หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

ตายยกลำ19รายเหตุเครื่องบินตกยอดเขาเอเวอเรสต์

เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินนำนักท่องเที่ยวชมยอดเขาเอเวอเรสต์ตกในเนปาล ผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตรวม 19 คน



เกิดเหตุเครื่องบินเล็กบีชคราฟ-103 สายการบินพุทธแอร์ ซึ่งนำนักท่องเที่ยวไปชมความสวยงามยามเช้าบริเวณยอดเขาเอเวอเรสต์ ตกบริเวณภูเขาใกล้กับกรุงกาฐมัณฑุของเนปาล ช่วงเช้าของวันนี้ ทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องบิน เสียชีวิตรวม 19 คน เป็นชาวอินเดีย 10 คน อีก 3 คน เป็นชาวต่างชาติ และชาวเนปาลอีก 3 คน ส่วนลูกเรือ 3 คน เป็นชาวเนปาลทั้งหมด

ลักษณะห้องนอนบอกนิสัย

ห้องนอนเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของบ้าน ที่สามารถบอกถึงนิสัยเจ้าของได้ว่าเป็นอย่างไร ถ้าอยากรู้ว่าใครมีนิสัยอย่างไรลองดูที่ห้องนอนแล้วคุณจะพบคำตอบ



เริ่มจาก ห้องนอนหรูหรา คนที่เลือกแต่งห้องนอนด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ดูดีมีราคามา บ่งบอกว่าเป็นคนเจ้าระเบียบ จู้จี้จุกจิก ขี้บ่น ชอบวางมาดเป็นเจ้าคนนายคน แต่กลับไม่ชอบให้ใครมาสั่งสอนตัวเอง รักสบายมากเกินไป สังคมที่เหมาะสมคงไม่พ้นสังคมไฮโซที่มีความชอบคล้ายๆกัน

สำหรับ ห้องนอนเรียบง่าย คนที่เลือกตกแต่งห้องอย่างเรียบง่าย ไม่ค่อยนิยมวางของตกแต่งให้ดูรกห้อง และไม่เน้นความหรูหรา แต่ชอบความโล่ง สบายตา น่าพักผ่อนมากกว่า แสดงให้เห็นว่า คุณเป็นคนเรียบง่าย ไม่ชอบเอาเปรียบ และไม่ชอบมีปัญหาขัดแย้งกับผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นคนจริงจังในการทำงาน และค่อนข้างวางตัวเรียบง่ายสมถะ

ห้องนอนหวานแหวว การเลือกตกแต่งห้องนอนด้วยเครื่องประดับกระจุกกระจิก น่ารักสไตล์เด็กๆ มองรอบห้องมีแต่บรรยากาศชวนฝัน บ่งบอกว่าคุณเป็นคนอ่อนโยน อ่อนหวาน ร่าเริง สนุกสนาน เข้ากับคนง่าย เป็นที่รักของเพื่อนๆและคนรอบข้าง แต่ในบางครั้งคุณจะมีข้อเสียตรงที่ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง และดื้อเหมือนเด็ก

ปิดท้ายด้วย ห้องนอนรกๆ คนที่ไม่ค่อยดูแลความเรียบร้อยของห้อง ปล่อยให้ข้าวของวางระเกะระกะ โดยไม่สนใจใยดี แสดงว่า คุณเป็นคนปุบปับ คิดอะไรได้แล้วจะทำทันที เป็นคนเฮฮาไปไหนไปกัน มีเพื่อนฝูงมากมายและรักเพื่อนมาก อีกทั้งยังเป็นคนไม่ชอบความจำเจ ชอบหาความท้าทายใหม่ให้ชีวิตอยู่เสมอ แต่มีข้อเสียที่เป็นคนไม่รอบคอบ ทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ง่ายในบางครั้ง

เดลินิวส์
24 กันยายน 2554

เที่ยวท่องต้องมนต์เสน่ห์ สุขหลากหลาย...รับร้อนที่'ญี่ปุ่น'

