปประทับที่วังไกลกังวล หัวหิน ตามที่เคยปฏิบัติ ทางกรุงเทพฯ ก็โปรดให้กรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงรักษาพระนคร

ขณะนั้นข่าวลือว่าอาจเกิดการยึดอำนาจมีอยู่หนาหู นักเรียนนอกที่จบวิชากฎหมาย วิชาทหาร วิชาช่างจากฝรั่งเศส และเยอรมนีกลับมาหลายคน คนเหล่านี้เคยพบปะกันในเมืองนอกและเป็นห่วงบ้านเมืองว่าจะปล่อยไปอย่างเดิมไม่ได้ ในหลวงจะไปทรงรับผิดชอบทุกอย่างได้อย่างไร ราชการงานเมืองวันนี้ซับซ้อนกว่าแต่ก่อนมากนัก
วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน 2475 ฝนตกพรำ ๆ ทั้งคืน ตอนค่ำรถถังออกมาวิ่งเต็มถนน ใครถามก็ได้คำตอบว่า “ซ้อมรบ” หรือไม่ก็ “ผลัดเปลี่ยนกำลัง” คำตอบอย่างนี้คุ้น ๆ แฮะ!
พอย่ำรุ่งวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน รถถังก็บ่ายหน้าไปลานพระบรมรูปทรงม้า กำลังส่วนหนึ่งไปตัดสายโทรเลขโทรศัพท์ อีกส่วนเข้าคุมสถานที่สำคัญ หัวหน้าคณะก่อการซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” คือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ขึ้นยืนอ่านแถลงการณ์ยึดอำนาจบนลัง
ข้างพระบรมรูปทรงม้า

มีการเชิญเจ้านายผู้ใหญ่ เช่น จากวังบางขุนพรหม วังวรดิศ วังเทเวศร์ ตำหนักปลายเนินไป “อารักขา” ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ตกสายก็แจกใบปลิวแถลงการณ์ทั่วกรุง มีการต่อสู้เลือดตกยางออกแห่งเดียวที่กองพล 1

ขณะนั้นรัชกาลที่ 7 ประทับอยู่หัวหิน ตกบ่ายผู้แทนคณะราษฎรคือหลวงศุภชลาศัยก็ถือหนังสือหัวหน้าคณะราษฎรไปเฝ้าฯ ทูลเชิญเสด็จฯกลับกรุงเทพฯ

ตรัสว่าที่จริงความมุ่งหมายก็ตรงกัน แต่วิธีการอาจแตกต่างกัน ไม่มีพระราชประสงค์จะให้คนไทยต่อสู้กันเองเพราะแม้จะทรงพอมีกำลังทหาร แต่ลงท้ายจะเกิดศึกกลางเมือง คนไทยจะตายเปล่า ๆ จึงจะเสด็จฯกลับ พระองค์เองสุขภาพก็ไม่ดี พระราชโอรสก็ไม่มี ไม่ได้อยากได้ใคร่ดีจะเป็นกษัตริย์ต่อไป แต่ถ้าทรงต่อต้าน คณะราษฎรจะลำบากเพราะนานาประเทศคงไม่ยอมรับรองรัฐบาลใหม่ คราวนี้จะยุ่งยากมากขึ้นเห็นน้ำพระราชหฤทัยไหมล่ะครับ!

ในที่สุดก็เสด็จฯกลับ คณะราษฎรได้เข้าเฝ้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษ ที่ทรงเสียพระราชหฤทัยที่สุดคือการที่แถลงการณ์คณะราษฎรได้กล่าวหาพระบรมราชจักรีวงศ์อย่างรุนแรง จนต้องมีผู้กราบบังคมทูลว่าเป็นธรรมดาของการยึดอำนาจที่จะต้องกล่าวหาอำนาจเก่า ซึ่งก็ได้พระราชทานอภัยโทษ

คณะราษฎรได้ถวายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองฯ ฉบับแรกด้วย ซึ่งได้ประกาศใช้ในวันที่ 27 มิถุนายน ต่อมาก็มีการตั้งรัฐบาลเรียกว่า “คณะกรรมการราษฎร” มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธาน มีการตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังก็ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ประกาศใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ถือเป็นฉบับที่ 2 แต่เป็นฉบับถาวรที่เรียกรัฐธรรมนูญฉบับแรก

วันที่ 10 ธันวาคม จึงเป็นวันรัฐธรรมนูญ มีการเรียกชื่อรัฐบาลว่าคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก พระยามโนฯ ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก

อะไรต่ออะไรดูจะเข้ารูปเข้ารอย การปกครองแบบใหม่เริ่มแล้ว แต่ก็ไม่ได้เรียบร้อย หลายอย่างกลับรุนแรงหนักขึ้นจนกลายเป็นการแตกหักครั้งใหญ่ในอีก 2 ปีต่อมา.

“ตรัสว่าที่จริงความมุ่งหมายก็ตรงกัน แต่วิธีการอาจแตกต่างกัน ไม่มีพระราชประสงค์จะให้คนไทยต่อสู้กันเองเพราะแม้จะทรงพอมีกำลังทหาร แต่ลงท้ายจะเกิดศึกกลางเมือง คนไทยจะตายเปล่า ๆ จึงจะเสด็จฯกลับ พระองค์เองสุขภาพก็ไม่ดี พระราชโอรสก็ไม่มี ไม่ได้อยากได้ใคร่ดีจะเป็นกษัตริย์ต่อไป แต่ถ้าทรงต่อต้าน คณะราษฎรจะลำบากเพราะนานาประเทศคงไม่ยอมรับรองรัฐบาลใหม่ คราวนี้จะยุ่งยากมากขึ้น”

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (17)

เมื่อสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ใน พ.ศ.2453 ต้องถือว่าสยามมีความเจริญแข็งแกร่งในทุกทางชนิดที่ตะวันตกจะมาดูถูกเหยียดหยามไม่ได้อีก

พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จประพาสเกือบทั่วยุโรปแล้วถึงสองครั้ง ในเอเชียก็อีกหลายครั้ง ได้มีพระราชดำรัสเป็นภาษาอังกฤษ ได้ทรงปฏิสันถารกับเจ้าแผ่นดินและผู้นำรัฐบาลทั่วยุโรปได้ทรงรับปริญญากิตติมศักดิ์จากออกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ จนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วว่า คิง ออฟ ไซ แอม พระองค์นี้ไม่ธรรมดา

อาคารตึกรามบ้านช่อง ถนน สะพาน ระบบไปรษณีย์ ทางรถไฟเริ่มกระจายไปถึงหัวเมือง การปกครองในหัวเมืองและส่วนกลางเป็นระเบียบดีสยามดำรงความเป็น “รัฐสีมาอาณาจักร” อย่างแท้จริงและเป็นเอกภาพ ข้อสำคัญคือการมีอำนาจรัฐที่สมบูรณ์นี้ทำให้พระเจ้ากรุงสยามเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มั่นคงยิ่งเป็นครั้งแรก


การมีอำนาจรัฐที่สำคัญที่สุดคือการสามารถตั้งรัชทายาทได้ชัดเจนแน่นอน ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 พระมหากษัตริย์เป็นวังหลวง และผู้เตรียมเป็นกษัตริย์พระองค์ต่อไปเป็นพระมหาอุปราชวังหน้า โดยมากมักตั้งจากน้องหรือพระญาติผู้ใหญ่ แต่เอาเข้าจริงขุนนางจะเป็นคนตั้งกษัตริย์ทั้งนั้น

