หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ปริศนารังนุคใต้ดินจีน

น่าจะเป็นอีกชนวนวิวาทะ ระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจ จีน – สหรัฐ หลังมีการเปิดประเด็น ผลวิจัยทางยุทธศาสตร์ของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ซึ่งสรุปว่า กองทัพจีนมี “หัวรบนิวเคลียร์” ถึง 3,000 ลูก มากกว่าที่ประเมินกันก่อนหน้านี้ประมาณ 7 เท่า

หัวรบนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธเหล่านี้ เก็บไว้ในเครือข่ายอุโมงค์ลับใต้ดินหลายแห่งทั่วประเทศ รวมระยะทางกว่า 5,000 กิโลเมตร โดยรังใหญ่สุดอยู่ใต้เทือกเขา เขตมณฑลเหอเป่ย ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ไกลจากกรุงปักกิ่งเมืองหลวง และอีกแห่งที่มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แนะเคล็ดลับกำจัดเชื้อรา-ตะไคร่น้ำดูแลผนังบ้านหลังน้ำลด

หลังจากผ่านวิกฤติอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่มาแล้ว เมื่อน้ำลดลงจนสามารถเดินทางเข้าออกได้สะดวก สิ่งแรกที่ทุกคนต่างทำก็เห็นจะเป็นการรีบกลับเข้าบ้านเพื่อสำรวจความเสียหาย และลงมือทำความสะอาดซ่อมแซมบ้านให้น่าอยู่เช่นเดิม แต่เราจะเริ่มต้นทำสิ่งใดเป็นอันดับแรกและลำดับต่อไป ยังคงเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ...?

เจรมัย พิทักษ์วงศ์ บรรณาธิการอำนวยการกลุ่มบ้านและการตกแต่ง บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่งจำกัด (มหาชน) แนะนำว่า หลังน้ำท่วมผนังบ้านได้รับความเสียหาย โดยมีความแตกต่างกันที่ชนิดของผนังบ้านและระยะเวลาที่น้ำท่วมขังในบ้าน สำหรับ “ผนังไม้” ถ้าเป็นไม้จริง ๆ ซ่อมไม่ยาก โดยนำไม้ไปตากแดดให้แห้งหรือปล่อยให้แห้งเอง เมื่อแห้งดีแล้วใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ชโลมที่ผิวและทาสี แต่ที่น่ากลัวคือโครงคร่าวข้างในซึ่งเป็นผนังไม้อาจมีน้ำขังอยู่แต่เราไม่ทราบ ฉะนั้นถ้าบ้านเป็นผนังไม้แนะนำให้รื้อส่วนล่างของผนังออกด้วยเพื่อตรวจสอบว่ามีความชื้น เชื้อรา ผุกร่อนหรือไม่ จากนั้นให้เช็ดทำความสะอาดปล่อยให้แห้งก่อนที่จะทาสีและติดผนังไม้กลับเข้าไปอย่างเดิม


“ผนังยิปซัมบอร์ด” ถ้าเปียกน้ำไม่กี่วันสามารถตัดส่วนที่เปียกออกด้วยเลื่อยธรรมดา เพราะยิปซัมบอร์ดเป็นชิ้นกระดาษสองแผ่นประกบกันและมียิปซัมอยู่ด้านใน ตัวกระดาษจะเปื่อย หากกระดาษเปื่อยจะไม่แข็งแรงต้องรื้อออกหรือบางบ้านจะใส่ฉนวนกันความร้อนด้วย ซึ่งฉนวนนี้จะมีลักษณะเป็นปุย ๆ คล้ายขนมปุยฝ้ายเมื่อโดนน้ำแล้วจะเป็นเชื้อรา อย่างไรก็ตามผนังยิปซัมบอร์ดหากเปียกน้ำต้องรื้อออกและเปิดดูโครงคร่าวข้างในเช่นกัน ถ้าเป็นโครงเหล็กให้ดูว่าเป็นสนิมหรือไม่ ถ้าไม่เป็นสามารถเช็ดให้แห้งและใช้ต่อได้ แต่ถ้าเป็นไม้หากผุต้องเปลี่ยนและฉนวนกันความร้อนให้ทิ้งและปิดยิปซัมใหม่เข้าไปจากนั้นโป๊และทาสี

“ผนังปูน” เป็นผนังที่ยากต่อการบอกได้ว่าเสียหายมากน้อยเพียงใด กรณีบ้านใหม่อายุไม่เกิน 2 ปี ผนังจะไม่ค่อยเสียหายมาก มีวิธีทำความสะอาดคือ ผนังที่มีคราบสกปรกที่มาจากน้ำเน่าแบ่งเป็น 5 คราบ ได้แก่ 1. คราบดิน 2. คราบเชื้อรา 3. คราบตะไคร่น้ำ 4. คราบน้ำมัน และ 5. คราบเกลือ ซึ่งเกิดจากปูนมีความเป็นด่างอยู่แล้ว ถ้าแช่น้ำเกลือจะออกมาเป็นสีขาว ๆ เกาะอยู่ที่ผนัง การกำจัดคราบเกลือและดินจะง่ายมาก เพราะ 2 คราบนี้ละลายน้ำอยู่แล้ว แต่บางคนที่เห็นคราบที่ผนังไม่ทันสังเกตว่าเป็นคราบอะไรและตะลุยขัดด้วยน้ำยาและแปรงแข็ง ๆ อาจทำให้ต้องทาสีบ้านใหม่