แสงแดดแรกของวัน สาดส่องสนามบินเซ็นแทร์ นาโงย่า ประเทศญี่ปุ่น สนามบินทันสมัยและติดอันดับ 1 ใน 10 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก ซ้ำยังลอดเร้นแยงตา จนต้องขยับมือขึ้นขยี้ขับไล่อาการง่วงเหงาหาวนอน ดูให้ชัดเต็มสองตาว่า เราเดินทางมาถึงญี่ปุ่นแล้วหรือนี่ หลังใจอ่อนตอบรับไมตรีจาก “รายการสมุดโคจร” ชักชวนเป็นเพื่อนร่วมทาง ตามคำเชิญของ การท่องเที่ยว จังหวัดกิฟุ จังหวัดนางาโนะ และเมืองนาโงย่า ประเทศญี่ปุ่น แม้ใจลึก ๆ จะแอบหวั่นไหวกับภัยพิบัติสึนามิที่ผ่านมา จนต้องกระชับกระเป๋าเช็กความมั่นใจว่า ไม่ลืมพกของขลังกันภัยติดตัวมาด้วย



ก่อนอื่นต้องออกตัวว่าไม่ “อิน” กับญี่ปุ่นเหมือนใครเท่าไรนัก ครั้งแรกเมื่อ 3 ปีก่อนมีโอกาสมาย่ำกรุงโตเกียว ใช้สอยเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับงาน ช้อป ชิม ซึ่งไม่ค่อยถูกโฉลกกับไลฟ์สไตล์ ซ้ำยังร่ำ ๆ ร้องอยากกลับตามประสาคนรักบ้านเกิดอีกด้วย เช้านี้หลังกล่าวคำว่า “โอฮะโยว” สวัสดีตอนเช้าเจ้าหน้าที่จังหวัดกิฟุเรียบร้อย เราก็ขึ้นรถบัสมุ่งหน้าไป เมืองกุโจ จังหวัดกิฟุ ดินแดนใจกลางเมืองปลาดิบ ซึ่งได้มีเวลาพักงีบเอาแรง ปรับตัวกับสภาพอากาศ และเวลาที่เร็วกว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมง

ล้อรถจอดสนิทหน้าร้านอาหาร ช่วงเที่ยงพอดิบพอดี มื้อนี้ชาวกุโจภูมิใจนำเสนอ “ปลาอาหยู” สารพันเมนู ไม่ว่าจะย่างเกลือ ย่างโชยุ ทอด โดยเฉพาะซาซิมิปลาอาหยู เนื้อพราวขาวใส สดแน่นกำยำทุกคำที่คีบ ที่ว่าสดต้องขอบอกว่าสดจริง ๆ เพราะแล่กันเดี๋ยวนั้น ชนิดวางเสิร์ฟแล้วยังเห็นปลานอนอ้าปากพะงาบ ๆ ปลาอาหยู เป็นกลุ่มปลาแม่น้ำ มีแหล่งเพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำสะอาด ถือว่าเป็นของดีมีทานเฉพาะเทศกาล ช่วงเดือน พ.ค.-พ.ย. จะว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นมาวางไข่ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเหยื่ออันโอชะของเรา เนื้อจึงแน่นหนึบนัก

โอซาวาซัง สวมชุดตกปลาสีแดงสดคลับคล้ายสิงห์นักบิด เดินนำเราไปยังแม่น้ำวาระ พร้อมเล่าว่า ชาวเมืองกุโจจึงอาศัยช่วงนี้ซื้อใบอนุญาตตกปลาอาหยูจากรัฐบาลเป็นเรื่องเป็นราว สนนราคาอยู่ที่ 2,000 เยนต่อวัน หรือ 10,000 เยนต่อปี ซึ่งอุปกรณ์นำไปหารายได้ มีเพียงคันเบ็ดยาว 9 เมตร เหยื่อล่อ และชุดสำหรับตกปลาเท่านั้น วันไหนมือฉมังตกได้เยอะ เหลือจากแบ่งขายตัวละ 1,000 เยนแล้ว จะเผื่อแผ่แบ่งปันให้เพื่อนบ้านด้วย

เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันช่วงค่ำเห็นเพียงดาวลอยอยู่บนท้องฟ้า รูปร่างแปลกตากว่าเมืองไทย เราทยอยเดินเข้าบ้านพักคล้ายโฮมสเตย์หลังละ 2-3 คน โดยมีเจ้าของบ้านออกมาต้อนรับ พร้อมจุ๊ จุ๊ ปากส่งสัญญาณให้ทุกคนอยู่ในความสงบ โดยไม่รบกวนผู้มาเยือนคนก่อนหน้า แยกย้ายเข้าห้องพักที่มีเพียงเบาะนอน โต๊ะน้ำชา พัดลม เรียกว่าบ้านญี่ปุ่นขนานแท้ ซึ่งห้องน้ำรวมจะมีกฎกติกาให้ใช้ได้ไม่เกิน 5 ทุ่มถึงก่อน 7 โมงเช้า ส่วนออเซ็นตามธรรมชาติใคร่ใช้ได้ตามสะดวก

เวลาตั้งปลุกดังกังวานช่วงเช้าตรู่ เตือนให้ลุกขึ้นมาทานอาหารเช้า หน้าตาแปลก ๆ อย่าง “เต้าเจี้ยวหมักหมูย่างบนใบไม้” มาพร้อมเซตข้าว ผักดอง ไข่ต้ม และสาหร่าย ก่อนจะเช็กเอาต์พ้นชายคาออกมาจึงได้รู้ว่า โฮมสเตย์นี้คือ 1 ใน 110 หลังคาเรือนเรียงรายของหมู่บ้าน “มรดกโลกชิราคาวา-โก” นึกรู้ได้จากหลังคามุงข้าวฟ่างเอียงทำมุม 60 องศา ทรง “กัสโซสุคุริ” อันเป็นเอกลักษณ์ คำว่า “กัสโซ” มีความหมายว่า พนมมือ บ่งบอกรูปร่างหลังคาคล้ายสองมือพนมเข้าหากัน ภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมในการต่อสู้กับหิมะที่ตกหนักหน่วง สูงกว่า 2-3 เมตร ซึ่งช่วยให้หลังคาและตัวบ้านไม่พังทลายลงมา

ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต ซึ่งเจ้าของบ้านเต็มใจเปิดบ้านให้ชม แบบไม่ต้องย่องตีท้ายครัวแต่ประการใด “วาดะซัง” สืบสานมรดกจากบรรพบุรุษ เปลี่ยนบ้าน 3 ชั้นอายุ 300 กว่าปี ให้เป็น “พิพิธภัณฑ์” แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม ยิ้มแย้มเล่าให้ฟังว่า เคล็ดลับการสร้างบ้านแบบนี้ จะใช้ไม้เป็นโครง คาน และเสา ไม่ตอกตะปูแต่ผูกรัดด้วยเชือกฟาง บางส่วนใช้เถาวัลย์หรือหวาย ซึ่งมีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศดีเยี่ยม โดยจะมีการซ่อมแซมทุก 30-40 ปี รวมไปถึงการเปลี่ยนหลังคาเมื่อหมดอายุการใช้งานด้วย

ชีวิตอาจเดินช้าลงเพราะการใช้ใจสัมผัสวิถีชีวิตหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ อาจเดินทอดน่องดูร้านรวง สลายเงินเยนไปกับของที่ระลึก อาทิ ตุ๊กตาซารุโบะโบะ, โมบาย, ขนม, ไอศกรีม หรือจะเลือกนั่งจิบกาแฟ ก็มีร้านเก๋ ๆ ให้ผ่อนคลายอิริยาบถ เหมือนกับ “อาจารย์เออิจิโร่ โอดะ” นักเขียนการ์ตูนชื่อดังอย่าง “วันพีซ” ที่ถ่ายทอดความประทับใจ เขียนการ์ตูนลงสมุดบันทึกให้เจ้าของร้าน จนอดใจอวดลายเส้นที่ระลึกให้คนสั่งกาแฟแก้วต่อ ๆ มาได้ชมกันอย่างตื่นเต้นไม่ได้

