วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ลัดเลาะเส้นทางเที่ยวภาคกลาง 'ญี่ปุ่น' สัมผัสไอหนาวเพลินสีสันใบไม้เปลี่ยนสี
สายลมเย็นสบายสัมผัสได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงเวลานี้ซึ่งเป็นอีกช่วงเวลาดีเหมาะแก่การท่องเที่ยวเพลิดเพลินสีสันธรรมชาติที่มีมนต์เสน่ห์
ในรอยต่อของฤดูกาลที่ผ่านมามีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปกับ การท่องเที่ยวภาคกลางประเทศญี่ปุ่น โดยเจ้าหน้าที่จากเมืองต่าง ๆ พาลัดเลาะเยี่ยมเยือน แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รวมถึงความงดงามของธรรมชาติในช่วงต้นไม้ในผืนป่ากำลังเปลี่ยนสีจากเขียวครึ้มเป็นสีส้มแดงแซมด้วยสีเหลืองรับกับสายลมเย็น ๆ ของฤดูกาล
คะนะซะวะ เมืองประวัติศาสตร์เก่าแก่ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางในจังหวัดอิชิกาวา จากประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 400 ปี ที่นี่จึงถ่ายทอดให้เห็นถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทั้งความดั้งเดิม สมัยใหม่มีสีสันของศิลปกรรม สถาปัตยกรรมพร้อมให้เลือกเพลิดเพลิน
พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยศตวรรษที่ 21 สถานที่หนึ่งที่มีความโดดเด่นโดยเฉพาะในด้านการออกแบบ อาคารพิพิธภัณฑ์ฯ มีความทันสมัยต่างไปจากพิพิธภัณฑ์แบบเดิมโดยมีลักษณะทรงกลม เป็นอาคารชั้นเดียวไม่มีกำแพง ผนังเป็นกระจกมีช่องทางเดินที่สามารถมองเห็นฝั่งตรงข้ามให้ความรู้สึกที่ไม่อึดอัดเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ภายนอกส่วนสีสันศิลปะมีผลงานศิลปะร่วมสมัยหลากหลายให้เพลิดเพลิน
มนต์เสน่ห์เมืองเก่าที่นี่ยังคงรักษาเอกลักษณ์วันวานและปัจจุบันไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งในเสียงบอกเล่าเจ้าหน้าที่เพื่อนร่วมทางได้ความรู้ว่า ชาวญี่ปุ่นมีความภาคภูมิใจที่สืบรักษาวิถีชีวิตเก่าแก่เหล่านี้ไว้โดยที่ คะนะซะวะ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีความผูกพันกับชาวญี่ปุ่นที่สามารถย้อนให้เห็นภาพในวันวานได้อย่างชัดเจน
ไม่ไกลจากกันยังสามารถแวะไปเยี่ยมเยือน ปราสาทคะนะซะวะ ที่งดงามรวมถึง สวนเคนโระคุเอ็น สวนสไตล์ญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ ตั้งอยู่บนเนินข้างปราสาทคะนะซะวะ ภายในสวนแห่งนี้มีเนื้อที่กว้างใหญ่นอกเหนือจากสีสันของต้นไม้โดยเฉพาะต้นสนที่กำลังแผ่กิ่งก้านใบสวยแล้ว
จากมุมสูงด้านหน้าของสวนยังเป็นอีกมุมเด่นมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล ขณะที่อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาดในการเก็บบันทึกภาพความทรงจำนั่นก็คือ บริเวณด้านหน้าที่สามารถมองเห็นวิวสะพาน สระน้ำกว้างใหญ่ และโคมไฟหินที่ออกแบบไว้อย่างสะดุดตาและด้วยความที่สวนแห่งนี้เป็นหนึ่งในสามสวนเลื่องชื่อ อีกทั้งมีความสงบร่มรื่น มีความเก่าแก่ ที่นี่จึงมีรายละเอียดมากมายให้เพลิดเพลิน หากใครตั้งใจจะเดินเที่ยวให้ทั่วคงต้องเผื่อเวลาไว้มากสักหน่อย
นอกจากพื้นที่ด้านในสวน บริเวณถนนด้านหน้าในช่วงที่ผ่านมาของฤดูใบไม้ร่วงยังมีสีสันของต้นซากุระที่ใบกำลังเปลี่ยนสีเป็นสีส้มสดใสและไม่เพียงสถานที่ที่กล่าวมาคะนะซะวะยังมีสีสันเสน่ห์ของงานหัตถกรรม อย่าง ผ้าไหมคากะยูเซ็น มีความโดดเด่นทั้งการวาดลาย การย้อมสีให้รายละเอียดที่เหมือนจริงตามธรรมชาติ เป็นอีกงานฝีมือที่มีความละเอียดประณีตในการสร้างสรรค์
เช่นเดียวกับ ศิลปะลงรักปิดทอง อีกงานฝีมือที่มีเอกลักษณ์ทั้งในรูปแบบเครื่องประดับ ของใช้ ของที่ระลึกหลากหลายที่พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสร้างสรรค์ทดลองทำงานศิลปะมอบเป็นของที่ระลึกเมื่อมาเยือน
ในเส้นทางนี้ไม่ไกลจากกันยังสามารถเดินทางไปที่ หมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโก แวะเที่ยวชมภายในหมู่บ้านที่สงบเงียบร่มรื่น ชมรูปแบบ บ้านกัชโช ที่ปลูกสร้างเรียงรายมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานหลายร้อยปี กัชโช แปลว่า พนมมือ การปลูกสร้างบ้านลักษณะนี้ด้วยเพราะช่วงฤดูหนาวหิมะจะตกมามาก หลังคามุงสูงชันทรงดังกล่าวจะช่วยป้องกันหิมะปกคลุมได้
คายะ หญ้าอย่างหนึ่งที่มีเส้นใยเหนียวสิ่งนี้จะนำมามุงหลังคาโดยจะนำมามัดรวมกัน เมื่อทำเป็นหลังคาจะมีความหนามีความโดดเด่นซึ่งทั่วทั้งหมู่บ้านจะช่วยกันดูแลรักษาความดั้งเดิมไว้ อีกทั้งยังมีประเพณีการช่วยกันเปลี่ยนหลังคาโดยคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่าร่วมกันอนุรักษ์รักษา