สมัยรัชกาลที่ 5 วังหลวง (กษัตริย์) กับวังหน้า (อุปราช) ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็มีปัญหาบาดหมางกัน เพราะวังหน้าอายุมากกว่าและมีเจ้านายขุนนางเชียร์อยู่มาก ฝรั่งเองก็ยุให้รำตำให้รั่วหวังให้สยามแตกความสามัคคีกันเองในหมู่เจ้านาย

พอวังหน้าสิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 5 ให้ยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราชวังหน้า เปลี่ยนมาตั้งตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารแทน คุณสมบัติคือต้องเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าชายที่ประสูติจากพระอัครมเหสีเท่านั้น

เดิมทรงตั้งสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณ หิศ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่สุดประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา (แม่กลาง) เป็นสมเด็จพระบรมฯ พระองค์แรก แต่เมื่อทิวงคตเสียเมื่อพระชนมายุ 17 พรรษา จึงทรงพิจารณาเรียงตามลำดับพระชนมายุของบรรดาพระราชโอรสทั้งหลายที่ประสูติจากพระอัครมเหสีทุกพระองค์โดยไม่จำเป็นต้องร่วมพระครรภ์เดียวกัน ลำดับจึงมาตกที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี (แม่เล็ก)

ก่อนสวรรคตปีเศษ มีพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าที่ลานใหญ่หน้าพระราชวังดุสิต พระบรมรูปนี้ปั้นแบบและหล่อจากฝรั่งเศสตามแบบพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงม้าหน้าวังแวร์ซายส์ รัชกาลที่ 5 ทรงทำพิธีเปิดเอง ข้อความที่จารึกที่ฐาน สมเด็จพระบรมฯ หรือรัชกาลที่ 6 ก็ทรงตรวจแก้เอง จึงถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก

วาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพของรัชกาลที่ 5 คือ ทรงพระประชวรพระโรคไต พระอาการหนักลงเป็นลำดับมาตลอดเดือนตุลาคม พ.ศ. 2453 ขณะนั้นประทับอยู่ที่พระที่นั่งอัมพรสถานซึ่งสร้างใหม่ในแผ่นดินนี้ ก่อนวันสวรรคตไม่กี่วันยังทรงรถม้าออกตรวจงานได้ กลับมาก็บรรทมนิ่งทรงปรารภใคร่จะเสวยขนมจีนน้ำยาปลาช่อน ฉู่ฉี่ปลาสลิดสด น้ำพริกผักจิ้ม น้ำผลไม้ เสวยไปได้ไม่กี่คำก็ประชวรพระนาภี (ปวดท้อง) ลงพระบังคน (ถ่าย) หลังจากนั้นไม่เสวยอะไรอีกเลย

สองวันต่อมาถึงวันที่ 23 ตุลาคมก็เสด็จสวรรคต ทางการอัญเชิญพระบรมโกศเข้าขบวนผ่านถนนราชดำเนินแห่กลับไปประดิษฐานที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทตามโบราณราชประเพณี ชาวบ้านร้องไห้ส่งเสด็จไปตลอดสองข้างทาง เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่จริง ๆ บ้านเมืองเงียบกริบไม่มีสถิติคดีโจรผู้ร้ายใด ๆ ในแผ่นดิน

เป็นอันว่าขึ้นแผ่นดินรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักเรียนนอกพระองค์แรกของไทย ทรงเชี่ยวชาญทั้งภาษา วรรณคดี การปกครอง การต่างประเทศ การทหาร และประวัติศาสตร์ ภาระอันยิ่งใหญ่ของในหลวงพระองค์ใหม่ คือ ทำอย่างไรจึงจะให้คนรู้สึกว่าสยามจากนี้ไปยังคงเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้แผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวงที่นานถึง 42 ปี

จุดนี้เองที่ทำให้รัชกาลที่ 6 ต้องทรงหันมาปลุกใจให้คนไทยรักชาติ ชาตินิยม สามัคคี และมีความภูมิใจในความเป็นไทยเพื่อจะรักษาบ้านเมืองไว้และมีขวัญกำลังใจไว้รับมือภยันตรายที่กำลังเข้ามา เรื่องเหล่านี้น่าสนใจว่าทรงทำอย่างไรบ้าง

รัชกาลนี้ดำเนินไปได้ 15 ปี ช่วงเวลานี้มีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นไม่น้อย แต่คนไทยก็ยังกลุ้มใจกับควันหลงจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ผลกระทบจากการปฏิวัติในรัสเซียจนลัทธิคอมมิวนิสต์เริ่มระบาดไปทั่วและปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ เช่น เกิดการขบถคราวหนึ่งเรียกว่าขบถหมอเหล็ง ในเวลานั้น เจ้านายชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าชายที่ประสูติจากพระอัครมเหสีของรัชกาลที่ 5 หลายพระองค์ก็ทยอยสิ้นพระชนม์ไปในขณะที่พระเจ้าอยู่หัวก็ยังไม่ทรงมีวี่แววว่าจะมีพระอัครมเหสีและมีผู้ใดไว้สืบราชสมบัติ

กล่าวได้ว่ารัชกาลที่ 6 ทรงมีเวลาเตรียมจะเป็นพระมหากษัตริย์อยู่นาน เมื่อสำเร็จการศึกษาจากอังกฤษได้ทรงกลับมาทำราชการ เคยสำเร็จราชการแทนพระองค์คราวรัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปหนที่สอง (2450) เพื่อรักษาพระองค์ แต่สมเด็จพระบรมฯ เองก็เคยประชวรพระโรคลำไส้ครั้งอยู่อังกฤษมาแล้ว พระโรคนี้อีกหลายปีต่อมากำเริบขึ้นจนประชวรสวรรคต

เมื่อรัชกาลที่ 5 สวรรคตใน พ.ศ.2453 พระองค์ได้เป็นพระมหากษัตริย์โดยไม่มีข้อสงสัย สร้อยพระนามจึงมีว่า “บรมชนกาดิศรสมมติ” แปลว่าพ่อท่านตั้ง

พระบรมราโชบายสร้างความรักชาติคือการสร้างความเจริญสานต่อจากพระบรมราชชนก เช่น สร้างทางรถไฟไปภาคเหนือและภาคใต้ ตัดถนน สร้างสะพานทำให้คนสัญจรและค้าขายสะดวก ขยายกิจการไปรษณีย์โทรเลข วิทยุ ส่งเสริมการทหาร ขณะเดียวกันก็ทรงเปลี่ยนไปสร้างโรงเรียนแทนการสร้างวัด ทั้งทรงริเริ่มกิจการลูกเสือ ทรงตั้งกองเสือป่าฝึกนักเรียนและราษฎรให้รู้วิธีการของลูกเสือและมีวินัย แต่ความจริงคือพวกนี้อาจลุกขึ้นถืออาวุธรักษาบ้านเมืองได้อย่างดี ทั้งการไปซุ่มฝึกเสือป่าแถวราชบุรีก็มีนัยว่าถ้าจำเป็นอาจมีการล่าถอยไปตั้งรับแถวนั้นได้

ทรงแต่งบทละครและบทความหลายเรื่องที่ส่งเสริมการรักชาติ ทรงแปลบทละครฝรั่งหลายเรื่องเป็นภาษาไทยเพราะทรงเชี่ยวชาญทั้งภาษาอังกฤษ ฉันทลักษณ์ และภาษาบาลีสันสกฤตจนแทบไม่น่าเชื่อว่าคนที่อยู่เมืองนอกนาน ๆ จะสันทัดเช่นนี้ โดยใช้พระนามแฝง เช่น อัศวพาหุ รามจิตติ ศรีอยุธยา

