หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อิรักหลังสหรัฐถอนทหารกลับบ้าน


ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ยืนยันหนักแน่น ระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับ นายกรัฐมนตรีนูรี อัล-มาลิกี ของอิรัก ภายหลังการพบหารือ ที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า สหรัฐได้เวลายุติสงครามในอิรักที่ดำเนินมาเกือบ 9 ปี และจะถอนกำลังทหารชุดสุดท้ายกลับประเทศ ภายในวันที่ 31 ธ.ค. ที่จะถึง

เป็นไปตามกรอบเวลาที่โอบามาเคยประกาศก่อนหน้านี้ ท่ามกลางความวิตกกังวลของระดับสูงในกองทัพ และฝ่ายความมั่นคง ที่มองว่าถอนเร็วเกินไป หรืออย่างน้อยก็ควรคงกำลังรบไว้ส่วนหนึ่ง จนกว่าจะมั่นใจในการทำหน้าที่รักษาความมั่นคงของกองกำลังอิรัก

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เมืองแห่ง MICE

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


เสียงกู่ร้องยินดีตามมาพร้อมเสียงชนแก้วในงาน Welcome Party ของการประชุม Jeju International Green MICE Week ครั้งที่ 3 ที่โรงแรม Jeju Grand Hotel บนเกาะเชจู


หลายเมืองของโลกมุ่งสู่ความเป็น MICE ศูนย์กลางการประชุมและนิทรรศการ เกาะเชจูก็เช่นกัน


การประชุม Green Mice Week ครั้งนี้ มีหลายประเทศได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับเชิญเป็นคณะใหญ่ที่สุดของงานกว่า 20 ชีวิต นอกเหนือจากจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ ในจำนวนผู้เข้าร่วมงาน 130 คน จากนานาประเทศ



MICE มาจากคำว่า Meeting,Incentive,Conference,และ Event เป็นอนาคตใหม่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้าง High Valued ทางเศรษฐกิจซึ่งเกาหลีใต้พยายามผลักดัน


อุตสาหกรรม MICE ในเชจู เติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิด ศูนย์ประชุมนานาชาติเชจู (Jeju International Convention Center หรือ ICC Jeju) ซึ่งเป็นศูนย์จัดการประชุมนานาชาติที่สำคัญในปี 2546


นอกจากนี้ ยังมีอีก 24 โรงแรมและรีสอร์ทที่สามารถรองรับการจัดประชุมสัมมนา โดยมีห้องพักรวมกันบนเกาะเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว 3 หมื่นห้อง มี 21 สายการบินระหว่างประเทศ และ 13 สายการบินภายในประเทศที่พร้อมจะนำผู้โดยสารกว่า 5 ล้านคน จาก 18 เมืองใหญ่ทั่วโลกมายังเชจู และ ท่าเรือ Cruise


สำหรับจุดเด่นของศูนย์ประชุมนานาชาติเชจู ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสถานที่ตากอากาศชุงมุน นอกจากเป็นศูนย์ประชุมขนาดใหญ่รองรับได้ 4,300 คน ทั้งการจัดการประชุมทั่วๆ ไป การอบรม และคอนเสิร์ตแล้ว ที่นี่ยังมีทิวทัศน์ของมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่อยู่ด้านหน้า และภูเขาฮัลลาซันอยู่ด้านหลัง ศูนย์การประชุมมีทั้งหมด 7 ชั้น แบ่งเป็นชั้นใต้ดิน 2 ชั้น และชั้นบนอีก 5 ชั้น ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากบริเวณรายรอบเกาะเชจู ตัวอาคารกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม นอกจากจะจัดการประชุมและเทศกาลต่างๆ แล้ว ยังมีการจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ ตลอดปี


ยาง ยัง กึน ประธานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะเชจู (Jeju Tourism Organization หรือ JTO) ซึ่งให้เกียรติต้อนรับคณะจากเมืองไทยด้วยตนเอง ให้ข้อมูลในภาพรวมของการเติบโตอุตสาหกรรม MICE ของเชจู ซึ่งก้าวกระโดดมาอยู่อันดับที่ 27 ของสถานที่จัดการประชุมระดับโลก ด้วยมีทำเลที่ตั้งซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถเชื่อมต่อกับมหานครใหญ่ๆ ของจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน โดยการเดินทางเพียง 2 ชั่วโมงจากเครื่องบิน


กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่นเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวเชจูมากที่สุด ขณะที่ตลาดไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตลาดที่เชจูมีนโยบายขยายตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ซึ่งมองว่ามีศักยภาพสูง


ปัจจุบัน ยอดนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเกาะเชจูทะลุกว่าปีละ 8 ล้านคน นอกจากการได้รับประกาศให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโกแล้ว ล่าสุดจากการติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแห่งใหม่ของโลกทำให้การท่องเที่ยวที่นี่น่าจะยิ่งทวีความคึกคักขึ้นไปอีก โดยปี 2556 คาดว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวทะลุ 10 ล้านคน


“มีนักกอล์ฟจำนวนมากที่เดินทางมาเล่นกอล์ฟที่เกาะเชจู ที่นี่เรามีสนามกอล์ฟมาตรฐาน 26 แห่ง มีกิจกรรมกีฬากลางแจ้งหลายอย่างรองรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีกาสิโนอีก 8 แห่ง และดิวตี้ฟรีชอปปิงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว”