เย็นนี้เราข้ามเขตมายัง เมืองมัตสึโมโต้ จังหวัดนางาโนะ ต้องขอบอกว่าครั้งนี้โชคดีจริง ๆ เพราะทันได้เที่ยว “เทศกาลมัตสึโมโต้ชิโระ ไทโกะ” วันสุดท้ายพอดี เสียงตีกลองดังระรัวเร้าใจ สลับหนัก-เบา มีจังหวะจะโคน เร่งให้รีบสาวเท้าก้าวเข้าไปชมใกล้ชิด ซึ่งพอจะแทรกร่างฝ่าฝูงชนเข้าไปดูมือตีชาย หญิง ทีมแล้วทีมเล่า สลับกันขึ้นโชว์ลีลาเข้มแข็ง เหงื่อแตกซิก ผ่านทัศนียภาพฉากหลังของ ปราสาทมัตสึโมโต้ ซึ่งเทศกาลนี้จัดขึ้นราวเดือน ก.ค. เป็นประจำทุกปี ช่วยแต่งเติมสีสันช่วงฤดูร้อนให้มีเสน่ห์อย่างเหลือล้น

มาแดนปลาดิบทั้งที ก็ต้องไปดูเครื่องเคียงดับคาวอย่าง “วาซาบิ” กันบ้าง ต้องขอบคุณ “ไดโอวาซาบิ” ไร่ปลูกวาซาบิใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งออกสิทธิพิเศษพาไปดูไร่แบบ “มิดชิด” เพราะปกติไม่อนุญาตกรณีใด ๆ ให้นักท่องเที่ยวลงไปเชยชมโดยเด็ดขาด เมื่อมาถึงแปลงผลผลิตวาซาบิที่ลับหูลับตาคน เราก็เปลี่ยนรองเท้าบู๊ตย่ำธารน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งละลายจากหิมะไหลลงมาจากภูเขา หล่อเลี้ยงต้นวาซาบิหล่อรวมกับดินตะกอนอันอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นปุ๋ยชั้นดีบำรุงต้นวาซาบิให้เจริญงอกงาม

มองผิวเผินต้นวาซาบิใบสีเขียวสด ช่างละม้ายคล้ายต้นใบบัวบกไม่ปาน ทั้งที่เป็นพืชตระกูลเดียวกับบรอกโคลีและกะหล่ำ เจ้าหน้าที่ยังใจดี ดึงต้นยกลำโคน แกว่งน้ำล้างดินยื่นให้ชิมกันสด ๆ งานนี้เราจึงกัดโคนเข้าเต็มคำ เคี้ยวกรึบกรับพอออกรสซ่านลิ้นเล็กน้อย แต่เผ็ดขึ้นจมูกไม่รุนแรงเท่าวาซาบิในปลาดิบ สงสัยว่าท้องคงเสาะไม่ชินกับวาซาบิสดเช่นนี้นัก จึงทำปฏิกิริยาสร้างอาการปั่นป่วน น้ำย่อยเอ่อท้นท่วมคอ จนต้องรีบวิ่งปร๋อหนีขึ้นบนฝั่ง ด้วยเกรงว่าจะอาเจียน ทำแปลงวาซาบิเขาเสียหายเสียก่อน

คนโบราณว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” แม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนเต็ม ๆ หากคิดขึ้นโรปเวย์ชมวิวบน เทือกเขาโคมากาตาเกะ เมืองโคมาตาเนะ ควรพกเสื้อกันหนาวมาด้วย เพราะอากาศด้านบนวัดอุณหภูมิได้ที่ 12 องศาเซลเซียส เทือกเขานี้สูงเสียดฟ้าจากระดับน้ำทะเล 2,612 เมตร ถือว่าสูงที่สุดในญี่ปุ่น เฉือนเอาชนะดอยอินทนนท์บ้านเรา ซึ่งสูง 2,565 เมตรไปเล็กน้อย แต่ระยะทางคดเคี้ยวสูงชัน เผลอทำให้นึกว่า เรากำลังนั่งรถโขยกเขยกขึ้นดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ จนได้เห็นต้นไม้รายล้อมโอบกอดตลอดเส้นทาง หนาแน่นทึบแปลกตา ก็ช่วยดึงสติกลับออกมาจากภวังค์