ทรงออกกฎหมายให้คนไทยมีนามสกุลใช้เป็นครั้งแรก ทรงออกกฎหมายการเดินเรือในน่านน้ำสยาม และกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ ทรงเร่งรัดการจัดทำประมวลกฎหมายให้ทันสมัยเพื่อนำไปต่อรองขอเอกราชทางการศาลคืนจากฝรั่ง เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทรงตัดสินใจส่งทหารไทยไปร่วมรบอยู่กับฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2460 ซึ่งชนะสงครามจึงทรงให้สร้างวงเวียน 22 กรกฎาเป็นที่ระลึก และทรงคิดให้มีธงไตรรงค์ขึ้นใช้ในคราวนั้นด้วย ทรงทดลองการปกครองในเมืองจำลองชื่อดุสิตธานี เพื่อให้คนคุ้นเคยกับการออกเสียงเลือกตั้งและการปกครองตนเอง เมื่อขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ได้มีพระราชปรารภว่า 1. จะมีพระมเหสีพระองค์เดียว และไม่มีเจ้าจอมหม่อมพระสนมมากดังสมัยก่อน 2. จะไม่อภิเษกสมรสกับเจ้านายสตรีที่ร่วมพระบรมราชชนกเดียวกัน ผู้คนจึงคอยดูว่าในหลวงจะทรงเลือกใครเป็นพระราชินีเรียกว่าพอ ๆ กับที่คนอังกฤษสนใจเรื่องเจ้าชายวิลเลียมและชาวภูฏานสนใจเรื่องพระราชาธิบดีจิกมี

เพราะบัดนั้นการสืบราชสมบัติเปลี่ยนมาทางสายพระราชโอรสหรือพระราชอนุชาร่วมพระครรภ์ของพระองค์เท่านั้น

ต่อมาได้โปรด ม.จ.วรรณวิมล วรวรรณ พระธิดากรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงตั้งให้เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี พระคู่หมั้นแล้วเป็นพระวรกัญญาปทาน ทรงแต่งเรื่องศกุนตลาพระราชทาน แต่แล้วก็มีเรื่องขัดพระทัย พระองค์หญิงทรงแต่งกลอนย้อนคืนหนังสือเรื่องศกุนตลาและลงท้ายว่า “จงทรงพระเจริญเถิดราชา ข้าขอลาแต่บัดนี้ไป” จึงกริ้วถูกลงโทษกักบริเวณ “ติดศาลา” มีโซ่ทองใส่พานวางไว้ข้าง ๆ ให้รู้ว่าต้องโทษ

อยู่มาได้ทรงเสน่หา ม.จ.วรรณพิมล วรวรรณ พระธิดาอีกองค์ของเสด็จในกรมพระนราธิปฯ โปรดให้เป็นพระนางเธอลักษมีลาวัณ พระมเหสี แต่เมื่อพระนางฯ ไม่มีพระราชโอรสธิดาถวาย จึงได้ทรงสมรสใหม่กับนางสาวเปรื่อง สุจริตกุล บุตรีเจ้าพระยา สุธรรมมนตรี

พระนางเธอลักษมีลาวัณทรงเป็น กวี วงการหนังสือและละครเคารพนับถือท่านมาก เมื่อผมยังเด็ก ๆ เคยอ่านข่าวพระนางฯ ถูกคนสวนทำร้ายจนสิ้นพระชนม์ในพระตำหนัก เป็นข่าวใหญ่มากเมื่อหลายสิบปีก่อน

รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งคุณเปรื่องเป็นพระสุจริตสุดา พระสนมเอก (ไม่ถือว่าเป็นเจ้า) พิธีสมรส (ไม่ได้อภิเษก) ทำแบบฝรั่ง เจ้าสาวสวมผ้าคลุมหน้าทรงคล้องแขนเดินลอดซุ้มกระบี่ทหาร แต่เมื่อไม่มีพระราชโอรสธิดาถวายก็ทรงเลิกร้างไป และไปโปรดคุณประไพ สุจริตกุล น้องสาว แท้ ๆ ของพระสุจริตสุดาแทน จนตั้งครรภ์จึงทรงตั้งเป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี แต่เมื่อตก (แท้ง) เสียถึงสองครั้งและไม่ทรงพระครรภ์อีกต่อไปจึงทรงลดพระยศลงเป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายา ให้ประทับอยู่ที่พระที่นั่งวิมานเมฆ

ต่อมาพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกคุณเครือแก้ว อภัยวงศ์ หลานปู่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เป็นเจ้าจอมคนสุดท้าย พระราชทานชื่อใหม่ว่าเจ้าจอมสุวัทนา เมื่อตั้งครรภ์จึงทรงสถาปนาเป็นพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ซึ่งได้ประสูติพระราชธิดาคือสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา วันต่อมารัชกาลที่ 6 ซึ่งประชวรพระอันตะ (ลำไส้) มานานก็สวรรคตใน พ.ศ. 2468

1 ปีก่อนหน้านั้นได้ทรงตรากฎ มณเทียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์เพื่อวางกฎเกณฑ์การสืบราชสมบัติไว้เป็นระเบียบแบบแผน กฎหมายฉบับนี้ยังคงใช้คู่กับรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับสืบมาจนบัดนี้

เป็นอันว่าสิ้นรัชสมัย 15 ปีของพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเป็นนักคิด นักเขียน จนทางการถวายพระราชสมญาว่าพระมหาธีรราชเจ้า แปลว่ากษัตริย์นักปราชญ์

ราชสมบัติข้ามไปตกแก่เจ้านายหนุ่ม ซึ่งอ่อนทั้งพระชนมายุและพระประสบการณ์ และไม่เคยคาดฝันว่าจะต้องขึ้นเป็นกษัตริย์ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจ การเมือง และความรุนแรงทางความคิดของคนรุ่นใหม่ตลอดจนนักเรียนนอกที่หากพูดได้คงตะโกนว่า “We need Change!”.

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (16)

ถ้าให้นึกถึงความยิ่งใหญ่ของรัชกาลที่ 5 เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยจะนึกถึงการเลิกทาส ภาพวาดฝีมือชาวฝรั่งใต้โดมพระที่นั่งอนันตสมาคมรูปทรงเลิกทาสนั้น เขียนคำอธิบายว่า “อภัยทาน” ใครได้ดูละครเรื่องนางทาสของวรรณสิริ หรือลูกทาสของรพีพร จะรู้ว่าการเป็นทาสเป็นเรื่องระทมขมขื่นนักหนา เลิกเสียได้เป็นอันว่าดี แต่มีข้อความจริงเบื้องหลังการเลิกทาสสองประการคือ แม้รัชกาลที่ 5 เป็นเจ้าชีวิต สั่งอะไรก็ย่อมได้ กลับต้องทรงใช้เวลานับสิบ ๆ ปีกว่าจะเลิกได้สำเร็จ เพราะไหนนายเงินจะขัดขวาง

ไหนทาสเองก็ไม่เต็มใจเกรงว่าเมื่อเป็นไทแล้วไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไร พระองค์เองก็ทรงทราบว่ากว่าลินคอล์นจะเลิกทาสได้ต้องเกิดสงครามกลางเมืองในอเมริกาตายกันเป็นเบือ เรื่องนี้จึงละเอียดอ่อนมากสำหรับเมืองไทย