ด้วยความเหมาะสมของสภาพอากาศสัมผัสได้กับไอหนาวเย็น ในเส้นทางนี้ยังมีจุดหมายปลายทางที่เมือง ทะกะยะมะ จังหวัดกิฟุ และเมืองมัตสึโมโตะ จังหวัดนากาโนะ เพลินไปกับสีสันใบไม้เปลี่ยนสีในผืนป่าและทิวทัศน์มุมสูง กระเช้าเชือกชินโฮทากะ การมาเยือนที่นี่ต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปเพื่อชมทิวทัศน์ความงามของเทือกเขาแอลป์ตอนเหนือซึ่งมีความสวยงามในทุกฤดูกาล การเดินทางใช้เวลาประมาณ 35 นาที ก็จะไปถึงจุดหมายด้านบน
นอกเหนือจากทิวทัศน์มุมสูงระหว่างเส้นทางที่เคเบิลคาร์ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ยังเพลิดเพลินได้กับสีสันของผืนป่าระหว่างทาง ซึ่งมีใบไม้เปลี่ยนสีหลากสีสันเป็นเหมือนดังภาพวาดชวนประทับใจ เมื่อรถเคลื่อนที่ไปถึงด้านบนมองเห็นภูเขาลูกน้อยใหญ่ที่มีระดับความสูงท้าทายการเดินทางไปถึง
จากจุดชมวิวซึ่งเป็นลานกว้างมองเห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบมองเห็นมนต์เสน่ห์ของขุนเขาของช่วงฤดูกาลนี้ซึ่งมีสีสันต่างไปจากฤดูกาลอื่น ๆ ฤดูใบไม้ร่วงนอกจากจะมีอากาศเย็นสดชื่นมีสายหมอกจาง ๆ ตัดกับท้องฟ้าสีเข้มแล้วยังมีสีสดใสของใบไม้สวยต่างจากฤดูหนาวที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุมขุนเขา ส่วนฤดูร้อนที่นี่ก็มีดอกไม้ดอกเล็กใหญ่ออกดอกให้ชม ด้านบนจุดชมวิวยังมีกล้องส่องทางไกล เก้าอี้ตัวยาวอำนวยความสะดวกในการชมทิวทัศน์อีกด้วย
ลงจากภูเขาชมทิวทัศน์ในมุมมองที่แปลกตาที่ผ่านมากันอีกครั้ง จากนั้นนั่งรถต่อไปอีกไม่ไกลก็จะมาถึงเมืองมัตสึโมโตะเดินทางไปที่ คามิโคจิ สัมผัสเสน่ห์ผืนป่าธรรมชาติใกล้ชิดด้วยการเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
อุทยานแห่งชาติที่นี่มีบึงน้ำใสสีเขียวครามกว้างใหญ่มีสีสันของนกเป็ดน้ำออกมาแหวกว่ายทักทายผู้มาเยือนในเส้นทางเที่ยวชมธรรมชาติสองข้างทางยังรายล้อมด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ทั้งทิวสน ไผ่ รวมทั้ง โมมิจิใบคล้ายเมเปิ้ลที่กำลังเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองส้มและแดง
นอกจากนี้เมื่อมาที่นี่ยังได้ชมนกนานาชนิดซึ่งเจ้าหน้าที่บอกเล่าว่ามีมากกว่า 70 ชนิด และจากเส้นทางธรรมชาติเดินลัดเลาะต่อไปเรื่อย ๆ ยังจะได้ชมความสมบูรณ์ความหลากหลายของธรรมชาติ อีกทั้งมีจุดชมวิวมุมสวยไว้สำหรับให้เก็บภาพบันทึกความทรงจำ อย่างเช่น บริเวณสะพาน คัปปาบาชิ ซึ่งมีเรื่องราวเล่าขานถึงสัตว์ในจินตนาการของญี่ปุ่นว่าแหวกว่ายอยู่ในน้ำ
สะพานแห่งนี้มีประวัติการก่อสร้างมายาวนาน ด้านหลังของสะพานบริเวณนี้มีวิวสวยของภูเขาสูงตระหง่านและแม่น้ำสวยราวกับภาพวาดและด้วยความที่เป็นอุทยานแห่งชาติจึงมีข้อควรระวังในการเที่ยวชมทั้งห้ามเด็ดใบไม้ ดอกไม้ ทำลายธรรมชาติ สัตว์ป่า รวมทั้งห้ามทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ เว้นแต่ความทรงจำและความประทับใจในสถานที่แห่งนี้ ซึ่งก็เป็นอีกจุดหมายปลายทางของการพักผ่อนเที่ยวธรรมชาติในเส้นทางภาคกลางของญี่ปุ่นแห่งนี้.
ทีมวาไรตี้
...................................................
รู้ไว้ก่อนไปเที่ยว วันที่ 24 ธันวาคม 2554
การเดินทาง : จากสนามบินสุวรรณภูมิถึงท่าอากาศยานนานาชาติชูบุเซ็นแทร เมืองนาโงยา ประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงและจากสนามบินเดินทางไปในเส้นทางท่องเที่ยวภาคกลางสามารถเดินทางได้ด้วยรถประจำทางและรถไฟ โดยการเดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ ควรตรวจสอบเส้นทางและรายละเอียดของสถานที่ท่องเที่ยวก่อนไปถึง
สิ่งที่ต้องเตรียม : ในฤดูใบไม้ร่วงควรตรวจสอบสภาพอากาศจัดเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมทั้งแจ๊กเกต เสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ แว่นกันแดด ฯลฯ
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง : ในเส้นทางนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีมนต์เสน่ห์มีสีสันประวัติศาสตร์วันวาน วิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณีอีกหลายสถานที่ โอมิโจ ตลาดสดในย่านตัวเมืองคะนะซะวะที่มีสีสันของอาหารทะเล ผัก ผลไม้ ฯลฯ
จินหยะ ตลาดเช้าเมืองทากายามาซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าศาลากลาง แต่ละเช้าของที่นี่จะมีสีสันของพืชผัก ผลไม้อย่างแอปเปิล ลูกแพร ดอกไม้สีสวย ฯลฯ ของพื้นเมืองหลากหลายและไม่ไกลจากกันในบริเวณนี้ นอกจากนี้ยังมีปราสาทมัตสึโมโตะ ที่งดงามเก่าแก่ตั้งอยู่ในเขตเมืองมัตสึโมโตะ รวมถึงสีสันของการแช่น้ำพุร้อนออนเซน อีกหลายสถานที่ทั้งภายในที่พักและแหล่งท่องเที่ยวในเส้นทาง ฯลฯ
ของฝาก : งานจักสาน งานหัตถกรรม ผลไม้แปรรูป รวมทั้ง ตุ๊กตาซารุโบโบะ หัตถกรรมพื้นบ้าน ฯลฯ.