โคมากาตาเกะ โรปเวย์ เป็นโรปเวย์ที่สูงที่สุด มีความยาว 1 กิโลเมตร วิ่งด้วยความเร็ว 25-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาขึ้น-ลง 7.30 นาที หลังแอบท้าทายจับเวลา ต้องขอบอกว่าตรงเป๊ะ! ขณะอยู่ในกระเช้า เจ้าหน้าที่บอกว่า เราจะได้เห็นความงดงามถึง 2 ยอดเขาด้วยกันคือ แอลป์ญี่ปุ่น และฟูจิ น่าเสียดายว่าวันนั้นอากาศไม่เอื้ออำนวย มีหมอกหนา ช่างคล้ายใครกลั่นแกล้งก่อกองไฟก้อนมหึมา บดบังทัศนียภาพเสียอย่างนั้น แต่เมื่อขึ้นมาเห็นอุทยานธรรมชาติขนาดใหญ่ มีดอกไม้นานาพันธุ์ 150 ชนิด ขึ้นสลับสับหว่างประดับภูเขา โดยเฉพาะ “ดอกโคบาย เคโซ” ซึ่งหาชมได้ยาก จะผลิบาน 4-5 ปีต่อครั้ง ความรู้สึกเสียดายก็มลายหายไป

หลงป่ามาหลายวันก่อนเดินทางกลับ เราย้ายจากป่าสู่ เมืองนาโงย่า มาชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ที่สุด (อีกแล้ว) ของญี่ปุ่น เมื่อมาถึงเราก็เห็นคนอดทน ยืนต่อแถวยาวเหยียดเป็นระเบียบ เฝ้ารอเวลาเปิด 09.00 น. ซึ่งบัตรเข้าชมเริ่มคิดตั้งแต่เด็ก ม.4 ขึ้นไป สนนราคา 400 เยน และ 800 เยนถ้าพ่วงดูท้องฟ้าจำลอง ความน่าตื่นเต้นบรรจุอยู่ทุกมุมความรู้ ไม่ว่าจะจำลองพายุทอร์นาโด ห้องจำลองสายฟ้า ซึ่งปล่อยกระแสแรงถึง 1,200,000 โวลต์ ให้ลั่นเปรี้ยงปร้าง เล่นเอาหูอื้ออึงกับเสียงฟ้าคำราม หรือห้องจำลองสภาพอากาศหนาว ติดลบถึง 30 องศาเซลเซียส เล่นเอาปากคอสั่นฟันกระทบหงึกหงักได้ใจ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสนใจกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นัก

หลังกล่าวคำ “ซาโยนาระ” ร่ำลาเจ้าหน้าที่ จ.นาโงย่า ซึ่งคอยยืนโบกมือส่งจนลับตาที่สนามบินเซ็นแทร์ นาโงย่า แล้ว ช่วงเวลาเดินทางสู่เมืองไทย เรามีรอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า และจดบันทึกในความทรงจำว่า “ไดสุกิดะ” ฉันเริ่มหลงรักญี่ปุ่นเข้าแล้ว.

............................

รู้ไว้ก่อนเที่ยว

อุณหภูมิ-ช่วงหน้าร้อนเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 15-35 องศาเซลเซียส

อัตราเงินแลกเปลี่ยน-100 เยน ประมาณ 40 บาท

เวลาท้องถิ่น-เร็วกว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมง

กระแสไฟฟ้า–ใช้ 110 โวลต์ ควรเตรียมอะแดพเตอร์แบบสองขาแบนไปด้วย

แหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจ–จังหวัดกิฟุ ยังมีเมืองโบราณอย่าง ทาคายาม่า แวะซื้อ ซารุโบะโบะ ตุ๊กตาสีแดงน่ารักได้ “ซารุ” แปลว่า ลิง “โบะโบะ” แปลว่า เด็ก ชาวญี่ปุ่นสมัยก่อนนิยมเย็บให้เด็กอ่อน เป็นตัวปกป้องจิตใจ ปัจจุบันกลายเป็นของขวัญของฝาก คล้ายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

จังหวัดนางาโนะ นอกจากไร่วาซาบิแล้ว ยังมี บลูเบอร์รี่ ให้เลือกเก็บกินสด ๆ เก็บเต็มถ้วยในไร่ เพียง 1,000 เยน และยังสนุกสนานกับคอร์สทำแยมบลูเบอร์รี่ง่าย ๆ ได้อีกด้วย

เมืองนาโงย่า มีร้านอาหารเก่าแก่ชื่อ “โฮไรเค็น” ขายเฉพาะเมนูปลาไหลมากว่า 137 ปี ขึ้นชื่อด้านความอร่อย แนะนำให้เผื่อเวลาไปต่อแถวรอ.