ที่ใครคิดว่าพอประกาศเลิกทาสปั๊บ ทาสก็ลุกขึ้นยืดอกสลัดโซ่ตรวน ยกมือชูกำปั้นเป็นอิสระทันทีนั้น เอาเข้าจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ต้องทรงเริ่มจากให้ทาสทุกคนมี “ค่าตัว” เพื่อจะได้หาเงินมาไถ่ ต่อมาก็ทรงกำหนด “การลดทอน” คือ ค่าตัวจะค่อย ๆ ลดลงจนเหลือน้อยพอไถ่ได้ ต่อไปจึงกำหนด “การสิ้นสุด” คือ ไถ่ไม่ไถ่ก็หมดเวลา ให้ทยอยเป็นไทได้ ระหว่างนั้นนายเงินและทาสก็พลอยปรับตัวว่าต่อไปจะเอาแรงงานมาจากไหนและทาสเองเป็นไทแล้วจะไปทำอะไรกิน

ข้อความจริงที่สองคือทาสนั้นเมืองไทยมีไม่มากนัก แต่ไพร่มีมากกว่าหลายสิบเท่า การเลิกไพร่จึงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นประโยชน์แก่ชายไทยแทบทุกคน ตั้งแต่สมัยอยุธยาชายไทยต้องถูกเกณฑ์แรงงานเข้าทำราชการเดือนหนึ่ง แล้วออกเวรกลับไปอยู่บ้านกับลูกเมียเดือนหนึ่งสลับกัน เรียกว่าเข้าเดือนออกเดือน เวลามีสงครามผู้หญิงเขายังเกณฑ์เป็นไพร่เลย

ต่อมาขยายเป็นเข้าสองเดือนหรือสามเดือน เข้า ๆ ออก ๆ อย่างนี้หลวงจะได้มีทหารไปรบ มีช่างไปก่อสร้าง มีแรงงานไว้ขุดคลอง แต่ไพร่ไม่ใคร่ได้อยู่บ้านไม่ได้ทำมาหากิน ไพร่ที่อยู่กับในหลวงเรียกว่า “ไพร่หลวง” ถ้าไปอยู่กับขุนนางคอยรับใช้เรียกว่า “ไพร่สม” ถ้ามีเงินจะไม่ไปก็ได้ให้ส่งเงินไปแทน หลวงจะได้เอาไปจ้างคนอื่นเรียกว่า “ไพร่ส่วย” พวกเรานี้ส่วนใหญ่อาจไม่ได้เป็นทาสแต่น่าจะเป็นไพร่ชนิดใดชนิดหนึ่ง รัชกาลที่ 5 ให้ยกเลิกระบบไพร่เปลี่ยนไปใช้ระบบเกณฑ์ทหารแทน พระเดชพระคุณเรื่องนี้จึงยิ่งใหญ่เท่ากับหรือมากกว่าการเลิกทาสเสียอีก

เมื่อเลิกไพร่แล้วพวกที่ยังประกาศตัวเป็นไพร่ชวนกันลุกขึ้นสู้กับอำมาตย์อยู่อีกจึงเป็นเพียงวาทกรรมในการปลุกระดมเรียกคนมาชุมนุม ยิ่งไปปลุกระดมกันต่อหน้าพระบรมรูปทรงม้าแล้วสงสารในหลวงพระองค์นี้นัก

ในปี 2425 รัชกาลที่ 5 ครองราชย์มา 14-15 ปี แต่กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ตั้งมาครบ 100 ปี ทรงโสมนัสมากว่าพระนครอยู่รอดปลอดภัยมาได้ครบศตวรรษ มีการจัดงานยิ่งใหญ่ ก่อนนั้นเคยทรงสร้างเครื่องราชฯ จุลจอมเกล้าพระราชทานเจ้านายขุนนางข้าราชการพ่อค้าราษฎรมาแล้วเพื่อตอบแทนความดีที่ “ช่วยกันบำรุงวงศ์ตระกูลและรักษาบ้านเมืองมาได้ด้วยความสามัคคี”

รัชกาลที่ 5 ทรงมี “เทสต์” มาก ไปต่างประเทศก็ทรงซื้อและสะสมของ ดี ๆ มาเก็บไว้เป็นมรดกของชาติจนทุกวันนี้ เช่น ชุดลายคราม จปร. เครื่องกังไสจีน ศิลปะของฟาร์แบเช่ แซฟวร์ ภาพวาดและรูปปั้นฝีมือจิตรกรประติมากรเอกของโลก ทั้งยังมีเวลาพระราชนิพนธ์ร้อยแก้วและโคลงฉันท์กาพย์กลอนต่าง ๆ ที่ไพเราะเป็นอันมาก เช่น ไกลบ้าน พระราชพิธีสิบสองเดือน เงาะป่า นิทราชาคริต

ทรงรู้ว่าระบบราชการอายุ 500 ปีของเราง่อนแง่นเต็มที จึงทรง “รีฟอร์ม” แปลว่าปฏิรูป ยุบจตุสดมภ์ 4 กรมคือ เวียง วัง คลัง นา แล้วตั้งเป็นกระทรวง โดยมีเสนาบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายนโยบายมีปลัดทูลฉลองเป็นใหญ่ฝ่ายประจำ ทรงจ้างชาวต่างชาติเข้ามาเป็นที่ปรึกษาไปพลาง ระหว่างนั้นทรงตั้งโรงเรียนเฉพาะด้านผลิตข้าราชการพลเรือนส่งทุกกระทรวง

ตั้งโรงเรียนกฎหมายผลิต นักกฎหมายส่งกระทรวงยุติธรรม ตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารผลิตทหารส่งกระทรวงกลาโหม ตั้งโรงเรียนผลิตครู ผลิตหมอ ผลิตช่างจนพอใช้ในราชการ

ข้าราชการสมัยก่อนไม่มีเงินเดือน เป็นเสือจับเนื้อกินเองจึงเรียกว่า “กินเมือง” ทรงเปลี่ยนเป็น “ครองเมือง” และมีเงินเดือนให้

ทรงจัดระบบการศึกษา จัดระบบภาษี จัดระบบการปกครองใหม่ ตั้งเป็นเมือง เป็นจังหวัด มณฑล สยามจึงเป็นเอกภาพมาได้

ทรงริเริ่มธรรมเนียมตัดถนน สร้างสะพาน พวกที่ขึ้นต้นว่า “สะพานเฉลิม...” ใช่ทั้งนั้น สะพานผ่านพิภพลีลา

ผ่านฟ้าลีลาศ มัฆวานรังสรรค์ก็ทรงสร้าง ทั้งยังมีพระราชศรัทธาสร้างวัดเทพศิรินทร์ วัดราชบพิธ วัดเบญจมบพิตร เรื่องวัดเบญจฯ นี้ได้เห็นพระทัยเป็นธรรมจริง ๆ เดิมคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายทูลขอให้เป็นวัดธรรมยุตตามธรรมเนียมครั้งรัชกาลที่ 4

ตรัสว่าวัดธรรมยุตมีมากแล้ว ขอเป็นวัดมหานิกายบ้าง แต่ธรรมยุตจะมาอยู่ก็ไม่ห้าม เรียกว่าวัดนี้สร้างเพื่อ “สงฆ์จตุรทิศ” จึงเป็นวัดมหานิกายสืบมาจนบัดนี้



รัชกาลที่ 5 ท่านโชคดีเพราะมี “กาละ” คือมีกาลเวลาสร้างความเจริญนานถึง 42 ปี จึงต่อเนื่องและได้ทันเห็นผลสำเร็จ มี “ธรรมะ” คือมีคุณธรรม เที่ยงธรรม ใครไม่รู้ก็ทรงแนะทรงสอน ทรงให้อภัยแก่ฝ่ายตรงข้าม ทรงใช้มาตรฐานเดียวกันปกครอง “ตั้งแต่ลูกข้าแลเจ้านายราชตระกูลลงไปถึงลูกชาวไร่ชาวนา”