ทีมวาไรตี้
@เดลินิวส์ 24 ธันวาคม 2554
วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554
พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน
พันเรื่องถิ่นแผ่นดินไทย
โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์และคณะ
พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ถือเป็นพระที่นั่งประธาน ในบรรดาพระที่นั่งต่างๆ ของหมู่พระมหามณเฑียร ทั้งนี้เนื่องจากเป็นพระที่นั่งองค์แรก ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างขึ้น และได้ทรงใช้เป็นพระราชพิธีมณฑล ในการพระราชพิธีปราบดาภิเษกครั้งแรก ตลอดจนเป็นพระราชพิธีมณฑล ในการพระราชพิธีราชาภิเษก เต็มรูปแบบตามโบราณราชประเพณี เป็นพระที่นั่งที่ทรงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร และทรงประทับอยู่ตลอดรัชกาล
นอกไปจากนั้นแล้ว พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ยังเป็นพระราชพิธีมณฑล สำหรับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สืบเนื่องกันมาทุกรัชกาล ที่เหนือสิ่งอื่นใด ที่นี่คือพระวิมานที่บรรทมของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า หรือเรียกกันอย่างภาษาชาวบ้านว่า บ้านของพระเจ้าแผ่นดินในกาลก่อนนับแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มาจนถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งภายหลังได้เสด็จย้ายไปประทับที่พระอภิเนาวนิเวศน์ นับแต่ปี พ.ศ.2402
อย่างไรก็ตาม ภายหลังต่อมาที่สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ได้ทรงสถาปนาที่ประทับขึ้นใหม่ สำหรับเป็นที่ประทับตามพระราชอัธยาศัยแล้ว จึงทรงมิได้ประทับอยู่ที่ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เช่นกาลก่อน แต่ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี จะต้องจัดให้มีการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน โดยจะต้องทรงเสด็จพระราชดำเนินมาประทับบรรทม เป็นพระฤกษ์ ตามพระราชพิธีโบราณมงคลทุกๆ พระองค์
โดยพระราชพิธีจะเริ่มต้นด้วยการที่สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทรงภูษิตาภรณ์สีประจำวันเสด็จพระราชดำเนิน ขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน มีราชวงศ์ฝ่ายใน (ผู้หญิง) เชิญเครื่องราชูปโภคตาม ครั้นได้ฤกษ์ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า เสด็จขึ้นประทับบนที่พระบรรทม ชาวประโคมลั่นฆ้องชัย ประโคมแตรสังข์ เครื่องดุริยางค์ พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ฝ่ายใน ถวายพระแส้หางช้างเผือก จั่นหมากทอง และกุญแจทอง แล้วจึงเอนพระองค์ลงบรรทมเป็นพระฤกษ์
ความสำคัญของพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ไม่ได้มีเพียงแต่เป็นพระราชพิธีมณฑล สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรเท่านั้น หากแต่เป็นที่ประทับอยู่จนตลอดรัชกาลของ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า นับแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 นอกไปจากนั้นแล้ว ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานองค์นี้ ยังเป็นพระที่นั่งที่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 6 ทรงเสด็จสู่สวรรคต จึงนับเป็นพระที่นั่งองค์ประธานที่มีความสำคัญยิ่ง นับตั้งแต่เสด็จทรงครองราชย์ ตราบทรงเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า แห่งชาวสยามในกาลก่อน
@คมชัดลึก
โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์และคณะ
พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ถือเป็นพระที่นั่งประธาน ในบรรดาพระที่นั่งต่างๆ ของหมู่พระมหามณเฑียร ทั้งนี้เนื่องจากเป็นพระที่นั่งองค์แรก ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างขึ้น และได้ทรงใช้เป็นพระราชพิธีมณฑล ในการพระราชพิธีปราบดาภิเษกครั้งแรก ตลอดจนเป็นพระราชพิธีมณฑล ในการพระราชพิธีราชาภิเษก เต็มรูปแบบตามโบราณราชประเพณี เป็นพระที่นั่งที่ทรงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร และทรงประทับอยู่ตลอดรัชกาล
นอกไปจากนั้นแล้ว พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ยังเป็นพระราชพิธีมณฑล สำหรับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สืบเนื่องกันมาทุกรัชกาล ที่เหนือสิ่งอื่นใด ที่นี่คือพระวิมานที่บรรทมของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า หรือเรียกกันอย่างภาษาชาวบ้านว่า บ้านของพระเจ้าแผ่นดินในกาลก่อนนับแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มาจนถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งภายหลังได้เสด็จย้ายไปประทับที่พระอภิเนาวนิเวศน์ นับแต่ปี พ.ศ.2402