ประธานการท่องเที่ยวเกาะเชจู มองว่า MICE จะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของโลก โดยเป้าหมายของเชจูไม่เพียงต้องการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางหนึ่งของที่พักตากอากาศสำหรับ MICE แต่ต้องการมุ่งสู่การเป็นฮับของ MICE ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของแหล่งท่องเที่ยวทรัพยากรทางธรรมชาติ กีฬากลางแจ้ง การล่องเรือ ชอปปิง และบันเทิง ด้วยแนวคิดการพัฒนาแบบ Creative innovation


“ประเทศไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นมากมาย อากาศดี อาหารอร่อย เชจูอาจไม่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวอุดมสมบูรณ์เหมือนกับเมืองไทย สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเกาหลี ไอเดียจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะการแข่งขันในยุคนี้ซึ่งข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ครีเอฟทีไอเดียของเราจึงไม่ใช่แค่ชูจุดขาย MICE อย่างเดียวแต่ต้องบวกเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นจุดแข็งที่เมือง MICE อื่นๆ ในโลกไม่มี” ไอเดียแมนของเกาะเชจูบอกเช่นนั้น สอดคล้องกับสโลแกนในงานประชุมที่บอกไว้ว่า Your Mice in Jeju, Beyond Your Imagination

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ซานตา เฟ่ เมืองคาวบอย

โดย : มานพ จันทรฯ
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ในบรรดาเมืองที่ถูกยกย่องให้เป็น 1 ในเมืองสุดแสนโรแมนติกของสหรัฐนั้น มีชื่อของ ซานตา เฟ่ (Santa Fe) ติดอยู่ด้วย


ในบ้านเราอาจรู้จักผ่านหูชื่อนี้ในฐานะร้านขายสเต็ก แต่ซานตา เฟ่ มีดีมากกว่านั้น


ซานตาเฟ่ เป็นเมืองหลวงของรัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) เป็นเมืองเล็กๆน่ารักขนาดกะทัดรัด สมัยโบราณเป็นถิ่นฐานของชาวพิวโบลอินเดียน ต่อมาดินแดนนิวเม็กซิโก ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมของสเปน ได้ตกมาเป็นดินแดนภายใต้ปกครองของสหรัฐ คนผิวขาวจึงมาตั้งรกรากที่นี่ ความเจริญด้านต่างๆ จึงทยอยเติบโตขึ้น



ซานตาเฟ่ เป็นเมืองต้นแบบของเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่หลายที่เอาไปอ้างอิงสำหรับการต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ บ้านเรือนของชาวเมืองแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นสีเอิร์ธโทน และยังนิยมสร้างบ้านด้วยดิน สอดคล้องกับธรรมชาติให้บรรยากาศแบบดั้งเดิม


มาเยือนถึงถิ่นก็ไม่ควรพลาดการเรียนรู้ความเป็นมาของเมือง โดยแวะไปที่พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านนานาชาติ (Museum of International Folk Art) ถ้าจะเที่ยวชมเมืองก็ควรเดินชมตลาด ความมีชีวิตชีวาที่ถนนแคนยอน (Canyon Road) มีย้านเรือนร้านค้าที่สร้างด้วยดิน มีงานศิลปะ รูปปั้น ภาพวาด ร้านค้าตกแต่งสวยงาม และยังมีตลาดนัดขายของ (Farmer Market) ขายพืชผลการเกษตร หลากหลาย พริกพันธุ์เม็กซิโกสีสันสวยงามมีให้เห็นอยู่อย่างดาษดื่น เพราะคนที่นี่รับประทานอาหารรสเผ็ด พูดภาษาอังกฤษ และสเปน เนื่องจากรัฐแห่งนี้อยู่ติดกับเม็กซิโกนั่นเอง


ในยามค่ำคืนหากจะแวะไปชม การแสดงในโอเปอร่า (Santa Fe Opera House) ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านเหนือของเมือง ก็คุ้มค่าแก่การได้มาสัมผัสสักครั้ง


ในขณะที่การท่องเที่ยวแบบผจญภัยกลางแจ้ง ประเภทปีนเขา พายเรือล่องแก่ง ท่องป่า ขี่ม้าชมทุ่งหญ้าแบบคาวบอย หรือเล่นสกีในฤดูหนาวก็เป็นที่นิยมไม่น้อย


เมืองในนิวเม็กซิโก หลายแห่ง รวมทั้งซานตา เฟ่ มักถูกเลือกให้เป็นฉากในภาพยนตร์แนวตะวันตกบรรยากาศคาวบอยอยู่เสมอ ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยม เพราะทิวทัศน์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกสิ่งก่อสร้างยุคใหม่รุกรานเหมือนเมืองอื่นๆ ดินแดนในแถบนี้ยังรักษาความเป็นดั้งเดิมได้ดี ราวกับว่าวิญญาณของอินเดียนแดง และคาวบอยไม่ได้สูญหายไปแม้แต่น้อย



ที่จริงเรื่องราวในภาพยนตร์ Cowboys & Aliens (2011) สมมติเหตุการณ์เกิดขึ้นในซิลเวอร์ซิตี้ รัฐแอริโซน่า แต่เอาเข้าจริงๆใช้สถานที่ถ่ายทำในรัฐนิวเม็กซิโก แทบทั้งนั้น ทั้งในเมืองเอบิกจู (Abiquiu) และเมืองซานตาเฟ่ เมืองหลวงของรัฐแห่งนี้