ทรงมี “เสนา” คือมีผู้คนที่จะสนองพระบรมราโชบายต่อมาอีกหลายปีต่างก็เป็นน้องบ้าง ลูกบ้าง หลานบ้าง ขุนนางเก่ง ๆ บ้าง ดังที่ด้านการปกครองทรงได้กรมพระยาดำรงฯ (ต้นราชสกุลดิศกุล) ด้านการช่างทรงได้กรมพระยานริศฯ (ต้นราชสกุลจิตรพงศ์) ช่วยออกแบบต่าง ๆ “ราวกับนั่งในใจฉัน” ด้านการต่างประเทศได้กรมพระยาเทววงศ์ฯ (ต้นราชสกุลเทวกุล) ด้านกฎหมายและการศาลได้กรมหลวงราชบุรีฯ (ต้นราชสกุลรพีพัฒน์) ด้านศาสนาทรงได้กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ด้านการไปรษณีย์ทรงได้กรมพระยาภาณุพันธุ์ฯ (ต้นราชสกุลภาณุพันธุ์) ด้านเศรษฐกิจทรงได้กรมพระจันทบุรีฯ (ต้นราชสกุลกิติยากร) ด้านการทหารทรงได้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (สกุลแสงชูโต) กรมหลวงสิงหวิกรมฯ (ต้นราชสกุลฉัตรไชย) กรมพระนครสวรรค์ฯ (ต้นราชสกุลบริพัตร) ด้านการศึกษาทรงได้เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (สกุลบุนนาค) เป็นต้น

สุดท้ายคือทรงมี “จักขุมา” แปลว่ามีสายตาที่กว้างไกลหรือวิสัยทัศน์ในการพัฒนา ทรงให้คนไทยมีการศึกษา ให้เสนาบดีฝึกหัดจัดประชุมเพื่อเตรียมเป็น ครม. และเป็นรัฐสภา ทรงละเอียดลออในการกำกับดูแลราชการ เช่น เมื่อทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ในวัดเบญจฯ ยอดด้วนก็ทรงมีจดหมายถึงเสนาบดีทันทีให้ไปดูว่า “เป็นโรคอะไร” ถนนแถววรจักรไฟตะเกียงดับทรงสั่งเสนาบดีนครบาลให้ไปดูว่า “ใครฉ้อน้ำมัน” หนังสือราชการจากหัวเมืองส่งผ่านเสนาบดีกว่าจะมาถึงพระองค์หลายวัน ทรงให้คนไปสอบว่าติดอยู่ที่ใคร นานกี่วัน ให้ปรับวันละบาทโทษฐาน “เข้าเกียร์ว่าง”

ทรงส่งพระราชโอรสไปเรียนวิชาการต่าง ๆ ในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ รัสเซีย เยอรมนี พระราชโอรสพระองค์หนึ่งคือพระองค์เจ้าดิลกนพรัตน์ไปเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยทุมบิงเง็น เยอรมนี จนจบได้ปริญญาเอกเป็นคนแรกของไทย ทำวิทยานิพนธ์เรื่องข้าว แม่ท่านเป็นเจ้าทางเหนือ เสียดายที่กลับมาไม่นานก็ปลงพระชนม์พระองค์เองทั้งที่ยังหนุ่ม
แท้ ๆ

รัชกาลที่ 5 มีพระมเหสีเทวี เจ้าจอมหม่อมพระสนมมากน่าจะมากที่สุด แต่มีพระราชโอรสธิดารวมกัน 77 พระองค์ (น้อยกว่ารัชกาลที่ 4) พระองค์ที่ 76 คือ สมเด็จเจ้าฟ้าชายประชาธิปกศักดิเดชน์ ต่อไปได้เป็นรัชกาลที่ 7 ส่วนพระองค์ที่ 77 เป็นสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงประสูติได้เดือนเดียวก็สิ้นพระชนม์

สิ้นรัชกาลที่ 5 พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ประสูติจากพระอัครมเหสีจึงได้ขึ้นเป็นรัชกาลที่ 6

คนไทยเรียกรัชกาลที่ 5 ว่า “พระปิยมหาราช” ปิยะแปลว่าที่รัก ทั้งนี้เพราะทรงมีกาละ ธรรมะ เสนา และจักขุมา หลายคนบวงสรวงเซ่นไหว้พระองค์ทุกวันอังคาร เพราะบนอะไรก็มักได้ตามนั้น โดยเฉพาะว่ากันว่าบนด้วยซิการ์ (แปลกแท้!) จนเรียกท่านว่าเสด็จพ่อ ร.5 นักการเมืองคนไหนถ้าเอาความวิเศษของท่านเรื่องกาละ ธรรมะ เสนา จักขุมามาใช้สัก 1 ใน 10 คงนั่งอยู่ในใจประชาชนได้ตลอดกาล

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (15)

เล่าเรื่องอมรรัตนโกสินทร์มาได้ 14 ตอนแล้ว ขอเว้นวรรคสักวันเพื่อขอบพระทัยและขอบคุณท่านผู้อ่านที่มีจดหมายมาให้กำลังใจบ้าง สอบถามบางเรื่องเพิ่มเติมบ้าง ติชมบ้าง ที่ทักท้วงว่าไม่ยักเหมือนเรื่องที่เคยรู้ก็มี

แต่ส่วนใหญ่จะบ่นมาว่าเพิ่งอ่านเอาตอนหลัง ๆ เดลินิวส์เล่มก่อนหน้านี้ก็ชั่งกิโลขายไปแล้ว บางท่านบอกว่าตัดเก็บไว้แต่ก็ไม่ครบทุกตอน อย่างท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ บ่นว่าเมื่อก่อนเห็นลงพิมพ์ฉบับวันจันทร์ พอย้ายไปลงฉบับวันอังคารก็นึกว่าจบแล้วมั้งเลยไม่ได้ติดตาม กว่าจะรู้ก็ไปถึงไหน ๆ แล้ว

รวมความคือมีเสียงสอบถามมามากว่าจบแล้วจะรวมพิมพ์เป็นเล่มไหม ผมขอโบ้ยต่อไปทางเดลินิวส์ก็แล้วกันว่าถ้าจบแล้วจะรวมพิมพ์แจกฟรีหรือขายผมก็ไม่ขัดข้อง ถ้ามีรายได้อย่างไรขอยกให้มูลนิธิของเดลินิวส์ไปทำสาธารณประโยชน์ต่อทั้งหมดก็แล้วกันครับ


ท่านหญิงนังหรือ ม.จ.วุฒิเฉลิม วุฒิไชย ทรงพระกรุณาส่งอีเมลจากเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกามาประทานกำลังใจ และขอให้รวมพิมพ์เป็นเล่ม ท่านหญิงองค์นี้เป็นพระธิดากรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร จึงเป็นพระราชนัดดาของรัชกาลที่ 5 อีกท่านคือ ดร.วิญญู วิจิตรวาทการ บุตรชายคุณหลวงวิจิตรวาทการก็กรุณามีจดหมายมาให้กำลังใจเช่นกัน