อย่างไรก็ตาม ภายหลังต่อมาที่สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ได้ทรงสถาปนาที่ประทับขึ้นใหม่ สำหรับเป็นที่ประทับตามพระราชอัธยาศัยแล้ว จึงทรงมิได้ประทับอยู่ที่ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เช่นกาลก่อน แต่ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี จะต้องจัดให้มีการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน โดยจะต้องทรงเสด็จพระราชดำเนินมาประทับบรรทม เป็นพระฤกษ์ ตามพระราชพิธีโบราณมงคลทุกๆ พระองค์
โดยพระราชพิธีจะเริ่มต้นด้วยการที่สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทรงภูษิตาภรณ์สีประจำวันเสด็จพระราชดำเนิน ขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน มีราชวงศ์ฝ่ายใน (ผู้หญิง) เชิญเครื่องราชูปโภคตาม ครั้นได้ฤกษ์ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า เสด็จขึ้นประทับบนที่พระบรรทม ชาวประโคมลั่นฆ้องชัย ประโคมแตรสังข์ เครื่องดุริยางค์ พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ฝ่ายใน ถวายพระแส้หางช้างเผือก จั่นหมากทอง และกุญแจทอง แล้วจึงเอนพระองค์ลงบรรทมเป็นพระฤกษ์
ความสำคัญของพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ไม่ได้มีเพียงแต่เป็นพระราชพิธีมณฑล สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรเท่านั้น หากแต่เป็นที่ประทับอยู่จนตลอดรัชกาลของ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า นับแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 นอกไปจากนั้นแล้ว ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานองค์นี้ ยังเป็นพระที่นั่งที่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 6 ทรงเสด็จสู่สวรรคต จึงนับเป็นพระที่นั่งองค์ประธานที่มีความสำคัญยิ่ง นับตั้งแต่เสด็จทรงครองราชย์ ตราบทรงเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า แห่งชาวสยามในกาลก่อน
@คมชัดลึก
วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554
พระบรมมหาราชวัง
พันเรื่องถิ่นแผ่นดินไทย
โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์และคณะ
ภายหลังที่ยกเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครแล้ว ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชมณเฑียรสถานด้วยเครื่องไม้ เป็นการชั่วคราว โดยที่ใช้ไม้ระเนียดล้อมอาณาบริเวณไว้ แทนกำแพงพระบรมมหาราชวัง ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน เมื่อแล้วเสร็จ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขปขึ้น 3 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2325 ครั้นในวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2325 เวลา 06.00 นาฬิกา 24 นาที อันเป็นอุดมมงคลฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จพระราชดำเนินโดย กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ข้ามฟากมาจากฝั่งกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร มาสู่ฝั่งตะวันออก ณ ชนวนท่าน้ำหน้าพระบรมมหาราชวัง เสด็จประทับพระราชยาน มีตำรวจหลวงแห่นำตามเสด็จฯ สู่พระราชมณเฑียรสถาน ทรงประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษก เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแต่นั้นสืบมา
เมื่อทรงเสด็จผ่านพิภพมาครบหนึ่งปี บ้านเมืองมีความร่มเย็นเป็นสุข ในปี พ.ศ.2326 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มการก่อสร้างกำแพง ป้อม ประตู สร้างพระราชมณเฑียรสถาน ตลอดจนสร้างพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระเจดีย์ พระมณฑป ศาลาราย และหอมณเฑียรธรรม และในปีถัดมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาปราสาทขึ้น เมื่อการทั้งปวงแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ.2328 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีราชาภิเษกขึ้น
พระราชพิธีราชาภิเษก ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นนั้น เป็นพระราชพิธีราชาภิเษกที่จัดขึ้น เต็มตามรูปแบบโบราณราชประเพณี โดยเสด็จประกอบพิธีพระราชพิธีใน “พระมหามณเฑียร” ซึ่งเป็นหมู่พระที่นั่งที่มีความสำคัญที่สุดหมู่หนึ่ง ในพระบรมมหาราชวัง เป็นมูลสถานที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างขึ้นเป็นแห่งแรก ตลอดจนเป็นพระราชมณเฑียร ที่ทรงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร และทรงประทับอยู่จนตลอดรัชสมัย
