หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ธนบุรีศรีมหาสมุทร (3)


เมื่อจัดการกับสุกี้พระนายกอง นายทหารมอญที่เคยรับอาสาพม่าปราบพวกค่ายบางระจันได้และเมื่อพม่ายึดกรุงศรีอยุธยาแล้ว จึงไว้ใจตั้งให้เป็นผู้บัญชาการใหญ่ค่ายโพธิ์สามต้นคุมกรุงศรีอยุธยา ทหารพม่าอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป ต่างยอมแพ้วางอาวุธหรือไม่ก็แตกซ่านหลบหนีกระเจิงไป


เรื่องนี้ใครเป็นนักเขียนนิยาย จะแต่งเรื่องว่าทหารหนุ่มชาวพม่าหรือมอญชื่อ หม่องหรือสมิงอะไรสักคนหลบหนีพระยาตากกระเซอะกระเซิงไปเจอสาวไทยแถวอุทัยหรือนครสวรรค์ช่วยเหลือให้ที่หลบซ่อนเพราะไม่รู้ว่าเป็นศัตรูจนทั้งสองรักกัน หม่องนั่นกลับตนเป็นคนดีช่วยทำมาหากินทำไร่ทำนา ภายหลังทางการสืบทราบจึงจับตัวพรากไปก็คงสนุกดีไม่แพ้เรื่องเลือดสุพรรณของหลวงวิจิตรวาทการและคู่กรรมของทมยันตี!

พูดก็พูดเถอะ เรื่องเนเมียวสีหบดีแม่ทัพพม่าจับคนไทยเป็นเชลยร้อยหวายผูกเดินตามกันไปเป็นพรวนจนถึงพม่าพร้อมพระเจ้าอุทุมพรซึ่งพม่าให้สึกแล้วปลูกตำหนักให้อยู่กับข้าราชบริพารที่เมืองจักกายใกล้กรุงอังวะนั้น ถ้ามาผูกเป็นนิยายว่าเชลยสาวไทยไปอยู่โน่นแล้วรักกับหม่องพม่า หรือเชลยหนุ่มไทยไปรักกับสาวพม่า ก็น่าจะได้อีกเรื่อง ถ้าให้ดีคนไทยคนนั้นต้องทิ้งคนรักหนีกลับมาช่วยรัชกาลที่ 1 ทำสงคราม 9 ทัพคราวพม่ายกมาใหม่อีก 18 ปีต่อมา และคนรักชาวพม่ามาในขบวนทัพพม่าด้วยน่าจะสนุกดี!

พระยาตากเข้ากรุงศรีอยุธยาแล้วก็ได้ขึ้นช้างตรวจดูสภาพพระมหานครอายุ 417 ปี ด้วยความสลดสังเวชใจ ครั้นได้เวลามหาฤกษ์จึงประกอบพิธีบรมราชาภิเษกเท่าที่พอทำได้ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2310 ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชา พระศรีสรรเพชญ ถ้านับต่อจากกษัตริย์อยุธยาแล้วก็เป็นพระบรมราชาที่ 4 แต่คนทั่วไปยังคงออกพระนามว่าขุนหลวงพระยาตาก

วันที่ 28 ธันวาคม จึงเป็นวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วยเหตุนี้ครับ

การทำพิธีบรมราชาภิเษกคราวนั้น ย่อมไม่อาจคึกคักมโหฬารไปได้เพราะบ้านเมืองยังอยู่ในบรรยากาศความสูญเสีย ข้าวของเครื่องใช้ราชกกุธภัณฑ์มงกุฎฉัตรจะไปเอามาจากไหนได้เพราะถูกพม่าเผาทำลายหรือขนขึ้นช้างม้ากลับพม่าไปหมดแล้วจึงเรียกว่า “ทำตามมีตามเกิด” ส่วนความจำเป็นที่ต้องทำก็เพื่อเรียกขวัญชาวเมืองกลับมาว่า “เราได้ผู้นำใหม่แล้ว” มิฉะนั้นจะกลายเป็นขบวนการคนไทยกู้ชาติหรือเสรีไทยลอย ๆ ทำงานใต้ดินอยู่แค่นั้น ทั้งยังจะช่วยให้ข่าวสะพัดไปถึงพม่าด้วยว่ากรุงศรีอยุธยากลับตั้งตัวขึ้นใหม่ได้แล้ว (โว้ย)!

เหลือแต่ปัญหาเรื่องการฟื้นฟูกรุงศรีอยุธยาเท่านั้นว่าจะทำอย่างไร

สภาพกรุงศรีอยุธยาเมื่อพระยาตากเข้าเมืองในปี 2310 หลังเสียกรุงเพียง 8 เดือนน่าจะประมาณอยุธยาหลังน้ำท่วมใหญ่หนนี้ หรือลองสมมุติภาพหลังเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ก็ได้ เพราะข้าศึกจุดไฟเผาผลาญไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม ปราสาทราชวัง หรือบ้านช่องห้องหอของราษฎร เพียงแต่ว่าอาคารเมื่อ 244 ปีก่อนไม่ได้ก่อตึกถาวรดังทุกวันนี้ ไม่มีนิคมอุตสาหกรรม ไม่มีคอนโดมิเนียม ไม่มีตึกใบหยก แต่เป็นกระต๊อบ เรือนแพ เรือนหลังคามุงจากมุงกระเบื้อง อย่างหรูหน่อยก็เป็นกำแพงเมือง พระราชวัง โบสถ์วิหาร เจดีย์ และพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ ที่ก่ออิฐถือปูนแต่ก็แตกหักทรุดโทรมเสียมาก

รถยนต์รถลอยฟ้ารถใต้ดินเวลานั้นก็ไม่มี มีแต่เรือแพ เรือรบหลวงเองยังถูกข้าศึกเผาหมด ในส่วนผู้คนนั้นอยุธยาแทบเป็นเมืองร้างเพราะพวกที่ถูกข้าศึกจับเป็นเชลยไปพม่าก็หลายหมื่นคน พวกที่ไม่ถูกจับก็หนีเข้าป่าเข้าดง จะเหลืออยู่ก็แต่พวกที่ไม่ถูกเกณฑ์ไปพม่าแต่คงไม่ต่างจากเชลยเท่าไรนัก เพราะต้องอยู่ใต้การปกครองของพม่าร่วม 8 เดือน กว่าพระยาตากจะมาปลดปล่อย