คุณถนอม มีเมศกุล เขียนชี้แจงมาว่าแม้รัชกาลที่ 3 โปรดให้ปลูกอ้อยและเริ่มตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลทรายส่งขายเมืองนอก แต่เข้าใจว่าอุตสาหกรรมฟอกน้ำตาลทรายขาวเพิ่งมามีในไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช่แล้วครับ! แต่น้ำตาลทรายสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นน้ำตาลทรายแดงจากน้ำอ้อย ตอนนั้นจีนนำเทคนิคการฟอกสีโดยใช้ปูนขาวและกำมะถันเข้ามาในไทยแล้ว เพียงแต่ยังไม่เป็นที่นิยมเพราะเห็นเป็นของ “เคมี” ก่อนสมัยรัชกาลที่ 3 เราใช้น้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าวเป็นพื้น น้ำตาลทรายขาวมีบ้างแต่เป็นของแพงเพราะสั่งจากนอกเข้ามาทำขนมตระกูลทองจากโปรตุเกส เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง แต่ถ้าผสมยาจะใช้น้ำผึ้งเท่านั้น

คุณชยาทิต วรุณธัญญะ ช่างสงสัยดีแท้ว่าที่เชิญพระศพพระองค์เจ้าหญิงศรีวิลัยลักษณ์ขึ้นไปบางปะอิน แต่แล้วสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจันทราสรัทวารก็สิ้นพระชนม์ลงอีกพระองค์ที่บางปะอิน ต้องเชิญพระศพกลับลงมากรุงเทพฯ นั้น เสด็จพระองค์หญิงศรีวิลัยลักษณ์สิ้นพระชนม์วันที่ 26 ตุลาคม 2447 แต่สมเด็จเจ้าฟ้าจันทราฯ สิ้นพระชนม์วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2447 มิใช่หรือ สมเด็จหญิงใหญ่เจ้าฟ้าจันทราสรัทวารจึงน่าจะสิ้นพระชนม์ก่อน สมัยนั้นเปลี่ยน พ.ศ. ในเดือนเมษายนครับ ปี 2447 จึงยาวจากเมษายนเลยธันวาคมข้ามไปจนถึงเดือนเมษาหน้า ถ้านับแบบปัจจุบันเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 จะเป็น พ.ศ. 2448 ครับ เจ้าฟ้าจันทราฯ จึงสิ้นพระชนม์หลังเสด็จพระองค์หญิงใหญ่ 4 เดือน

ถ้าเล่าให้ยาวก็คือเมื่อเชิญพระศพเสด็จพระองค์หญิงใหญ่ขึ้นไปถึงบางปะอิน โปรดให้ตั้งพระโกศที่พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์กลางน้ำ เมื่อเสด็จไปทรงรับพระศพ ทอดพระเนตรแล้วทรงสวมกอดพระราชธิดาอีกพระองค์ทรงกันแสงด้วยกัน ต่อมาจึงเชิญพระศพไปพระราชทานเพลิงที่วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน อีก 3 เดือนเศษหลังจากนั้นสมเด็จหญิงใหญ่จึงสิ้นพระชนม์ต้องเชิญพระศพกลับลงมากรุงเทพฯ ประดิษฐานพระโกศตามธรรมเนียมงานพระศพชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า

เสนาธิการทหารบก พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ถามว่าวัดหงส์รัตนาราม ธนบุรี มีความสำคัญอย่างไร มีคนมาขอให้ท่านช่วยบูรณะ วัดนี้อยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ไม่ไกลจากวัดโมลีโลกยารามและวัดอรุณฯ เท่าไรนัก สร้างสมัยอยุธยา เข้าใจว่าเศรษฐีจีนชื่อ “หง” เป็นคนสร้าง ชาวบ้านจึงเรียกวัดเจ้าสัวหง เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสร้างพระราชวังที่ธนบุรี (บัดนี้คือกองทัพเรือ) ทรงผนวกเอาวัดอรุณฯ (วัดแจ้ง) และวัดโมลีฯ (วัดท้ายตลาด) เข้ามาอยู่ในเขตพระราชวังด้วย สองวัดนี้จึงไม่มีพระสงฆ์อยู่คล้าย ๆ วัดพระแก้วในเวลานี้ วัดอรุณฯ นั้นเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตเมื่อแรกเชิญมาจากเวียงจันทน์ ส่วนวัดโมลีฯ เป็นที่เก็บเสบียงหลวง

วัดใหญ่ที่ใกล้วังที่สุดและอนุญาตให้พระสงฆ์อยู่ได้จึงมีแต่วัดเจ้าสัวหง พระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จไปบำเพ็ญพระราชกุศลที่วัดนี้เป็นประจำ พระราชโอรสก็ให้ผนวชและประทับที่วัดนี้ทุกพระองค์ ถึงสมัยรัชกาลที่ 1 โปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้าฉิม (ต่อไปเป็นรัชกาลที่ 2) ไปประทับที่พระราชวังพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ยังทรงรับอุปถัมภ์วัดเจ้าสัวหง พระราชทานนามว่าวัดหงส์อาวาสวิหาร ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดหงส์รัตนาราม เจ้าฟ้าบุญรอดพระมเหสีของท่านก็เคยปลูกแพขายกับข้าวอยู่ละแวกนี้ ในช่วงธนบุรีและต้นกรุงเทพฯ วัดนี้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชอยู่ระยะหนึ่ง ภายหลังจึงเปลี่ยนไปใช้วัดมหาธาตุ ในพระอุโบสถวัดหงส์มีภาพวาดตำนานพระแก้วมรกตสวยงามมาก

พระเดชพระคุณรูปหนึ่งมีลิขิตถามว่า ที่ว่ารัชกาลที่ 3 ทรงอุปถัมภ์พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ เหตุใดจึงไม่ทรงตั้งเจ้าฟ้ามงกุฎเป็นสมเด็จพระสังฆราชเสียเลย ถ้าทำอย่างนั้นบางทีอาจไม่ต้องทรงลาผนวชมาครองราชย์ และถ้าทรงอุปถัมภ์จริง เหตุใดเจ้าฟ้ามงกุฎจึงเกรงราชภัยจนต้องไปสร้างวัดไว้นอกกรุงเตรียมย้ายหนีไปอยู่

การจะตั้งพระภิกษุรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราชไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ เพราะต้องประกอบด้วยพรรษาอาวุโส และการเป็นที่ยอมรับของคณะสงฆ์ ข้อสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 3 มีสมเด็จพระสังฆราชและกรมหมื่นนุชิตชิโนรส พระราชโอรสรัชกาลที่ 1 อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนอยู่แล้ว (ต่อมาเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส) รัชกาลที่ 3 และ 4 ทรงนับถือมาก ผมเชื่อว่ารัชกาลที่ 3 ไม่ได้มีพระทัยจะกีดกันเจ้าฟ้ามงกุฎในการจะครองราชย์เลย จึงไม่มีเหตุจะเลี่ยงไปสถาปนาให้เป็นใหญ่ในทางคณะสงฆ์จะได้พ้น ๆ ไป

เมื่อวังหน้าสิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 3 ทรงตั้งกรมเลื่อนกรมเจ้านายหลายพระองค์ แม้แต่เจ้าฟ้าจุฑามณี (ต่อไปเป็นพระปิ่นเกล้า) น้องเจ้าฟ้ามงกุฎก็ได้เป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระสงฆ์อย่างพระองค์เจ้าวาสุกรีก็ได้เป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส แต่ไม่ทรงตั้งเจ้าฟ้ามงกุฎให้ทรงกรมใด ๆ ประหนึ่งว่าให้รอรับพระราชอิสริยยศยิ่งใหญ่กว่านั้นทีเดียว น้ำพระทัยของรัชกาลที่ 3 จึงประมาทหรือเดาเอาในทางร้ายไม่ได้