แต่เดิมในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไม่ได้เรียกพระที่นั่งในหมู่พระมหามณเฑียร เป็นองค์ๆ แยกกันอย่างปัจจุบัน แต่รวมเรียกกันว่า “พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน” ครั้นต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เรียกพระที่นั่งแต่ละองค์อย่างเข้าใจง่าย อาทิ “พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย” เรียกว่า “ท้องพระโรง” ครั้นถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศขนานนามพระที่นั่งแต่ละองค์ขึ้น ในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2467
@คมชัดลึก
โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์และคณะ
ภายหลังที่ยกเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครแล้ว ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชมณเฑียรสถานด้วยเครื่องไม้ เป็นการชั่วคราว โดยที่ใช้ไม้ระเนียดล้อมอาณาบริเวณไว้ แทนกำแพงพระบรมมหาราชวัง ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน เมื่อแล้วเสร็จ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขปขึ้น 3 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2325 ครั้นในวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2325 เวลา 06.00 นาฬิกา 24 นาที อันเป็นอุดมมงคลฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จพระราชดำเนินโดย กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ข้ามฟากมาจากฝั่งกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร มาสู่ฝั่งตะวันออก ณ ชนวนท่าน้ำหน้าพระบรมมหาราชวัง เสด็จประทับพระราชยาน มีตำรวจหลวงแห่นำตามเสด็จฯ สู่พระราชมณเฑียรสถาน ทรงประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษก เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแต่นั้นสืบมา
เมื่อทรงเสด็จผ่านพิภพมาครบหนึ่งปี บ้านเมืองมีความร่มเย็นเป็นสุข ในปี พ.ศ.2326 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มการก่อสร้างกำแพง ป้อม ประตู สร้างพระราชมณเฑียรสถาน ตลอดจนสร้างพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระเจดีย์ พระมณฑป ศาลาราย และหอมณเฑียรธรรม และในปีถัดมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาปราสาทขึ้น เมื่อการทั้งปวงแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ.2328 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีราชาภิเษกขึ้น
พระราชพิธีราชาภิเษก ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นนั้น เป็นพระราชพิธีราชาภิเษกที่จัดขึ้น เต็มตามรูปแบบโบราณราชประเพณี โดยเสด็จประกอบพิธีพระราชพิธีใน “พระมหามณเฑียร” ซึ่งเป็นหมู่พระที่นั่งที่มีความสำคัญที่สุดหมู่หนึ่ง ในพระบรมมหาราชวัง เป็นมูลสถานที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างขึ้นเป็นแห่งแรก ตลอดจนเป็นพระราชมณเฑียร ที่ทรงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร และทรงประทับอยู่จนตลอดรัชสมัย
แต่เดิมในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไม่ได้เรียกพระที่นั่งในหมู่พระมหามณเฑียร เป็นองค์ๆ แยกกันอย่างปัจจุบัน แต่รวมเรียกกันว่า “พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน” ครั้นต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เรียกพระที่นั่งแต่ละองค์อย่างเข้าใจง่าย อาทิ “พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย” เรียกว่า “ท้องพระโรง” ครั้นถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศขนานนามพระที่นั่งแต่ละองค์ขึ้น ในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2467
@คมชัดลึก
วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ธนบุรีศรีมหาสมุทร (2)
พระยาตากสินมีความสามารถในการสู้รบทั้งทางบกและทางน้ำ เมื่อลงมาช่วยราชการจึงได้รับคำสั่งให้คุมทัพทางเรือออกไปสกัดทัพพม่าทางด้านวัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง และเมื่อกอบกู้บ้านเมืองได้ในเวลาต่อมาจึงชอบใจชัยภูมิเมืองธนบุรีว่าติดแม่น้ำ สะดวกแก่การต่อสู้กับข้าศึกทางน้ำซึ่งท่านถนัดอยู่แล้ว