คนไทยส่วนหนึ่งที่ยังไม่ทันถูกจับไปพม่าถูกเกณฑ์ไปทำงานอยู่ในค่ายโพธิ์สามต้นนอกเกาะอยุธยา สภาพในค่ายนี้คงไม่ใช่ศูนย์พักพิงแต่เป็นค่ายกักกันเชลย ทหารพม่าเองรวมทั้งสุกี้พระนายกองก็พักอยู่ในค่ายนี้ด้วย เจ้านายราชวงศ์บ้านพลูหลวงพระราชธิดาพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศหลายองค์ เช่น เจ้าฟ้าหญิงพินทวดีก็ถูกกักไว้ทำงานในค่าย เมื่อพระยาตากรบชนะสุกี้พระนายกองแล้วก็ให้ทลายค่ายปล่อยตัวออกมาหมด

พม่าเผาเมืองทำไม คำตอบคือเป็นธรรมดาของผู้ชนะที่จะกำจัดศัตรูมิให้โงหัว ประการสำคัญคือผู้ชนะย่อมต้องการสมบัติพัสถานจากผู้แพ้ เรียกว่าขออะไรติดไม้ติดมือไปบ้าง มาทั้งทีอย่าให้เสียเที่ยว เรื่องนี้จะเป็นนโยบายรัฐบาลพระเจ้ากรุงอังวะหรือเปล่าไม่รู้ แต่ทหารพม่าก็ปล้นบ้านเรือนราษฎร ฉุดคร่าลูกเมียเขามาบำเรอทัพ จุดไฟเผาวัดเผาเจดีย์เผาพระพุทธรูปเพื่อเอาทองคำและของมีค่าไป ขนาดอาวุธหนักเช่นปืนใหญ่ ถ้าฉุดลากเอากลับพม่าได้ก็เอาไป แต่ถ้าเอาไปไม่ได้ก็เผาเสียมิให้ใช้งานได้อีกเรียกว่า “ปล้น” เชียวล่ะ ชาวอยุธยาที่พอมีทรัพย์ต่างขุดหลุมฝังแล้วหลบหนีไป ทหารพม่าก็มาเที่ยวขุดหาเป็นการใหญ่ ขู่ให้ราษฎรเปิดเผยที่ซ่อน ความผิดฐานบอกที่ซ่อนทรัพย์นี้เป็นข้อหาร้ายแรงฐานซ้ำเติมความทุกข์ราษฎร ขนาดสมเด็จพระสังฆราช (สี) ยังถูกพระเจ้าตากสินจับสึกเพราะมีผู้ให้การว่าเคยบอกที่ซ่อนทรัพย์ของคนอื่นจนพม่าไปงัดแงะบ้านที่เจ้าของอพยพหนีน้ำ...เอ๊ย! ไปขุดหาทรัพย์ชาวบ้านได้ไปมากโขอยู่

ผมไปอยุธยาทีไรแม้ทุกวันนี้ก็ยังนึกแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้ชาวอยุธยาไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย อำมาตย์ ไพร่ พระสงฆ์องค์เจ้าหรือทหารที่ตายทับถมศพเกลื่อนกรุง อย่างน้อยวงศาคณาญาติของผมเมื่อ 10-20 ชั่วโคตรก่อนคงอยู่ในจำนวนพวกนั้นบ้างละน่า ถ้าไม่ถูกจับเป็นเชลยเกณฑ์เดินตีนเปล่าไปเมืองพม่าเสียแล้ว ท่านผู้อ่านเองก็เถอะนึกเหมือนผมบ้างไหมครับ

สภาพอย่างนี้แม้เข้าเมืองและปราบ ดาภิเษกแล้ว แต่พระยาตากคงสลดหดหู่ใจเต็มทีจะตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฟื้นฟูและพัฒนาเพื่ออนาคตของประเทศ (กยอ.) เพื่อสร้างนิวอยุธยาก็คงฟื้นไม่ไหว ข้อสำคัญคือขวัญและกำลังใจของชาวอยุธยาแทบไม่เหลือหลออีกแล้ว มีแต่จะหวาดผวาเกรงอาฟเตอร์ช็อกจากพม่าว่าจะมาอีก แม้แต่พระยาตากเองชาวอยุธยาทั่วไปก่อน พ.ศ. 2310 ก็ไม่ได้รู้จักชื่อเสียงเพราะเป็นเจ้าเมืองอยู่บ้านนอก ไม่มีเชื้อสายเจ้านาย ยิ่งเขาว่ามีเชื้อจีนเสียอีก การจะขอความร่วมมือจัดบิ๊ก คลีนนิ่งเดย์ หรือชวนกันกู้บ้านเมืองเห็นจะไม่มีใครมีกะจิตกะใจทำ สู้ไปหาที่ใหม่ เริ่มใหม่ คิดใหม่ทำใหม่ นับ 1 ใหม่ไม่ได้

แต่ครั้นจู่ ๆ จะอพยพไปเหมือนครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 คราวจอมพล ป. ชวนให้ทิ้งกรุงเทพฯ อพยพไปอยู่เพชรบูรณ์ หรือเหมือนที่พม่าอพยพจากย่างกุ้งไปตั้งเมืองหลวงใหม่ที่เนปิดอว์ก็ไม่ง่ายอีก เพราะคนติดที่ก็มี ดูแต่คราวน้ำท่วมสิครับ ทั้งปลอบทั้งขู่ชวนให้อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงยังไม่ยอมไป ห่วงบ้านบ้าง ห่วงหมาห่วงแมวบ้าง ข้อสำคัญคือจู่ ๆ จะชวนให้ผู้คนทิ้งกรุงที่มีอายุ 417 ปีไป ดูท่าจะเสียภาวะผู้นำเหมือนกัน ดีไม่ดีถูกหาว่าลบหลู่สมเด็จพระบูรพกษัตริย์ 34 พระองค์ที่ครองเมืองมาจะมาย้ายในบัดนี้ดูจะใจเสาะเกินไป