ทีมวาไรตี้@เดลินิวส์
วันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2554










วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

ทาสีทาบ้านอย่างไรให้คงทนสวยงาม


บ้านที่ไหนที่กำลังประสบปัญหาสีทาบ้านไม่คงทน หรือครอบครัวไหนที่กำลังคิดทาสีบ้านใหม่ ลองเข้ามาศึกษาข้อมูลการทาสีบ้านให้คงทนได้

นอกจากเรื่องของการเลือกซื้อสีที่ต้องมีคุณภาพดีมีมาตรฐานแล้ว ขั้นตอนการเตรียมพื้นผิวก่อนลงมือทาสี ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าอยากให้สีที่ทาบ้านคงทนและสวยงามเป็นระยะเวลานาน เริ่มจากทำความสะอาดพื้นผิวที่ต้องการทาสีทาบ้านให้สะอาดปราศจากคราบฝุ่นหรือสิ่งสกปรกต่างๆเสียก่อน หากเป็นพื้นผิวหรือกำแพงบ้านที่มีตะไคร่น้ำ ควรกำจัดทิ้งให้หมดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อน ถ้าพื้นผิวมีการชำรุดควรทำการซ่อมแซม หรือขัดสีเก่าออกให้หมด

ทำความสะอาดเสร็จแล้ว ก็เริ่มลงมือด้วยขั้นตอนการทาสีรองพื้นไปบนบริเวณพื้นผิวที่จะทำการทาสีทาบ้าน เพื่อช่วยให้สีทาบ้านยึดเกาะกับพื้นผิวได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการป้องกันความเสียหายระหว่างสีทาบ้านกับพื้นผิวอีกด้วย แนะนำว่าหากพื้นผิวที่จะทำการทาสีเป็นปูนฉาบเสร็จใหม่ ควรปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้สภาพผิวได้ปรับตัวประมาณ 1-2 วันก่อน หากเป็นปูนเก่าควรรองพื้นเคลือบก่อนลงมือทาสี เพื่อช่วยเสริมการยึดเกาะกับสีทาบ้านได้อย่างคงทนยิ่งขึ้น

หากเป็นพื้นผิวไม้ ควรทำการทาน้ำยารักษาเนื้อไม้ และน้ำยาป้องกันปลวกหรือแมลงกัดกินเนื้อไม้ก่อนทาสี แต่หากพื้นผิวเป็นวัสดุประเภทเหล็ก ควรทาน้ำยาป้องกันสนิมก่อนลงมือทาสีทาบ้าน สำหรับขั้นตอนการทาสีทาบ้านควรทาสีอย่างน้อย 2-3 รอบ โดยทิ้งระยะเวลาในการทาสีทาบ้านแต่ละครั้งให้แห้งสนิทแล้วจึงค่อยทาสีทาบ้านรอบต่อไป เป็นเทคนิคสำคัญเพื่อเพิ่มความสวยงาม คงทน

เดลินิวส์
23 กันยายน 2554

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

"ลินเดา" ความงามที่แท้ของเยอรมนี

บนแผ่นกระดาษในโลกของนวนิยาย ผู้คนต่างรู้จัก "แชงกรีลา" ดินแดนแห่งความสุขสงบ สันติ และสวยงาม ผ่านเรื่อง "ลอส ฮอริซัน" (Lost Horizon) นวนิยายอมตะของเจมส์ ฮิลตัน (James Hilton) เรื่องราวของพระเอกนักการทูตหนุ่มชาวอังกฤษ ที่ถูกลักพาตัวไปยังเทือกเขาหิมาลัย กระทั่งนำไปสู่เมือง "แชงกรีลา" ในที่สุด