พระยาตากหรือพระยากำแพงเพชรตั้งค่ายอยู่แถววัดพิชัย แม้จะรบชนะพม่าบ้างแต่ก็เป็นการปะทะประปราย ที่จะต่อต้านขับไล่ทัพพม่าออกไปหมดสิ้นนั้นเห็นจะยากเพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยนโยบายระดับชาติของรัฐบาลว่าเอาอย่างไรแน่ พงศาวดารกล่าวถึงความอ่อนแอของรัฐบาลในขณะนั้นว่าพระเจ้าเอกทัศทรงมัวเมาลุ่มหลงในอิสตรี ทหารจะยิงปืนใหญ่ก็ห้ามปรามเกรงว่าสาวสนมข้างในจะตกใจ ทหารเก่าที่มีความสามารถเคยผ่านศึกมามากก็ถูกกำจัดเสียเยอะตั้งแต่ครั้งสงครามกลางเมืองต้นสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่มีอยู่ก็เป็นแม่ทัพนายกองหน่อมแน้มไม่เคยรบจริง ๆ
พระเจ้าเอกทัศนั้นว่ากันว่าเป็นคนขลาดกลัว ไม่ชำนาญการรบ คงเป็นเพราะอย่างนี้พ่อของท่านจึงไม่ยอมตั้งท่านเป็นรัชทายาท แต่ข้ามไปตั้งเจ้าฟ้าอุทุมพรซึ่งเป็นน้องชายแทน พงศาวดารใช้คำว่า “ไม่ทรงมีพระวิจารณ์เชาวนปรีชาญาณ” คำนี้เห็นจะเทียบได้กับคำว่าไม่มีวิสัยทัศน์ในสมัยนี้ คนที่เก่งและมีพระวิจารณ์เชาวนปรีชาญาณในเวลานั้นจึงได้แก่เจ้าฟ้าอุทุมพรซึ่งได้รับราชสมบัติต่อจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแต่ไม่นานเท่าใดก็เกรงใจพี่ชายจึงมอบราชสมบัติให้พี่ชายแล้วตนเองออกบวช
คราวพม่าจะตีกรุงแตกนั้นได้ยกมาสองหนใหญ่ หนแรกพระเจ้าอลองพญายกมาเอง พระเจ้าเอกทัศเห็นจวนตัวเข้าจึงขอให้พระช่วยสึกออกมารบสัญญาว่าจะยกราชสมบัติคืนให้ เจ้าฟ้าอุทุมพรก็สึกมาบัญชาการรบจนชนะไปหลายครั้ง พอดีกับที่พระเจ้าอลองพญาทำปืนใหญ่ระเบิดต้องสะเก็ดบาดเจ็บจึงยกทัพกลับแล้วไปสวรรคตกลางทาง พระเจ้าเอกทัศเห็นว่าเสร็จศึกแน่คง “เอาอยู่” แล้วล่ะ จึงถามน้องชายว่าแล้วตัวจะอยู่ต่อไปไยเล่า เจ้าฟ้าอุทุมพรก็แสนดียอมบวชเป็นพระกลับเข้าวัดอีกหน ผู้คนจึงเรียกท่านว่าขุนหลวงหาวัด
พม่ากลับไปหนนั้นอยุธยาก็ได้ใจว่าข้าศึกแพ้ภัยตัวเอง ถึงอย่างไรก็ทำอะไรอยุธยาไม่ได้ ก็คำว่าอยุธยานั้นแปลว่าเมืองที่ใครก็รบชนะไม่ได้ หรือเมืองที่ไม่มีวันแพ้นั่นเอง พอกันกับที่ทางพม่ามัวแต่ยุ่งกับการผลัดแผ่นดินจึงไม่มีเวลายกทัพมาราวีจนอยุธยาลืมรสชาติสงครามไปแล้ว ที่จริงถ้าใช้เวลาตอนนั้นหมั่นฝึกปรือทหาร สะสมเสบียง สะสมอาวุธ สร้างค่ายคูประตูหอรบให้เข้มแข็งก็น่าจะต้านทานพม่าในหนต่อไปได้ แต่กลับมีแต่ความสนุกสนานรื่นเริง เจ็บแล้วไม่เคยจำ นิสัยทำอะไรเป็นไฟไหม้ฟาง วูบไปวูบมา พอหมดภัยทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิมนี้ดูจะเป็นลักษณะประจำชาติมาแต่ไหนแต่ไร ถึงน้ำท่วมใหญ่ในคราวนี้ก็เถอะ ตอนนี้ก็คิดกันใหญ่ว่าจะทำโน่นเตรียมนี่ป้องกันนั่น พอน้ำแห้งคงมีคนร้องทักว่าเอ๊ะ! น้ำไปหมดแล้วจะทำไปทำไมให้สิ้นเปลือง จะเวนคืนที่ดินทำฟลัดเวย์ทำไมให้เสียคะแนนเสียง แล้วทุกอย่างก็จะหายไปกับสายน้ำอีก
พระราชดำรัสเรื่องแผนป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวรที่พระราชทานมาตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2538 จึงค้างเติ่งหาผู้รับสนองไม่ได้อยู่อย่างนั้น 16 ปีแล้ว
นายสังข์ชาวบ้านอยุธยานำน้องสาว 2 คน คือ ฟักและปานไปถวายพระเจ้าเอกทัศก็โปรดมากตั้งให้เป็นพระสนมเอก นายสังข์พี่เมียจึงวางท่าใหญ่โตมีสิทธิขาดในราชการบ้านเมือง เวลาขุนนางเข้าเฝ้าฯ นายสังข์จะแหวกม่านโผล่หน้าออกมาก่อน ขุนนางตกใจนึกว่าเสด็จแล้ว ก้มลงกราบเป็นแถว บางทีก็ตั้งภาษีแปลก ๆ เช่น ภาษีผักบุ้ง ใครเด็ดผักบุ้งไปทำแกงส้มหรือแกงเทโพต้องเสียภาษีให้นายสังข์ บางทีคบคิดกับญาติโกโหติกาผูกขาดการซื้อข้าวเปลือกเก็บใส่ฉางไว้เรียกว่ากักตุนสินค้านั่นเองจนราษฎรเดือดร้อนไปทั่ว
คนอย่างนายสังข์นี้จะว่าไปแล้วก็มีอยู่ทุกสมัย หรือพูดกลับกันก็ได้ว่าผู้นำอย่างพระเจ้าเอกทัศนั้นมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ประเภทผู้นำที่มีบริวารเป็นพิษ ถ้าไม่ใช่บริวารฝ่ายตนเองก็บริวารฝ่ายคู่ครอง พอใครได้เป็นผู้นำมีอำนาจเข้าญาติหรือไม่ใช่ญาติจะมาล้อมหน้าล้อมหลังเข้าทำนองมีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่ มีตำแหน่งนับเป็นญาติ มีอำนาจนับเป็นเกลอ ถ้าไม่ใจแข็งเข้าไว้เป็นอันเสียคนไปเยอะแล้ว ผมไปโครเอเชียจึงออกจะชอบใจเมืองดูบรอฟนิก เขาเปลี่ยนเจ้าครองนครทุกเดือนและระหว่างครองนคร เขาไม่ให้ติดต่อลูกเมียวงศาคณาญาติเกรงว่าจะวิ่งเต้นขอทำโครงการโน่นนี่เลอะเทอะไปหมด
ก่อนกรุงแตกราว 2 ปี พระเจ้ากรุงอังวะพระองค์ใหม่ให้ยกทัพเข้ามาตีอยุธยาอีกหนกะว่าคราวนี้อยุธยาคงกำลังประมาทร่าเริงเต็มที่ซึ่งก็จริง เพราะเห็นพม่าหายไปนานและประมาทว่าพอถึงฤดูน้ำหลาก ข้าศึกศัตรูคงไม่กล้ายกมาล้อมกรุง