เรื่องนี้จะเป็นอุบายแก้เกมของพระเจ้าตากหรือเป็นเรื่องจริงก็ไม่ทราบ แต่วันหนึ่งทรงเล่าให้บรรดาขุนนางแม่ทัพนายกองฟังว่า ขณะบรรทมอยู่ที่พระที่นั่งทรงปืน ทรงฝันว่าอดีตกษัตริย์ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยามาขับไล่มิให้อยู่ คงเห็นว่ามิได้มีเชื้อสายกษัตริย์ สุบินนิมิตนี้จะจริงหรือไม่ก็ตามแต่เป็นกโลบายการเมืองและจิตวิทยาของผู้นำอย่างหนึ่งที่ต้องเอา “ความเชื่อหักล้างความเชื่อ” ที่จริงจะใช้โหราพยากรณ์แกล้งผูกคำทำนายว่าให้ย้ายราชธานีก็คงได้ แต่ทำให้มีพยานขึ้นมาเปล่า ๆ ถ้าบอกว่าฝันเองใครจะมาแย้งได้

อดีตกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาก็พิลึก คนเขาอุตส่าห์มาช่วยกู้บ้านกู้เมืองกลับมาไล่ไม่ให้อยู่ ที่จริงเจ้าแผ่นดินบรมกษัตริย์อยุธยาบางพระองค์ก็มิได้มีเชื้อสายกษัตริย์มาก่อนเช่นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปราสาททอง สมเด็จพระเพทราชา แม้แต่หากว่าขุนหลวงที่มาขับไล่พระเจ้าตากเป็นพระเจ้าเอกทัศซึ่งดูจะหวงอะไรอยู่มากก็จะยิ่งแปลกเพราะเมื่อค้นหาพระศพได้แล้วท่านยังอุตส่าห์ขุดขึ้นมาทำพิธีถวายพระเพลิงมิให้เสื่อมพระเกียรติยศ

ความประสงค์ในการที่ทรงเล่าความฝันนี้คือ อย่ากระนั้นเลยเราควรไปหาที่อื่นสร้างกรุงใหม่กันเถิด จะลงทุนทำใหม่กันทั้งทีมาจมอยู่กับความสลดสังเวชใจรื้อไปสร้างไปบนความทุกข์ได้อย่างไร เพราะนั่นก็เรือนของพี่นี่ก็เรือนของลุงป้าน้าอา โน่นก็วัดที่เคยบวช โน้นก็วังที่เคยเห็น ไหนจะซากศพ ไหนจะซากเจดีย์ทรุดบ้างโทรมบ้าง จะรื้อทิ้งก็ไม่กล้า จะคาไว้ก็เสียดแทงใจ

ผมเข้าใจว่าบางทีพระเจ้าตากอาจทรงเกรงพม่าจะยกทัพตามมาอีกรอบก็ได้ เพราะครั้งพม่าตีกรุงแตกนั้น มีแต่ทัพเนเมียวสีหบดี ส่วนมังมหานรธาแม่ทัพอีกคนก็ตายไปก่อนเสียกรุงแล้ว หากพระเจ้ากรุงอังวะโกรธจัดโดยเฉพาะการที่สุกี้พระนายกองถูกฆ่า อาจทรงถือว่าเสียหน้าจึงยกทัพใหญ่มาเองอีกหนก็จะน่ากลัวมาก ขณะเดียวกันพระเจ้าตากทรงทราบดีว่ายามบ้านแตกเมืองเสียอย่างนี้ ใคร ๆ ก็คงคิดเป็นใหญ่กันทั้งนั้น ที่เห็น ๆ อยู่ในเวลานั้นมีเจ้าพระยานครศรีธรรมราชตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ที่ปักษ์ใต้ พระสังฆราชาเมืองฝางตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ภาคเหนือตอนบน เจ้าพระยาพิษณุโลกตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือตอนล่าง และกรมหมื่นเทพพิพิธ พระราชโอรสพระเจ้าบรมโกศ น้องคนละแม่กับพระเจ้าเอกทัศตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ที่พิมาย ปากทางภาคอีสาน เรียกว่าการเมืองวันนั้นมีหลายพรรค พรรคหนึ่งมีหลายมุ้ง กระจายอยู่ทุกภาค ถ้าพวกนี้ยกลงมาตีอยุธยา กรุงศรีอยุธยาจะลำบาก ยิ่งถ้ายกมามะรุมมะตุ้มพร้อมกันทุกทิศจะยิ่งลำบากหลายเท่า เขมรและพม่าเองก็คงไม่อยู่เฉยแน่


การย้ายไปหาที่ตั้งกรุงใหม่จึงถูกต้องที่สุด แต่ถ้าขึ้นไปตากก็จะล้ำเข้าไปในอำนาจเจ้าพระยาพิษณุโลกและเจ้าพระฝางซึ่งอยู่ติดกัน ถ้าไปอยู่จันทบุรีก็เกรงเขมรซึ่งฮึ่ม ๆ อยู่ข้าง ๆ จะมารบกวนและคงจะมีอุปสรรคอื่นอีกเพราะอยู่ปลายสุด พระเจ้าตากจึงทรงชวนกันย้ายลงมาอยู่ที่กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรซึ่งเคยทรงยกทัพเรือจากจันทบุรีมายึดคืนจากนายทองอินคนไทยใจศัตรูที่พม่าตั้งให้ปกครองและดันซ้ำเติมความทุกข์คนไทยด้วยกัน จึงพอจะทรงคุ้นเคยกับภูมิสถานที่ตั้งและทางหนีทีไล่อยู่บ้าง ที่พอพระทัยคือกรุงธนบุรีอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งทรงสันทัดการรบทางน้ำถ้าพม่ายกมาทางเหนือหรือตะวันตกจนเราสู้ไม่ได้ก็พอจะลงเรือหนีออกปากอ่าวได้ไม่ถูกปิดล้อมเหมือนอยุธยา อีกประการหนึ่งคือชื่อกรุงธนบุรี ซึ่งแปลว่าเมืองแห่งทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่งนั้นดูจะถูกโฉลกพ้องกับพระนามเดิมว่า “สิน” อีกด้วย