"แชงกรีลา" ในความรู้สึกนึกคิดของคนอ่านและติดตามนิยาย คือเมืองสวยงามราวความฝัน ยิ่งกว่านั้น ผู้คนมีอายุยืนยาวและอยู่อย่างพอเพียง "แชงกรีลา" จึงกลายมาเป็นฉายาที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกพยายามจะสถาปนาให้เมืองในประเทศของตัวเองได้เป็น



เมืองลินเดา ประเทศเยอรมนี ก็เช่นกัน ได้รับการยกย่องจากนักท่องเที่ยวให้เป็น "แชงกรีลา" แห่งเยอรมนี



เกาะขนาดเล็กทางตอนใต้ของประเทศแห่งนี้ อยู่ริมฝั่งทะเลสาบคอนสแตนซ์ กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับของยุโรป

หากดูตามแผนที่ ลินเดา ตั้งอยู่ในเขตชายแดนระหว่างสามประเทศ คือออสเตรีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเกาะซุกตัวอยู่ในทะเลสาบคอนสแตนซ์ และมีภูเขาแฟนเดอร์ตั้งตระหง่านอยู่


"ลินเดา" ได้รับการขนานนามครั้งแรกโดยนักบวชผู้มาจากเซนต์กัลเลน (ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของสวิตเซอร์แลนด์) ซึ่งกล่าวว่าท่านเคานท์แห่งเมืองราเอเทีย นามว่าอดัลเบิร์ต เป็นผู้ค้นพบสำนักนักบวชหญิงบนเกาะแห่งนี้ ชาวโรมันมาตั้งรกรากที่นี่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ซึ่งในปัจจุบันมีร่องรอยอยู่ในเมืองเอสชาช


ในปี ค.ศ.1180 มีผู้ค้นพบโบสถ์เซนต์สตีเฟนบนเกาะ ปี ค.ศ.1124 กลุ่มผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายแฟรนซิสกัน (คริสต์นิกายหนึ่งที่ก่อตั้งโดยนักบวชนามว่าเซนต์ ฟรานซิส ออฟ แอสสิสิ นักบวชนิกายนี้ใส่ชุดติดกันที่มีฮู้ดสีน้ำตาล) เริ่มก่อตั้งโบสถ์บนเกาะแห่งนี้ กระทั่งกลายมาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรโรมัน ภายใต้การปกครองของกษัตริย์รูดอล์ฟที่ 1


ในประวัติศาสตร์ลินเดา มีเรื่องเศร้าใจเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1430 เมืองของชาวยิวราว 15 เมืองบนเกาะถูกเผา เนื่องจากชาวยิวถูกกล่าวหาว่าฆ่าเด็กชาวคริสต์ จากนั้นต่อมาหลังจากสงครามสามสิบปี (สงครามใหญ่ในยุโรประหว่างปี 1618-1648 เกิดขึ้นในพื้นที่เยอรมนีเป็นส่วนใหญ่ สาเหตุของสงครามระบุได้ไม่แน่ชัดนัก แต่ตอนเริ่มต้นเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างนิกายโปรเตสแตนต์กับนิกายคาทอลิก ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรโรมัน) เกาะลินเดาได้จัดงาน "ชิลเดรน เฟสติวัล" เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาสงครามที่ผ่านมา


หลังจากการล่มสลายของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอาณาจักรโรมัน ลินเดาตกอยู่ใต้การปกครองของกษัตริย์
คาร์ล ออกูสต์ วอนเบรต์เซนเฮม (Karl August von Bretzenheim) และปี ค.ศ.1804 กษัตริย์คาร์ลยกเกาะลินเดาให้แก่ประเทศออสเตรีย ปีถัดมาออสเตรียก็คืนเกาะลินเดาให้รัฐบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี


เกาะแห่งนี้มีทางเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ คือสะพานรถยนต์และทางรถไฟ