ส่วนที่ว่าเจ้าฟ้ามงกุฎทรงสร้างวัดเตรียม “หนี” ไปอยู่นั้นจริงครับ มีคนถวายที่นอกกรุงจึงทรงสร้างวัดไว้กะ “ลี้ภัย” แต่ไม่ใช่หนีราชภัยรัชกาลที่ 3 หากทรงเกรงว่าเมื่อสิ้นรัชกาลถ้าเจ้านายพระองค์อื่นได้ครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ 3 คราวนี้แหละอาจมีราชภัยเพราะในหลวงพระองค์ใหม่คงไม่พระทัยกว้างเหมือนรัชกาลที่ 3 วัดใหม่นั้นพระราชทานนามว่า “วัดบรมนิวาส”

ที่จริงอย่าว่าแต่เจ้าฟ้ามงกุฎที่เตรียมลี้ภัยเลย กรมหมื่นนุชิตชิโนรสวัดพระเชตุพนก็ทรงเกรงราชภัย จึงไปทรงสร้างวัดไว้ในสวนฝั่งธนฯ บัดนี้คือวัดชิโนรส

คุณธราธร วงศ์เมฆวิไล ถามมาว่าในวังของไทยมีขันทีหรือไม่มีครับ ในสมัยอยุธยาเรียกคนสองจำพวกคู่กันว่า “นักเทศขันที” นักเทศไม่ใช่พระเทศน์แต่เป็นยูนุคคือขันทีจากอาหรับเปอร์เซีย ส่วนขันทีนั้นเป็นแบบจีนแต่ไม่มีอิทธิพลอย่างจีน เป็นพนักงานชายที่ถูกจับตอนแล้ว พวกนี้เข้าออกพระราชฐานชั้นในได้ สมัยสมเด็จพระนารายณ์เวลาเข้าเฝ้าฯ นักเทศขันทีจะได้อยู่ปนกับกลุ่มสตรีนางใน เวลาเสด็จพระราชดำเนินจะอยู่ใกล้ขบวนพระเหสีและพระสนม มาปลายอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ความที่มีสงครามบ่อย และพวกผู้หญิงเองก็กล้าหาญปกป้องตนเองได้ แม้แต่เจ้านายท่านก็เป็นนักรบ จะมีกองทัพแต๋ววี้ดว้ายกระตู้วู้อยู่ในขบวนเสด็จคงไม่เหมาะจึงค่อย ๆ เลิกไปในที่สุด

แหม! คุยกับคนคอเดียวกัน สนุกอย่างนี้เองครับ!.

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อมรรัตนโกสินทร์ (14)

ที่รัชกาลที่ 3 เคยตรัสไว้ก่อนสวรรคตว่า การศึกต่อไปข้างหน้าข้างฝ่ายพม่าคงจะไม่มีอีกแล้ว ระวังก็แต่ข้างฝรั่งไว้เถิด เห็นจะไม่ผิดไปจากพระโอษฐ์ เพราะนับแต่นั้นมาฝรั่งชาติต่าง ๆ ก็ทยอยกันเข้ามามากขึ้น บ้างก็ว่าจะมาค้าขาย บ้างก็เข้ามาทำทีเผยแผ่ศาสนา


แต่ลงท้ายก็กลายเป็นเรื่องการเมืองการปกครองและการจะยึดเอาเราเป็นเมืองขึ้นทั้งนั้น

ที่จริงเมื่อหลายร้อยปีก่อน ฝรั่งที่เป็นเจ้าโลกออกล่าหาเมืองขึ้นมีแต่โปรตุเกสและสเปนเท่านั้น เพราะมีกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ มีสินค้าที่จะแลกเปลี่ยนมาก ที่สำคัญคือมีแผนที่การเดินเรืออันถือเป็นความลับสุดยอด สองประเทศนี้แก่งแย่งแข่งขันกันมาตลอด จนโป๊ปจับเซ็นสัญญาสงบศึกแบ่งโลกออกเป็นซีกตะวันตกให้สเปนไปวัดดวงเอา สเปนจึงไปอเมริกาเหนือและใต้ และซีกตะวันออกให้โปรตุเกสไปเสี่ยงเอา ตะวันออกนี้คืออินเดีย อยุธยา มลายู ชวา โปรตุเกสจึงมีท่าเรือใหญ่ที่เมืองกัว สุรัต ปอนดิเชอรี และมาสุลีปะตัมในอินเดีย มะละกาในมลายู และบางกอก


ต่อมาประเทศที่ตกขบวนรถไฟในการทำสัญญาแต่เริ่มมีศักยภาพทางทะเลมากขึ้นก็ขอเข้ามามีเอี่ยวบ้าง เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา พวกนี้มักแทรกเข้ามาทางซีกตะวันออกของโปรตุเกส โดยล้ำเข้ามาในอินเดีย อยุธยา มลายู ชวา แหลมอินโดจีน ยิ่งพอโปรตุเกสอ่อนแอลงอังกฤษและฝรั่งเศสก็เข้ามาแทรกมากขึ้นจนคราวนี้แบ่งกันเองว่าอังกฤษเอาไปส่วนหนึ่ง ฝรั่งเศสเอาไปส่วนหนึ่ง อังกฤษได้อินเดีย พม่า บางส่วนของจีน และมลายู ฝรั่งเศสได้ลาว เขมร ญวน เหลือแต่ไทยที่ดำรงเอกราชอยู่แต่ง่อนแง่นเต็มทีเหมือนอยู่ใกล้ปากเหยี่ยวปากกา ใครมือยาวสาวได้สาวเอา

ปลายรัชกาลที่ 3 ฝรั่งเข้ามาเจรจาการค้ากับไทยหลายคณะ ส่วนใหญ่มาจากอังกฤษ เช่น หันแตร บารนี (เฮ็นรี่ เบอร์นีย์) กาละฝัด (จอห์น ครอว์ฟอร์ด) เย สัปปุรุส (เจมส์ บรุคส์) ส่วนที่มาจากอเมริกาก็เช่นหันแตร (ฮันเตอร์) บัลเลสเตีย เรื่องใดที่พอเจรจาและยอมไปได้เราก็ยอมให้ แต่บางครั้งผู้แทนต่างชาติก็ยะโสโอหัง มายืนเท้าสะเอวต่อว่าเราบ้าง จะขอเข้าเฝ้าฯ บ้าง ขู่ว่าจะยกทัพเข้ามาบ้าง เราจึงไม่ยอม

รัชกาลที่ 4 ทรงศึกษาภาษาอังกฤษมามากตั้งแต่ยังไม่ครองราชย์ ทรงอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่ง ทรงคุ้นเคยกับบาทหลวง หมอ และผู้แทนต่างประเทศหลายคนจึงทรงรู้เท่าทันฝรั่งดี ที่สำคัญคือทรงตระหนักดีในกระแสยุโรปาภิวัตน์ (การคล้อยตามกระแสของยุโรป) รวมทั้งอันตรายหากเราแข็งขืนจึงทรงใช้วิธีการทูตเจรจาต่อรองหนักบ้างเบาบ้าง โอนอ่อนผ่อนปรนบ้าง ค้านคัดทัดทานบ้าง แต่การเดินทางเข้ามาของเซอร์จอห์น เบาว์ริง ผู้แทนควีนวิกตอเรียแห่งอังกฤษดูจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพราะเข้ามายื่นหนังสือสัญญาเรียกร้องทั้งทางการค้า การทูต การเดินเรือ และการคุ้มครองชาวอังกฤษในทางศาสนา การทำธุรกิจ และคดีความต่าง ๆ ดุจว่าจะเอาเราเป็นเมืองขึ้น