เมื่อเสด็จลงมาถึงกรุงธนบุรีก็ทรงเลือก เอาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ป้อมฝรั่งปากคลองบางกอกใหญ่ซึ่งทรงเปลี่ยนชื่อเป็นป้อมวิชัยประสิทธิ์เป็นแนวพระราชวังด้านทิศใต้ ครอบคลุมวัดท้ายตลาด (วัดโมลีฯ) วัดแจ้ง (วัดอรุณฯ) จนถึงแนวคลองนครบาลทางทิศเหนือ (แถววัดเครือวัลย์ทุกวันนี้) ทรงเร่งสร้างพระราชวังขึ้นใหม่หาไม้ทองหลางทั้งต้นมาปักเป็นกำแพงเมืองชั่วคราว ตัวพระราชวังเป็นหลังคามุงจาก นิมนต์พระวัดท้ายตลาด วัดแจ้งออกไปอยู่ที่อื่น ใช้วัดท้ายตลาดเป็นที่พักทหารและยุ้งฉางเก็บข้าว ด้านหลังพระราชวังให้ขุดคลองคูเมืองอีกสายขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา และสร้างกำแพงเมืองกั้นเป็นเขตพระนครไว้ นอกกำแพงเมืองแถวพรานนก เป็นที่ลุ่มจึงให้ใช้ทำนาเลี้ยงราษฎร ส่วนบางกอกฝั่งตรงข้ามให้ขุดคลองคูเมืองอีกสาย (เราเคยเรียกว่าคลองหลอด) ลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามคลองบางกอกน้อยไปออกแม่น้ำแถวโรงเรียนราชินี ปากทางออกแม่น้ำมีคนไปติดตลาดลอยเรือขายปูปลากุ้งหอย เรียกว่าปากคลองหรือปากคลองตลาด


เท่านี้ก็ได้พระมหานครใหม่พออยู่ได้ไปพลางก่อน หลังจากนั้นกรุงศรีอยุธยาก็ถูกทิ้งกลายเป็นกรุงเก่า ผู้คนที่หลบหนีต่างอพยพกลับเข้ามาอยู่ธนบุรีมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนกรุงเทพฯ นั้นยังไม่เกิด มีแต่บางกอกฝั่งตะวันออกเป็นไร่นาป่าสวน.

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ยลนิทรรศน์รัตนโกสินทร์

พันเรื่องถิ่นแผ่นดินไทย 
โดย อาจารย์สยาม ยิ้มบัว คณะทำงานศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

หากให้กล่าวถึงพิพิธภัณฑ์แล้ว สำหรับเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็อาจจะให้ความเห็นว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่แสนน่าเบื่อจากการเข้าไปชมของเก่า คำบรรยายมากมายที่ให้จดบันทึก ห้ามแตะต้องสิ่งของใดๆ และห้ามถ่ายรูป สิ่งนี้คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นไม่มีความสนใจในการเข้าพิพิธภัณฑ์ การปรับรูปแบบการนำเสนอ ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากพูดถึงพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ที่น่าสนใจและตอบโจทย์วัยรุ่นได้ “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” คือสถานที่ที่ผมจะนำมาพูดคุยในสัปดาห์นี้ครับ

จากสโลแกน “คุณค่าแห่งยุคสมัย สัมผัสได้ในหนึ่งวัน” ทำให้ผมไม่รั้งรอที่จะพาศิษย์และมิตรสหายที่รู้จักไปเยี่ยมชมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์อยู่บ่อยครั้ง เพราะสถานที่แห่งนี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวของปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านยุคสมัย ผ่านกาลเวลา ผ่านการถ่ายทอดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อันทันสมัยทำให้เยาวชนและผู้เข้าชมทุกกลุ่มเกิดความสนใจ และเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะรูปแบบการจัดแสดงในแต่ละห้องก็มีการนำเสนอที่แตกต่างกันไป ทำให้ผู้เข้าชมจะไม่เกิดความน่าเบื่อตลอดเวลาที่เดินชมเลย


นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ มีรูปแบบการนำเสนอแบบ Interactive Self-Learning โดยผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านเทคโนโลยีและการนำเสนอที่น่าสนใจต่างๆ ภายในห้องจัดแสดง สถานที่ตั้งของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์เปรียบเสมือนประตูสู่กรุงรัตนโกสินทร์ เพราะตั้งอยู่เยื้องกับลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ สถานที่สำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้ในการเสด็จฯ ออกรับพระราชอาคันตุกะต่างประเทศและพิธีมอบกุญแจเมืองของกรุงเทพมหานครด้วย

แนวคิดในการจัดแสดงของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ คือการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ให้ผู้เข้าชมได้ดื่มด่ำ ภาคภูมิใจ และร่วมกันหวงแหนในสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของคนไทย และที่สำคัญที่สุดในความคิดของผม นิทรรศน์รัตนโกสินทร์เป็นอีกตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้แก่คำว่าพิพิธภัณฑ์ของเยาวชนไทยไปได้มาก ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งให้แก่พวกเขา

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์มีการนำเสนอเรื่องราวในด้านต่างๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านห้องจัดแสดงทั้งหมด 7 ห้องและได้เปิดอีก 2 ห้องจนครบ 9 ห้องไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงในการเข้าชมครบทุกห้อง นอกจากนี้แล้วยังมีนิทรรศการหมุนเวียนในทุกๆ เดือนอีกด้วย จึงทำให้การเข้าชมนั้น ไม่ใช่เป็นการมาแค่ครั้งเดียวแล้วไม่มาอีกเลย ใครเคยมาแล้วก็อยากมาอยู่เรื่อยๆ เพราะกิจกรรมมีความหลากหลายและน่าสนใจ สถานที่แห่งนี้จะมีความน่าสนใจเพียงใด ท่านใดที่ยังไม่ได้มาชม ติดตามผมตลอดหนึ่งสัปดาห์นี้แล้วท่านจะไม่พลาดกับนิทรรศน์รัตนโกสินทร์แห่งนี้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

'เจฮอลลีวูด' หนังโรงเล็กของอินเดีย

หากลอสแอนเจลิสมีฮอลลีวูด มุมไบมีบอลลีวูด ที่รัฐฉรขันท์ เมืองยากจนติดอันดับของอินเดียแห่งนี้ก็มีเจฮอลลีวูดด้วยเช่นกัน อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในรัฐทางตะวันออกนี้แม้จะไม่ยิ่งใหญ่แต่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นในการสร้างสรรค์ผลงาน