หนังย้อนไปในยุคคาวบอย ปี 1873 ชายแปลกหน้า “เจค โลเนแกน” (แดเนียล เคร็ก) ผู้ไม่มีความทรงจำในอดีตหลงเหลืออยู่เลย เขาผ่านเข้ามาในเมืองแห่งหนึ่งใจกลางทะเลทรายในรัฐแอริโซน่า โดยมีปลอกกุญแจโลโหะสวมอยูในมือของเขาเหมือนจะบอกว่าเขาเกี่ยวข้องกับเมืองแห่งนี้


ในเมืองแห่งนี้ค่อนข้างเงียบเชียบและไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า ไม่มีใครออกมาเดินตามท้องถนนนอกจากจะไดรับอนุญาตจาก “ร้อยโทวู้ดโดรว์ โดลาร์ไฮด์” (แฮร์ริสัน ฟอร์ด) ที่นี่ชาวเมืองใช้ชีวิตกันอย่างน่าหวาดกลัว


และแล้วก็มีสัตว์ประหลาดจากฟากฟ้า มาลักพาชาวเมืองไปทีละคนโดยไม่อาจต่อต้านได้อย่างง่ายดาย และชายแปลกหน้าที่ชาวเมืองปฏิเสธตั้งแต่แรกกลับเป็นความหวังของที่นั่น เขากลับกลายเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมพลัง ไม่ว่าคนนอกกฎหมาย ชาวอาปาเช่ เพื่อรับมือกับศัตรูจากดาวดวงอื่น


จะว่าไปแล้ว Cowboys & Aliens ขึ้นแท่นหนังรางวัลราสเบอร์รี่เน่าแห่งปีได้เลย นับเป็นการลงทุนที่ไม่สมราคา อุตส่าห์มีนักแสดง ระดับแม่เหล็กอย่าง แฮริสัน ฟอร์ด, แดเนียล เคร็ก แถม สาวฮ็อต โอลิเวีย ไวลด์ แต่ก็พากันมาเน่าในหนังแนวฮอลลีวู้ดหมดมุข ทำนองเดียวกับ “เอเลี่ยนปะทะพรีเดเตอร์” หรือ “กระสือกัดปอบ” นั่นเอง คือสรุปแล้วไม่ควรจะต้องสร้างให้เปลืองเงิน เปลืองพลังงานตั้งแต่เห็นพล็อตเรื่องแล้ว


ถ้าหลงเสียเวลาดูไปแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ ความงามตามธรรมชาติในนิวเม็กซิโกนั่นเอง.

Capital : Santa Fe
State : New Mexico
Country : United State of America
Population : 184,416
Film : Cowboys & Aliens (2011)
Director : Jon Favreau
Cast : Daniel Craig, Harrison Ford , Olivia Wilde

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ธนบุรีศรีมหาสมุทร (1)

กรุงเทพฯ และธนบุรีวันนี้เดิมเมื่อเกือบ 500 ปีก่อนเป็นแผ่นดินผืนเดียวกันเรียกว่า “บางกอก”


ผู้รู้สันนิษฐานที่มาไว้หลายอย่างเช่นแถบนี้คงเป็นดงต้นมะกอกมาก่อน ปรากฏหลักฐานจากวัดอรุณราชวรารามที่เคยชื่อวัดมะกอกนอก คนสมัยก่อนมักตั้งชื่อชุมชนใกล้น้ำว่าบางแล้วต่อด้วยชื่อต้นไม้ที่ดกดื่นในถิ่นนั้น ๆ เช่น บางรัก บางกรวย บางแค บางจาก บางโพ บางไทร ถ้าอย่างนั้นบางทีอาจจะเรียกบางมะกอกมาก่อน ภายหลังจึงกร่อนลงเหลือแค่บางกอก แต่บางคนก็บอกว่าน่าจะมาจากบางโคกแปลว่าที่สูง บ้างก็ว่าภูมิประเทศแถบนี้มีคลองล้อมรอบจึงน่าจะเรียกเพี้ยนมาจากบางเกาะ


ใครถนัดแบบไหนก็เชื่อไปทางนั้นเถิดครับ อย่าทะเลาะกันเลย แต่คนปักษ์ใต้ยังคงเรียกกรุงเทพฯ ว่าบางกอกมาจนทุกวันนี้ ตอนผมเข้ามาเรียนต่อในกรุงไปลายายบอกว่าจะไปเรียนที่กรุงเทพฯ ยายถามว่าอยู่ที่ไหน พออธิบายจบยายร้องว่าพุทโธ่! บางกอกนั่นเอง

อธิบายซ้ำอีกครั้งว่าแม่น้ำเจ้าพระยานั้นไหลจากนครสวรรค์ไปลงอ่าวไทยที่ปากน้ำพระประแดง (แปลว่าคนเดินหนังสือหรือเมสเซ็นเจอร์ บอย) แถว ๆ บางเจ้าพระยา ฝรั่งเดินเรือเข้ามาเมื่อหลายร้อยปีก่อนเคยเรียกว่าแม่น้ำริเวอร์ เพราะถามคนไทยว่าริเวอร์นี้ชื่ออะไร คนไทยตอบว่าแม่น้ำไงล่ะ ต่อมาก็เรียกตามชุมชนแรกที่มาถึงว่าบางเจ้าพระยาริเวอร์ ภายหลังสั้นเหลือเจ้าพระยาริเวอร์ สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ่อพระเจ้าเอกทัศ) พงศาวดารไทยเริ่มเรียกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว

บางเจ้าพระยานั้นหมายถึงเจ้าพระยาอะไร คนไหนก็ไม่มีใครรู้ ที่จริงก่อนสมัยพระเจ้าบรมโกศ เราไม่มีบรรดาศักดิ์เจ้าพระยา มีแต่ออกขุน ออกหลวง ออกพระ และออกญา คำว่าบางเจ้าพระยาจึงแปลกดี เวลานี้เริ่มมีการพูดถึงการขุดแม่น้ำเจ้าพระยา 2 เป็นฟลัดเวย์เพิ่มอีกสายเอาไว้ระบายน้ำในหน้าน้ำท่วม น่าจะเรียกแม่น้ำออกญาจะได้คู่กัน เพราะเจ้าพระยา 2 ฟังเหมือนสถานอาบอบนวดแถวถนนศรีอยุธยา!

แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านชัยนาท สิงห์บุรี อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรีลงมาจนถึงบางกอก แล้วหักข้อศอกโค้งข้างศิริราชไปออกข้างวัดอรุณฯ สมัยพระไชยราชาธิราช กษัตริย์อยุธยาโปรดฯ ให้ขุดคลองลัดตัดตรงจากโค้งแม่น้ำข้างศิริราชไปเชื่อมโค้งข้างวัดอรุณฯ จะได้ย่นเวลานั่งเรืออ้อมไปค่อนวัน ทั้งลำน้ำที่ตรงยังเป็นฟลัดเวย์ระบายน้ำที่ท่วมลงทะเลได้เร็วกว่าแม่น้ำที่คดเคี้ยว ต่อมาคลองลัดนี้กว้างจนกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนแม่น้ำที่เลี้ยวข้างศิริราชแคบลงกลายเป็นคลองบางกอกน้อย แม่น้ำที่เลี้ยวออกข้างวัดอรุณฯ ก็แคบลงกลายเป็นคลองบางกอกใหญ่ คงเพราะกว้างใหญ่และมีคนใหญ่คนโตอยู่กันมากกว่า

เรื่องนี้เล่าหลายหนแล้ว แต่อยากเล่าบ่อย ๆ เพราะชื่นใจที่ผู้อ่านอีเมล์มาบอกว่าชอบอ่านให้ลูกฟัง ถ้าให้ดีช่วยสรุปให้ลูกฟังด้วยนะครับว่า 1.ผู้นำสมัยก่อนท่านมีวิสัยทัศน์คิดการณ์ไกลว่าควรป้องกันและแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างไร การขุดคลองลัดสายใหญ่ยาวร่วม 3 กิโลเมตรเมื่อ 500 ปีมาแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย บางกอกเองก็อยู่ไกลอยุธยา ท่านยังเอาใจใส่มาดูแลจัดการให้ 2.อะไรที่เคยสำคัญ วันหนึ่งย่อมตกอับได้แม้แต่แม่น้ำที่อาจตื้นเขินและแคบลงจนกลายเป็นคลอง อะไรที่ไม่สำคัญ นานวันก็ผงาดขึ้นมาได้เช่นคลองลัดที่กลายเป็นแม่น้ำ นับประสาอะไรกับคน!

สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ รัชกาลที่ 16 (เป็นตาของสมเด็จพระนเรศวร) ให้ยกเมืองบางกอกฝั่งตะวันตกขึ้นเป็นเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทรและถือว่าเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญสำหรับตรวจคนเข้าเมือง เก็บภาษีเรือสินค้า และป้องกันภัยจากทางน้ำที่จะเข้าไปสู่กรุงศรีอยุธยาซึ่งไกลขึ้นไปทางเหนือราว 70 กิโลเมตร ส่วนฝั่งตะวันออก (กรุงเทพฯ) ยังคงเรียกว่าบางกอก


ธนบุรีแปลว่าเมืองแห่งความมั่งคั่ง ร่ำรวย “ธนะ” เป็นคำเดียวกับธนที่รวมกับคำว่าอาคารเป็นธนาคาร รวมกับคำว่าอารักษ์เป็นธนารักษ์ รวมกับอธิปไตยเป็นธนาธิปไตยแปลว่านับถือเงินและความร่ำรวย นึกว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง ธนะแปลว่าทรัพย์สินก็ได้

ธนบุรีหลังสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกลายเป็นเมืองสำคัญเพราะเป็นศูนย์กลางการค้าสำหรับเรือแพที่เข้าไปไม่ถึงอยุธยา ขณะเดียวกันธนบุรีก็มีเรือกสวนไร่นาและผลไม้พันธุ์ดีเป็นอันมาก เช่น ลิ้นจี่ มังคุด ละมุด ส้ม ทุเรียน ชมพู่ หมาก แม้แต่ลำไยก็ดกดื่น คนรุ่นนี้คงนึกไม่ออกว่าธนบุรีเป็นแดนลิ้นจี่และมังคุดพันธุ์ดีไปได้อย่างไร นอกจากนี้ปูปลา กุ้ง หอยจากแม่น้ำแม่กลอง ท่าจีน และแม้แต่จากแม่น้ำป่าสักซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปก็มีผู้นำมาขายที่นี่ ธนบุรีจึงมั่งคั่งสมชื่อ