ดังนั้นสิ่งที่เราจะเริ่มต้นทำความสะอาดคราบต่าง ๆ เป็นอันดับแรกคือ ใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำสบู่เช็ดก่อน เพราะอย่างน้อยถ้าน้ำเน่าไม่มากทั้ง 2 คราบนี้จะหลุดออกไปโดยไม่ต้องขัดผนังทำลายสี ผลลัพธ์ที่ได้คือผนังจะไม่กร่อนและไม่ต้องทาสีใหม่ทำให้ประหยัดไปได้ แต่ถ้าหากเช็ดแล้วยังมีคราบสีเหลือง ๆ ติดอยู่ บางทีอาจจะเป็นคราบน้ำมัน เนื่องจากบ้านเราอาจอยู่ติดกับปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร หรือห้องครัวที่มีคราบน้ำมัน สามารถใช้เบกกิ้งโซดาผสมน้ำส้มสายชูเช็ดหรือใช้น้ำยาขจัดคราบไขมันสำหรับใช้ในห้องครัวเช็ดได้เลย

ส่วนคราบเชื้อราและคราบตะไคร่น้ำวิธีที่ดีที่สุดคือ การใช้โซเดียมไฮโปคลอไรต์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ คลอรีนหรือน้ำยาฟอกขาว (ไฮเตอร์) ซึ่งสามารถกำจัดเชื้อราและตะไคร่น้ำได้รวมทั้งช่วยฆ่าเชื้อโรคอีกด้วย วิธีใช้คือ ใช้คลอรีน 1 ฝาต่อน้ำ 1 กระป๋อง ประมาณ 1-5 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญอย่าลืมสวมถุงมือยางและหน้ากากปิดจมูก เนื่องจากน้ำยาจะกัดมือและกลิ่นฉุนมาก สำหรับแปรงควรใช้แปรงขัดขนพลาสติก อย่าใช้แปรงเหล็กหรือทองเหลือง เพราะจะทำให้สีลอกและต้องทาสีใหม่ นอกจากนี้คลอรีนยังมีประโยชน์ต่อพื้นบ้านที่เป็นพื้นที่สามารถเทน้ำได้ เช่น พื้นกระเบื้องหรือหินที่เป็นเชื้อราหรือมีตะไคร่น้ำติด ใช้คลอรีนผสมน้ำ 5 เปอร์เซ็นต์แล้วเทล้าง จากนั้นเช็ดให้สะอาดจะสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา และตะไคร่น้ำได้ การเช็ดทำความสะอาดที่เราเห็นคราบอยู่ในระดับนี้ แต่อย่าลืมว่าความชื้นอยู่ด้านในผนังจึงควรเช็ดเผื่อไว้ประมาณ 1 ฟุตกันว่ามีความชื้นสะสมด้านหลังสูงกว่าระดับสายตา

กรณีบ้านเก่าอายุ 5 ปีขึ้นไปหรือบ้านที่ทาสีซ้ำผนังเก่า เมื่อถูกน้ำท่วมจะทำให้สีเสียและลอกง่าย เนื่องจากปูนเก็บความชื้นไว้มากและเมื่อคลายความชื้นจะดันออกมา ซึ่งสีเป็นฟิล์มเมื่อความชื้นเข้าไปข้างในได้ก็จะดันออกมาเหมือนดันหน้ากากออกมา วิธีสังเกตคือ กรณีที่แย่มาก ๆ สีจะลอกออกมาให้เห็น แต่ถ้าไม่ลอกให้ลองใช้มือลูบขณะแห้งแล้ว ถ้ามีแป้งสีติดมือมาให้ขัดสีและทาสีใหม่ แต่เมื่อขูดสีออกแล้วให้รอประมาณ 3 เดือน เพื่อให้ผนังแห้งสนิทก่อนจึงค่อยทาสีใหม่ เพราะหากรีบทาสีความชื้นจะยังอยู่ทำให้สียังไม่ทันแห้งก็ลอกออกมาใหม่ได้ในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี

ก่อนทาสีสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ทาน้ำยารองพื้นชนิดพิเศษที่ช่วยป้องกันความชื้น จากนั้นทาสีรองพื้นที่ป้องกันคราบเกลือและความเป็นด่างจากผิวปูนใหม่และปูนเก่าที่แช่น้ำมานาน จึงจะสามารถทาสีให้เข้ากับผนังส่วนอื่น ๆ ของบ้านได้

อีกกรณีคือ ผนังติดวอลเปเปอร์ หากน้ำท่วมด้านนอกบ้านแต่ไม่ท่วมด้านในก็ต้องเปลี่ยนวอลเปเปอร์ใหม่ เพราะความชื้นที่เข้ามาจากด้านนอกวอลเปเปอร์จะบังไม่ให้เราเห็นคราบและความชื้นทำให้เกิดเชื้อรา เมื่อผ่านไปประมาณ 2-3 เดือน ความชื้นในผนังมากขึ้นเกิดเป็นคราบที่วอลเปเปอร์บางที่จะหลุดออกมาและกรณีที่น้ำท่วมเข้ามาด้านในบ้านต้องลอกวอลเปเปอร์ออก แต่ถ้าบ้านใดใช้ลายที่หาซื้อได้ทั่วไปให้ตัดและลอกออกเฉพาะส่วนล่างที่น้ำท่วม จากนั้นซื้อมาตัดต่อได้ เนื่องจากวอลเปเปอร์คือการต่อเป็นแผ่น แต่ต้องระวังเรื่องของสีใหม่และเก่าไม่เหมือนกัน ของใหม่ที่นำมาใส่ด้านล่างสีจะเข้มกว่า หรือถ้าไม่มีลายขายแต่ยังรักที่จะติดก็ต้องลอกออกทั้งหมดถึงแม้น้ำจะท่วมแค่ฟุตเดียวก็ตาม ทางที่ดีให้เปลี่ยนมาทาสีจะง่ายกว่า ส่วนเรื่องกลิ่นให้เปิดบ้านเพื่อระบายหรือใช้ถ่านนำมาวางตรงมุมอับในบ้านหรือซื้อน้ำยาหรือสารดูดความชื้นมาใส่จะทำให้เชื้อราไม่ขยายตัวกลับมาอีกถ้าไม่มีเชื้อราก็ไม่มีกลิ่น

ความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมทั้งหมดมักอยู่ในที่ที่เรามองไม่เห็น เพราะบ้านไม่ได้กันน้ำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีความชื้น อากาศและน้ำไหลผ่านได้ตลอดเวลา การทำความสะอาดแค่ทำให้บ้านเราสะอาดน่าอยู่ แต่อย่าลืมเรื่องของความชื้นที่มีในบ้าน ดังนั้นเราจึงควรผึ่งบ้านไว้ประมาณ 3 เดือนเป็นอย่างน้อยด้วยการเปิดประตู หน้าต่างเพื่อระบายความชื้น เพราะเชื้อราที่น่ากลัวที่สุดคือเชื้อราที่อยู่ในอากาศ หลังจากที่มันเจริญเติบโตตามซอกตามมุมของผนังจนโตแล้วถึงเวลาที่มันจะปล่อยละอองเกสรในอากาศออกมาทำให้เราได้กลิ่นเหม็นซึ่งก็คือกลิ่นอับชื้นส่งผลให้เจ็บป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ โดยเฉพาะเด็กและคนแก่ที่ภูมิต้านทานต่ำอาจเป็นอันตรายได้...!!.

.............................................................

เชิญชวนร่วมงานบ้านและสวนแฟร์ 2011

นิตยสารบ้านและสวน ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมงาน บ้านและสวนแฟร์ 2011 ระหว่างวันที่ 17-25 ธันวาคม 2554 ณ ชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 09.30-21.00 น. ภายในงานรับปรึกษาหารือทุกเรื่องในบ้านฟรี!! และรับฟรีคู่มือป้องกัน-ซ่อมบ้านหลังน้ำท่วม พร้อมพบกับสินค้าราคาพิเศษช่วยน้ำท่วมเฉพาะในงานนี้เท่านั้น .

.............................................................

เบ็ดเตล็ดดูแลบ้านที่ถูกน้ำท่วม

ประตู-หน้าต่าง ไม้อัดหรือไม้เทียมโอกาสที่จะนำกลับมาใช้ใหม่นั้นยากต้องถอดทิ้ง แต่หากเป็นไม้จริงทั้งชิ้น ตากให้แห้งเรียกช่างมาไสและทาสีใหม่ ตั้งบานพับใหม่เนื่องจากตอนเปียกน้ำประตูไม้จะรั้งบานพับลงมาทำให้บานพับด้านบนฉีก สำหรับบานพับลูกบิดที่เป็นเหล็กถอดมาเช็ดและตากให้แห้ง หากเป็นสนิมให้ขัดออกและใส่น้ำยาไล่ความชื้นหยดน้ำมันเนื่องจากตอนน้ำท่วมจะล้างออกไปทำให้เวลาเปิดปิดจะมีเสียงดัง

ผ้าม่าน ผ้าฝ้ายสามารถซักได้ด้วยอุณหภูมิปกติ ปั่นแห้งด้วยความแรงต่ำสุดและผึ่งในที่ร่ม แต่ทางที่ดีควรส่งร้านซักผ้าม่านจะดีกว่า เพราะซักเองด้วยน้ำมีผลทำให้ผ้าหดสั้นลงประมาณ 3-10 ซม. วิธีแก้คือเลาะชายผ้าลงและเย็บใหม่ ส่วนผ้าไหมส่งร้านเท่านั้น

มุ้งลวด ทำจากวัสดุคือตาข่ายพลาสติก อะลูมิเนียม ทั้ง 2 อย่างนี้สามารถถอดมาฉีดน้ำล้างออกและผึ่งให้แห้ง แต่ถ้าเป็นเหล็กจะมีปัญหามากให้ทิ้ง เพราะถ้ายิ่งนำมาล้างจะยิ่งทำให้น้ำยากันสนิมเสียไป

บัวไม้-คิ้วไม้ ถ้าทำจากไม้เทียมหรือเรียกว่าเอ็มบีเอสหรือขี้เลื่อยอัด ให้ทิ้งอย่านำมาใช้ มันจะบวมน่าเกลียดให้เราเห็นอยู่แล้วต้องถอดทิ้งอย่างเดียว แต่ถ้ามีบางส่วนที่บวมไม่มากอย่าฝืนทาสีทับและใช้ต่อ เพราะจะมีเชื้อรา ส่วนไม้จริงถอดมาผึ่งลมห้ามตากแดด เพราะจะทำให้แตก แต่ถ้าเป็นบัวพลาสติกหรือพีวีซีดูตามสภาพว่าใช้งานได้หรือไม่

น้ำยาซิลิโคน ที่เรายาเอาไว้ที่ผนังก่อนน้ำท่วม ทำให้มีคราบติดอยู่และลอกออกยาก วิธีการลอกออกมีตัวช่วยคือ ใช้น้ำมันสนกับทินเนอร์จะช่วยทำให้อ่อนตัวและลอกง่าย และอย่าใช้ของแข็งมากขูดออก เพราะจะทำให้ผนังเป็นรอย แต่ถ้าไม่ออกจริง ๆ ให้ใช้เกรียงเหล็กขูดถ้าจะต้องทาสีบ้านใหม่อยู่แล้ว.