“ปัญหาใหญ่ในการทำงานหนังของพวกเราก็คือ คุณจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้า หรือจัดเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องประดับต่าง ๆ” วาร์ชา ลาครา นักแสดงนำสาวแห่งเจฮอลลีวูดบอกเล่าด้วยรอยยิ้ม



ในวันที่แสงแดดสาดส่องของเช้าวันอาทิตย์ในรันจี เมืองหลวงของรัฐ ลาครา วัย 24 ปี กำลังอยู่ในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องล่าสุด เธอนั่งอยู่ในรถคันเล็ก ๆ ของตัวเอง และบรรจงป้ายอายแชโดว์สีชมพูลงบนเปลือกตา กรีดอายไลเนอร์ เกลี่ยฟาวเดชั่นเพื่อปกปิดริ้วรอยที่ไม่ต้องการ และหลังจากโปะแป้งไว้บนใบหน้าเรียบร้อยแล้ว

“หนังของเราพยายามนำเสนอชีวิตความเป็นอยู่แบบท้องถิ่นอย่างแท้จริง แม้ว่าวัฒนธรรมของเราจะไม่น่าดูนัก แต่เราต้องการโชว์ภาพหมู่บ้านและเราอยู่กันอย่างไรในหมู่บ้านแบบนี้ โดยมีหน้าที่การงานอยู่ในเมือง”

เจฮอลลีวูดนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นอย่างภาคภูมิใจ ทั้งในฐานะของรัฐที่มีเศรษฐกิจด้อยกว่ารัฐอื่น ๆ และความเป็นชนเผ่า โดยสร้างหนังด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

โปรดิวเซอร์มักจะต้องรวบรวมเงินจากทรัพย์สมบัติส่วนตัวที่มีอยู่ตั้งแต่ที่ดินไปจนถึงรถยนต์ ขณะที่ทีมงานภาพยนตร์นั้นอาจมีอาชีพหลักเป็นคนขายโทรศัพท์มือถือหรือซีดี


ดาราของเจฮอลลีวูดนั้นอาจมีฐานะแตกต่างจากรายชื่อนักแสดงตัวโตที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอของบอลลีวูด แต่สำหรับที่นี่พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและมีชื่อเสียงอย่างไม่น่าเชื่อ ลาคราและโมนุราจ สามีนักแสดงวัย 25 ปีของเธอ มักจะถูกบรรดาแผนภาพยนตร์รุมล้อมอยู่เสมอ

“บางครั้งเมื่อฉันและครอบครัวออกไปข้างนอกด้วยกัน เมื่อผู้หญิงที่อยู่ในหมู่บ้านบางแห่งเห็นฉันเข้า พวกเธอก็จะเข้ามารุมล้อมและพยายามจะฉุดให้ไปด้วยกัน เพราะพวกเธอต้องการให้ฉันไปที่บ้านของพวกเขาและเลี้ยงข้าวเราสักมื้อ” ลาคราย้อนรำลึกด้วยรอยยิ้ม


ด้วยงบประมาณอันจำกัดและมีผู้สร้างเพียงไม่กี่รายในเจฮอลลีวูด แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของที่นี่ก็ยังต้องต่อสู้เพื่ออยู่เหนือกว่า ลาครามีรายได้จากหนังแต่ละเรื่องราว 30,000 รูปี หรือราว 18,000 บาทเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอเลิกล้มความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ลาครายังคงเล่นไปตามบทบาทเคลื่อนไหวไปอย่างพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อ ขณะที่ทีมงานเปิดเพลงประกอบจากโทรศัพท์มือถือราคาถูก

เมื่อไม่นานมานี้หนังเรื่องกรรมที่ลาคราเล่น ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานของชาวบ้านคนหนึ่งที่กลับมาแก้แค้นเพื่อนชายของน้องสาวที่ถูกฆาตกรรม

แน่นอนว่าภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นจากเจฮอลลีวูดนั้นต่างจากบอลลีวูดอย่างสิ้นเชิง พวกเขาใช้กล้องดิจิตอลตัวเล็ก ๆ และใช้ภาษาถิ่นอย่างซาดรี, นักปูรี และซานตาลี ในการสื่อสาร

ลาคราซึ่งเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 15 ด้วยการแสดงในมิวสิกวิดีโอ โดยขณะนี้มีภาพยนตร์ 4 เรื่องกำลังออกฉาย ขณะที่อีก 5 เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำ เธอหวังว่าวันหนึ่งจะได้ก้าวไปยังบอลลีวูด และครั้งหนึ่งเธอเคยลงทุนไปดักรออยู่หน้าบ้านพระเอกยอดนิยมของบอลลีวูดอย่าง ชาห์ รุกห์ ข่าน ในมุมไบเป็นชั่วโมงมาแล้ว และสุดท้ายก็ได้แค่แอบมองเขาเท่านั้น

“บอลลีวูดก็เหมือนกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ขอเพียงแค่ได้ร่วมแสดงในหนังเล็ก ๆ ฉันเชื่อว่าจะต้องก้าวต่อไปได้อย่างแน่นอน”

ภาพยนตร์เรื่องแรกของเจฮอลลีวูดคือ Sona Kar Napur หรือยุคทองของนาคปุระ ออกฉายในปี ค.ศ. 1992 โดยผู้กำกับ ธานันจาย นัท ทิวารี มีเครดิตถึง 13 หน้า ที่ในหนังเรื่องนั้น เขาถึงกับลงทุนขายที่ดินเพื่อเอาเงินมาสร้างหนัง และเมื่อมันเสร็จออกมาแล้วเขาก็ตระเวนไปฉายตามหมู่บ้านต่าง ๆ โดยมีเพียงเต็นท์ไปกางเท่านั้น

ขณะที่ ชาฮิด อัคเตอร์ ผู้กำกับอีกรายก็กำลังจะถอดใจหากว่าหนังเรื่องที่สองของเขาไม่ประสบความสำเร็จ หนังเรื่องต่อไปก็พับเก็บโครงการได้เลย และก็คงกลับไปขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเลี้ยงครอบครัวตามเดิม.