ความที่ธนบุรีต้องรับเรือราชทูตบ้าง เรือสินค้าต่างประเทศบ้าง เจ้าเมืองธนบุรีจึงมักเป็นชาวต่างชาติ สมัยสมเด็จพระนารายณ์ก็เป็นชาวเติร์ก และฝรั่งเศสยังสร้างป้อมไว้ 2 ป้อมอยู่ทางฝั่งกรุงเทพฯ แถวโรงเรียนราชินีป้อมหนึ่ง หัวมุมคลองบางกอกใหญ่ฝั่งธนบุรีอีกป้อมหนึ่ง มีปืนใหญ่และกองทหาร ระหว่างป้อมกับป้อมมีโซ่ขึงไว้ใต้แม่น้ำ ถ้าข้าศึกบุกเข้ามาก็ชักโซ่ขึ้นขึงให้ตึงขวางเรือไว้

สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ รัชกาลที่ 32 ปลายอยุธยาเต็มทีเพราะอีกไม่กี่ปีต่อมา พม่าก็ยกทัพมาตีอยุธยาแตก คนที่จะมีชื่อต่อไปในประวัติศาสตร์ไทยมาเกิดอย่างน้อยก็ 4 คนที่ควรรู้จัก คนแรกชื่อพ่อสิน ลูกชาวจีน นายอากรเก็บภาษีส่งหลวง แม่เป็นไทย คนที่สองอายุน้อยกว่าราว 2 ปีชื่อพ่อทองด้วง ลูกขุนนางเชื้อสายไทยมอญ แม่น่าจะมีเชื้อสายจีน คนที่สามอายุน้อยลงมาอีกราว 2 ปี ชื่อพ่อบุนนาค ลูกขุนนางชั้นเจ้าพระยาระดับนายกฯ ฝ่ายทหาร เชื้อสายแขกเปอร์เซีย แม่เป็นไทย คนที่สี่ชื่อพ่อบุญมา น้องพ่อทองด้วง อายุน้อยกว่าเพื่อน

สามคนแรกคือพ่อสิน พ่อทองด้วง พ่อบุนนาคเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เด็ก เรียกว่าทีมลูกจีน ลูกไทย ลูกแขก เวลาบวชเณรบวชพระก็บวชไล่เลี่ยกันแต่คนละวัด คราวหนึ่งพระสิน พระทองด้วงออกบิณฑบาต ซินแสจีนเห็นเข้าก็ชอบใจทายว่าทั้งคู่จะได้เป็นฮ่องเต้


เรื่องหมอดูนี้ทางไทยมีเรื่องเล่ามาก รัชกาลที่ 3 ครั้งยังเด็ก ญาติที่เป็นมุสลิมเคยจับพระหัตถ์ทำนายว่าต่อไปจะได้เป็นกษัตริย์ รัชกาลที่ 4 ครั้งยังเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จออกผนวช สมภารวัดตะเคียนเคยถวายพยากรณ์ว่าต่อไปจะได้ราชสมบัติ พอครองราชย์จริงก็ทรงบูรณะวัดตะเคียนพระราชทานชื่อว่าวัดมหาพฤฒาราม สมัยอยุธยาสมภารวัดพระยาแมนก็เคยพยากรณ์ว่าต่อไปเจ้ากรมคชบาลคือพระเพทราชาจะได้ครองเมืองซึ่งก็เป็นจริง

ประเภทไม่เป็นโหร แต่ทายยุทายแหย่ก็มี อย่างที่อะแซหวุ่นกี้แม่ทัพพม่าเคยขอดูตัวเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) ที่พิษณุโลกเพราะสงสัยว่าไฉนจึงต่อสู้กับผู้อาวุโสได้ไม่เพลี่ยงพล้ำ พอได้ดูตัวก็มอบของขวัญให้แล้วทายว่ารูปก็งาม ฝีมือก็ดี จงรักษาตัวไว้เถิดต่อไปเห็นทีจะได้เป็นกษัตริย์

เวลานี้นักการเมืองจึงชอบดูหมอว่าเมื่อไรจะได้เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อใดจะได้กลับมามีอำนาจ ไม่ว่าหมอพระหรือโหรอาชีพ ไม่ว่าหมอตาดีหรือตาบอดและไม่ว่าซินแสจีน สวามีแขก จนถึงหมดดูพม่าอย่างอีที. เป็นอันยอดนิยมทั้งนั้น จนบัดนี้เห็นจะมีนายกฯ รอคิวตามบัญชีโหรอยู่ราว 20 คน และตั้งรัฐบาลมีรัฐมนตรีครบทุกกระทรวงราว 10 คณะ!