ด้านหน้าเมือง เป็นท่าเรือมีประติมากรรมรูปสิงโตตั้งตระหง่าน เคียงคู่กับประภาคารบาวาเรียเพียงหนึ่งเดียวของลินเดา ซึ่งสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์โดดเด่น


ด้านหน้าเมืองที่มีรูปปั้นสิงโต มักเป็นจุดเริ่มต้นของการนัดหมาย และการเริ่มต้นเที่ยวชมเมืองแห่งนี้ เลาะเลียบไปตามแนวท่าเรือเป็นร้านกาแฟ และโรงแรมหรูหรา และหากตรงเข้าไปถนนสายหลักชื่อ "แมกซิมมิลเลี่ยน" ขาช็อปทั้งหลายคงต้องร้องกรี๊ดถูกใจ เพราะร้านสินค้าแบรนด์เนม ตกแต่งสวยงามด้วยสินค้าขึ้นป้าย "New Arrival" เรียงรายยั่วกิเลส สลับด้วยร้านอาหารรสเลิศ และร้านสินค้างานฝีมือพวกแฮนด์เมด แต่พอถามราคาต้องบอกว่า "แพงเอาการ"


ถนนแมกซิมมิลเลี่ยน ยังคงสภาพความเป็นถนนยุคโบราณ คือเป็นแผ่นศิลาแลงเรียงอัดแน่น ซึ่งทางเมืองเก็บรักษาเอาไว้ สองข้างทางเป็นบ้านขุนนางเก่าร่ายมนต์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งหลาย บางหลังดัดแปลงเป็นร้านกาแฟ หรือเกสต์เฮาส์ อาคารบางแห่งนำมาใช้เป็นสำนักงานของรัฐบาลท้องถิ่น โบราณสถานสุดยอดของเมือง คือศาลากลางยุคเก่าอันใหญ่โต ที่ผนังเป็นภาพเขียนสี และโบสถ์เซนต์สเตฟาน


ชาวเมืองเล่าให้ฟังว่าเคยเกิดไฟไหม้กลางเมือง ทำให้ส่วนใหญ่ของเมืองได้รับความเสียหาย หลังไฟไหม้แล้ว ในปี ค.ศ.1728 มีการสร้างโบสถ์ขึ้นมาใหม่ในสไตล์บาโรค โดยสถาปนิกช่างใหญ่ชื่อ Giovanni Gaspare Bagnato


รอบเกาะมีทางเดินเท้าตลอดแนวทะเลสาบ เช้า ๆ และเย็น ๆ มักจะมีคนมาวิ่งออกกำลังกาย บางครั้งนอนเปลือยอกอาบแดดกันก็มี ถ้าวันนั้นท้องฟ้าแจ่มใส มีแดดแรง ส่วนอื่น ๆ ของเมืองนั้นก็มักจะทำเป็นสวนหย่อม หรือปลูกดอกไม้เลื้อยคลุมดินให้แพร่กระจายไปตามทางลาดชันของพื้น


อีกแห่งของเมืองลินเดาที่นักท่องเที่ยวไม่พลาด คือ เกาะไมเนา เกาะดอกไม้และสวนพฤกษศาสตร์ เป็นจุดท่องเที่ยวที่นิยมที่สุดในเยอรมนี เพราะมีสถิติบันทึกจำนวนนักท่องเที่ยวไปเยือนนับล้านคน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่หน่อดอกไม้จำนวนมหาศาลเริ่มผลิบานไปจนถึง ปลายฤดูใบไม้ผลิ จะมีดอกกุหลาบนานาพันธุ์ ดอกรักเร่ และต้นไม้ใหญ่ แปลก ๆ เต็มทั้งเกาะ


ในช่วงหนึ่งของการเดินทางแห่งชีวิต "แชงกรีลา" อาจเป็นดินแดนที่ฝันหา โดยไม่เคยรู้ว่าสภาพที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ขณะที่  "ลินเดา" เป็นเพียงภาพจำลองของแชงกรีลาตามความรู้สึกนึกคิด หากแต่สัมผัสได้ถึงความงาม สงบ และสันติ อย่างแท้จริง


Dlife@ประชาชาติธุรกิจ
เรื่อง : สกุณา ประยูรศุข
วันที่ 22 กันยายน 2554