พระยาตากเห็นสภาพภายในอยุธยาก็รู้ว่าพม่ายกทัพมาใหม่รอบสองในหนนี้เห็นทีจะรักษาพระนครไว้ได้ยาก ท่านเองเป็นแต่เจ้าเมืองบ้านนอกเท่านั้นไม่ใช่รัฐบาลหรือ ผบ.ทบ. จะได้มีอำนาจสิทธิขาดประกาศภาวะฉุกเฉิน การทุจริตคอร์รัปชั่นก็มีอยู่ทั่วไปจะเอาอาวุธดี ๆ ที่ไหนไปรบกับข้าศึก ผู้คนก็ถูกกดขี่ข่มเหงทั้งที่ลำบากยากจนแทบจะไม่มีกินเพราะพม่าตัดเสบียง ขนาดจีน 400 คนยังชวนกันขึ้นไปทำลายพระพุทธบาทสระบุรีรื้อเอาเงินที่ปูพื้น ทองที่หุ้มพระมาแบ่งขายกินกัน
พระยาตากจึงตัดสินใจนำทหารราว 500 คนตีฝ่ากองทัพพม่าไปตายเอาดาบหน้าทางด้านทุ่งหันตรา บ้านข้าวเม่า ไปทางตะวันออกจนถึงชลบุรี ระยองเพื่อไปตีเมืองจันท์ การหนีออกไปอย่างนี้ถ้ากรุงศรีอยุธยารอดปลอดภัยพระยาตากจะมีโทษถึงตายเพราะเท่ากับแตกทัพเอาตัวรอดต่อหน้าราชศัตรูและการหักด่านพม่าออกไปก็ไม่ใช่ของง่าย แต่ถ้ามองวิกฤติให้เป็นโอกาสก็ต้องชมว่าเป็นการตัดสินใจล่วงหน้าที่แม่นยำว่าอยุธยาคงไม่รอดพ้นเงื้อมมือพม่าเป็นแน่ และแทนที่จะตายคาเมืองหรือตกเป็นเชลยถูกร้อยเอ็นข้อเท้าด้วยหวายเดินตีนเปล่าไปพม่าเหมือนเชลยอีกนับหมื่นนับแสนคน ยังจะมีโอกาสรวบรวมผู้คนกลับมาตีเอากรุงคืนได้ในภายหลัง
พระยาตากผ่านเมืองชลแวะจัดการกับเจ้าเมืองที่กดขี่ข่มเหงขูดรีดราษฎร บัดนี้ยังมีวัดใหญ่อินทารามอยู่กลางเมือง เป็นที่ชุมนุมพลในครั้งนั้น ระหว่างทางก่อนเข้าระยองได้แวะพักทัพที่บางละมุง ชาวบ้านเรียกว่าบ้านทัพพระยา นานเข้าก็กลายเป็นพัทยา ครั้งนั้นไม่ได้พักที่รอยัล คลิฟแต่นอนกลางดินกินกลางทรายอยู่ตามเขา ครั้นได้ระยองแล้วจึงบุกเข้าเมืองจันทบุรี
ตรงนี้เราจำกันได้แม่นยำดีว่าก่อนเข้าเมืองจันท์พระยาตากให้ทหารทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้ง ชูสโลแกนว่าเราจะเข้าไปกินข้าวในเมืองจันท์ ถ้าแม้นตีเมืองจันท์ไม่ได้ก็จะอดข้าว “เราจงมาตายเสียด้วยกันในวันนี้เถิด”
ลงท้ายก็บุกเข้าตีเมืองจันท์ได้ บริเวณที่รบกันแถวเนินวงยังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ที่ท่านมุ่งจะยึดเอาเมืองจันท์ให้ได้นั้นนอกจากจะสะดวกต่อการหลบหนีออกทะเล ขณะเดียวกันเมืองจันท์ยังเป็นด่านหน้าที่ชาวจีนลงเรือจากเมืองจีนมาตั้งบ้านเรือนอยู่มาก ลมมรสุมมักพัดพาเรือจากกวางตุ้ง ซัวเถา แต้จิ๋วอ้อมแหลมญวนมาขึ้นบกที่นี่ ท่านอาจพูดจาขอแรงจากพวกชาวจีนเหล่านี้ได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุนรอน เงินทอง ผู้คน โดยเฉพาะการต่อเรือเพื่อใช้เป็นพาหนะเข้าไปกู้บ้านเมืองเพราะคนจีนมีฝีมือทางนี้
สมัยคุณทักษิณเป็นนายกฯ คราวหนึ่งไปประชุม ครม.สัญจรที่เมืองจันท์ พอว่างท่านก็ให้ขับรถตระเวนดูตามท่าเรือและเล่าว่าต้นตระกูลชินวัตรลงเรือจากจีนมาขึ้นฝั่งที่จันทบุรี เวลานี้จันทบุรีก็ยังมีชื่อด้านการต่อเรือ สมัยรัชกาลที่ 2-3 เรือดี ๆ ต้องต่อมาจากเมืองจันท์ เข้าใจว่าเป็นเพราะมีไม้ดีและยังมีช่างฝีมือดีหลงเหลืออยู่ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ครั้งเป็นหลวงสิทธินายเวรก็ไปเรียนวิชาต่อเรือที่นั่น
พระยาตากคาดการณ์ไม่ผิดเพราะต่อมากรุงศรีอยุธยาก็แตกจริง พม่าเข้ากรุงได้และจุดไฟเผากรุงเสียหายยับเยิน จับคนไทยเป็นเชลยเดินเท้ากลับไปพม่า หนึ่งในเชลยนั้นคือพระภิกษุสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพร ซึ่งพม่าถือเป็นเชลยแต่ได้ปลูกตำหนักกักบริเวณให้อยู่อย่างดีจนสวรรคตในปลายสมัยรัชกาลที่ 1 พระบรมอัฐิฝังไว้ที่พม่า
อีก 100 ปีเศษต่อมาอังกฤษยึดได้พม่าทั้งหมด ขนสมบัติกลับไปอังกฤษเป็นอันมากและจับพระเจ้าธีบอหรือสีป่อ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า เหลนพระเจ้าอลองพญาส่งไปอยู่รัตนบุรีในอินเดียเป็นอันว่าหมดสิ้นวงศ์กษัตริย์พม่าโดยสิ้นเชิง และควบคุมพระองค์ไว้ดุจเชลยจนสวรรคตที่อินเดีย พระบรมอัฐิฝังไว้ที่นั่นไม่ให้นำกลับพม่า
คิดแล้วเป็นอนิจจัง เป็นกฎแห่งกรรมแท้ ๆ
พระเจ้าตากนำทัพจากจันทบุรีมาทางเรือขึ้นบกที่กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ขณะนั้นพม่ายึดได้แล้วและตั้งให้คนไทยชื่อนายทองอินเป็นผู้รักษาเมืองซึ่งก็ตั้งหน้าตั้งตากดขี่ข่มเหงคนไทยด้วยกัน คนอย่างนี้เหมือนพวกฉวยโอกาสยามน้ำท่วมนั่นแหละ เรือพระยาตากมาสว่างรุ่งแจ้งเห็นแสงอาทิตย์พอดีที่หน้าวัดมะกอกนอก ถือเป็นศุภนิมิตต่อไปจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดแจ้งที่เด็ก ๆ เคยร้องว่ายักษ์วัดโพธิ์รบกับยักษ์วัดแจ้ง ยักษ์ที่ว่านี้คือตุ๊กตาหินหรือนายทวารบาลเฝ้าวัดบ้าง รูปปั้นยักษ์ตัวโต ๆ กุมกระบองบ้าง มีนิทานว่ารบไปรบมาฟาดกันจนท่าน้ำหน้าวัดโพธิ์เตียนราบ เรียกว่าท่าเตียน แต่ความจริงเกิดจากเพลิงไหม้ครั้งต้นกรุงเทพฯ จนบริเวณนั้นเตียนหมด