เจอร์นีแมน @เดลินิวส์

โสมแดงผลัดแผ่นดิน

ทั่วโลกกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองและความมั่นคง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือ เกาหลีเหนือ หลังการอสัญกรรมอย่างปัจจุบันทันด่วนของ นายคิม จอง-อิล ผู้นำสูงสุดของประเทศ ด้วยโรคหัวใจวาย เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 17 ธ.ค. ที่ผ่านมา ขณะอายุได้ 70 ปี

แต่กว่าทางการเปียงยางจะป่าวประกาศให้ประชาชนส่วนใหญ่และโลกภายนอกทราบ ก็ปิดเรื่องเงียบกว่า 2 วัน ไม่มีใครรู้ระแคะระคาย แม้แต่ นายวอน ไซ-ฮูน ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งจะรู้ตอนมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ วอนเลยถูกคณะกรรมาธิการรัฐสภาในกรุงโซล เรียกสอบปากคำเป็นการด่วน

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ฮวงจุ้ยดีรับปีมังกรคะนองน้ำ

สำหรับในปี พ.ศ. 2555 ที่จะถึงนี้ ในระบบการดูฮวงจุ้ยตามระบบวิชาการที่ใช้การคำนวณตามการเปลี่ยนปีตามวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ จะเริ่มต้น “ปีมะโรง” หรือ “ปีมังกร” ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เวลา 16.57 นาฬิกา ซึ่งจะต่างจากตรุษจีนตามธรรมเนียมโบราณที่ใช้การคำนวณจากวงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกอยู่หลายวัน คือวันที่ 23 มกราคม แต่อย่างไรก็ตามหากเราต้องการจะจัดฮวงจุ้ยเพื่อเสริมมงคลรับปีมังกรที่จะถึงนี้ ก็เลือกได้ทั้งเริ่มจัดตั้งแต่ตรุษจีนตามธรรมเนียมโบราณหรือตามระบบวิชาการก็ได้ โดยในปี “มังกร” นี้หากเราศึกษาให้ละเอียดจะพบว่าตรงกับพลังย่อยของ “มังกรน้ำ” หรือ อาจารย์ฮวงจุ้ยหลายท่านก็เรียกกันว่าเป็นปี “มังกรคะนองน้ำ” นั่นเองโดยนักษัตร “มะโรง” หรือ “มังกร” นั้นเป็นลักษณะพลังงานรูปแบบ “ธาตุดิน” เมื่อมาเจอกับพลังฟ้าที่เป็น “ธาตุน้ำ” ก็เรียกว่ามีการ “ข่มพิฆาต” กันของพลังปีนั่นเอง ซึ่งลักษณะพลังงานในรูปแบบนี้จะส่งผลให้ภาพรวมของประเทศเราจะยังคงมีการทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับปี “เสือทอง” และ “กระต่ายทอง” ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในด้านดีนั้นในปีมะโรงนี้การเพาะปลูก การเกษตร ปศุสัตว์ กสิกรรม จะอุดมสมบูรณ์ไม่ขาดแคลน ภัยธรรมชาติโดยรวมจะไม่เกิดที่ประเทศไทยรุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องของอุทกภัยที่จะเน้นไปเกิดในโซนอเมริกามากกว่า


ในปี “มังกรคะนองน้ำ” ขอให้ท่านคิดภาพของน้ำหรือ “ธาตุน้ำ” ที่จะถูกผืนดินหรือที่คนจีนแทนด้วยมังกรหรือ “ธาตุดิน” นั้นคอยดูดซึมหรือข่มพิฆาตธาตุน้ำอยู่ตลอดเวลา โดยการจัดฮวงจุ้ยภายในบ้านเพื่อเสริมดีและลดร้ายสำหรับปีมังกรคะนองน้ำ สามารถทำได้ดังนี้ โดยยึดประตูบ้านหันหน้าไปทางทิศใดก็ใช้ตัวช่วยแก้ในทิศนั้น หรือหากให้ชีวิตรุ่งเรืองโชคดี หมั่นไปใช้ชีวิตในทิศดีของบ้าน (คอนโดให้ถือว่าระเบียงเป็นหน้าบ้าน)


1. ทิศตะวันตก ทิศดีเรื่องโชคลาภและโอกาสทางธุรกิจ พลังดาว 8 ประจำปี เข้ามาสถิตที่ทิศนี้ สำหรับการดูฮวงจุ้ยในระบบดาวเหินของยุคที่ 8 (พ.ศ. 2547-2567) จึงถือว่าทิศทางดังกล่าวเป็นทิศที่มงคลที่สุด โดยทิศทางที่ว่านั้นมีพลังเป็น “ธาตุดิน” แสดงถึงการสะสมเพิ่มพูนขึ้นมาของโอกาสและทรัพย์สิน การกระตุ้นพลังในทิศทางดังกล่าว สามารถทำได้โดยใช้ น้ำพุ น้ำล้น หินกลิ้ง ตั้งเพื่อกระจายพลังดีให้อบอวลออกมา โดยจะยิ่งเป็นมงคลหากอุปกรณ์กระตุ้นพลังงานดังกล่าวมีสีออก แดง ชมพู ม่วง หรือหากท่านไม่สะดวกในการใช้ น้ำพุ น้ำล้น หินกลิ้ง ท่านยังสามารถใช้โคมไฟ อโรมาเทอราปี จุดเทียน ตะเกียง กระตุ้นพลังในทิศดังกล่าวได้เช่นเดียวกันครับ


สำหรับท่านที่มีการชง ได้แก่ผู้ที่เกิดปีจอ ท่านยังสามารถใช้ทิศตะวันตก ในการวางของกระตุ้นพลังตามที่ได้กล่าวมาเพื่อลดผลของการชงจากพลัง “มะโรงประจำปี” ได้ด้วย

2. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศดีเรื่องความฉลาดหลักแหลม ความสำเร็จ ความยินดี มีชื่อเสียงโด่งดัง ในทิศนี้มีพลัง “ดาว 9 ธาตุไฟ” มาสะสมตัวอยู่ หากท่านเน้นเรื่องความฉลาดหลักแหลม ขอให้ท่านเสริมโดยใช้ไม้ทรงสูง เช่น ไผ่เลี้ยง ไผ่กวนอิม แต่ขอเป็นชนิดไม่แช่น้ำ หรือ ใช้ไม้แห้งเหลาแหลมทรงสูงก็ได้ แต่หากท่านเน้นเรื่องความสำเร็จ ความยินดี มีชื่อเสียงโด่งดัง ท่านสามารถเสริมได้โดยการใช้โคมไฟรูปทรงสูง หากเป็นไปได้ก็ขอให้เป็นสีออกแดง ชมพู ม่วง

3. กึ่งกลางอาคารหรือกึ่งกลางห้อง ทิศดีเรื่องอำนาจ ยศศักดิ์ ผู้ใหญ่ช่วยเหลือสนับสนุน ธุรกิจเกี่ยวกับราชการ สัมปทาน หรือ บริษัทใหญ่ ทิศนี้มีพลัง “ดาว 6 ธาตุทอง” มาสะสมตัวอยู่ หากท่านเน้นเรื่องการเพิ่มเรื่อง อำนาจ บารมีของตัวท่านเองนั้น ท่านสามารถตั้งอุปกรณ์โลหะ หนัก กลม มันวาว ที่มีสภาพนิ่งไม่เคลื่อนไหว ให้ดูโดดเด่นเพื่อเสริมพลังธาตุทองในทิศดังกล่าวได้ หรือหากท่านต้องการเสริมเรื่องของธุรกิจการค้า ท่านสามารถเสริมได้โดยการตั้งอุปกรณ์โลหะเคลื่อนไหว เช่น พัดลมทองเหลือง หรือ นาฬิกาลูกตุ้มโลหะ เพื่อกระจายพลังจากทิศดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน


4. ทิศตะวันออก ทิศดีเรื่องการศึกษา วิชาการ ความรัก ความสัมพันธ์ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ทิศนี้มีพลัง “ดาว 4 ธาตุไม้” มาสะสมตัวอยู่ หากท่านเน้นเรื่องของการศึกษา วิชาการ ให้ท่านใช้ต้นไม้ทรงสูง เช่น ไผ่เลี้ยง ไผ่กวนอิม วางเพื่อกระตุ้นพลัง แต่หากท่านเน้นเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ ให้ท่านเสริมโดยการใช้ ไม้ดอกสวยงามสำหรับความรักในเชิงหนุ่มสาว หรือ ไม้ใบเขียวชอุ่มสำหรับความสัมพันธ์ทั่ว ๆ ไป แต่หากท่านเน้นเรื่องการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การตั้งน้ำเคลื่อนไหว เช่น น้ำพุ น้ำล้น โดยใช้อุปกรณ์ที่มีสีเขียวอ่อน เขียวแก่ ก็สามารถส่งเสริมพลังดีนี้ได้

5. ทิศใต้ ทิศดีเรื่องโชคเสริม การค้าระหว่างประเทศ ความเจริญก้าวหน้า การเดินทาง “พลังดาว 1 ธาตุน้ำ” ได้เข้ามาสะสมตัวที่ทิศทางดังกล่าว ท่านสามารถเสริมพลังของทิศดังกล่าวได้โดยการตั้ง น้ำพุ น้ำล้น หินกลิ้ง ตู้ปลา โดยหากอุปกรณ์ดังกล่าวทำมาจากโลหะสเตนเลส ทรงกลม มันวาว ยิ่งทำให้เป็นมงคล หรือ หากท่านจะกระตุ้นพลังโดยใช้อุปกรณ์โลหะเคลื่อนไหว เช่น พัดลมทองเหลือง หรือ นาฬิกาลูกตุ้มโลหะ ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามในทิศใต้นั้นมีพลังซ่อนแฝงของพลังร้ายหรือ “ทิศอสูร” มาสถิตอยู่ ดังนั้นขอให้ท่านงดเว้นการตกแต่ง ต่อเติม ซ่อมแซมใหญ่ในมุมทิศใต้ของอาคาร หรือหากอาคารของท่านหลังพิงทิศใต้นั้น ต้องงดเว้นการปรับปรุงอาคารใหญ่ ๆ ทั้งหลัง ยกเว้นว่าท่านได้รับคำปรึกษาเรื่องการเลือกฤกษ์ยามที่ดีเปลี่ยนร้ายให้เป็นมงคลจากซินแส


6. ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศของการเสียทรัพย์ แตกแย่ง ผู้ใหญ่กลั่นแกล้ง เพราะทิศนี้มีพลังของ “ธาตุทองมีแหลมมีคม” สะสมอยู่ เหมือนกับมีของมีคมหรือมีดวางใกล้ ๆ กันอยู่ ขยับนิดหน่อยก็ต้องกระทบกระทั่ง มีเสียงดัง มีความเสียหายได้ ดังนั้นหากในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านหรือสำนักงานของท่านมีการกระตุ้นพลัง เช่น มีน้ำพุ มีโคมไฟขนาดใหญ่ ก็ถือเป็นการกระตุ้นพลังดังกล่าว สามารถทำให้เสียทรัพย์ หรือมีความแตกแย่ง ชิงดี ภายในบ้าน หากเป็นในสำนักงานหรือโรงงาน ก็จะมีสภาพผู้บริหารทะเลาะกับพนักงาน หรือลูกค้า คู่ค้า รายใหญ่ เอาเปรียบกลั่นแกล้งเรา
วิธีแก้ไขสามารถทำได้โดยใช้การตกแต่งแบบ “ธาตุน้ำ” เพื่อถ่ายพลังของธาตุทองที่ไม่ดีนี้ออกไป เช่น การตกแต่งบริเวณกลางห้องโดยใช้ของตกแต่งสีฟ้า น้ำเงิน เทา ดำ หรือใช้การวางชามสีฟ้า น้ำเงิน เทา หรือ ดำ ใส่น้ำนิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนไหว ก็สามารถจะลดพลังร้ายนี้ได้เช่นเดียวกัน

โดยทิศนี้เป็น “ทิศชงหรือทิศแตก” ประจำปีมะโรงนี้ด้วย ดังนั้นการตกแต่ง ต่อเติม ซ่อมแซม บริเวณนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเด็ดขาด

7. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทิศของการสูญเสีย อุบัติเหตุ อัคคีภัย เนื่องจากทิศนี้มีพลังของ “ธาตุดินภูเขาไฟระเบิด” สะสมตัวอยู่ และนอกจากนี้พลัง “ปีมะโรง” ซึ่งถือว่ามีพลังมากที่สุดประจำปี ยังเข้ามาสถิตซ้อนทับกับทิศร้ายดังกล่าวในปีนี้อีกด้วย จึงเรียกว่าร้ายเป็นสองเท่า เพราะพลังดินภูเขาไฟนั้นพร้อมจะปะทุออกมาได้ตลอดเวลา โดยเป็นพลังที่ร้อนแรงและคาดเดาได้ยาก ดังนั้นหากบ้านหรือสำนักงานโรงงานใดที่หันไปสู่ทิศนี้ จะต้องระวังให้ความใส่ใจ เรื่องของความปลอดภัยของทั้งสมาชิกในครอบครัว สำนักงาน โรงงาน หรือ การเสียหายของทรัพย์สิน โดยเฉพาะเรื่องอุบัติเหตุมากเป็นพิเศษ ถ้าเป็นไป ได้ให้ละเว้นการตกแต่ง ต่อเติม ซ่อมแซม โดยไม่ได้ดูฤกษ์ยามเป็น อันขาด

ท่านสามารถลดร้ายได้โดยการปรับสภาพให้ดินภูเขาไฟไม่ ร้อนไม่ปะทุ โดยใช้ “ธาตุทอง” สลายพลังร้ายนี้ออกไป เช่น การใช้ อุปกรณ์โลหะสเตนเลส มันวาว ตกแต่ง เช่น รูปปั้นโลหะ โคมไฟสเตนเลส ไฟสีขาว สีเงิน หรือในศาสตร์ฮวงจุ้ยระบบวิชาการ เราสามารถจะใช้การนำเกลือใส่ในชามสีขาวและใส่น้ำนิ่งพร้อมเหรียญโลหะบนเกลือเพื่อลดทอนพลังร้ายชนิดนี้ได้เช่นเดียวกันครับ

8. ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศแห่งการทะเลาะเบาะแว้ง มีคดีความ โดยในทิศนี้มีพลังซ่อนแฝงของ “ธาตุไม้ที่เริ่มเจริญเติบโต” สะสมตัวอยู่ เหมือนไม้ที่ต้องพยายามแทรกตัวจากดินขึ้นไปยังพื้นผิวโลก ทำให้ต้องมีแรงเสียดทานกับผิวดิน มีการกระทบกระทั่งกัน ดังนั้นหากบ้านของท่านหันหน้าไปทางทิศดังกล่าวก็จะทำให้ภาพรวมของคนในบ้านนั้นมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน หรือ หากเป็นสำนักงานหรือโรงงานก็อาจจะทำให้ท่านมีปัญหากับลูกค้าหรือคู่ค้าได้ หากร่วมไปกับการที่มีตกแต่ง ต่อเติม ซ่อมแซม รบกวนพลังในทิศดังกล่าวโดยไม่ดูฤกษ์ ก็สามารถส่งผลเสียถึงขั้นมีคดีความ
การแก้ไขในทิศทางดังกล่าว ขอให้ใช้ “ธาตุไฟ” ในมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน เพื่อสลายพลังร้ายของธาตุไม้ทิ้งไป โดยการตั้งของที่มีสีแดง ชมพู ม่วง รูปทรงสูงแหลม เช่น โคมไฟหรือไฟกะพริบสีแดง ดินสอเหลาแหลมที่เป็นสีแดง หรือหากแก้ไขปัญหาเร่งด่วนสามารถทำได้โดยการจุดเทียนไฟให้หมดดอกไป โดยใช้เวลาสัก 2 ชั่วโมง แต่ต้องระวังเรื่องของอัคคีภัยด้วยนะครับ

9. ทิศเหนือ ทิศของการเจ็บป่วย ยอดขายไม่คล่องตัว โดย ทิศเหนือนี้จะมีพลัง “ธาตุดินแตกแห้ง” สะสมตัวอยู่ เป็นสภาพ ของการสะสมของความอุดตันไม่ราบรื่น เหมือนดินที่แตกแห้ง ไม่ ชุ่มชื้น ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง หากบ้านของท่านหันไปสู่ทิศนี้ ก็จะส่งผล ให้สุขภาพของคนในบ้านไม่ดี หรือหากเป็นสำนักงานหรือโรงงานที่ หันสู่ทิศนี้ ก็จะส่งผลในเรื่องยอดขายที่ไม่ราบรื่น ติดขัด ชะงักงัน เหมือนดินที่แตกแห้งมาคอยดูดเอาโชคลาภออกไป ส่งผลถึงผลกำไรของธุรกิจได้

โดยท่านสามารถลดร้ายในทิศทางดังกล่าวได้โดยการใช้อุปกรณ์ ตกแต่งที่เป็น “ธาตุทอง” เพื่อถ่ายพลังธาตุดินที่แตกแห้งออก เช่น การใช้กระดิ่งโลหะ รูปปั้นโลหะมันวาว โคมไฟสเตนเลสไฟสีขาวสว่าง ๆ หรือการวางสิ่งของที่เป็นสีขาว เงิน ทอง มีรูปทรงกลม ๆ พร้อมทั้งใส่น้ำนิ่งเพื่อทำให้ดินอ่อนนุ่ม เช่น ชามโลหะสเตนเลสใส่น้ำนิ่ง ก็สามารถช่วยลดร้ายในมุมนี้ได้เช่นเดียวกัน

** ศูนย์วิชาการฮวงจุ้ย โดย อ.มาศ เคหาสน์ธรรม จัดสัมมนา ฮวงจุ้ยรับปีมังกร ในวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555 สามารถสำรองที่นั่งได้ที่เบอร์ 08-9014-6888.


อาจารย์ตะวัน เลขะพัฒน์
ซินแสประจำศูนย์วิชาการฮวงจุ้ย (ประเทศไทย)
และผู้ก่อตั้ง SWD ARCHTECT : www.modemfs.com โทร.08-0298-9998

Via @เดลินิวส์