พ่อสินนั้นต่อมาเจ้าพระยาจักรี สมุหนายกได้ขอตัวไปเลี้ยง มีผู้อ่านอีเมล์มาถามว่าแสดงว่าพ่อทองด้วงซึ่งต่อไปได้เป็นเจ้าพระยาจักรีอายุมากกว่าพ่อสินใช่ไหมจึงขอพ่อสินไปเลี้ยง ขอเรียนว่าพ่อทองด้วงอายุน้อยกว่าพ่อสิน 2 ปี และยศถาบรรดาศักดิ์เจ้าพระยาจักรีมีเป็นสิบคน ใครเป็นสมุหนายกคุมฝ่ายพลเรือน (เทียบได้กับนายกรัฐมนตรี) ได้เป็นเจ้าพระยาจักรีทั้งนั้น เวลาเรียกจึงมักต่อท้ายด้วยชื่อเดิมหรือที่อยู่จะได้รู้ว่าคนไหน เจ้าพระยาจักรีที่ขอพ่อสินไปเลี้ยงเป็นคนละคนกับพ่อทองด้วงครับ

เมื่อปลายรัชกาลที่ 5 มีการพบพงศาวดารฉบับใหม่ แต่ผมเห็นว่ายังไม่น่าเชื่อถือนัก ระบุว่าพ่อสินเป็นพ่อค้าชาวจีนจากอยุธยาขึ้นไปค้าขายที่เมืองตากจนร่ำรวย ทางการจึงตั้งเป็นพระยาตาก ฟังดูพิลึกอยู่แต่ก็ขอยกมาเล่าให้รู้ไว้

เมื่อเข้าวัยหนุ่ม พ่อสินและพ่อทองด้วงได้เข้าทำราชการเป็นหลวงยกกระบัตร ซึ่งสมัยก่อนมีอยู่ทุกเมือง ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วยเจ้าเมืองด้านกฎหมายคล้าย ๆ อัยการจังหวัดทุกวันนี้ ยกกระบัตรเป็นตำแหน่งพลเรือนนักปกครองไม่ใช่นักรบ ส่วนพ่อบุนนาคอาศัยว่าเป็นลูกนายกรัฐมนตรีฝ่ายทหาร (สมุหพระกลาโหม) และแม่เป็นชาววังจึงเข้าทำงานในวังเป็นมหาดเล็ก

พ่อสินออกไปเป็นยกกระบัตรเมืองตากซึ่งเวลานั้นถือว่าไกลและกันดารมาก ส่วนพ่อทองด้วงไปเป็นยกกระบัตรเมืองราชบุรี ใกล้อยุธยาหน่อย พ่อสินไปอยู่ตากไม่นานเจ้าเมืองตากตาย ทางอยุธยาขี้เกียจส่งคนไปแทนจึงยกหลวงยกกระบัตร (สิน) เป็นพระยาตากคนใหม่ ชาวเมืองเรียกว่าพระยาตากสิน ฝ่ายหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) นั้น พระยาราชบุรีเจ้าเมืองไม่ได้ตาย จึงเป็นยกกระบัตรไปอย่างนั้นจนสิ้นสมัยอยุธยา

เหตุการณ์นี้ล้ำเข้ามาถึงสมัยพระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของอยุธยา การที่พ่อสินได้เป็นเจ้าเมืองตากนั้นเป็นฐานอย่างดีในการจะทำงานสำคัญของชาติ เพราะเจ้าเมืองต้องเป็นทุกอย่างไม่ว่าฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊ ถึงตอนนั้นจะยังไม่เป็นผู้ว่าฯ ซีอีโอก็เถอะ ข้าศึกยกผ่านมาก็ต้องออกไปสะกัด ข้าศึกมาเมียงมองอยู่ตามชายแดนก็ต้องไปสืบข่าว โจรผู้ร้ายชุกชุมก็ต้องปราบ ราษฎรลำบากเพราะข้าวยากหมากแพงฝนฟ้าไม่ตกก็ต้องช่วยเหลือ

น้ำท่วมยังต้องไปช่วยเลย ใครจะพังพนังกั้นน้ำ รื้อกระสอบทรายก็ต้องไปห้ามปราม ยกมือไหว้บ้างขอร้องบ้าง



เมืองตากเป็นเมืองโบราณสมัยสุโขทัย ศิลาจารึกหลักที่ 1 ระบุว่าสมัยหนึ่งพ่อขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดยกทัพมาตีเมืองตาก พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ให้ลูกชายอายุ 19 ปีไปตั้งรับและต่อสู้จนได้ชัยชนะจึงให้ชื่อว่า “รามคำแหง” เมืองตากอยู่ติดกับชายแดนพม่าซึ่งฮึ่ม ๆ กับอยุธยามานานแล้ว ขณะนั้นเป็นสมัยราชวงศ์อลองพญา หนทางที่พม่ายกทัพทางบกมาตีอยุธยานั้น มี 3 ช่องทางคือด่านแม่ละเมาอยู่ที่ตากนี่เอง ด่านเจดีย์สามองค์อยู่เมืองกาญจน์ และด่านสิงขรอยู่แถวประจวบฯ หากพม่าหักด่านเข้ามาทางแม่ละเมาได้ จะเข้าตีสุโขทัย (ตอนนั้นแทบไม่มีความสำคัญ) พิษณุโลก (สำคัญที่สุดรองจากอยุธยา) และขึ้นเหนือไปตีเชียงใหม่ได้โดยง่าย