วัดแจ้งนี้ต่อไปเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นวัดอรุณฯ ซึ่งแปลว่าเช้าหรือแจ้งเช่นกัน
พระยาตากจับนายทองอินฆ่าและได้คนไทยเป็นพวกอีกมาก คราวนี้ยกพลไปตีกรุงศรีอยุธยา วิธีตีนั้นไม่ต้องเข้ากรุงแต่เข้าตีค่ายโพธิ์สามต้น นอกพระนครซึ่งเป็นกองบัญชาการของพม่า มีสุกี้พระนายกองซึ่งพม่ามอบให้ดูแลกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้บัญชาการค่าย พอค่ายโพธิ์สามต้นแตก สุกี้พระนายกองถูกฆ่า ทหารพม่าก็ยอมแพ้ เท่านี้พระยาตากก็ชนะ กู้บ้านเมืองคืนได้แล้ว นับเวลาตั้งแต่กรุงแตกจนได้กรุงคืนแค่ 6 เดือนเศษเท่านั้น
ฟังมาถึงตรงนี้ควรยกมือท่วมหัวไหว้วีรกรรมของมหาราชพระองค์นี้ ถ้าไม่ได้ท่านเราอาจจะมีพระเจ้าสุกี้ที่ 1 หรือพม่าอาจส่งเชื้อพระราชวงศ์อลองพญามาปกครอง พอพม่าเสียเมืองให้อังกฤษอีก 100 ปีเศษต่อมา อยุธยาในฐานะเมืองขึ้นหรือประเทศราชของพม่าอาจพลอยตกเป็นของอังกฤษด้วยก็ได้
พระยาตากเข้ากรุงศรีอยุธยาแล้วครับ แต่คราวนี้มาอย่างพระเอกขี่ม้าขาวและเป็นวีรบุรุษ ไม่เหมือนตอนเป็นเจ้าเมืองบ้านนอกลงมาจากเมืองตาก ถ้าจะปรบมือผิวปากร้องกรี๊ดตอนนี้ก็เหมาะแก่ความรู้สึกสะใจของคนไทยใน พ.ศ. 2310 นัก
แต่นี่แค่เข้ากรุงศรีอยุธยานะครับ ฉากต่อไปคือการเข้ากรุงธนบุรี ทำไมท่านจึงย้ายไปอยู่กรุงธนบุรี ไม่อยู่ที่อยุธยา บางคนอาจนึกว่าย้ายทั้งทีทำไมไม่ย้ายไปอยู่เมืองที่ท่านคุ้นเคยเช่น ตากหรือจันทบุรี
ซึ่งถ้าพระยาตากคิดอย่างนั้น ป่านนี้เราอาจอยู่แถวเขื่อนภูมิพลต้นน้ำไม่ต้องลงมาอยู่ท้ายน้ำ เรื่องนี้เห็นจะว่ากันต่อในตอนที่ 3
วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com
วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554
เลือกวัสดุทำพื้นสวน
พื้นในสวนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกบ้านได้อย่างสะดวก ตั้งแต่เดินเล่นไปจนถึงจัดปาร์ตี้ในสวน หากไม่มีพื้นแข็งเหล่านี้ช่วยรองรับการใช้งาน เมื่อเจอกิจกรรมหนัก ๆ ก็อาจทำให้สวนของคุณดูโทรมกว่าปกติก็เป็นได้ ดังนั้นการเลือกวัสดุจึงมีความสำคัญและปัจจุบันก็มีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ แต่จะเลือกอย่างไร “บ้านและสวน” มีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก
1. พื้นไม้
พื้นไม้เป็นที่นิยมในการออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งในสวน เนื่องจากให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ไม่มีการสะสมความร้อนบนพื้นมากเท่าวัสดุประเภทอื่น ๆ และยังเหมาะกับสวนเกือบทุกแบบ ทั้งสวนแบบทรอปิคัล สวนบาหลี สวนญี่ปุ่น สำหรับไม้ที่นิยมนำมาทำพื้น ได้แก่ ไม้เต็งและไม้แดง เนื่องจากหาง่ายและค่อนข้างคงทน อย่างไรก็ตาม พื้นไม้เป็นส่วนที่ต้องการการดูแลสูง เพราะมักมีปัญหาการผุเมื่อใช้ไปนาน ๆ และเกิดรอยด่างได้ง่าย
2. พื้นกรวดล้าง ทรายล้าง
ลักษณะพื้นแบบนี้จะให้ผิวสัมผัสเป็นธรรมชาติเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการใช้งานแบบถาวร เพราะไม่สามารถรื้อย้ายได้ แต่มีความคงทนสูง ใช้งานได้ในระยะยาว แต่ข้อเสีย คือ หากเกิดการแตกหรือบิ่นจะซ่อมแซมได้ยาก เนื่องจากการแก้ไขเฉพาะจุดจะทำให้สีของพื้นดูไม่เข้ากัน เพราะมีขั้นตอนการผสมสีในระหว่างทำพื้นเข้ามาเกี่ยวข้อง
3. พื้นหินทราย
การใช้พื้นหินทรายภายในสวนสามารถทำได้สะดวกรวดเร็ว โดยทั่วไปนิยมใช้กับสวนที่ใช้กรวดเป็นองค์ประกอบ เช่น สวนญี่ปุ่น สวนโมเดิร์น รวมทั้งยังมีให้เลือกหลายสี ได้แก่ แดง เหลือง แต่พื้นหินทรายมีข้อเสียคือ เมื่อเกิดคราบสกปรกบนพื้นจะทำให้ดูไม่สวย เพราะมักทำความสะอาดไม่ออก จึงไม่เหมาะที่จะวางใต้ต้นไม้ที่มียาง เช่น มะม่วง ควรทำพื้นบริเวณที่เป็นลานโล่งจะเหมาะสมมากกว่า
4. พื้นอิฐมอญหรือศิลาแลง
อิฐมอญและศิลาแลงเป็นวัสดุที่ให้พื้นผิวที่สวยงาม ค่อนข้างเหมาะกับสวนสไตล์ทรอปิคัลที่มีต้นไม้ขึ้นครึ้ม มีของตกแต่งสวน เช่น โอ่งน้ำ โต๊ะไม้ บางคนชอบให้มีตะไคร่ขึ้นที่พื้นเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ แต่มีข้อเสีย คือจะทำให้พื้นลื่น ทำให้เข้าไปใช้งานในบริเวณนั้นได้ไม่เต็มที่ บริเวณที่ทำพื้นลักษณะนี้จึงควรเป็นมุมที่ไม่ใช่ทางสัญจรผ่านมากนัก ข้อเสียอีกอย่างคือ หากปูพื้นไม่แน่น เมื่อมีความชื้นจะทำให้เกิดการแตกหักได้ง่าย.
via @เดลินิวส์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

