ทีมวาไรตี้ @เดลินิวส์

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ลาจาก "เดอแรม"

โดย : อนันต์ ลือประดิษฐ์
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


คุ้นชื่อเมือง เดอแรม (Durham) กันมั้ยครับ เมืองเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ


มีประชากรอาศัยอยู่กันเพียงไม่กี่หมื่นคนเท่านั้น กับสถาปัตยกรรมเก่าแก่อายุหลายร้อยปี



หลายท่านอาจรู้จักเมืองนี้อยู่บ้าง เพราะที่นี่ มีคนดังเกิดและเติบโตหลายคน อย่าง เทรเวอร์ ฮอร์น แห่ง อาร์ต ออฟ นอยส์ , เกม อาร์เชอร์ แห่งโอเอซิส ในสายดนตรี หรือจะเป็น โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งแม้จะเกิดที่เมืองเอดินเบอระห์ แต่เขาติดตามพ่อที่มาสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยที่นี่ จึงเติบโตและคุ้นเคยกับเมืองนี้เป็นอย่างดี


อีกทั้ง โรงเรียนคอริสเตอร์ ของที่นี่ ก็ถือเป็นสถาบันเก่าของหลายๆ คน นอกจาก โทนี แบลร์ แล้ว มิสเตอร์บีน หรือ โรแวน แอทคินสัน ก็เป็นศิษย์เก่าที่นี่ด้วยเช่นกัน


บางท่านที่เกิดและเติบโตมาในยุคซิกซ์ตีส์-เซเวนตีส์ อาจจะคุ้นเคยกับเพลง Durham Town (The Leavin') ซึ่งพลอยทำให้เมือง เดอแรม อยู่ในใจขึ้นมา ยามที่มีใครเอ่ยถึงชื่อๆ นี้ เพียงแต่เพลงนี้มันประหลาดอยู่สักหน่อยตรงเนื้อร้องที่ซ้ำไปซ้ำมา ราวกับจะสะกดจิตคนฟัง


"I've gotta leave ol' Durham town. I've gotta leave ol' Durham town. I've gotta leave ol' Durham town and that leavin's gonna get me down.


"Back in 1944, I remember Daddy walking out the door. Mama told me he was going to war, he was leaving. Leavin', leavin', leavin', leavin' me.


"Now I've gotta leave ol' Durham town, I've gotta leave ol Durham town. I've gotta leave ol' Durham town and that leavin's gonna get me down.


"When I was a boy, I spent my time sitting on the banks of the River Thyme. Watching all the ships going down the line. They were leavin'...leavin', leavin', leavin', leavin' me.."


น่าแปลกตรงคนที่แต่งเพลง Durham Town (The Leavin') กลับไม่ได้เกิดที่นี่ เพราะ โรเจอร์ วิทเทเกอร์ นักร้องนักแต่งเพลงชาวอังกฤษ ดันเกิดที่ประเทศเคนยา หลังจากพ่อแม่ของเขาอพยพโยกย้ายไปทำฟาร์มอยู่ที่นั่น จนกระทั่งเมื่อมีโอกาสกลับมาเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเวลส์ สายเลือดศิลปินที่สืบทอดมาจากคุณปู่และคุณพ่อ ทำให้วิทยาศาสตรบัณฑิตอย่าง โรเจอร์ หันมาเป็นนักร้องในที่สุด


แน่นอน โรเจอร์ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มศิลปินสายร็อค เหมือนนักร้องนักดนตรีอังกฤษคนอื่นๆ ร่วมยุคสมัยเดียวกัน แนวทางของเขาจึงค่อนข้างเชย เหมาะสำหรับแฟนเพลง สว. (สูงวัย) เพราะเน้นบทเพลงที่ฟังง่าย ดนตรีบรรเลงเนียนๆ แบบสบายหู และไม่มีดิสทอร์ชั่นมาสร้างความระคายเคือง


เช่นเดียวกับเสียงฟลุ้ทใสๆ จังหวะง่ายๆ กับเครื่องสายที่เป็นแบ็คกราวด์ ในเพลง Durham Town (The Leavin') เป็นซิงเกิลที่ออกในปี 1969 ไต่ขึ้นถึงอันดับ 12 ในยูเคชาร์ท นับว่าไม่เบาสำหรับศิลปินหน้าใหม่ในเวลานั้น ถัดจากนั้นอีก 7 ปีต่อมา เพลงนี้ยังกลับมาดังอีกครั้ง (รี-เอนทรี) ถึงอันดับ 23 ของยูเอสชาร์ทในกลุ่มชาร์ทเพลงเอซี ในสหรัฐอเมริกา


เนื้อหาของเพลง (หากจะมีอยู่บ้าง) พูดถึงการลาจากเมืองเดอแรม โดยบทเพลงสะท้อนถึงอิทธิพลของสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการระบุปี ค.ศ.1944 ที่พ่อไปรบในสงคราม มีการระบุถึงแม่น้ำไทน์ ซึ่งที่จริงน่าจะแม่น้ำแวร์มากกว่า นอกเหนือจากนั้น มิได้มีการระบุถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องในเมืองแต่อย่างใด


ครั้งหนึ่งในการให้สัมภาษณ์ทางรายการวิทยุ โรเจอร์ บอกว่า เดอแรม เป็นเมืองที่เขาปรารถนาจะเกิดที่นี่ แต่มิได้ระบุชัดเจนว่าทำไมเขาถึงหลงเสน่ห์เมืองที่มีลักษณะภูมิประเทศสูงๆ ต่ำๆ เพราะประกอบด้วยเนินเขาถึง 7 เนินแห่งนี้ จนนำมาเขียนขึ้นเป็นเพลง


สำหรับนักเดินทาง เดอแรม เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมโบราณที่น่าศึกษา และส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิหารแห่งเดอแรม ที่ได้รับการขึ้นทำเนียบมรดกโลกของยูเนสโกเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ปราสาทเดอแรมที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสศตวรรษที่ 11 ปัจจุบันก็เป็นมหาวิทยาลัยเดอแรม จนทำให้ที่นี่มีบรรยากาศเป็นเมืองแห่งการศึกษาไปโดยปริยาย.