ต่อมาเจ้าเมืองกำแพงเพชร (สมัยสุโขทัยเรียกว่านครชุม มีความสำคัญและเก่าแก่กว่าตาก) ตายลง ทางอยุธยาอาจประหยัดงบประมาณค่าขนย้ายและติดสงครามที่พม่ายกมาล้อมกรุงจึงไม่ตั้งใครขึ้นไปปกครอง แต่ให้ย้ายพระยาตากสินจากเมืองตากใกล้ ๆ กันลงไปเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชร ทีนี้จะเป็นพระยาตากไม่ได้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นพระยาวชิรปราการ คำว่าปราการแปลว่ากำแพง วชิระแปลว่าเพชร แต่ยังไม่ทันจะไปรับตำแหน่งใหม่ก็ทราบข่าวพม่าล้อมกรุง พระยาตากสินจึงสำแดงวีรกรรมตามที่ชะตาจะได้เป็นผู้กู้ชาตินำทหารจากเมืองตากรุดลงมาช่วยอยุธยารับมือพม่าเรียกว่าห่วงบ้านเมืองมากกว่าตำแหน่ง

นี่ถ้าพระยาตากเข้ารับตำแหน่งแล้ว เราจะไม่รู้จักพระเจ้าตากสิน แต่จะรู้จักพระเจ้าวชิรปราการสินแทน

พระเอกขี่ม้าเข้ากรุงแล้วครับ ถ้าเป็นหนังไทยสมัยก่อนคนดูต้องตบมือและผิวปากกันลั่นโรง แต่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าพระองค์นี้ขณะนั้นท่านไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายจะได้เป็นพระเอกหรือผู้ร้าย จะเป็นแม่ทัพหรือเชลย จะอยู่หรือตาย เพราะกลายเป็นว่าท่านไม่ได้สู้กับพม่าข้าศึกที่มาล้อมกรุงเท่านั้น แต่สู้กับรัฐบาลที่อ่อนแอโลเลเหลาะแหละ ครม.ที่แตกความสามัคคีเพราะเล่นการเมืองกันเองในยามวิกฤติ ซ้ำร้ายแม่ทัพยังขาดภาวะผู้นำอีกด้วย.

วิษณุ เครืองาม
wis.K@hotmail.com
@เดลินิวส์

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554

บัญญัติแห่งการบิน (ให้เป็นสุข)

โดย : สกอร์เปี้ยน ฟิช
@กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ธันวาคมเป็นเดือนสุดท้ายของปี เป็นเดือนที่เราต่างวางแผนเดินทางท่องเที่ยวและพักผ่อนหลังจากทำงานหนักมาทั้งปี

คนในซีกโลกตะวันตกก็จะกลับไปฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวและฉลองยาวไปจนถึงปีใหม่ ทำให้การเดินทางในเดือนนี้ไม่ว่าด้วยรถ เรือหรือเครื่องบินจะแน่นเอี้ยด การจองตั๋วโดยสารก็ต้องทำก่อนล่วงหน้านานหลายเดือน ไม่อย่างนั้นอาจพลาดไม่สามารถเดินทางตามที่ต้องการได้



เมื่อคนจำนวนมากต้องเดินทางด้วยกัน กิจกรรมพื้นๆ ของคนหนึ่งอาจไปทำให้อีกคนหนึ่งไม่พอใจได้ และยิ่งต้องเดินทางไปด้วยกันในระยะเวลาหนึ่งแล้วด้วยก็อาจทำให้การเดินทางกร่อยตั้งแต่เริ่มต้นได้


เมื่อเร็วๆ นี้ คู่มือนักเดินทางชื่อดัง โลนลี่ แพลเน็ต ได้ทำการสำรวจความเห็นของผู้อ่านกว่า 5,800 คนทางออนไลน์ โดยถามว่าในการเดินทางทางเครื่องบิน อะไรทำที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ความคิดเห็นทั้งหมดถูกรวบรวมและเป็นที่มาของ “บัญญัติว่าด้วยสิทธิพื้นฐานของผู้โดยสารเครื่องบิน”


บัญญัติข้อที่ 1 : สิทธิในการถอดรองเท้า ผู้โดยสารทุกคนมีสิทธิถอดรองเท้าที่ที่นั่งหรือจะเดินไปมาโดยไม่ถูกมองว่าไม่สุภาพ แต่รองเท้าหรือเท้าต้องไม่ส่งกลิ่นเหม็น ถ้าจะเดินเท้าเปล่าไปห้องน้ำก็เป็นสิทธิเพราะถ้าไปเหยียบอะไรเข้าก็ช่วยไม่ได้


บัญญัติข้อที่ 2 : ผู้โดยสารไม่ควรโดนโจมตีด้วยกลิ่นใดๆ ไม่ว่าหอมหรือเหม็น กลิ่นน้ำหอมของคนหนึ่งอาจเป็นกลิ่นเหม็นของอีกคนหนึ่งได้ ส่วนกลิ่นเหม็นก็ไม่เป็นที่ปรารถนาของทุกคนอยู่แล้ว


บัญญัติข้อที่ 3 : สิทธิใช้ไฟอ่านหนังสือได้ถึงแม้ไฟในห้องโดยสารจะปิด โดยที่คนที่นั่งข้างก็ควรทำท่ารำคาญ แต่ถ้าใครจะเปิดที่กั้นแสงที่หน้าต่างในระหว่างเวลาดังกล่าวก็ควรค่อยๆ เปิดเพื่อไม่แสงจ้าเข้าตาคนอื่น