ขณะนั้นควีนวิกตอเรียมีอำนาจมากเมืองขึ้นก็มีมากจนอังกฤษได้ชื่อว่าดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน เพราะค่ำที่ลอนดอนแต่ก็ยังเช้าที่เอเชียและแอฟริกาซึ่งเป็นของอังกฤษอยู่ดี ยิ่งอังกฤษได้อินเดียแล้วยิ่งน่ากลัว การที่คนทั่วโลกตื่นเต้นกับการเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและเคท มิดเดิลตันเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็เพราะต่อไปคู่นี้จะเป็นกษัตริย์และราชินีของประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนั่นเอง

รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งคณะกรรมการต่อรองกับเซอร์จอห์น เบาว์ริงจนได้ข้อยุติมีการลงนามในสัญญา แต่หลังจากนั้นก็เป็นแบบอย่างให้อีกหลายประเทศเข้ามายื่นข้อเรียกร้องอย่างเดียวกันบ้าง

เมื่อขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 เรายิ่งอยู่ท่ามกลางวิกฤติที่น่ากลัวหลายอย่าง ไหนพระเจ้าแผ่นดินจะทรงพระเยาว์ ไหนเจ้านายและขุนนางจะไม่สามัคคีกัน ยิ่งถ้าเป็นพวกรุ่นเก่าที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยม ท่านเหล่านี้ไม่ใคร่จะเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมบ้านเมือง บางทีขัดขวางอีกด้วย ไหนอิทธิพลความคิดแบบฝรั่งจะเข้ามามากดังที่มีชาวต่างประเทศเข้ามาหลายคน มีการตั้งโรงพิมพ์ และมีการสั่งหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเข้ามาหลายฉบับ มีการส่งคนไปเรียนเมืองนอก พวกหัวสมัยใหม่จึงมีมาก พวกนี้เอะอะก็จะเปลี่ยนแปลง และไหนบ้านเมืองจะไม่เป็นเอกภาพ อำนาจกระจายอยู่ตามเจ้านาย ขุนนาง และเจ้าเมืองต่าง ๆ โดยพระเจ้าแผ่นดินเองกลับไม่มีอำนาจเท่าใดนัก

แต่อะไรก็ไม่เท่ากับการพยายามแผ่อิทธิพลต่างชาติเข้ามาครอบงำอยู่ทุกขณะ

รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จสิงคโปร์ ชวา และอินเดียมาก่อนจึงพอจะทรงเข้าพระทัยว่าต้องเตรียมรับสถานการณ์อย่างไร ตอนต้นรัชกาล กรมพระราชวังบวรวังหน้าทรงถือว่าสมเด็จเจ้าพระยาซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่สนับสนุนอยู่ พระองค์เองก็ทรงมีทหารในกำกับอยู่มากด้วยชินมาแต่ครั้งสมเด็จพระปิ่นเกล้า พอวังหลวงไฟไหม้ วังหน้าส่งทหารไปช่วยดับ ความจึงปรากฏว่าวังหน้ามีทหารอยู่มากจริง เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงให้วังหน้ามาเฝ้าฯ วังหน้ากลับหลบไปขออาศัยในสถานกงสุลอังกฤษและขอให้กงสุลใหญ่อังกฤษที่สิงคโปร์เข้ามาเป็นกาวใจ อังกฤษซึ่งจ้องจะเล่นบทผู้นำอยู่แล้วก็กระโดดฮุบสิครับ

ข้างฝรั่งเศสก็มาอีกแบบคือแล่นเรือเข้ามาปิดปากอ่าว บางลำแล่นเข้ามาจนถึงหน้าวังหลวงที่ท่าช้าง พอเราต่อสู้จนจมเรือฝรั่งเศสได้ ฝรั่งเศสก็เรียกร้องค่าเสียหาย กะว่าถ้าไม่จ่ายก็จะหาเหตุยึดเมือง ต้องเรี่ยไรกันขนานใหญ่เพื่อหาเงินช่วยชาติ เจ้านายผู้หญิงต้องถอดสร้อยถอดแหวนขาย บุญที่มีคนนึกได้จึงไปเอาเงินถุงแดงรัชกาลที่ 3 ที่ทรงเก็บไว้มาสมทบจึงพอไถ่บ้านเมืองไว้ได้

รัชกาลที่ 5 ทรงใช้พระบรมราโชบายเสด็จฯไปยุโรปเพื่อให้รู้ว่าเราไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน แต่ทางสยามก็ยังถูกฝรั่งเศสบีบบังคับเรียกร้องเอาดินแดนที่เราเคยได้มากลับคืน จนเจียนจะรบกันใหญ่โต ระหว่างเสด็จฯไปยุโรป ดีที่พระเจ้าซาร์กษัตริย์รัสเซียทรงช่วย เช่น เสด็จลงฉายพระรูปประทับคู่กับรัชกาลที่ 5 ในสวนแล้วโปรดให้ส่งไปตีพิมพ์ในฝรั่งเศส โลกจะได้รู้ว่ากษัตริย์สยามพระองค์นี้เป็นพระสหายกับพระเจ้ากรุงรัสเซีย ใครอย่ามายุ่งนะ!

การคุกคามของต่างชาติในช่วงเวลานั้นฝรั่งเปรียบตนเองว่าเหมือนหมาป่ากับลูกแกะ รัชกาลที่ 5 ตรอมพระทัยมาก ไม่เสวยไม่บรรทมประหนึ่งจะให้สวรรคต ทรงวิตกว่าฤๅถึงคราวจะเสียกรุงอีกหนในสมัยพระองค์

● ในที่สุดผลจากการเจรจาเราต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนให้ฝรั่งไปเพื่อแลกกับดินแดนส่วนใหญ่และอธิปไตย เช่น เสียดินแดนในเขมรให้ฝรั่งเศส และดินแดนในมลายูให้อังกฤษ อุปมาได้กับการยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต เมื่อฝรั่งได้ไปบ้างแล้วจะมาขู่เข็ญเพิ่มเติมก็ดูกระไรอยู่ จึงเลิกร้างไป

● หนามยอกอกสำคัญอีกอย่างคือสัญญาที่ฝรั่งแห่กันมาบังคับให้เราลงนามตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 สาระสำคัญคือถ้าคนในบังคับฝรั่งชาตินั้น ๆ ทำผิดในเมืองไทยต้องขึ้นศาลฝรั่งและใช้กฎหมายฝรั่ง พวกคนไทยนี่ก็หัวใส พอทำผิดก็หนีเข้าสถานกงสุลฝรั่งประเทศโน้นประเทศนี้ ขอปฏิญาณตนเป็นคนในบังคับฝรั่ง พอศาลยกฟ้องก็ขอกลับมาเป็นคนไทยตามเดิม เอากับพ่อสิ!

● ที่ฝรั่งเรียกร้องอย่างนี้เพราะเขาไม่เชื่อศาลไทยและกฎหมายไทยซึ่งลงโทษแบบดำน้ำลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ตอกเล็บบีบขมับที่เรียกว่าจารีตนครบาล เขาหาว่าป่าเถื่อน พอเราเจรจาขออำนาจศาลคืน เขาก็บอกให้ไปจัดระบบศาลและทำกฎหมายให้ทันสมัยเสียก่อนแล้วค่อยมาพูดกัน

เห็นไหมครับว่า 42 ปีของรัชกาลที่ 5 ต้องทรงต่อสู้และจัดการกับหลายอย่างเหลือเกินเพื่อเรียกสิ่งที่สูญเสียไปกลับมาและระวังมิให้สูญเสียอะไรเพิ่มเติมอีก บ้านเมืองจึงอยู่มาได้ถึงวันนี้

ยิ่งรู้ก็ยิ่งรักยิ่งเห็นพระทัยและยิ่งชื่นชมพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เสียจริง!.

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com