Song : Durham Town (The Leavin')
Composer : Roger Whittaker
Place : Durham City
Population : 29,091 (2001)
Country : England

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สุโขทัย(5)


ความจริงเล่าเรื่องเมืองสุโขทัยจบไปแล้ว แต่เพราะมีผู้สอบถามมาหลายประเด็น หากตอบเองเป็นส่วนตัวก็เกรงว่าแฟนานุแฟนอื่น ๆ จะไม่ได้ประโยชน์ด้วยจึงขออธิบายส่งท้ายเสียอีกตอน ก่อนจะเหินฟ้าข้ามกาลเวลาไปถึงกรุงธนบุรี



1. สุภาษิตพระร่วง พระร่วงเป็นชื่อใช้เรียกผู้ปกครองอาณาจักรสุโขทัยไม่เจาะจงว่าเป็นใคร แต่ถ้าใคร “ดัง” มาก สมญาว่าพระร่วงก็จะติดตัวผู้นั้นนานจนนึกว่าเป็นเจ้าของผูกขาดความเป็นพระร่วง เช่น พ่อขุนรามคำแหง แต่อย่าลืมว่าสมัยอยุธยา เราก็เรียกสมเด็จพระนครินทราธิราช (เจ้านครอินทร์) ว่าพระร่วงเพราะท่านมีเชื้อสายสุโขทัย อีกร้อยปีต่อมาเมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาผู้มีเชื้อสายเจ้านายสุโขทัยเป็นกษัตริย์อยุธยา เราก็เรียกตระกูลท่านว่าราชวงศ์พระร่วง

สุภาษิตพระร่วงมาแต่งขึ้นในสมัยกรุงเทพฯ นี่เอง เข้าใจว่าประมาณรัชกาลที่ 3 คราวบูรณะวัดพระเชตุพน แต่อาจเก็บใจความจากที่เคยจำ ๆ กันมาแต่ก่อนก็ได้และถ้าเป็นอย่างนั้นก็อาจมาจากพระร่วงองค์ไหนก็ได้ แต่สุภาษิตนี้เริ่มต้นว่า “ปางสมเด็จพระร่วงเจ้า เผ้าแผ่นภพสุโขทัย มลักเห็นในอนาคต จึงเผยพจนประภาษ เป็นอนุศาสนกถา” ศัพท์พวกนี้สมัยสุโขทัยไม่มีหรอกครับ


2. ท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศ สตรีผู้นี้ว่ากันว่าเป็นเจ้าตำรับกับข้าว ลอยกระทง ร้อยดอกไม้ ทำนองว่าเป็นสนมคนหนึ่งของพระร่วง ความจริงตำแหน่งนี้เพิ่งจะมีในสมัยอยุธยา ประมาณรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (แม่ท่านเป็นเจ้านายสุโขทัย) เป็น 1 ใน 4 ของตำแหน่งพระสนมเอกเช่นเดียวกับท้าวศรีสุดาจันทร์ ถ้านางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์มีตัวตนจริงคงไม่ใช่สตรีสมัยสุโขทัยแต่อาจเป็นพระสนมของพระร่วงองค์ใดองค์หนึ่งที่ตกทอดมาถึงสมัยอยุธยา


3. กรุงสุโขทัย แคว้นสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัย หลวงพ่อรูปหนึ่งเห็นผมเรียกสลับกันไปมา จึงอยากรู้ว่าต่างกันอย่างไร ตั้งใจเรียกหรือเรียกผิด ตั้งใจครับ เมื่อตั้งเมืองสุโขทัยใหม่ ๆ ยังคงเป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆ เหมือนชุมทางเกวียน ต่อมาเติบโตเป็นเมืองสุโขทัย (เก่า) ภายหลังขยับใกล้แม่น้ำเข้าไปเป็นเมืองสุโขทัย (ใหม่) พอมีเจ้าเมืองสืบทอดกันและเจริญขึ้นก็เป็นกรุง (เพราะเป็นเมืองใหญ่ใกล้น้ำ) ครั้นอาณาเขตกว้างขวางออกไปก็เป็นแคว้น (คล้าย ๆ จังหวัดหรือมหานคร) ดังที่อาจารย์คึกฤทธิ์เรียกว่านครรัฐ

อยู่มาก็มีเมืองบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง เช่น ศรีสัชนาลัย สองแคว นครชุม สระหลวง และขยายดินแดนกว้างไกลออกไปมากจนถึงนครศรีธรรมราชจึงเรียกว่าอาณาจักร (พอ ๆ กับเป็นประเทศ) แต่เมืองหลวงหรือศูนย์กลางอำนาจอาณาจักรนี้ก็ยังอยู่ที่กรุงสุโขทัย (ชื่อเดียวกับอาณาจักร) เพราะคนสมัยก่อนเรียกชื่อประเทศตามชื่อเมืองหลัก เช่น อาณาจักรอยุธยา อาณาจักรธนบุรี อาณาจักรกรุงเทพฯ เป็นต้น คนสมัยอยุธยาเรียกสุโขทัยว่าเมืองเหนือ คนสุโขทัยเรียกอยุธยาว่าเมืองใต้