บัญญัติข้อที่ 4 : สิทธิในการเอนพนักที่นั่ง ถ้าการเอนนั้นทำโดยรอบคอบด้วยการหันไปและส่งสัญญาณว่าจะเอนพนัก (เรื่องนี้ผู้ตอบคำถามถกเถียงกันมากเพราะหลายคนเห็นว่า เป็นสิทธิที่จะเอนพนักในขณะที่อีกหลายคนก็ว่า การเอนโดยไม่บอกกล่าวอาจจะทำให้เครื่องดื่มหรือโน้ตบุ๊คตกได้ สุดท้ายคนหนึ่งสรุปว่า จริงอยู่เป็นสิทธิ แต่ก็ถือเป็นมารยาทที่ดีที่จะหันมาบอกสักหน่อย)


บัญญัติข้อที่ 5 : สิทธิที่จะอยู่ในความสงบขณะเดินทาง ผู้โดยสารบนเครื่องที่เพิ่งเจอกันไม่กี่นาทีมีสิทธิที่จะไม่ต้องมารับฟังเพื่อนร่วมเดินทางเล่าเรื่องครอบครัว ปัญหาหมาแมวหรือความรักคุดของคุณ และพวกเขาก็มีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถามส่วนตั๊วส่วนตัวอีกด้วยถ้าไม่ต้องการ


บัญญัติข้อที่ 6 : สิทธิที่จะใช้ที่พักแขนร่วมกัน ในทุกกรณี ผู้โดยสารต้องแชร์กัน คนใดคนหนึ่งไม่มีสิทธิครอบครองคนเดียว แต่ผู้โดยสารที่นั่งกลางก็ได้อภิสิทธิ์สามารถใช้ที่พักแขนได้ทั้ง 2 ข้าง


บัญญัติข้อที่ 7 : เพื่อนร่วมแถวที่นั่งควรรักษาความสะอาดพื้นที่โดยไม่ทิ้งขยะหรือทิชชูบนพื้นหรือแม้แต่ในช่องเก็บของด้านหน้าเพราะจะทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดูหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ หมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วก็ไม่ควรนำมาแปะไว้ตามพื้นหรือใต้เก้าอี้


บัญญัติข้อที่ 8 : สิทธิของคนที่นั่งด้านในที่จะลุกออกไปเข้าห้องน้ำได้อย่างสะดวก เพราะการกลั้นปัสสาวะหรืออย่างอื่นมีผลร้ายต่อสุขภาพ เพื่อนผู้โดยสารที่นั่งด้านนอกควรลุกให้เขาเข้าออกโดยสะดวกโดยไม่ทำท่ารำคาญหรือแกล้งหลับ และคนที่ใช้ห้องน้ำควรอยู่ในห้องน้ำในเวลาที่เหมาะสมโดยคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าอาจมีคนอื่นรอใช้ห้องน้ำอยู่ด้านนอกอย่างกระวนกระวาย


บัญญัติข้อที่ 9 : ขณะเดินทาง ความปลอดภัยต้องมาก่อน ฉะนั้นต้องปฏิบัติตามระเบียบคือปิดสัญญาณการสื่อสารทุกชนิดในขณะเครื่องขึ้นและลงและขณะเดินทาง การสั่งงานครั้งสุดท้าย เช่น ให้สามีไปรับชุดที่ซักแห้งไว้ การอัพเดทเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะมีข้อถกเถียงว่า การใช้เครื่องมือสื่อสารไม่มีอันตราย แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุป ดังนั้นควรปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด


บัญญัติข้อที่ 10 : เมื่อเครื่องลง แต่ยังไม่อนุญาตให้ออกจากเครื่องบิน ผู้โดยสารควรนั่งอยู่กับที่ ไม่ควรลุกขึ้นและกระวีกระวาดเอื้อมหยิบของจากเคบิน (cabin) เพราะจะเป็นการเสียเวลาเปล่า


บัญญัติข้อที่ 11 : สิทธิในการไม่ถูกทำร้ายจากเด็กจอมป่วนที่นั่งด้านหลังด้วยการเตะที่นั่ง ดึงผมหรือตีศีรษะด้วยวัตถุใดๆ ก็ตาม แต่ยกเว้นให้เด็กทารกที่ส่งเสียงงอแง (แต่คนหนึ่งท่าทางรำคาญเด็กมากเสนอให้มีไฟลต์ที่ปลอดเด็ก)


บัญญัติข้อที่ 12 : สิทธิที่ผู้โดยสารทุกคน (ยกเว้นผู้เยาว์และผู้ที่เมาอยู่แล้ว) จะสามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามที่ตนต้องการ ถึงแม้การดื่มมากไปจะไม่เป็นการดีทั้งต่อตนเองและผู้โดยสารคนอื่น


บัญญัติข้อที่ 13 : สิทธิในการอ่านหนังสือ นิตยสารหรือดูหนังโดยไม่ถูกแอบอ่านจากผู้โดยสารด้านข้างหรือด้านหลัง แต่ถ้าเจ้าตัวไม่รู้ตัวก็ไม่เป็นไร


................
ที่มา ยูเอสเอ ทูเดย์ วอชิงตันโพสต์ โลนลี่ แพลเน็ต