ก่อนสมัยพญาลิไท อำนาจเหนืออาณาจักรสุโขทัยแบ่งปันกันระหว่างเมืองศรีสัชนาลัยกับกรุงสุโขทัย ต่อมาก็รวบเอามาอยู่ที่กรุงสุโขทัยแห่งเดียว นับแต่พญาลิไทมาอำนาจในอาณาจักรนี้แบ่งปันกันใหม่ระหว่างกรุงสุโขทัยกับเมืองสองแคว (พิษณุโลก) ผู้ครองอาณาจักรสุโขทัยอาจไปนั่งที่สองแควหรือกรุงสุโขทัยแล้วแต่จะแบ่งอำนาจกัน อย่างคราวพญาลิไทอยู่สองแคว อยุธยาก็ดันพระมหาเทวี (เมียขุนหลวงพะงั่ว) ไปครองกรุงสุโขทัย ปลายสมัยพญาลือไทอาณาจักรสุโขทัยตกเป็นของอยุธยาทั้งหมดแต่ยังปกครองตนเองซึ่งแบ่งอำนาจกันอย่างเดิมดังที่พญาบาลเมืองไปครองสองแคว พญารามครองสุโขทัย หลังจากนั้นสมเด็จพระนครินทราชากษัตริย์อยุธยาก็กินรวบตลอดจนหมดความเป็นอาณาจักร


4. เรื่องศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ได้แก่ ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นแท่งหินสี่เหลี่ยมสูงราว 1 ศอก ยอดแหลมทรงพีระมิด ใช้ลิ่มตอกสลักเป็นตัวอักษรบรรทัดเดียวกันทั้ง 4 ด้าน เจ้าฟ้ามงกุฎไปพบและนำลงมาที่กรุงเทพฯ นักวิชาการพวกหนึ่งอ่านแล้วเชื่อว่าทำสมัยพ่อขุนรามคำแหง อีกพวกเชื่อว่าตอนแรก ๆ คงใช่ แต่ข้อความหลัง ๆ คงให้ช่างทำต่อ ขณะเดียวกันก็เคยโต้เถียงทางวิชาการกันมามากแล้วว่าอาจทำสมัยรัชกาลที่ 3-4 สมัยกรุงเทพฯ ไม่ใช่ปลอมเพราะไม่ได้เลียนแบบใครแต่ทำขึ้นใหม่ทั้งหมด


ที่เถียง ๆ กันเป็นประเภทเซียนเหยียบเมฆทั้งนั้น ผมไม่รู้จริงจึงออกความเห็นไม่ได้ เคยมีคนแนะให้ขูดเอาผงจากหินไปตรวจหาอายุ ตรวจไม่ได้หรอกครับ หินก็คือหิน อาจอายุล้านปีก็ได้ อยู่ที่ว่าแกะสลักขึ้นสมัยไหนเท่านั้น


5. พระแท่นมนังคศิลา ศิลาจารึกหลักที่ 1 ระบุว่าพ่อขุนรามคำแหงให้ช่างฟันกระดานหินวางไว้กลางดงตาล ถ้าวันพระก็ให้ฝูงปู่ครูเถรมหาเถรขึ้นนั่งแสดงธรรม ถ้าไม่ใช่วันพระก็ให้ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองกัน ม.ร.ว.เสนีย์อธิบายว่าแท่นหินนี้จึงเป็นทั้งธรรมาสน์ ราชอาสน์ เก้าอี้นายกฯ และบัลลังก์ประธานสภา ดงตาลเองก็ดูท่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา

แท่นหินนี้เจ้าฟ้ามงกุฎไปพบในคราวเดียวกัน ชาวบ้านเคารพว่าศักดิ์สิทธิ์ห้ามเข้าใกล้ แต่ท่านอธิษฐานแล้วขึ้นนั่ง ตรัสว่าลงไปอยู่กรุงเทพฯ ด้วยกันเถิดแล้วนำลงมาไว้ที่กรุงเทพฯ ชื่อพระแท่นมนังคศิลา เมื่อก่อนเคยตั้งในพระที่นั่งอนันตสมาคมคราวใช้เป็นสภา บัดนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์วัดพระแก้ว ครูควรพานักเรียนไปดู

6. พระพุทธชินสีห์ พระศาสดา พระพุทธชินราช หล่อในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท เวลานี้เชิญลงมาอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ 2 องค์คือพระพุทธชินสีห์และพระศาสดา ส่วนพระพุทธชินราชยังอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก เมื่อรัชกาลที่ 5 สร้างวัดเบญจมบพิตร เคยดำริจะเชิญลงมาไว้ที่นี่ แต่ชาวเมืองอาลัยกันมากจึงโปรดให้หล่อองค์จำลองลงมาแทน นับเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในโลก ทั้งพุทธลักษณะและองค์ประกอบทุกอย่าง


7. หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยองค์ใหญ่หล่อด้วยทองคำหนัก 5,000 กิโลกรัม แต่องค์ท่านไม่ตัน ข้างในโปร่ง บางส่วนจะแบบบางด้วยซ้ำ เช่น พระศอบางนิดเดียวต้องแบกรับพระเศียรซึ่งหนักมาก บั้นพระองค์ (เอว) ก็บางต้องรับน้ำหนักพระวรกาย แต่ในการเชิญขึ้นพระมหามณฑปใหม่ได้ใช้โลหะค้ำยันภายในไว้แล้ว

พุทธศิลป์เป็นสมัยสุโขทัย แต่ใครสร้าง สร้างเมื่อใด สร้างทำไมนั้นไม่ปรากฏ เดาแต่ว่าพระพุทธรูปทองคำใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ถ้าไม่ใช่พ่อขุนสักองค์สร้างแล้วใครจะมีปัญญา นักโบราณคดีคำนวณอายุตกราว 700-800 ปี แสดงว่าเป็นสมัยสุโขทัย แปลกที่ไม่มีศิลาจารึกหลักใดเท่าที่ค้นพบพูดถึงการสร้างเอาไว้เลย

มีแต่ศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งบางคนก็หาว่าทำใหม่เมื่อแหม็บ ๆ นี้เสียอีก ที่พูดถึงวัดกลางเมืองสุโขทัยมีพระทอง เคยมีคนไปวัดแท่นหินว่างเปล่าที่วัดมหาธาตุ สุโขทัยเทียบกับหน้าตักของหลวงพ่อแล้วบอกว่าพอดีกันเป๊ะ ฉะนั้นพระทองก็คงเป็นหลวงพ่อองค์นี้แหละ

ส่วนทำไมลงมาอยู่กรุงเทพฯ ก็เดากันสนุกล่ะครับ สมัยสุโขทัยนั้นเรารู้แล้วว่ามีการต่อสู้กันเองระหว่างกรุงสุโขทัยกับศรีสัชนาลัยบ้าง รบกับอยุธยาบ้าง บางทีตอนนั้นแหละที่สุโขทัยกลัวอยุธยาจะมาเชิญหลวงพ่อลงไปอยุธยาจึงโบกปูนหุ้มไว้ บางทีอยุธยาตีได้อาณาจักรสุโขทัยแล้วอาจเชิญพระปูนลงมาอยู่อยุธยาก่อนแล้วก็ได้ พอพม่าเข้ามาไม่คราวเสียกรุงหนแรกก็หนหลังจึงมีคนนิมนต์ท่านลงแพย้ายไปบางกอก หรืออาจเชิญจากสุโขทัยลงมาอยู่พิษณุโลกก่อน พอพม่าได้พิษณุโลก ชาวเมืองก็อาจโบกปูนหุ้มหลวงพ่อแล้วเชิญล่องแพลงมาอยู่บางกอก

รวมความคือหลวงพ่อเป็นพระหนีภัย ไม่ภัยน้ำท่วมก็ภัยข้าศึกซึ่งอาจเป็นพม่าหรืออยุธยาก็ได้

หลวงพ่อมาอยู่วัดพระยาไกร ถนนตกพักหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดสามจีน (วัดไตรมิตรฯ) จึงนิมนต์ไปอยู่กับท่านที่วัดเมื่อ 60-70 ปีมานี้เอง ตอนนั้นจะยกให้ใครก็ไม่มีใครเอาเพราะเป็นพระปูนใหญ่โตเทอะทะน่าเกลียด ภายหลังฝนตกองค์พระเองก็กระแทกโน่นนี่ ปูนที่หุ้มไว้กะเทาะออกจึงได้รู้ว่าเป็นทองคำทั้งองค์

ขณะนี้หลวงพ่ออยู่บนชั้นสูงสุดของพระมหามณฑปวัดไตรมิตรฯใกล้กับหัวลำโพง งดงามอร่ามตา ชั้นล่างของมณฑปมีพิพิธภัณฑ์คนจีน ประวัติการพบหลวงพ่อและอื่น ๆ ครูช่วยพานักเรียนไปดูด้วย


8. ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย คำถามนี้มาแปลก ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเป็นของใหม่ ไม่เกี่ยวกับอาณาจักรสุโขทัย พ่อขุนองค์ใดก็ไม่เคยกิน ครูคนหนึ่งถามมาว่า “เป็นสูตรพ่อขุนองค์ไหนคะ” คงของป้าเฮียง น้าบุญชู หรือเจ๊เป้ามั้ง แรกเริ่มคงทำขายที่สุโขทัยกันก่อน ผมเคยกินมาหลายเจ้า ฝีมือแตกต่างกัน

เสน่ห์ของก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยอยู่ที่ใช้ถั่วฝักยาวดิบซอยเฉลียงผสมกับถั่วงอกดิบ คลุกด้วยหัวไชโป๊หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ กากหมูเจียว น้ำตาลปี๊บ และโรยหน้าด้วยเนื้อหมูย่างหอมควันไฟ ปรุงเป็นต้มยำจะอร่อยกว่าอย่างอื่นหรือจะกินแบบแห้งก็ได้แต่ควรเป็นเส้นเล็ก ถ้าใช้บะหมี่หรือเส้นใหญ่ก็งั้น ๆ

ผัดไทยสุโขทัยก็ใช้ถั่วฝักยาว รสชาติอร่อยดี!

ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยอร่อย ๆ ในกรุงเทพฯ มีหลายเจ้า แต่ที่เคยสั่งไปเลี้ยง ครม.บ่อย ๆ และผมเป็นขาประจำคือเจ้าหน้าวัดสังเวชฯ หลังป้อมพระสุเมรุ และร้านโคโคนัทปาล์ม ท่าเตียน ข้างวัดพระเชตุพน

เอาล่ะนะ ต่อไปนี้จะเริ่มเล่าเรื่องกรุงธนบุรีแล้ว!.

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

นั่งรถไฟไปฮอกไกโด

โดย : นิภาพร ทับหุ่น
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศในโลกที่ได้ชื่อว่า การคมนาคมแสนสะดวกสบาย โดยเฉพาะการเดินทางโดยรถไฟที่มีความไวติดอันดับ Top 5 ของโลกอย่าง Shinkansen


Shinkansen มีความเร็ว 442.89 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือเป็นการเดินทางที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น


แต่อย่าเพิ่งคิดว่าจะมีแค่ Shinkansen ที่ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1964 เท่านั้นที่ชนะใจผู้ใช้บริการ รถไฟธรรมดาอย่าง Limited Express, Rapid Train หรือ Local Train ที่ให้บริการโดย การรถไฟของญี่ปุ่น หรือ JR Groups (Japan Railways Groups) ก็ถือว่าตรงเวลาและสะดวกไม่แพ้กัน แน่นอนว่า การเดินทางโดยรถไฟกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของคนญี่ปุ่นไปแล้ว



รถไฟญี่ปุ่นได้รับการพัฒนาให้เป็นคมนาคมหลักของประเทศ ทุกวันนี้มีเครือข่ายรถไฟครอบคลุมและเชื่อมต่อถึงกันแทบทุกพื้นที่ของญี่ปุ่น อย่างเกาะฮอกไกโดก็เชื่อมต่อกับเกาะฮอนชูของญี่ปุ่นด้วยอุโมงค์ใต้ทะเลเซคัง (Seiken Tunnel) ซึ่งสามารถนั่งรถไฟ JR ผ่านได้โดยใช้เวลาเพียง 23 นาที (ข่าวว่ากำลังมีการพัฒนาให้รถไฟ Shinkansen วิ่งผ่านด้วย)


การเดินทางโดยรถไฟ JR สะดวกสบายก็จริง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยากเดินทางโดยรถไฟอาจต้องถอยห่างไปเพราะสู้ราคาไม่ไหว การรถไฟของญี่ปุ่น จึงพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยออกบัตรโดยสารแบบเหมาจ่าย หรือ Japan Rail Pass หรือ JR Pass ให้กับนักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางเชื่อมต่อไปยังเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น


ด้วยความใหญ่ของญี่ปุ่น ทำให้ JR Groups ต้องมีบริษัทลูกดูแลบริหารการรถไฟในพื้นที่ต่างๆ อย่างในเกาะฮอกไกโดก็มี JR Hokkaido เป็นผู้ดูแล ที่นี่มีตั๋วรถไฟแบบเหมาจ่ายให้บริการด้วยเช่นกัน แต่จะอยู่ในชื่อของ JR Hokkaido Rail Pass มีตั๋วนี้แล้วจะนั่งรถไฟขบวนไหน หรือไปต่อ JR Bus ที่ให้บริการจากบริษัทเดียวกัน ก็สามารถเดินทางได้อย่างไม่จำกัด ขอเพียงใช้บริการอยู่ในเกาะฮอกไกโดเป็นพอ


ใครที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวฮอกไกโดแนะนำให้ใช้บริการ JR Hokkaido Rail Pass น่าจะสะดวกและประหยัดที่สุด จะซื้อจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเช่นบริษัททัวร์ไปก่อนก็ได้ หรือจะไปซื้อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในสถานีรถไฟที่อยู่ตามเมืองต่างๆ ของฮอกไกโดก็สะดวกพอๆ กัน แต่ถ้าใครนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบิน New Chitose ให้ลงไปที่ชั้น 1 จะมี JR Information Desk ให้บริการอยู่ พนักงานที่นี่น่ารัก สามารถให้บริการเป็นภาษาต่างๆ ได้ เช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี แค่ยังไม่มีภาษาไทยเท่านั้น


สำหรับราคาตั๋วรถไฟแบบเหมาจ่าย จะแยกตามจำนวนวันและประเภทของรถไฟ เช่น ตั๋ว 3 วัน รถไฟธรรมดา (Ordinary Car) ราคา 15,000 เยน รถไฟเร็ว (Green Car) ราคา 21,500 เยน, ตั๋ว 5 วัน รถไฟธรรมดา (Ordinary Car) ราคา 19,500 เยน รถไฟเร็ว (Green Car) ราคา 27,000 เยน หรือตั๋ว 7 วัน รถไฟธรรมดา (Ordinary Car) ราคา 22,000 เยน รถไฟเร็ว (Green Car) ราคา 30,000 เยน หรือถ้าใครอยากวางโปรแกรมพิเศษเฉพาะตัวแบบไหนก็ลองปรึกษาพนักงานที่นั่นได้


เสน่ห์ของรถไฟคือความช้า ง่าย งาม จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่หลงรักการเดินทางรูปแบบนี้ คนญี่ปุ่นเองแม้จะมีวิถีที่ติดอยู่กับความรวดเร็ว แต่เมื่อได้ขึ้นรถไฟก็เหมือนชีวิตพวกเขาช้าลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเมื่อขึ้นรถไฟพวกเขาก็จะใช้ชีวิตเงียบๆ อยู่กับเบาะแคบๆ ของตัวเอง อาจจะเอาอาหารกล่อง (เบนโตะ) ขึ้นมาเปิดกิน หรืออ่านหนังสือเล่มเล็กๆ ไป แต่ที่น่ารักและสังเกตได้คือ ไม่มีชาวญี่ปุ่นคนไหนคุยโทรศัพท์หรือใช้สมาร์ทโฟนบนรถไฟเลย เพราะเขาถือว่านั่น เป็นพฤติกรรมสาธารณะที่ไร้มารยาท


เห็นแล้วมันน่านำมาปรับใช้กับการใช้พื้นที่สาธารณะของคนไทยบ้างจริงๆ